590709_วิสัชชนา เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ โดยพ่อครู ที่งานภราดรฯ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590709 วิสัชชนา เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ โดยพ่อครู ที่งานภราดรฯ
พ่อครูว่า…วันเสาร์ที่ 9 ก.ค. 2559ขณะนี้เป็นรายการให้วิสัชชนา เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ วันนี้วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559 วันที่สองของงาน ภราดรภาพซาบซึ้งใจที่สังฆสถานทะเลธรรม จ.ตรังนี้ ก็จะให้วิสัชชนาเรื่อง เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ คือเพชรคือแสงอันประกายงดงามวิเศษของพุทธ เป็นสุดยอดของศิลป์เป็นศิลปะระดับโลกุตระด้วย พูดถึงคำสอนของพระพุทธเจ้ามีทั้งวิธีปฏิบัติที่จะได้เรียนรู้ทุกอากับกิริยาให้เกิดศีล สมาธิ ปัญญา เกิดความรู้ระดับปัญญา มีผลเกิดเป็นสภาวะ แล้วเรามีธาตุรู้เข้าไปหยั่งรู้สิ่งที่เกิดผล เรียกว่าปัญญา ปัญญาจึงไม่ใช่การขบคิด หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง หรือกก อ่านว่ากก เป็นต้น หรือคนนั้นทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่ แต่มันคืออาการของจิตเจตสิกเป็นหลักเลย เกี่ยวข้องกันตั้งแต่ภายนอก สังขารปรุงแต่งกันจับอาการได้ แยกแยะได้ วิเคราะห์สังเคราะห์ออก ว่ามีอะไรปรุงแต่งอยู่บ้าง แล้วจับเหตุที่เป็นตัวการปรุงแต่ง เช่นปรุงแต่งมาเป็นความสุข เรียกภาษาว่าเป็นเทวดา ที่เป็นความสุขความพอใจมีเหตุมาจากอะไร แยกแยะวิจัยออก แล้วในศาสนาพุทธว่าตัวนี้เป็นเหตุให้เกิดภพชาติ แล้วจะเป็นเทวดาก็เช่นเทวดา 6ชั้น ไม่มีศาสนาไหนสอนหรอกว่า เทวดานี้เป็นภพชาติ เพราะศาสนาพุทธนั้นตัดภพจบชาติ คนในโลกเทวนิยมหลงเทวดาทั้งนั้น แต่ศาสนาพุทธให้รู้ทันว่านี่ตัวหลอก ให้จมกับเทวดา ไม่มีศาสนาไหนสอนอย่างพระพุทธเจ้า คนที่ตกภพเทวดา ที่เป็นสมมุติสัจจะ ไม่เข้าหาปรมัตถสัจจะ ปรมัตถสัจจะของพระพุทธเจ้าถึงขั้น 0 นิพพาน นิโรธ ดับภพ จบชาติ ไม่มีสุขทุกข์ ไม่มีดินแดนแห่งเทวดา หมดในผู้บรรลุได้เลย นี่คือนิพพาน ไม่มีดินแดนภพชาติเลย คนที่หลงติดยึดอะไรอยู่ก็ไม่สิ้นภพจบชาติ แต่พระพุทธเจ้าว่าไม่ได้ ให้ตั
อ่านต่อ
ดภพทุกภพทันที ท่านให้ไล่ตัดไปตั้งแต่อบายภพ รู้ว่าเป็นอาการหยาบของเรา เหตุมันคืออะไรที่เราไปหลงภพชาติสุขทุกข์เป็นเทวดา นึกว่าเราร่ำรวยมากมี เจริญงอกงามของโลกอบาย ทุจริตโกง ก็อบายแน่ๆ ถ้าเป็นกาม เช่น รูป ก็หลงรูปจัดจ้าน หลงเสียงจัดจ้าน กลิ่นจัด รสจัด สัมผัสเสียดสีจัด นี่คืออบายทั้งนั้น หรือหลงใหลลาภยศ โป้งรวย รวยไม่สิ้นสุดไม่ยับยั้งคือแดนอบาย คนที่ไม่เข้าใจ ก็หลงไป ตกในหลุมอบายหนาเปรอะ เป็นภพชาติใหญ่ก็ไม่รู้ ไปสร้างภพชาติใหญ่เป็นสวรรค์มโหฬารพันลึกเป็นเรื่องลอยลมเพ้อฝันไม่จริงเลย แล้วหลอกว่าอาจารย์นี้เป็นผู้รู้ใครทำทานกับอาจารย์ได้บุญเยอะนะ แล้วได้สวรรค์นรกหรูหรายิ่งใหญ่ อาจารย์จะบอกได้หมด คนอื่นไม่รู้ได้ นอกจากอาจารย์นี่คือนักหลอกที่คนกำลังรู้ทัน แล้วกำลังจะเอาลง เพราะเป็นคนขี้หลอก จนกระเทือนคนเป็นจำนวนมาก เอาไปปู้ยี่ปู้ยำสร้างอาคารดินแดนที่หลอกว่าเป็นสวรรค์มากมาย อย่างคนที่ถูกหลอกไม่รู้ทันเลย หลงเชื่อด้วยว่าคือผู้วิเศษย่ิงใหญ่จริง ใครได้ทำทานด้วยจะยิ่งใหญ่ ที่ทำได้เพราะเขามีวิธีสะกดจิต แล้วสามารถมากในการสร้างภพชาติ วิมานจัดจ้าน ถ้าอาตมาจะเรียกว่าที่สร้างมานี้จัดจ้าน มันสุดอภิมหาบรมอภิอบายเลย นรกยิ่งกว่าอติวินิบาต ตกต่ำจนไม่มีพื้นจะให้ตกต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว ไม่มีนรกจะให้ตกแล้ว คนๆนี้ เขาก็ว่าเขาทำดีมาตลอด 40 ปี แต่อาตมาใช้เพชรพุทธส่องแล้ว มีแต่หลอกๆ อาตมาก็บอกมาตลอด แต่มหาเถรก็รู้ไม่ทัน แล้วอาตมาก็คิดว่าอยู่ด้วยกันคงไม่ได้ คณะใหญ่มืดเมาไปด้วยกันหมด ถูกสะกดจิตไปหมดอาตมาก็เลยลาออกมา ประกาศที่วัดหนองกระทุ่ม ตั้งแต่ปี 2518 ว่าเห็นคณะใหญ่สอนสูตรผิดไปจากพระพุทธเจ้า เปรียบกับการทอดปาท่องโก๋ เขาบริษัทใหญ่ใช้สูตรที่ผิดจากพระพุทธเจ้าทำให้คนกินคนกินท้องอืดเฟ้อไปหมด อาตมาก็เสนอสูตรของพระพุทธเจ้าให้ ท่านก็ไม่เอา อาตมาก็เลยขอลาออก ไปทำร้านเล็กๆเอง ทำสูตรของอาตมาเอง ก็ขอแยกไม่อยู่ในอาณัติของท่าน อาตมาเป็นพระเล็กพระผู้น้อย ตอนนั้นยังใช้คำว่าพระเรียกอยู่ ก็ขอแยกมาเปิดร้านปาท่องโก๋ขายข้างทาง ตามสูตรของพระพุทธเจ้าที่อาตมาว่าเป็นเช่นนี้ ก็มั่นใจว่าคนจะสุขภาพแข็งแรง พัฒนาไปได้ด้วยสูตรที่ถูกต้อง ท่านคณะใหญ่อาตมาไปทำอะไรท่านไม่ได้หรอก ขอแยกตั้งแต่ 6 ส.ค.2518 มีรายลักษณ์อักษรด้วย แต่เหตุผลก็ค่อนข้างแรงอยู่ ส่งให้เจ้าคณะอำเภอ ส่งไปเจ้าคณะจังหวัด มหาเถรก็ยอมรับ ตั้งแต่ 7 ส.ค. 2518 ก็ออกมา เมื่อเป็นนานาสังวาสแล้วจะมาฟ้องร้องอธิกรณ์กันไม่ได้แต่ติเตียนกันได้ ปฏิกโกสนากันได้ (คัดค้านอย่างจัง ปอ.ปยุตโต) อาตมามีสิทธิ์ตำหนิ แต่ฟ้องร้องไม่ได้ ได้แต่ว่าด้วยปากหอก(มุขสตี) ก็บอกประชาชนไปให้ตรวจสอบว่าผิดนะ แต่ไม่มีใครฟังเสียงอาตมา เสียงอาตมานี้ไม่ใช่เสียงนกกา แต่เล็กยิ่งกว่านกกระจิบกระจอก ยิ่งทุกวันนี้สูตรทางเถรสมาคมพิสดารหนัก ผิดหนัก พลิกแพลงสูตรของพระพุทธเจ้าวิจิตรพิสดารมาก หลอกคนเสียจน ธัมมชโยอธิบายธรรมะนี้ เขายอดหลอกลวง ตกแต่งวิมานคำพูดครอบงำความคิดให้หลงเพลินกับสิ่งที่อยากได้อยากมีอยากเป็นแรงมาก เป็นกิเลสตัณหา เขาก็ส่งเสริมความอยากได้อยากมีอยากเป็น แล้วเขาส่งเสริมวิมานสวย รวย ใหญ่ มีแต่มหัปปิจฉะ มักมากมักใหญ่ไม่ใช่ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเลย ทำไมหนอมหาเถรสมาคมทั้งคณะไม่สำนึกประเด็นนี้เลย ปล่อยให้สร้างวิมานหลอกคนจนคลี่คลายไม่ได้เลย ตอนนี้ก็เป็นปัญหาสิ จนสุดท้ายทางบ้านเมืองต้องมาช่วยจัดการ แล้วบอกให้ทางเถรสมาคม เจ้าคณะต่างๆช่วยด้วย ว่าเป็นปัญหาว่า อันนี้ไปทุจริต เรื่องการเงิน เงินนี่ 5 มาสก ภิกษุใดปฏิบัติผิด ด้วยเงิน 5มาสกนี้ผิด รับของโจรด้วย เป็นการตั้งข้อหาทุจริต เป็นพระเป็นเจ้าทุจริตนะ แจ้งไปให้เจ้าคณะจังหวัดบอกว่าให้เขามารับข้อกล่าวหา แต่เจ้าคณะจังหวัดบอกว่าไม่ใช่เรื่องของศาสนา แต่เป็นเรื่องของทางบ้านเมือง อาตมาก็ว่าเป็นเรื่องทุจริตการเงินเป็นเรื่องปาราชิก นี่แล้วบอกว่าเป็นเรื่องไม่ใช่ธุระเสียอีก ระดับเปรียญด้วย ก็ไม่รู้อีก อาตมาก็จำเป็นต้องใช้ศิลปะโลกุตระในการปฏิกโกสนา ว่าอันนี้ผิดอย่างไร หรืออันนี้ถูกอย่างไร นิคคัณเหนิคคหารหัง ปัคคัณเหปัคคหารหัง ไม่ใช่มาด่ากันหรือประจานกัน เป็นการบอกให้รู้ ตามที่พระพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับชาวพุทธทั้งหมดก็ต้องช่วยกันดูแล อาตมาก็เป็นชาวพุทธ ขอยืนยันว่าอาตมาเป็นพุทธด้วยเลือดด้วยวิญญาณ ออกจากทางโลกมา ตั้งแต่ปี 2513 ก็ยิ่งมั่นใจว่าจะต้องช่วยทางศาสนาไปอีกนาน ไม่เคยคิดกลับไปอยู่ทางโลกเลย ยิ่งเห็นว่าต้องกอบกู้ศาสนา เพราะว่าจะไม่เหลืออะไรแล้ว ต้องจัดการ ตัวจำเลยเด่นๆขณะนี้ และกลุ่มคณะสงฆ์ คณะใหญ่ ที่ล้มเหลว บ่มีไก๊ จะทำอย่างไรกันดี อาตมาพูดตรงๆชัดๆ ด้วยสัจจะด้วยจริงใจ จะทำอย่างไรกันดี จะกอบกู้กันอย่างไรหวาดไหว คณะใหญ่ทำงานมาแล้วเป็นผลอย่างนั้นแล้ว แล้วก็จะยื้อบัลลังก์ไว้ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ติกชนักมีคดีทั้งนั้น ศาสนาเพี้ยนไปแล้ว ที่จริงก็เห็นใจว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้ก็อยู่ยาก แต่ยากก็ต้องแก้ไข ถ้าไม่แก้ไขก็เลวใหญ่ อาตมาเข้าใจพระเจ้าอโศกมหาราช ว่าท่านจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องลงดาบ ท่านจับสึก ทำลาย ปลดเลย รื้ออย่างขุดรากถอนโคนเลย ท่านจัดการหมดเลย ท่านทำได้ตอนนั้น แต่ตอนนี้ก็ทำได้เพราะม. 44 นี้มีอำนาจเช่นเดียวกัน คุณเชื่อไหมว่าในยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช พระที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่ซับซ้อนวิตถารเท่ายุคนี้เชื่อไหม? แต่มันก็ผิดแล้วหยาบแล้วศาสนาไปไม่รอด พระเจ้าอโศกเลยใช้อาญาสิทธิ์ของท่านจัดการเลย ก็ศาสนาจะถึงเจริญขึ้นไปรอดอยู่มาได้เพราะครั้งหนึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชได้ชำระสะสาง มีอายุยืนยาว แม้มาถึงเมืองไทยก็เพราะพระเจ้าอโศกมหาราชใช่ไหม? มาถึงวันนี้ วัฏฏสงสารวนเวียนมาจุดนี้แล้ว ต้องชำระเช่นกัน แต่ตอนยุคนี้ก็ต้องอาศัยอย่างพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว เพราะทางธรรมหมดฤทธิ์แล้วไม่มีใครทำได้ ก็ต้องใช้อาญาสิทธิ์ศาสนาถึงดีได้มาถึงวันนี้ พอถึงวันนี้เสื่อมหนักหนากว่ายุคนั้น ถ้าไม่จัดการไม่ชำระครั้งนี้ก็หมดสิ้นแน่นอน อาตมาไม่ได้ใส่ความหาเรื่องเลยด้วยสุจริต ถ้าอาตมาที่พูดไปนี้เป็นกรรมของอาตมาทั้งนั้น เป็นเรื่องที่ต้องจัดการจริงๆ ขอให้ผนึกกันเถิด กับหลวงปู่พุทธอิสระ ถ้าทางไหนเห็นด้วยก็ไปช่วยกัน แต่คงไม่มีใครอยากเอามือซุกหีบนะ ศาสนานี้เป็นวิญญาณเป็นตัวลึกของความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่มนุษย์ดึกดำบรรพ์ก็มีหัวหน้าเผ่า ถ้าเจ้าตัวหัวหน้าเผ่าไม่มีความรู้ทางวิญญาณดูแลคนในเผ่าก็ต้องมีคนที่เรียกว่าหมอผี ควบคุมจิตวิญญาณอีก จัดการปราบผี ดูแลจิตวิญญาณคน มาแต่โบราณดูแลกันมาพราะจิตวิญญาณเป็นตัวการสำคัญ จะเจริญหรือเสื่อมก็อยู่ที่จิต มโนปุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา เมื่อผีเข้าสิงหรือมารมาเข้า เป็นจิตวิญญาณเสื่อมต่ำเลวร้ายมาอยู่ในมนุษย์มากแล้ว ถ้าผู้ดูแลเช่นหัวหน้าเผ่า หรือผู้บริหารระดับสูงอย่างทุกวันนี้ก็ต้องดูแลจิตวิญญาณ จัดการ เป็นปุโรหิตของประเทศนั้นๆ จิตวิญญาณเป็นตัวจัดการชีวิตมนุษย์ จึงต้องมีไตรสิกขา ให้เกิดจิตเจริญเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกว่าสัมมาสมาธิ ของศาสนาอื่นก็เป็นสมาธิแบบเขา แต่ของพระพุทธเจ้าพิเศษจากอย่างอื่น มีวิธีสร้างจิต อาตมาศึกษาตามพระพุทธเจ้ามา มาชาตินี้อาตมาบอกว่าเป็นโพธิสัตว์สืบต่อศาสนามาจนถึงวันนี้ พูดนี่รู้พลังงานระดับ จิต มโน วิญญาณก็มีที่มาที่ไป ท่านก็สอนธรรมนิยาม พลังงานอุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ จิตจะมีกรรมครองแล้ว ก็รู้จักกรรม แล้วปรับปรุงกรรม กระทำจนชำระส่ิงที่ควรชำระให้หายไปจากจิต จนสะอาดบริสุทธิ์ไมมีอกุศลจิตเลย ต้องรู้พลังงานจิตจริง เช่นอาตมาบอกว่าสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นจิตตั้งมั่นที่ไม่หวั่นไหวต่ออำนาจโลก อยู่เหนือไม่เป็นทาสอำนาจโลก ไม่ใช่ว่าต้องไปนั่งสะกดจิตหลับตา มีนิโรธแบบหลับตานิ่งเป็นพรหมลูกฟักนั่นไม่ใช่นิโรธของพระพุทธเจ้า แต่นิโรธของพระพุทธเจ้านั้นลืมตา มีปัญญารู้แจ้งไม่หลงโลก มีโลกวิทู ช่วยสังคมโลก เป็นพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ต่อโลก ศาสนาพุทธถูกผู้ผิดพลาดบอกว่าศาสนาพุทธอย่ายุ่งกับการเมืองกับโลก หนีให้ห่างธรรมะก็อยู่ส่วนธรรมะ โลกก็อยู่ส่วนโลก คนอธิบายเช่นนี้เป็นคนผิดบาป ไปตู่ไปว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าให้เพี้ยนไป คนที่แยกธรรมะออกจากโลกหรือแยกธรรมะออกจากการเมือง แยกธรรมะออกจากสังคม คนนั้นอยู่ในลัทธิฤาษีดาบสไม่มีโลกวิทู ไม่มีรู้ว่าโลกธรรมมีฤทธิ์แค่ไหนแล้วเราเรียนรู้ว่าเราเคยเป็นทาสกามทาสโลกธรรมทาสอัตตา เราก็เรียนรู้แล้วแก้จิต ให้เปลี่ยนจากโง่เป็นฉลาดไม่เป็นทาสโลกธรรมทาสอัตตาเป็นโลกุตรจิต ศาสนาพุทธจึงมีตรีลักษณ์ โลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ(เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) เราอยู่เหนือรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อัตตาในโลก เราก็มีความรู้โลกวิทูแล้วช่วยโลก โลกานุกัมปายนะ อาตมาจึงสร้างพระพุทธรูป ปางตรีลักษณ์ มันบังเอิญเหมือนภาษาสากลภาษามือว่า I love You. หรือ หว่อไอ๊หนี อาตมาตอนแรกไม่รู้นะ มารู้ทีหลังตั้งไปแล้ว แต่อาตมาหมายถึงตรีลักษณ์ หมายถึง โลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ(เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) เรียกพระพุทธรูปปางนี้ว่า พระพุทธาภิธรรมนิมิต คือพุทธ อภิธรรม และนิมิต มีเครื่องหมายของอภิธรรมของพุทธ ที่ย่ิงใหญ่เป็นตรีลักษณ์ แล้วพยายามสอนให้คนมีโลกุตรจิตไม่หนีโลกหนีสังคม แล้วทำจิตให้เป็นโลกุตรจิต ไม่หนีโลก ไม่เป็นทาสโลก ในพระสูตรเล่ม 1 ก็เห็นเพชรพุทธส่องแสงวาบ ตั้งแต่สูตร 1 ถึง 13 จนอาตมาจะเขียนหนังสือเรื่องเพชรพุทธ 13 กะรัต แต่ไม่มีแรงเขียนแล้ว แต่ก็รู้ว่าแต่ละสูตรมีแสงมีเหลี่ยมเพชรพุทธอย่างไร เช่นมุมที่ 1 กะรัตที่ 1 เช่นพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าจะชมเราต้องชมว่าเราเป็นคนมีศีล ...พรหมชาลสูตร มีเรื่องเล่าว่า พวกต่างลัทธิ ปริพาชก อาจารย์กับลูกศิษย์ แย้งกันเรื่องพระพุทธเจ้า แล้วมีผู้ได้ยินคำติชมพระพุทธเจ้าก็มาทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าถ้าจะชมเรา ก็เบื้องต้นชมเราว่าเรามีศีล คำว่ามีศีลก็เป็นเพชรพุทธ มีศีล คือ ศีลแต่ละหัวข้อ เช่นศีลข้อแรกไม่ทำร้ายไม่ฆ่าสัตว์อย่างไม่มีข้อแม้ด้วย ศีลของพระพุทธเจ้าที่ตราขึ้นมาเรียกว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีศีล ไม่ได้เอาจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มาปฏิบัติเลย ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่ได้กล่าวถึงจุลศีลแต่พระพุทธเจ้าท่านแบ่งเอามาทำคือศีล 5 ถ้าเจริญขึ้นก็เป็นศีล 8 แล้วเจริญขึ้นก็ศีล 10 ก็อยู่ในจุลศีลนี้แหละ พระพุทธเจ้าว่า ให้เว้นขาด อย่าฆ่าสัตว์อย่าเอาของที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ละเมิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปดไม่เสพสุราเมรัย อย่างใดเลย ไม่ใช่แค่กดข่ม กายกับวจีไม่ทำแต่ไม่รู้การล้างใจ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ เมื่อสมาทานศีลแล้ว สัมผัสกับสิ่งที่เราจะเว้น เราก็อ่านกิเลส แล้วดับกิเลส มีศีลคือที่จิตดับกิเลสไม่ใช่แค่กายกับวาจาไม่ละเมิดเท่านั้น เมื่อลดละได้ตามศีลมีปัญญารู้ ลดได้หมดมีปัญญาวิมุติ ปัญญาก็รู้มีวิมุติ วิมุติญาณทัสสะ ก็รู้ จบหมด ในกิมัตถิยสูตรระบุไว้ชัดเลย 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) จิตคุณอยากฆ่าสัตว์มันทำให้คุณเดือดร้อน คุณอยากฆ่าสัตว์มันก็จะร้อน เราก็ลดความเดือดร้อนอยากฆ่า เราก็ลดได้ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)
แต่สอนกันทุกวันนี้ในมหาวิทยาลัยพุทธ เปรียญ 9 ดร.พุทธศาสนบัณฑิตก็สอนเช่นนี้ ว่า สอนกำหนดแค่กายกับวาจา ส่วนสมาธิต้องไปนั่งหลับตาเอา แต่ศีลไม่ได้หลับตา เมื่อสัมผัสกับสัตว์ จิตเรามีอาการอย่างไร ถ้าอาการเราจะไปทำร้ายสัตว์ฆ่าสัตว์นั่นแหละตัวจริง สัมผัสแล้วอยากได้ของคนอื่นก็มีโลภะต้องกำจัดโลภะ ไปเห็นผัวเขาเมียใครแล้วมีราคะก็ต้องจัดการชำระที่จิต การลดกิเลสได้นั่นคือเกิดฌาน ลดได้ก็สั่งสมตกผลึกตั้งมั่นเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา นี่คือศีลทำให้เกิดสมาธิจิตตั้งมั่น ไม่ใช่ว่าแยกส่วนทำกัน ศีลก็กายกับวาจา สมาธิก็นั่งเอา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในโสณทัณสูตร ปัญญาอันศีลชำระให้บริสุทธิ์ (โสณทัณฑสูตร ศีลอันปัญญาชำระให้บริสุทธิ์ ล.9 ข.193) ศีลมีในบุคคลใด ปัญญาก็มีในบุคคลนั้น ปัญญามีในบุคคลใด ศีลก็มีในบุคคลนั้น ปัญญาเป็นของบุคคลผู้มีศีล และศีลก็เป็นของผู้มีปัญญา นักปราชญ์ย่อมกล่าวศีลกับปัญญาว่าเป็นยอดในโลก เหมือนบุคคลล้างมือด้วยมือ หรือล้างเท้าด้วยเท้า ฉะนั้น
เพชรพุทธ ในพระไตรปิฏกพระสูตรเล่ม 1 อ่านดูก็ชัดเจน พระพุทธเจ้าสอนว่าหรือให้แสงเพชรสว่างมาว่า จะชมเราก็ชมที่เรามีศีล มีศีลคือจิตบรรลุตั้งแต่โสดาบันไปถึงอรหัตตผล โสดาบันทำให้กิเลสดับไประดับหนึ่ง ผู้มีศีลคือผู้มีอรหัตตผล มีนิโรธ มีความหลุดพ้น ดับกิเลสได้ตั้งแต่อบาย เป็นพระโสดาบัน ถ้าจะชมผู้ที่ปฏิบัติธรรมตามพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ชาวอโศกได้รับคำชมว่าพวกนี้มีศีลตรงกับที่พระพุทธเจ้าว่า แต่เดี๋ยวนี้มหาเถรสมาคม รวมทั้งชาวพุทธทั้งหลาย ไม่มีจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีลแล้ว เขาถือแต่ศีล 227 ที่แท้จริงเป็นพระวินัยที่เป็นเหมือนกฏหมายลูกหรือรอง แต่ศีลเป็นกฏหมายใหญ่หรือธรรมนูญแต่ตอนนี้กฏหมายใหญ่หายไป มีแต่กฏหมายรอง หลักพุทธก็หายไปด้วย จุลศีลแปลว่าเล็กหรือเฉพาะตน ไม่ครอบคุมทั้งศาสนาตนปฏิบัติก็ลดกิเลสตน ส่วนมหาศีลนั้นครอบคลุมทั้งศาสนาท่านให้งดเว้น เช่นพุทธไม่มีเดรัจฉานวิชชานะ อย่างศาสนาอื่นเขาทำ ท่านก็เลยตั้งธรรมนูญของท่านว่าท่านไม่มีนะ ยกตัวอย่างชัดๆ อย่างรดน้ำมนต์ ศาสนาพุทธไม่มีนะ พ่นน้ำมนต์ไม่มี ท่านแปลอันกันเองนะ ไม่จุดธูปจุดเทียน อันนี้อาตมาพูดเอง แต่สมัยพระพุทธเจ้าท่านว่า ห้ามจุดไฟเป็นอัคคียัญ หรือใช้ควัน เช่นใช้กำยาน จุดด้วยขี้เลื่อยหรือข้าวสาร จุดแล้วเกิดควันเหมือนธูป หรือใช้เปลวไฟ โดยใช้น้ำมันเปรียงน้ำมันเนย แต่ทุกวันนี้ประยุกต์มาเป็นธูปจัดแล้วได้ควัน เป็นเทียนจุดแล้วมีเปลว เรียกว่าอัคคียัญ ศาสนาพุทธไม่ใช่ต้องให้สื่อถึงวิญญาณด้วยน้ำด้วยไฟเป็นสื่อเหมือนศาสนาอื่นๆ อาตมาพยายามใช้ศิลปะในการสื่อว่าศาสนาพุทธเป็นโลกุตระไม่ใช่โลกียะนะ สรุปว่าศาสนาพุทธทุกวันนี้แย่กว่ายุคพระเจ้าอโศกมหราชมากเลย แล้วยกย่องพระเดรัจฉานวิชชากันแทบทั้งนั้น ในปาฏิหาริย์นั้น มีสามอย่าง เกวัฏฏสูตร ว่าไว้ว่า ดูกร เกวัฏฏะ เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว จึงได้ประกาศให้รู้ ปาฏิหาริย์ 3 อย่าง เป็นไฉน ? คือ 1. อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ทางใจ ไปซ้ำกับพวกคันธารี) 2. อาเทสนาปาฏิหาริย์ (หยั่งรู้จิตคนอื่น ไปซ้ำกับมณิกา) 3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนวิชชา8 เป็นปัญญาสัมปทา) พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง(ชิคุจฉามิ) ในอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ทำใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ . (เกวัฏฏสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 339-341)
พระพุทธเจ้าว่าไม่ให้ทำ อย่างธัมมชโยทำนี่ ทำนายว่าคนนี้อยู่นรกสวรรค์อย่างนั้นอย่างนี้ คืออาเทสนาปาฏิหาริย์ พระพุทธเจ้าท่านว่าเบื่อหน่ายระอาไม่ให้ทำ แต่ธัมมชโยทำด้วย แล้วทำอย่างไม่มีจริงด้วยก็ต้องปาราชิกแน่แล้ว ย่ิงกว่าข้อขโมยเงินอีกนะ ก็มีคุณชาติชาย เขียนจดหมายไปลองภูมิ หลอกว่าพ่อตายแล้ว ไปถามธัมมชโยว่าพ่อตายไปอยู่ที่นรกหรือสวรรค์ชั้นไหน ธัมมชโยก็ตกหลุม บอกมาต่างๆนานา แล้วคุณชาติชายก็บอกว่า พ่อผมยังไม่ตาย ยังอยู่ที่เขียนไปถามนี้หลอกท่าน แต่คนที่หลงใหลได้ปลื้มก็ไม่เชื่อ เพราะถูกสะกดจิตหมดแล้ว อาตมาเคยศึกษาการสะกดจิตมาแล้ว การสะกดจิตแล้วสั่งให้เป็นอย่างไรก็ได้ ถ้าสะกดได้แล้ว เขาจะเห็นจะได้ยินตามเราหมด เช่นสะกดจิตแล้ว ก็บอกว่าลืมตา แล้วบอกว่าที่บนโต๊ะนี้ไม่มีวัตถุอะไรนะ มีแต่โต๊ะเกลี้ยงๆ แต่ตอนเรียนมาก็มีกระดาษดินสอแก้วน้ำอยู่บนโต๊ะก็สะกดจิตแล้วสั่งเขาว่าไม่มีวัตถุบนโต๊ะ เราก็บอกว่าให้หยิบแก้วน้ำ เขาก็บอกว่าไม่มี เขาก็ลองคว้า แล้วก็ถูกแก้วน้ำตกแตกเลย เขาก็ตื่นจากการสะกดจิต ก็บอกว่ามีแก้วน้ำด้วยหรือ? หรือสั่งว่ามันมีเสือ ให้ลืมตาแล้วบอกว่ามีเสือ เขาก็เห็นเสือ แล้วจะวิ่ง เราก็จับเขาไว้แล้วทำให้เขาตื่นจากสะกดจิต แม้แต่ลองกันว่า ต่อไปนี้จะเอาเหล็กแดงเผาไฟ นาบที่แขนนะ เราก็เอาไม้บรรทัด หรือดินสอ นาบที่แขนเขาก็สลัดออกบอกว่าร้อน มีรอยแดงเป็นไฟไหม้ด้วยได้ ที่เขาทำกันเดินลุยไฟได้ก็จริงได้ด้วย แต่นี่สะกดจิตกันวันละหลายรอบด้วยที่ธรรมกาย แล้วสะกดให้อย่างเต็มใจให้สะกดด้วย นี่ย่ิงจมลึกกว่าอีก จะพูดอย่างไรไม่มีกระดิกเลย สะกดจิตต่อหน้าทุกวัน แล้วก็ไปนั่งสะกดจิตตนเองด้วย การนั่งหลับตาแบบสายธรรมกายหรือสายอ.มั่นคือการสะกดจิตทั้งนั้น แต่การปฏิบัติแบบพระพุทธเจ้ามี analysis แต่ที่ทำกันแบบธรรมกายเป็น Hypnotize สะกดจิตงมงายหลงภพชาติ ในพรหมชาลสูตรคือการนั่งสมาธิเจโตสะกดจิต นี่คือเพชรแสงมุมหนึ่งของเพชร ในพรหมชาลสูตร ท่านบอกว่า การไปทำเจโตสมาธิ มีแต่อดีตกับอนาคต แล้วท่านก็แจกอดีต 18 และอนาคต 44 เป็นเรื่องที่ศาสนาพุทธเว้นขาด เวรมณี ตามศีล ยุคโน้นหลับตาหนีเข้าป่าเขาถ้ำ แต่ของพระพุทธเจ้านี้สอนให้สังวรศีล สำรวมอินทรีย์มีโภชนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ให้ตื่นลืมตา ปฏิบัติไม่ผิด แต่ไปหลับตานั้นผิดแล้วไม่ชาคริยาแต่ปฏิบัตินิทรา ปฏิบัติจรณะ 15 1. ถึงพร้อมด้วยศีล . . 09. ปรารภความเพียร 2. คุ้มครองทวารอินทรีย์ 10. สติอันเป็นอาริยะ . . 3. ประมาณในโภชนา 11. ปัญญา . . 4. ประกอบความตื่น 12. ปฐมฌาน . 5. ศรัทธา (เชื่อมั่น) . . 13. ทุติยฌาน 6. หิริ (ละอายต่อบาป) . 14. ตติยฌาน 7. โอตตัปปะ. (สะดุ้งบาป). 15. จตุตถฌาน 8. แทงตลอดในพหูสูต . (ล.13/34)
ศาสนาพุทธทุกวันนี้มีแต่จรณวิบัติ เพชรพุทธส่องแสงบอกอาตมาเช่นนั้น ไม่รู้จักจรณะ 15 วิชชา 8 แล้ว 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) 3. อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายการลดกิเลส ไม่ใช่หลากหลายวิธี) 4. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) 5. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน) & 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 7. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) 8. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม 9 ข้อ 127 - 138) ศาสนาพุทธเป็นศาสนาโลกุตระ พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ในล.31 ข.620 โลกุตร 43 ทำได้ก็จะมีขั้นตอนไปตาม เจโตปริยญาณ 16 มีสายเจโตกับปัญญาลดกิเลสได้ก็เป็นสังขิตตังจิตตังกับวิกขิตตังจิตตัง ทำได้ก็เป็นจิตเจริญขึ้นเป็นมหรรคตจิต ขยายญาณต่อไปอีกถึงโสฬสญาณก็ได้ แต่ไม่ขยายวันนี้นะ ทุกวันนี้เขาว่าปฏิบัติได้นั้นไม่มีจริงหรอก แต่เราก็อยู่ในโลกยุคเดียวกับคุณ แต่เราก็ทำได้ คำสอนพระพุทธเจ้าก็บอกแล้วว่า ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากอรหันต์ มีจริง คุณไม่เชื่อก็ไม่ได้ของคุณเองหรอก เขาว่าไม่มีหรอก สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) คุณก็มิจฉาทิฏฐิในข้อนี้ไป ในสัมมาทิฏฐิ 10 แต่คนที่เขาทำได้มี เขาเห็นว่าทำได้เขาก็ทำจนพ้นโลกโลกีย์มาสู่โลกโลกุตระ เราทำได้ ก็มีจริง ผู้ไม่มีก็ไม่มีจริงๆก็จริงๆ นี่คือแสงเพชรพุทธ คือแสงธรรม แสงธรรมต้องทอบวร…. ก็ขอประกาศตอนท้ายเลยว่าธรรมะพระพุทธเจ้ายังมีเชื้อยังมีเนื้อหาอยู่ ถ้าผู้ใดบอกว่าอรหันต์หรืออาริยบคคลไม่มีแล้วในโลกก็ปล่อยเขาอย่าไปคบเขาแล้วกันแต่ทางนี้บอกว่ายังมี เขาจะบอกว่าอาตมาอวดอุตริมนุสธรรม เอาธรรมะสูงของพระพุทธเจ้ามาพูด มันไม่เป็นจริง คุณก็พูดของคุณว่าไม่จริงแต่อาตมายืนยันว่านี่เป็นจริง เอาพระไตรปิฎกมายืนยันกัน อาตมาก็ขอยืนยันว่าพระไตรปิฏกของพระพุทธเจ้ายังเป็นเพชรพุทธ อ่านสูตรไหนก็เป็นสูตรที่ส่องแสงแวววาวมา อาตมาไม่ใช่นักศึกษาเท่าไหร่ แสงเพชรพุทธนี้กระจ่างชัด เห็นแจ้งดีงามมาก อาตมาก็พยายามทำตนให้มียอดในการเก่งในการสื่ออธิบายแสงของพุทธ มุมเหลี่ยมของพุทธที่มีแสงอันวิเศษสดใสงดงามดี นี่คือความหมายคร่าวๆของเพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ก่อนจะจบก็ขอสรุปว่า ศาสนาเป็นวิญญาณของประเทศของสังคม ในมนุษยชาติ ถ้าไม่เรียนรู้วิญญาณแล้วทำให้วิญญาณเจริญ วิญญาณดีวิญญาณลดกิเลส ถ้าการศึกษาไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ เพราะประเทศจะตกอยู่ในความเสื่อม ในสังคมยุคนี้ การศึกษาไม่ได้เอาธรรมะไปในการศึกษา การศึกษาจึงล้มเหลว อาตมาพยายามเอาการศึกษานี้ให้มีธรรมะเข้ามา จึงต้องตั้งโรงเรียนเอง แต่ก็ไปขออนุญาตเป็นนิตินัยก็มีรร.สัมมาสิกขาของชาวอโศก เอาเด็กมาเรียนโดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าให้มีศีล แล้วก็ให้เป็นงาน ทำอะไรเป็น ไม่ใช่เรียนแล้วก็ได้แต่ท่องหัวโตตรรกเก่งทำงานไม่เป็นศีลธรรมย่ิงแย่ เป็นชีวิตที่บกพร่องอาตมาเลยต้องตั้งโรงเรียนให้มีปรัชญาศีลเด่นเป็นงานชาญวิชา วิชาการตามโลกเขาก็ให้ได้ด้วย เขากำหนดไว้ เราก็เอามาสอนตามหลักสูตรให้ได้ตามเกณฑ์ เด็กที่เราได้สร้างโรงเรียนมา 20 กว่าปีก็ออกไปกับโลกเขาได้ เราไม่มีป.ตรีโทเอก เขาก็ไปสอบเรียนข้างนอกเขา ก็เรียนจบป.ตรีโทเอกมีกันเยอะแยะ ส่วนที่เด็กได้ไปจากเราคือได้ธรรมะ ศีลเด่น เป็นงาน เด็กเราให้ฝึกฝนทำงานการแล้วเขาก็ว่าทำไมกินแรงงานเด็ก ก็เด็กมันกินข้าวเราที่เราไม่เก็บเงินเก็บทองเอา ก็ทำงานกินบ้างสิ ที่จริงเราฝึกฝนให้เด็กเป็นงาน งานเราส่วนมากไม่ได้คิดเงินทองเท่าไหร่ แต่เด็กก็ช่วยงานการที่ได้เงินทองเช่นกัน ก็เอามาใช้สอยไม่ได้เก็บค่าเรียนเลยไม่ให้เอาเงินทองจากพ่อแม่มาด้วย เจ็บป่วยเราก็ช่วยรักษา เจตนาดีเหล่านี้ พวกมองแง่ร้ายก็มี เด็กเรามา 20 กว่ารุ่นแล้ว เราก็กอบกู้การศึกษามา การศึกษาที่ไม่มีศีลธรรม ไม่เป็นงาน แล้วเอาความรู้มาตีราคา ทุกวันนี้มีแต่นักรู้ วิชาก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive