590808_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เป้าหมายของพรหมจรรย์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข1 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590808_ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เป้าหมายของพรหมจรรย์

พ่อครูว่า...วันนี้ วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก วันที่ 7 สิงหาคม 2518 เป็นวันที่ชาวอโศกได้รับอิสระเสรีภาพ เป็นนิมิตหมายที่ดีว่า วันที่ 7 สิงหาคม 2559 ก็มีเหตุการณ์สำคัญสำหรับสังคมไทย ก็เป็นที่แข่งขันกันว่า ใครจะเป็นที่ยอมรับ เป็นผู้ถูกต้อง เป็นผู้เหมาะควรกว่าสำหรับประเทศไทย วันที่ 7 สิงหาคม 2518 ก็เป็นเรื่องของเรากับเถรสมาคม พระพุทธเจ้าก็ตรัสถึง หลักการนานาสังวาส ก็มี 2 วิธี ก็มีสงฆ์กระแสหลักคือ ของเถรสมาคม ตอนแรกอาตมาก็มาบวชอยู่ในแวดวงของเถรสมาคมนี้ แต่อยู่ไปก็ได้รู้ว่า เห็นต่างกันมาก ปฏิบัติต่างกันมาก อยู่ต่อไปก็ไม่เจริญ เพราะว่ากระแสหลักนี้ไม่ใช่พุทธแล้ว ไม่ใช่พุทธศาสนาตามที่เรามุ่งหมายคือ ปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน เมื่อเราปฏิบัติมุ่งหมายจะไปนิพพาน เราเข้าใจ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือไตรสิกขา ของศาสนาพุทธ อีกแบบ ไม่เหมือนกับที่เถรสมาคมเข้าใจ เราเป็นนักบวชใหม่ ก็มีคนพูดว่าทำไมคนอื่นอยู่ได้ อย่างท่านพุทธทาสก็อยู่ได้ ทำไมเราอยู่ไม่ได้ อาตมาก็ไม่อยากจะพูดไปลบหลู่ใครเขาทีเดียว ซึ่งอาตมารู้ของอาตมาเองว่า มันยังไม่ใช่ ยกตัวอย่างสมาธิของท่านพุทธทาส ศีลท่านก็ไม่อธิบายละเอียด ท่านอธิบายในเชิงปัญญามาก ท่านก็มีอัตลักษณ์ของท่านพุทธทาส ก็เป็นเชิงปัญญา เป็นต้น อาตมาก็ว่า ยังไม่ใช่ มันมีลักษณะคำพูดภาษาที่เข้าท่า แต่ไม่มีสัมมาทิฏฐิที่ถึงขีด ที่ไม่รู้กรรมฐานของศาสนา กรรมฐานของศาสนาคือ เวทนา ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 พระพุทธเจ้าตรัสในสูตรแรก ในพรหมชาลสูตรเลยว่า เว้นผัสสะเสียแล้ว ไม่เป็นฐานที่จะปฏิบัติได้ ผัสสะก็ทำให้เกิดเวทนาได้ ในเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมะสอง รวมลงเป็นหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดย

อ่านต่อ

ส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ศีลนั้นอาตมายืนยันว่า ศีลคือธรรมนูญของพระพุทธเจ้าคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อาตมาก็ว่าเขาไม่มีศีล เขาก็หาว่าว่า ว่าด่าเขาอีก สมาธิอาตมาก็ว่าที่เขาทำนี้ไม่ใช่ทางที่ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอน อาตมาก็นำมาขยายซ้ำๆ ส่วนปัญญานั้นก็ต้องขอวิเคราะห์ให้ฟัง อาตมาก็อ่าน ก็ฟัง อาจารย์ที่ท่านอธิบายกัน อาตมาก็เห็นว่าท่านอธิบายปัญญากันอย่างไม่มีที่มาที่ไป ที่เขาอธิบายกันส่วนใหญ่การนั่งสมาธินั่งไปถึงขนาด 1 ปัญญาจะโผล่ขึ้นมาซึ่งไม่มีเหตุปัจจัย ไม่มีที่มาที่ไป แบบที่อาตมาอธิบายนั้น ปัญญาจะเกิดตามการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ชัดว่า มรรค 8 นั้นปฏิบัติที่มรรค 7 จึงเกิดศีล สมาธิ ปัญญา ก็ ปฏิบัติมรรค 7 องค์ จึงเกิดสมาธิคือมรรคข้อที่ 8 เวลาปฏิบัติต้องปฏิบัติโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อาตมามาทำงานศาสนา เพราะรู้ตัวว่าบรรลุธรรม พูดด้วยใจที่ไม่มีจิตใจอยากอวดโอ่อะไร แต่ประพฤติตาม มโนสัญเจตนา ที่ทำ คือ มีจิตมุ่งหมาย มุ่งถ่ายทอดธรรมะ อาตมามีโศลกว่า “ไม่มีวินาทีใดเลยที่ไม่ควรเปิดเผยธรรมะ และที่ได้อธิบายสาธยายธรรมะ ก็มิใช่ประพฤติเพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร เข้าพวกเป็นพรรคใหญ่ มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะ และเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่ออานิสงส์จะได้เป็นที่นิยม หรือเพื่อค้านคนอื่นใดให้ล้มไป ..และ มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่าเราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้” อาตมาไม่เคยเรี่ยไร ไม่มีตู้รับบริจาค ไม่เคยทำ ไม่เคยคิดทำ และไม่เห็นว่าพระพุทธเจ้าจะสอนให้ทำ ส่วนผู้จะศรัทธาเลื่อมใสจะเอามาบริจาค ก็มีหลักเกณฑ์ ผู้จะบริจาคให้แก่ชุมชน ต้องมาคบคุ้นรู้จักกันอย่างต่ำ 7 ครั้ง อ่านหนังสือธรรมะชาวอโศกเล่มหลักๆ 7 เล่ม หรือฟังธรรมของชาวอโศกอย่างน้อย 70 ครั้ง และต้องเข้าใจจุดประสงค์แท้จริงในการใช้เงินของชุมชน หากผู้บริจาคตั้งเงื่อนไขพ่วง ทางชุมชนก็จะไม่รับ และที่ทำนี่ ไม่ได้เรียกคนมาเป็นบริวาร ไม่ได้เพื่อลาภสักการะ ไม่ใช่เพื่อเสียงสรรเสริญ ไม่ได้เพื่อล้มคนหรือพวกอื่น ไม่ใช่เพื่อให้คนเห็นว่าตนเป็นผู้วิเศษหรือเป็นหัวหน้าใหญ่ก็ไม่ใช่เลย

พรหมจริยสูตร เล่ม 13 ข้อ 25 [25] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อลวงประชาชนก็หามิได้ เพื่อเกลี้ยกล่อมประชาชนก็หามิได้ เพื่ออานิสงส์ คือ ลาภสักการะ และความสรรเสริญ ก็หามิได้ เพื่ออานิสงส์ คือ การอวดอ้างวาทะก็หามิได้ เพื่อความปรารถนาว่า ชนจงรู้จักเราด้วยอาการดังนี้ ก็หามิได้ โดยที่แท้ ตถาคตอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อสังวร เพื่อละ เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อดับกิเลส ฯ

ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นมีความ 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 34) สันตา คำว่าสงบนี้คือ สงบจากกิเลส กำจัดตัวการคือ กิเลสออกไปให้หมดชีวิตินทรีย์ ให้จิตสงบ แล้วจิตนี้แคล่วคล่อง ว่องไว แข็งแรง จิตสงบของพระพุทธเจ้านี้แข็งแรง ทางพฤติกรรม กายวิญญัติ วจีวิญญัติ โดยเฉพาะใจมี มุทุภูตธาตุ แววไวทั้งเชิงปัญญา และเจโต รู้ก็เร็วไว ปรับก็เร็วไว ไม่ใช่แข็งทื่อ หยุดนิ่ง แต่ของพระพุทธเจ้านี้ ประณีต ยากจะรู้ได้ง่าย ถ้าไม่บรรลุได้ จะเดาไม่ได้ อตักกาวจรา แต่พอจะเข้าใจโดยตรรกะ เหตุผลได้ แต่ในความเข้าใจได้ โดยตรรกะเหตุผลนั้น ยังไม่ได้เกิดผล สันตา ปณีตา นิปุณา เป็นสภาพสงบที่ลึกซึ้งละเอียดไม่หยาบตื้นเลย เพราะต้องรู้ อาการ ลิงค นิมิต ของกิเลส แล้วรู้วิธีปฏิบัติ อย่างหยาบๆ ก็ทำทาน ทำศีล เขาก็ว่าไม่ยาก ทานก็เอาของไปให้ ศีลก็ทำศีล 5 ก็ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใจร ไม่พูดปดไม่มีอบายมุข ก็เห็นว่าไม่เห็นจะลึกซึ้งอะไร เป็นต้น ก็เลยไม่ชัดเจนในสภาวธรรม คนก็เลยตื้นเขิน คนอธิบายก็อธิบายตื้น ก็เลยไม่สุขุมปราณีต ไม่ละเอียดขั้นนิพพาน ที่ต้องรู้พลังงานในระดับนิพพาน ถ้าทำให้กิเลสลดลงไป 1. อนิจจานุปัสสี (ตามเห็นความ ไม่เที่ยง ของกิเลสตัณหา) 2. วิราคานุปัสสี (ตามเห็นความ จางคลาย ของกิเลส) 3. นิโรธานุปัสสี (ตามเห็นความ ดับ ของสัตว์กิเลสตัณหา) 4. ปฏินิสสัคคานุปัสสี (เห็นการ ย้อนทวน กลับไป สลัดคืน ) (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 288)

มันประณีต ไม่ตื้นเขิน ไม่ใช่สงบแบบง่ายๆ ไม่ใช่เลย การเรียนทุกวันนี้เมื่อตื้นขึ้น จึงแยกกายแยกจิตไม่ได้ กายสังขารัง ปัสสัมภยัง หรือทำให้เกิดกายปัสสัทธิ กายวิเวก ก็ไม่รู้แล้ว กายเกี่ยวกับภายนอก กายเป็นธรรมะสอง มีทั้ง นอกและใน แต่ตถาคตเรียก กาย ว่าคือ จิต บ้าง มโน บ้าง วิญญาณ บ้าง (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230)

เมื่อเข้าใจ กาย หมายถึง จิตมโนวิญญาณไม่ได้ ก็ปฏิบัติกายคตาสติ กายาวิปัสสนา กายอื่นๆอีก ก็ปฏิบัติไม่ถูก สักกายะ ที่หมายถึงจิตเจตสิก ทั้งนั้น เช่น กายที่ปฏิบัติจนได้ผลแล้ว เป็น กายปาคุญญตา คือ กายที่แคล่วคล่อง ว่องไวทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร มีพลังที่จิตเจริญไม่มีตัวกวน ไม่มีเหตุปัจจัยที่เป็นตัวกวน ก็เลยเป็น จิตมีพลังสูง จึงเกิด กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ที่แคล่วคล่อง ไม่ใช่ว่าจิตสมาธิคือ ไม่พูด ไม่ขยับ ไม่คิดด้วยเลย ดับจิตวิญญาณเลยซึ่งไม่ใช่ ปณีตา นิปุนา ไม่ใช่ ทุททสา ทุรนุโพธา อะไรเลย

SMS 7 กรกฎาคม 59 0893867xxx… อยู่ท่ามกลางอิทธิพลของ ความอยากได้ อยากมีอยากเป็น108 ให้ปลอดภัยที่สุดคือ อยู่ด้วยเจตนาดีที่ไม่อยากอะไรเลย! เพียรรักษาใจให้บริสุทธิ์ทุกขณะตามโศลกธรรมพ่อครูดีที่สุด! เจริญธรรม พ่อครูว่า...อาตมาเคยให้โศลกว่า เจตนาแต่อย่าอยาก คำว่าอยากกับเจตนานั้นก็ต้องแยกกัน ถ้าอยากอย่างมีตัณหาก็จะมี กามภพ มาผสม หรือหมดกามภพ ก็มีจิตมุ่งหมายทำงาน โดยไม่มีกาม ก็มี รูปภพ อรูปภพ เป็นภวตัณหา ถ้าปฏิบัติจนกระทั่งรูปก็หมด เหลืออรูปาวจร ก็ปฏิบัติอรูปาวจรอีกจนหมด ก็หมด กามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็ จะเหลือแต่ วิภวภพ กลายเป็น ตัณหาไม่มีภพ เจตนาที่ไม่มีภพ นี่แหละอาตมาทำได้ และเข้าใจอันนี้ เจตนาแต่อย่าอยากคือ ต้องแยกเจตนากับความอยากให้ออก ต้องมาบ้าง กามตัณหา ภวตัณหา การหมดตัณหาของพระพุทธเจ้า ไม่ได้หนีไปไหน ให้อยู่กับโลกนี่แหละ กับสังคมแล้วตั้งศีลไว้ ศีลข้อ 1 2 3 ก็ปฏิบัติกายวาจา ศีลข้อ 4 คือคำพูด ศีลข้อ 5 ก็คือใจ ทำศีล 5 ได้ก็ทำศีล 8 เป็นการลดละเพิ่มอีก ใน นัจจะ คีต วาทิต วิสูกทัสสนา มาลาคันธ วิเลปนธารณ มัณฑน วิภูสนฐานา เป็นกิเลสที่เมา การละเล่น เสียเพลง เมาสิ่งที่หอม เมาสิ่งที่สวยงาม สิ่งที่คนโลกๆเขาติดกัน ในระดับ เมรยะ เป็นระดับกลาง ต้องจัดการเมรยะอีก ในระดับรูปภพ หมดก็เหลือระดับอรูปภพ ก็เมา มัชชะ ก็ต้องล้างกิเลสมัชชะให้หมดสิ้นไป ก็จบ เจตนา ถ้าเราเข้าใจเจตนากับตัณหาที่เป็นกาม เป็นภวตัณหาก็ล้างมันออก ให้เหลือลดลง จนเป็นรูปภพ อรูปภพ ต้องทำตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามีไป เป็นลำดับ เจตนาดีที่ไม่อยากอะไรเลย มันพูดได้ แต่ไม่ใช่จะเข้าใจแล้ว ทำให้ได้ คนนี้ส่งรายงานประจำก็ดีที่มีนักเรียนใส่ใจในการศึกษา รายงานผลงาน ก็ชื่นใจนะ ก็เห็นว่าคุณ 3867 ส่งมานี้ก็อนุโมทนา

0893867xxx… ผู้น้อยเข้าใจผิดถูกประการใด โปรดติเตือนชี้แนะ!ขอบคุณบุญนิยม!skk หลังประชามติจะเป็นอย่างไร ตนก็ยังเป็นช่างศิลป์ต๊อกต๋อยมักน้อยพอเพียงเช่นเดิม! เจริญธรรม พ่อครูว่า… อาตมาไม่ค่อยจะเขียน อาตมาเคยวิจารณ์ตั้งแต่หนังไตตานิค ก็มาให้สติแก่คนว่า ไม่ใช่งานศิลป์ แต่เป็นอนาจาร ทำให้คนเกิดรสชาติโลกีย์ก็ใช้นามปากกาว่า ไตรตรานิกข์ คำว่า นิกข์ก็คือ เนกขัมมะ ต่อมาก็เขียนศิลปะโลกุตระเพิ่งออกไป ท่านลานศิลป์ เดิมชื่อลานบุญ ท่านอ่านอันนี้ จนชัดเจนเลย ที่อาตมาได้เปิดให้แสดงงานศิลปะโลกุตระไป ถ้างานใดทำแล้ว คนสัมผัสแล้ว ลดกิเลสนั่นคือศิลปะ แต่ถ้างานใดที่คนสัมผัสแล้วเกิดกิเลสเพิ่มขึ้น งานนั้นไม่ใช่ศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นนาฏกรรมหรือดนตรีการก็ตาม แต่จิตชอบใจนั้นก็รู้สึกตื้นๆ ชอบใจชื่นใจซาบซึ้งก็เป็นมโนมยอัตตาตัวเองที่เขาจะใช้ภาษาหว่านล้อมโน้มน้อม เพื่อให้ปั้นความซาบซึ้งใส่ใจตัวเอง เรียกว่ามโนมยอัตตา เมื่อสัมผัส ประติมากรรม นาฏกรรม คีตกรรม ดนตรีการ สัมผัสแล้วเกิดจิตอย่างไร พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดว่า ถ้าเป็น ข้าศึกแก่กุศลอันนั้นเป็นอนาจาร แต่ถ้าสัมผัสแล้ว จิตเกิดกุศล ก็เป็นมงคลอันอุดม ทำให้คนเกิดจิตกิเลสลด อกุศลคือ โลภะ โทสะ โมหะ อันนั้นเป็นข้าศึกแก่กุศล ต้องมาลดกิเลส จึงเป็น ศิลปะโลกุตระ อาตมาถึงแบ่งศิลปะออกเป็น 5 ขั้น 1. ลามก 2. ราคะ 3. สาระ 4. ธรรมะ 5. โลกุตระ (ข้อ 4 กับข้อ 5 เป็นศิลปะ)

ถ้าเป็นธรรมะนั้น ก็มีระดับอีก มีธรรมะขั้นโลกีย์ เป็น กัลยาณธรรม ไม่เข้าถึงการลดกิเลสในจิตสันดาน แต่ถ้าเป็นธรรมะระดับ โลกุตระ ก็ต้องทำให้ลดกิเลสได้

0893867xxx… กราบขอบคุณพ่อครู กับธรรมะ3เส้า จากพีชนิยามไร้กรรมทำพลังงานเป็นจิตนิยาม มีกรรมเกิดวิญญาณเป็นธรรมะ2 ที่รู้ครบเวทนาสัญญา สังขาร รู้เท่าทันปัจจุบันขณะเดียว! สาธุ พ่อครูว่า ...ก็ดีที่เป็นนักเรียนที่ดี เขียนรายงานมา อาตมาก็รู้สึกดี ขอบคุณมาก

0893867xxx… ขอพ่อหลวง พระบิดาแห่งน้ำฯ พระแม่เจ้าพระมารดาแห่งป่าฯ ทรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอยู่คู่แผ่นดินไทยทรงพระเจริญยิ่งยืนนานฯลูกไทยใจภักดิ์ 0893867xxx… คนไทยคิดต่างกันยังไง ก็เสมือนนิ้วมือที่ไม่เท่ากันเช่นใดแม้เห็นต่างก็อยู่ร่วมกันได้ในมือเดียวกัน เฉกเช่นนั้น! นิ้วจะคดตรงฤาสั้นยาวก็ขอ ให้เป็นนิ้วคุณธรรม สร้างประชาธิปไตยใบสุจริตธรรมด้วยมือเดียวกัน! คือมือที่โอบอุ้มแผ่นดินพ่อฯแม่ฯเรา! พ่อครูว่า ...ใช้ได้ เขียนมารายงานผล

0833046xxx… ยุคสุดท้ายปลายกัป ธรรมมะคู่กับภัย(มาร) พระโพธิสัตว์อุบัติมาฉุดช่วยเวไนย์สัตว์ ให้บำเพ็ญจิตผู้รู้พึงประคองธรรมะ พากเพียรปฏิบัติ เพื่อให้ขึ้นฝั่งธรรมจิตญาณบรรลุหลุดพ้นจิตเดิมแท้บริสุทธิ์กลับคืนสู่แดนโลกุตตรภูมิ พ่อครูว่า ...อันนี้เป็นคำตอบของสายเซ็น อย่างท่านพุทธทาสว่าเด็กเกิดมามีจิตเดิมแท้ ที่จริงไม่ใช่ คนเกิดมาส่วนใหญ่ เพราะอวิชชา ถ้าจิตสะอาดหมดก็เป็นอรหันต์มาเกิด แต่เกิดมาก็มีลิงลมอมข้าวพองได้ จนกว่าหลุดพ้นได้ แม้อรหันต์หรือโพธิสัตว์มาเกิดก็ตาม ถ้าอรหันต์ทุกองค์บรรลุแล้วตายสูญ อันนี้ก็จะมีพระพุทธเจ้าได้อย่างไร คนเกิดมาพร้อมอวิชชา ต้องมาฟังคำสอนจากสัตบุรุษหรือพระพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติจึงหลุดพ้นได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นรู้เองคิดเองไม่ได้ ต้องฟังเป็นสาวกภูมิ ก่อน แล้วจึงจะได้เป็นของตนเอง บรรลุด้วยตน เป็นปัจเจกภูมิ เริ่มต้นก็สั่งสมไป จนเป็น สยังอภิญญา จริงๆไม่ควรเรียกว่า จิตเดิมแท้ ควรเรียกว่า จิตแท้ๆ สมมุติว่าคุณเข้าใจจิตนิยาม เริ่มต้นคุณมีจิตนิยามของสัตว์เซลล์เดียว สองเซลล์ ก็เป็นจิตสะอาด แต่ต่อมาก็มีตัวตนขึ้น สะสมตัวตนโดยอวิชชา เป็นเดรัจฉาน จนกว่าจะพัฒนามาเป็นสัตว์มนุษย์ กิเลสก็บานมากมาย จิตเดิมของมนุษย์นี้เกิดมาไม่มีจิตเดิมไหน เป็นจิตที่สะอาดหมด เป็นจิตเดิมแท้ๆ ต้องปฏิบัติลดกิเลสจนหมดกิเลส เป็นจิตเดิมแท้ได้ การเข้าใจว่านั่งสมาธิ แล้วจิตจะไม่นึกไม่คิด ไม่มีนิวรณ์ ไม่มีกิเลส จิตมันว่างไม่มีกิเลสเลย จิตว่าง ก็เลยอธิบายคำว่า ว่างนี้ ว่างจากอะไร ไม่ได้ เพราะนั่งหลับตาเข้าภพ ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ขาด analysis ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย การปฏิบัติต้องเข้าใจวิโมกข์ 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) 2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) (*พ่อครูแปลว่า มีสัญญาใส่ใจในอรูป ) จะไปเรียนรู้สัตว์นรกอย่างหยาบๆ ก็ไม่ได้ อย่างเช่น จาตุมหาราชิกา อย่างพระพุทธเจ้านี่ว่า คนอื่นตำหนิคนอื่นมา ก็เลยมี ปักขันธิกาพาธ อย่างอาตมาก็เป็นเช่นกัน เป็นวิบาก แม้จะตำหนิอย่างดีก็มีวิบากได้ ถ้าเป็นสายพระพุทธเจ้านะ

0893867xxx… นมัสการพ่อครูฯสณะ สิกขมาต ญาติธรรมบ้านราชฯ ทุกพุทธสถานอโศก! ขอฟังธรรมก่อน ค่อยไปลงประชามติที่ลงได้ถึงเย็นนี้! 0890529xxx… ไม่ปลูกพงรกอสรพิษ ไม่มาอาศัยศาลเจ้า ไม่ดีเทพารักษ์ก็จากไป เมื่อตัณหาไม่สิงใจมารร้ายก็ไกลห่าง แมลงเม่าบินเข้าเพลิงไฟล้วนเกิดจากการประมาณตนผิด ขุนเขาจะย้ายง่ายเหมือนพลิกฝ่ามืออยู่ที่ถือ"สัจจะ" ลงนรกขึ้นสวรรค์ไปถึงฉับไวอยู่ที่ใจวูบเดียว พ่อครูว่า… อาตมาทำงาน และก็จะทำงานอย่างนี้ไปตลอดตาย พูดแต่เรื่องวนเวียนอยู่กับธรรมะ สิ่งที่ไม่ดี ก็ต้องด่าเอา ใครจะว่าอาตมาปากจัดปากร้ายก็ไม่เป็นไร เพราะอาตมาต้องตำหนิสิ่งไม่ดี แล้วยกย่องสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ดีนี้ ไม่ต้องยกย่องมาก เพราะอยู่กับใครนานเท่าไหร่ก็ไม่เป็นอะไร แต่ความชั่วนี้ ต้องรีบให้รู้ตัวมันอยู่กับเรา 1 นาทีมันก็ร้าย 1 นาทีมันอยู่กับเรา 1 ชั่วโมงก็ร้าย 1 ชั่วโมง มันอยู่เป็นเดือนเป็นปี ก็ยิ่งแย่ต้องรีบเลิกสิ่งนี้ สัจธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนี้ พระพุทธเจ้าท่านเอานิคคัณเห มาก่อน ปัคคัณเห ศาสนาพุทธให้หาเหตุแห่งทุกข์ ไม่สอนเหตุแห่งสุข อาริยสัจ 4 สอนให้ หาเหตุแห่งทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ ไม่มีสอนเหตุแห่งสุข เทวดา 6 ชั้นนี้ไม่ใช่ของพุทธ เอามาจากของเก่าศาสนาเก่า ถ้าจะว่าจริง จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ก็เป็นของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ พระพุทธเจ้าก็ยอมรับว่า ท่านไม่รู้ที่ต้น ท่านก็เป็นพระพุทธเจ้าที่สืบทอดมา อาตมามีความศรัทธาธรรมะของพระพุทธเจ้า เริ่มต้นจะรู้โสดาบัน แต่โสดาบันก็ไม่รู้ชัดมาก จะมีวิมุติของโสดาบัน ท่านไม่เรียกว่าวิมุติทีเดียว ท่านเรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ วิมุติของเจโตท่านเรียกว่า สัทธาวิมุติ ของปัญญานี้ ท่านไม่เรียกวิมุติ แต่เป็น ทิฏฐิปัตตะ คือเข้าถึงหลักธรรมด้วยปัญญา เข้าสู่โลกุตระ ต้องรู้ กายในกาย เป็นข้อแรก เริ่มปฏิบัติเป็นโสดาปัตติมรรค แล้วเป็นโสดาปัตติผลเป็นลำดับ เป็นสกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ก็เป็นนิพพาน เป็นโลกุตระ 9 ก็จากปฏิบัติโลกุตระ 37 นี่แหละ คนที่เข้าใจ กาย เวทนา จิต เข้าใจสิ่งที่ทรงไว้หรือไม่ควรทรงไว้ อธรรมไม่ควรทรงไว้ อธรรมหรืออกุศลจิตต่างๆ เป็นตัวปรุงแต่งก็เรียนอันนั้น การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า มีอิทธิบาท 4 เป็นแรงหนุน ช่วยให้ปฏิบัติ สัมมัปปธาน 4 ทำการสำรวม อินทรีย์ 6 ไม่ใช่ไปหลับตา แล้วเรียนรู้ ปหานกิเลสเป็น สัมมัปปธาน 4 1. สังวรปธาน (เพียรระวัง ไม่ให้บาปเกิด ขึ้น) 2. ปหานปธาน (เพียร ละบาป ที่เกิดขึ้นแล้ว) . 3. ภาวนาปธาน (เพียรสรร สร้างให้กุศล เกิดขึ้น) 4. อนุรักขนาปธาน (เพียร รักษากุศล ที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญขึ้นเรื่อยๆ ไม่ให้เสื่อมลง) ก็ทำเป็นลำดับขั้นจะสั่งสมเป็น อินทรีย์ 5 พละ 5 บนทฤษฎี โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน