590707_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ศาสนาคือปัญญาและวิญญาณของชาติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590707 พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ศาสนาคือปัญญาและวิญญาณของชาติ
พ่อครูว่า วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม 2559 ปีวอกที่ สันติอโศก ก็ได้มาบรรยาย สาธยายธรรมะ เรื่องสัจธรรม เราไม่มีย่อหย่อน ไม่มีเวลาใดเลยที่ไม่ควรจะเปิดเผยธรรมะ ทุกเวลาควรเปิดเผยธรรมะตลอดเวลาเลย วันนี้อาตมาจะอา sms มาอ่านเสียก่อน
Sms 6/7/59 _0893867xxx วัยเกษียณไปแล้วตั้งใจจะมาปฏิบัติธ.อยู่ที่บ้านราชอุบล ในบั้นปลาย! อยู่กับโลกธ.มาครึ่งชาติก็ยังบ่ได้ไปสักทีต้องดูแลบุพการี! เฮ้อ ตอบ...ก็เป็นคุณงามความดีอย่างหนึ่งที่ได้ช่วยดูแลพ่อ ที่ไปไหนไม่ได้เลย เป็นกตัญญูกตเวที วิบากใครก็ของใคร เราจะได้ขันติอดทน ได้ทำกุศลเป็นสิ่งที่ทำให้เราง่ายดายสะดวกขึ้น ให้ศึกษาธรรมะให้ดีไม่ตกหล่นหรอก เราอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าได้ ทุกลมหายใจเข้าออก
_0893867ผู้น้อยไม่รู้พ่อครูบรรลุธรรมตอนไหนเพราะมาทีหลังญตธ.อโศกแต่ผู้น้อยคิดว่าพ่อครูบรรลุธ.ระหว่างบำเพ็ญธ.อยู่กับการพาญตธ.ปฏิบัติธ.สร้างชุมชนพึ่งตนบนความพอเพียง!มิใช่ในป่า _0893867xxx ผู้น้อยนำพระพุทธเจ้าแต่ละปางมาจากหนังสือศิลปะลายไทยเพราะรับเขียนภาพพระหลายร้อยปางตามแบบเลยนำมาบอกต่อ! _0893867xxx ผู้น้อยก็เคยขอสณ.ศาลีอโศกบวชเป็นเช่นสม.!สณ.บอกว่าคนพิการบวชไม่ได้! เศร้าฮือๆ มนุษย์หูเทียม _0893867xxx นมก.พ่อครูฯ สณ.สม.จรธ.ญตธ.สันติอโศกผู้มีธ.อัปปิจฉะพาสังคมสงบสุขสันติอย่างพอเพียง! ตอบ...ธรรมะข้อนี้ อัปปิจฉะ อาตมาแปลว่า กล้าจน ซึ่งชาวอโศกเรามีคุณสมบัตินี้อยู่มากเลย
_0893867xxx ที่พ่อครูอธิบายกายอันคือวิญญาณเกิดจากกามคุณ5 ถูกไหมมีจักขุรู้รูปะ,โสตะรู้ สัททะ,ฆานะรู้คันธะ,ชิวหา รู้รสะ,กายะรู้สัมผัส? ตอบ...ไม่ใช่แค่เกิดกาม แต่เกิดอัตตาด้วย ให้เราได้เรียนรู้
_08
อ่านต่อ
93867xxx ขอบคุณบุญนิยมกับธรรมะอันลึกซึ้งบรรลุได้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อจิตปริโยทาตา _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมเรื่องกรรมเป็นของตนเป็นทายาทเป็นกำเนิดเป็นเผ่าพันธุ์เป็นที่พึ่งอาศัย _0833046xxx ผู้บำเพ็ญถดถอยไปเพราะยึดติดห่วงลูกหลานครอบครัวปัจจัยเงินทองขัดสนจนรู้สึกเสียดายยากสละ เกิดความกลัวหลายเรื่องราวยังมีความลังเลไม่มั่นคงจริงจนกายใจเฉื่อยชาจนเคยชินจึงเลือกที่จะเก็บตัวเงียบงำบำเพ็ญ แต่จิตก็รู้ว่าธรรมะนี้ดี ผู้บำเพ็ญต้องรู้ย้อนมองส่องตนรู้เท่าทันกิเลสในใจตนและหยุดลงได้มิให้ก่อเกิดการบำเพ็ญธรรมะมิใช่อยู่ที่ใดแต่อยู่ภายในจิตตน ตอบ...ทำใจในใจโดยอยู่กับผัสสะทำฌาน สั่งสมเป็นสมาธิเป็นปัญญา ซึ่งส่วนใหญ่เขายึดติดในสมาธิหลับตากันมานานแล้ว อาตมาพยายามอธิบายแต่เขาไม่ค่อยให้ค่า เพราะอาตมาทำไม่สวยไม่ไพเราะแบบคนอื่น ไม่พยายามสร้างภาพแบบนั้น แต่กลับกัน มันตรงกันข้ามกันด้วย คนละอย่าง เพื่อจะได้ชัดเจนก็เลยปฏิบัติตนตรงนี้ _0810124xxx ผม,ขน,เล็บ,ฟัน และหนัง ที่ตัดออกแล้วเป็นอุตุ ที่ยังติดกับปสาทรูปคือพีชะ ที่ยังรับความรู้สึกจึงเรียกว่า "กาย"ถูกต้องมั้ยครับ ตอบ...ไม่ง่าย แต่ถ้าเข้าใจมูลกรรมฐาน 5 ถ้าเข้าใจได้ดี มันจะเข้าใจเลยว่า อาการจิตเราขณะนี้นี่หลุดพ้นแล้ว หรือไม่หลุดพ้น มันจะอ่านอาการจิตออก ว่าถ้าจิตมีพลังงงานระดับพีชะนี้ถือว่าเป็นพลังงานหลุดพ้นแล้ว ไม่ขาดไม่เกี่ยวพัน แต่ถ้ามีจิตเชื่อมโยงอยู่ แต่พีชะนี้ติดกับตัวเรานะ เป็นอาการที่เราเองยังมีชีวะอยู่ ถ้าหนีเข้าป่าเขาถ้ำตัดทิ้งเป็นอุตุนิยามเลยไม่เป็นแบบพุทธ แต่ถ้าเล็บที่ยาวออกมามันไม่มีเวทนาอย่างนี้ไม่ใช่เรา อันนี้ที่จริงยังไม่ใช่ตัวบรรลุธรรมหลุดพ้นแท้ หลุดพ้นแท้คือรู้อยู่มีเวทนาอยู่ เจ็บปวดได้ แต่ไม่มีอารมณ์ชอบหรือชังไม่ผลักไม่ดูด ไม่ใช่สัมผัสไม่รู้เรื่องเป็นชีวะเท่านั้นไม่ใช่ แต่สัมผัสอยู่ ตากระทบรูป เห็นอยู่ พลังงานที่เป็นจิตเจตสิก จะมีชีวิตินทรีย์ ถ้าสัมผัสไม่รู้เรื่องก็ไม่ใช่ชีวะ แต่สัมผัสแล้วรู้เรื่องเหมือนคนอื่นเขา แต่ปุถุชนเกิดรักชัง แต่ของเราไม่ใช่อารมณ์สามัญ มันไม่รักไม่ชังไม่โกรธไม่หลง นี่คือ ถ้าเราเข้าใจอาการของมูลกรรมฐาน จะเข้าใจว่าอย่างนี้มีชีวะหรือไม่มีชีวะ อย่างนี้มีจิตหรือไม่มีจิต สัมผัสแล้วรู้สึก
_มีสมณะดาวดินถามมาว่า สุโข ปัญญัสสะ อุจจโย ตำราพุทธศาสนาม.2 แปลว่า การสั่งสมบุญ นำสุขมาให้ กราบพ่อครูอธิบายคำต่อคำ ตอบ...คำว่าสุโขคือสุข ปัญญัสสะ ก็คือสภาพอุจจโยแปลว่าการสั่งสมพอกพูน ถ้าการสั่งสมปุญญัสสะ ก็นำสุขมาให้ ก็เลยทับศัพท์มา คำว่าบุญคือปุญญัสสะ ก็คือ อัสสะ นี่แปลว่าอันเป็นของบุญนี้ ไม่ใช่บุญที่เป็นก้อน เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใดสั่งสมหรือปฏิบัติเป็นบุญ ผลที่ได้คือกิเลสตาย เพราะฉะนั้นผลของบุญนำสุขมาให้นี่ จึงเป็นอุปสโมสุขเป็นสุขอย่างไม่สามัญ ไม่ใช่สุขสาธารณะ ขอยืมบัญญัติคำว่าบุญมาเท่านั้น สุ แปลว่าดี คำว่า ข แปลว่าที่ว่าง ท้องฟ้า อวกาศ ไม่ได้มีอะไรนะ สุขนี่เพราะว่าว่าง เพราะว่าดี การแปลทับศัพท์ไม่ผิดหรอก แต่เข้าใจไม่สมบูรณ์ ต้องมาไขความให้ลึกซึ้ง คำว่าสั่งสมบุญนี้ต้องแจกคำว่า ปุญญัสสะ ไม่ใช่คำว่า ปุญญะคำเดียว ผู้ใดจะพัฒนาผลเป็นบุญคือได้ทำสำเร็จแล้วเป็นส่วนของบุญอันนี้เป็นสิ่งละเอียดลึกซึ้ง
_ส.ขยันยอม ส่งมาว่า เทวดานั้นเขาสมมุติกันในโลกด้วยศัพท์อันสูง ในพระไตรปิฎก ล.13 ข.758 ล.22 ข.206 ท่านบอกข้อผูกพันใจ 5 ประการว่า 6. วินิพันธสูตร [206] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ 5 ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ยังไม่ปราศจากความพอใจ ยังไม่ปราศจากความรัก ยังไม่ปราศจากความระหาย ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกาม ภิกษุใด เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ...ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกาม จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็น เครื่องผูกใจข้อที่ 1 ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ... ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกาย ภิกษุใด เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ... ยังไม่ ปราศจากความทะยานอยากในกาย จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นเครื่องผูกพันใจข้อที่ 2 ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ... ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในรูป ภิกษุใด เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ...ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในรูป จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นเครื่องผูกพันใจข้อที่ 3 ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุฉันอาหารจนอิ่มตามต้องการแล้ว ประกอบความสุขในการนอนความสุขในการเอน ความสุขในการหลับอยู่ ภิกษุใด ฉันอาหารจนอิ่มตามความต้องการแล้วประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอนความสุขในการหลับอยู่ จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นเครื่องผูกพันใจข้อที่ 4 ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุปรารถนาเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่งประพฤติพรหมจรรย์ด้วยตั้งใจว่า เราจักเป็นเทวดา หรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีล พรต ตบะหรือพรหมจรรย์นี้ ภิกษุใดปรารถนาเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยตั้งใจว่า เราจักเป็นเทวดา หรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีล พรต ตบะหรือพรหมจรรย์นี้ จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไป พ่อครูว่า...ต้องพูดเรื่องการหลงติดยึดเป็นเทวดาอย่างหน้ามืดตามัวแบบสำนักธรรมกาย ไม่เข้าใจเทวดา 6 ชั้น สร้างภพชาติที่ซับซ้อนตนเองก็เมาหรูหราใหญ่โต เอาวิมานมาหลอกซับซ้อนไปหมดเป็นความหลง เป็นเทวดาที่มีทังขิฑฑาปโทสิกเทวดา และมโนปโทสิกเทวดา พวกที่หลงระเริงใน กามคุณ ในโลกธรรม ก็อยู่ในทางความใคร่อยากในขิฑฑาปโทสิกะ แต่อีกพวกใครอยากในจิตดับสายหลับตาดำมืด เป็นมโนปโทสิกะ อย่างธรรมกายนี่ซับซ้อนทั้งเทวดาทั้งสองอย่าง ไปหลงจิตเทวดามโนปโทสิกเทวดา แล้วมีขิฑฑาปโทสิกเทวดา เป็นเวหัปผลา วิมานล่องลายฟ่องฟ้ามหาศาล เต็มไปในอวกาศมากกว่าสตาร์วอร์ (พูดเป็นรูปธรรม) ความหลงใหลไม่รู้จิตเจตสิกปรมัตถธรรม ทำให้หลงมืดมัวโมหัน ธรรมกายทำได้มาก คนหลงใหลมาก เพราะเขาสะกดจิต เป็นวิชาสะกดจิต คนหลงใหลมากมายทำให้เสียหายฉิบหายวายป่วงมากมาย
ศาสนาคือปัญญาและวิญญาณของชาติ
(1) ชาติจักสุขสงบได้ ควรคะนึง โดยเฉพาะ“วิญญาณ”พึง ตระหนักรู้ แม้นไม่ชัดชาติถึง สลายล่ม กันแล หากประมาทยากกู้ วิกฤติได้ทันกาล (2) นานไปหมักพิษร้าย จงระวัง ชั่วจะพาชาติพัง พินาศแท้ ยิ่งจะปฏิรูปดัง มุ่งมาด หากบ่รีบแน่แพ้ เพราะช้าจริงจริง (3) ยิ่ง“ปัญหา”ศาสน์นั้น สำคัญนัก สะกดจิตคนจมปลัก นรกแท้ วิญญาณ“โง่”สยบสมัคร ใจมอบ มารเลย ต้องรีบช่วยกันแก้ ชาติด้วย“ปัญญา” (4) ถ้า“วิชชา”เกิดกับผู้ ใดใคร รู้“โลก”รู้“อัตตา”ไข เล่ห์ได้ เร่งการศึกษาไตร สิกขพุทธ แท้เทอญ ทุกระบอบต้องใช้ สติพร้อม“ปัญญา” (5) “วิชชา”มีทั้งโลก ทั้งธรรม “โลก-อัตตา”ก็สำ- เร็จรู้ รู้โลกุตระนำ โลกปุถุ ชนแฮ ใช้“มหาปเทส”สู้ เล่ห์ร้ายจึงทัน (6) ไม่เช่นนั้นจักแพ้ กลโกง เล่ห์ชั่วมันยืนโรง ยิ่งแล้ว การเมืองบวกศาสน์โยง กันอยู่ มิเห็นฤา หากพลาดชาติไม่แคล้ว พินาศย้ำซ้ำเดิม (7) มารเหิมโหดหนักแล้ว นานพอ เถอะโปรดอย่ารีรอ เผด็จได้ ยามดีฤกษ์งามมอ สี่สิบสี่ “ผลสุก”กินเถอะไม่(ไหม้) เช่นนั้น“เสียของ”
“สไมย์ จำปาแพง” 6 ก.ค. 2559 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 313 ประจำเดือนสิงหาคม 2559] อย่างธรรมกายเขาหลอกให้คนทำทาน ด้วยการหลอกว่าจะได้เป็นเทวดา คนก็อยากเป็นเทวดา ทำมโนมยอัตตา ทำให้คนปั้นภาพ มโนมยอัตตา สายอ.มั่นสายหลับตาก็ใช้มโนมยอัตตา สะกดจิตให้เข้าไปในภพแล้วปั้นเทพเทวดามาสอนอย่างอ.มั่นเป็นต้น แม้จะลืมตาหรือหลับตาก็สร้างได้ อาตมาเคยผ่านมาแล้ว เขาสะกดจิตกันสามารถทำให้ตาเห็นตนเองนอนตายร่างเน่าเปื่อยเหม็นได้เลย ก็ทำให้เบื่อหน่าย พอช่วยได้แต่เป็นอุปาทานซ้อน เป็นมโนมยอัตตา มองคนให้เห็นเป็นโครงกระดูกเดินได้ ก็บอกว่า คนเราไม่ได้งดงามสวยอะไรหรอก ก็เป็นเหมือนโครงกระดูกเดินได้ เห็นหญิงสาวเดินมาเห็นเป็นโครงกระดูกเดินเลย สายพวกนี้ก็ทำได้ สายหลับตาสว่างไม่เห็นแบบนี้ทีเดียวแต่เห็นภพชาติเป็นวิมานลอยลมได้เลย มาดูทานสูตรกัน ล.23 ข.49 ทานนั้นมีผล และมีอานิสงส์ได้ ทานอย่างไรก็ได้ผลแน่ แต่จะมีอานิสงส์(ประโยชน์)ได้มากหรือไม่นั้นก็แล้วแต่เงื่อนไขการกระทำอีกที 1. เป็นผู้ทำจิตตั้งจิตตนไว้ ว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน สาเปกฺโข ทาน เทติ ปฏิพทฺธจิตฺโต ทาน เทติ สนฺนิธิเปกฺโข ทาน เทติ อิม เปจฺจ ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ พ่อครูว่า…จตุมหาราช นั้นทำพฤติกรรมเหมือนทำดีให้ทานแต่พฤติกรรม เจตนานั้นเลวร้ายอยากได้กลับมามากๆ แย่งชิงเอามา มันพรางตนว่าเป็นเทวดา ที่แท้มันคือมารคือยักษ์ โหดเหี้ยม ดุดันทำมหิต แต่ที่เรียกว่าเทวดาเพราะว่ามันเสพรสสุขเท็จนี้ เป็นสุขนั่นเอง นี่คือเทวดาเลวร้ายหยาบสุด แล้วเทวดาที่เลวร้ายกว่าคือปรนิมมิตตวสวัตตี คือพวกที่ให้คนอื่นล่าให้ เป็นแชร์ลูกโซ่อย่างธัมมชโยที่กระจายไปตามทั่วโลก หามาให้ตนเองหมด คือนายของมหายักษ์จาตุมหาราชิกาเลย ธัมมชโยนี้ไม่ทิ้งความเป็นจตุมหาราชิกา และเป็นปรนิมฯ ด้วย อย่างให้คุณบุญชัย เจ้าสัวดีแทคนี้ ที่ร่ำรวย ไปใช้บริวารไปหาเงินมาให้อีกเป็นเศรษฐีซ้อนไม่รู้กี่ชั้น ที่เขาบอกว่า ถ้าไม่มีหลวงพ่อเราไม่มีวันนี้หรอก นี่คือสะกดจิตอย่างสมัยใหม่เลย ยิ่งกว่ารัสปูตีน อันที่ 1 เป็นจตุมหาราชิกา เขาก็จะสอนตั้งใจให้ดี เป็นคุณงามความดีเป็นดาวดึงส์ก็ซ้อนลงไปจากจตุมหาราชที่ยิ่งเก่ง มีลีลาว่าทำดีแต่ที่จริงทำชั่วไปล่าเขามา เขาก็สอนหมดว่าทำดี และให้เป็นเทวดาชั้นที่สาม คือ ยามา ก็บอกว่า ก็มาช่วยศาสนา แต่ซับซ้อน ยามานั้น ผู้เป็นสมณะต้องไม่มีทรัพย์สินมาเลี้ยงตน จึงควรให้ฆราวาสหาข้าวหาน้ำมาให้แต่นี่เขาเอาหมดเลย ต้องให้เขาหมดเนื้อหมดตัวเลย แล้วหลอกว่าจะได้ทีหลัง แต่หมดตัวฆ่าตัวตายไปหลายคนเลย สุดโหดอำมหิตเลยดูดเอาท่าเดียว ถ้าเป็นยามาก็ทำดีแต่หลงซ้อนว่าฉันได้เสพความดี เขาก็ว่าได้เสพไปได้ยาวนานไปก็ได้ ยาวนานให้ได้มากที่สุด แต่แล้วก็หยุดพัก แต่เขาไม่ให้มีเวลาพักเลย แต่พวกที่ไปหาเงินหาทองนี่มันต้องพัก เพราะหมดแรง เหนื่อย พวกที่พัดสุดท้ายคือตาย ฆ่าตัวตายเลยก็มี ช่วยหลวงพ่อไม่ได้หมดแรงแต่ก็เป็นทาสที่ปล่อยไม่ไป ไม่เห็นความชั่วร้ายของคนผู้นี้เลย พระพุทธเจ้าให้เรียรู้แล้วเลิกเป็นเทวดามาทีละระดับ อย่าไปอยากแย่งใคร ให้มีตามบารมี จะเสพรสก็ให้ลดลง การเสพรสคืออาการดาวดึงส์เป็นรสปลอม เสพรสที่ไม่มีจริง ตาเห็นรูปสีเขียวสีเหลืองนี่จริง แต่รสชาติชอบใจชื่นใจนี่เป็นสุขมากนี่ของปลอม เป็นเทวดาขิฑฑาปโทสิกะ เสียเวลาแรงงานทุนรอนไปมากมายกับวิมานลอยลมเป็นเท็จ และก็อย่างธรรมกายนี้ซ้อนหลอกให้หลงเทวดามโนปโทสิกะด้วยสองอย่างซ้อนเลย ต้องตัดมือตัดไม้ไม่ให้แสดงฤทธิ์เดชต่อไปอีก เทวดาชั้นที่ 1 เป็นเทวดาที่เอา หวัง ผูกพัน สั่งสมในทาน ผู้นี้ทำเสร็จแล้วจะได้เป็นจตุมหาราชิกาได้ เป็นยักษ์อยู่นะ ชั้นที่ 2 นี่ทำทานเพราะเป็นการดี ไม่หวัง ไม่สั่งสม ไม่ผูกพัน ไม่คิดว่าตายแล้วนี่ของฉันจะได้คืนมา ไม่ทำจิตเช่นนี้แล้วแต่ตั้งจิตว่าทำทานเพราะเห็นว่าเป็นการดีก็จะได้เสพรสดาวดึงส์ ชั้นที่ 3 ถ้าวางได้ก็เป็นเทวดาซ้อนเป็นยามา แต่ถ้าคุณวางดาวดึงส์ คุณจะได้ความว่างลงจากดาวดึงส์ บรรยากาศจะว่างเบาบาง แต่ถ้าคุณยังยึดดาวดึงส์เสพรส ยามาจะไม่นาน ยึดมากก็ไม่นานเท่านั้น แต่ถ้าวางดาวดึงส์ได้มาก ยามาจะยาวนาน ถ้ายึดจะหนาหนักแน่นสั้นลง ชั้นที่ 4 เห็นว่า ท่านเป็นนักบวช ไม่สามารถจะหาข้าวหาอาหารเองได้ ท่านขาดอะไรเราก็ให้ทานท่าน เป็นทานที่ให้ผลให้อานิสงส์มากลงทุนน้อย โดยการดูแลสงฆ์ ว่าท่านขาดแคลนอะไร อย่างนี้จะได้เป็นเทวดาดุสิต อย่างนี้ดีกว่าอีก ชั้นที่ 5 สามารถสร้างได้เองเป็นนิมมานรดี เป็นดุสิตจะไม่เสพรสอร่อยของโลก แต่นิมมานรดีนั้นถ้าเราลดความเสพลง ลดการติดในโลก เป็นผู้สร้างฐานโลกุตระ มีสัมโภคกาย และนิรมานกาย คำว่านิรมาน สัมโภคกายคือเป็นผู้มีบารมีได้บริโภคสมตัว เราไม่อยากได้แต่จะมาตามสัจจะ หรือเราเป็นผู้เก่งสร้างเองได้ เป็นพระวิศนุกรรม สร้างเองเสพเอง ชั้นที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี เป็นผู้ยิ่งใหญ่มาช่วยทำช่วยสร้างให้ อย่างอาตมาก็มีผู้สร้างผู้ทำให้ช่วยทำให้ อันนี้หลงความปลื้มใจ ดูเหมือนเบาบางแต่ร้ายแรงมากในการหลงติดเสพความปลื้มใจนี้ อุบัติเทพ กับสมมุติเทพ พวกสมมุติเทพจะเป็นเทวดาใหญ่เท่าใดก็ยิ่งนรกใหญ่เท่านั้น ตนเองไม่รู้ตัวนึกว่าของดีอีก อนาคามีนี่จะไม่เสพรสภายนอกแล้ว แต่จะปรุงภายในนี่ก็อร่อยกว่าภพข้างนอกอีก หมดกามตัณหา แล้วทำภวตัณหาให้หมดไป เหลือแต่วิภวตัณหา ก็ทำงานช่วยโลกไป จะไม่ทำอย่างบำเรอเขา ทำให้เขาได้ขัดเกลา เหมือนให้คนอดยาเสพติด จะไม่ให้เต็มที่หรอก แต่ให้เขาพอไม่ตาย ไม่ใช่เสริมให้ติดเพิ่มอีก ให้แล้วเขาจะหยุดไม่ดิ้นแล้วจะค่อยดิ้นใหม่แล้วก็ค่อยๆ หาย ต้องอ่านเจตนาให้ออก ทานย่อมมีผลแน่ แต่จะมีอานิสงส์หรือไม่ อานิสงส์ที่เป็นโลกุตระต้องอาศัยภูมิปัญญาระดับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ที่มีภูมิปัญญาเพียงพอ แต่ภูมิปุถุชนรู้ไม่ได้เรียกว่าอจินไตย นั่นคือต้องทำทานเพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งจิตให้ลดละหน่ายคลายจางจากภพชาติ การทำทานไม่ใช่เพิ่มติดยึดในภพชาติ แต่ทำทานอย่างจิตตาลังการัง (ปรุงแต่งจิตอลังการในทางสะอาดบริสุทธิ์ไปเรื่อยๆ) จึงเป็นอานิงส์แท้ มีแต่ในศาสนาพุทธศาสนาเดียวเท่านั้น ต้องทำใจในใจ (มนสิกโรติ) ต้องถึงขั้นปรุงแต่งจิตให้ยิ่งให้ลดกิเลสได้ ทำการอภิสังขาร หากปรุงแต่งได้ก็เป็นบุญ เรียกว่าปุญญาภิสังขาร คือชำระกิเลส “บุญ”มีหน้าที่ทำ“วิบัติ”ให้แก่กิเลส แก่บาป แก่อกุศลจิต โดยตรง มิใช่“สมบัติ”เลย ทาน จึงต้อง“ทำใจ”ให้เป็น“บุญ”จริงๆ คือ ใจก็ต้อง“ให้ใจส่วนหนึ่งออกไป” คือใจส่วนที่เป็น“อกุศล” หรือ“โลภ”เป็นต้น เราต้องลดโลภ ละหน่ายภพ คลายชาติลง ไม่ใช่ทำใจให้“อยากได้ภพได้ชาติ”อยู่ หรือ“ยิ่งอยากได้อะไรต่ออะไรมากขึ้น” ถ้าผู้ใดยัง“ทำใจในใจ”ไม่เป็นไปเพื่อลดละหน่ายคลาย ไม่อาศัย“การทาน”นี้เป็น“เครื่องปรุงแต่งจิต”(จิตตาลังการัง จิตตปริกฺขารัง)ให้ลดละหน่ายคลายจากภพจากชาติ หรือไม่สามารถ“ปรุงแต่งจิต”(อภิสังขาร)ให้เกิด“บุญ”(ปุญญาภิสังขาร) ผู้นั้นก็ทำ“ทาน” ไม่มี “อานิสงส์”(ไม่มีประโยชน์ = ผลไม่ถึงขั้นประโยชน์) “ผล”ในที่นี้จึงต้องเข้าใจนัยสำคัญให้ถ่องแท้ เพราะ“บุญ”ไม่ใช่“อานิสงส์”(ประโยชน์)ในการเพิ่ม“สมบัติ” แต่เป็น“อานิสงส์”ที่เพิ่ม“วิบัติ” (ความฉิบหาย,ความเสียออกไป) ให้ยิ่งๆ จนกระทั่งที่สุด“สิ่งที่มี(คือบาปคืออกุศล)ก็สลายหรือฉิบหายหมดสิ้นจากจิตใจ คำว่าส่วนบุญ คือมีผลบุญบางส่วน ก็เท่ากับกิเลสลดในบางส่วน แล้วก็ลดไปตามลำดับๆ กระทั่งบาปหมดสิ้น บุญก็หมดหน้าที่ลง บุญก็จบตัวเองลง ผู้นั้นก็ไม่ต้องมีบุญอีกตลอดกาลเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง(ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นี่คือ“ประโยชน์”(อานิสงส์)ของ“บุญ” ที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเกิดผล ก็คือ “กิเลสลดลง”(ไม่ใช่การเพิ่ม“สมบัติ”ที่เป็นกุศล แต่เป็นการทำ“วิบัติ”ให้แก่กิเลส) “ประโยชน์”(อานิสงส์)ของ“บุญ”ที่ได้เป็น“ส่วนบุญ,ส่วนแห่งบุญ” (ปุญญภาคิยา, ปุญญภาค) กระทั่ง“บุญ”สูงสุดก็“หมดสิ้นบุญ,หมดสิ้น กิเลสาสวะ ก็“เสร็จกิจของบุญ” ผู้นั้นก็“หมดสิ้นบุญสิ้นบาป”(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) คือ ไม่มีแล้วทั้งบุญทั้งบาป เป็น“สูญ”เลย โดยปฏิบัติไปจะได้“ส่วนบุญหรือส่วนแห่งบุญ”(ปุญญภาคิยา,ปุญญภาค กล่าวคือ บุญมีผลบางส่วน = กิเลสลดลงบางส่วน)ไปตามลำดับ กระทั่ง“บาป”หมดสิ้น “บุญ”หมดหน้าที่ลง เพราะทำหน้าที่เสร็จ ชำระกิเลสได้หมดสิ้นอาสวะแล้ว “บุญ”ก็หมดหน้าที่ ก็เท่ากับ“บุญ”ก็จบตัวเองลง ผู้นั้นก็ไม่ต้องมี“บุญ”นี้อีกแล้วต่อไป ตลอดกาล “บุญ”จึงไม่ใช่ภพชาติที่จะสร้างกันให้ยิ่งมีเพิ่มขึ้นกันต่อไป ในชาติหน้าเรื่อยๆ “บุญ”ไม่ใช่“กุศล” ที่จะเป็นเครื่องอาศัยของมนุษยโลกอันเป็นความสุขสนุกสบายในชีวิต “บุญ”นั้น“ยิ่งมีผล” “บุญ”เองก็ยิ่งหมดยิ่งลดไป สิ้นไป “บุญ”ไม่ใช่สิ่งที่จะ“เป็นผล”มากขึ้น บุญจะไม่โตไม่มากขึ้น บุญจะไม่ใหญ่ไม่หนาขึ้นๆ “บุญ”ไม่เหมือน“กุศล”อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ด้วยประการอย่างนี้ ชาวพุทธทุกวันนี้ยัง“มิจฉาทิฏฐิ”ในคำว่า “บุญ”นี้ กันอยู่มาก ..จริงมั้ย? พระพุทธเจ้าตรัสถึง“ทาน” ใน“สัมมาทิฏฐิ 10” ข้อที่ 1 “อัตถิ ทินนัง”จึงมีนัยสำคัญ ที่จะต้องทำความเข้าใจให้แจ้งชัดกันจริงๆ ดังนั้น คนผู้ใดยิ่ง“ทำทาน”แล้ว“ใจ”ยิ่งฝัง“วิมานหวัง”ใส่ใจ”ตน เป็นภพเป็นชาติต่อไปอีก ยิ่งติดยึดปักมั่นใน“วิมานหวัง” ว่าจะได้ จะมีใส่จิตหนักปักใจแน่นและหนาและใหญ่ยิ่งเท่าใดๆ ก็ยิ่งมี“ภพ”มี“ชาติ”ยิ่งใหญ่ยิ่งมากยิ่งหนายิ่งหนักยิ่งแน่น ยิ่งตรงกันข้ามกับอานิสงส์ของศาสนาพุทธ ดังมีตัวอย่างที่เจ้าสำนักปฏิบัติธรรม บางสำนัก ที่ยัง“อวิชชา”อยู่ ยังขาย“วิมาน” ยังสร้าง“วิมาน”ขึ้นมาหลอกให้คนทำทาน หลอกให้คนติด“ภพ” หลอกให้คนยังหวังใน“ภพ”ที่จะเป็น“ชาติ”ต่อๆ ไปไม่หยุด ไม่มีคลายกันเลย ยิ่งทำทาน ยิ่งตั้งใจปักมั่นยึดมั่นว่า ตายไปอีกกี่ชาติ-กี่ชาติก็ยังหลงว่าจะมีความร่ำรวยยิ่งๆ ขึ้นร่ำไป ถ้าไม่จัดการท่านองค์นี้ไป ท่านจะยิ่งผยองใหญ่ อาละวาดไปต่างประเทศด้วย ซึ่งต่างประเทศจะไม่เท่าทันการขายบุญนี้เลย การสอนเช่นนี้ไม่เป็นการตัดภพจบชาติ มีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก คือไม่มีเอามากๆ นมหานิสังสาเลย การสอนเช่นนี้ จึงปฏิบัติทำให้ไม่“ตัดภพ-จบชาติ” เป็นการสอนที่มี“ผลมาก”(มหัปผลัง) แต่“ไม่มีอานิสงส์มาก”(น มหานิสังสัง)เลย เพราะไม่เป็นไปเพื่อลด“ภพ”จบ“ชาติ”แม้นิด เล่ห์ฉลาด(เฉกา)เช่นนี้ ไม่เป็นไปเพื่อความลดละหน่ายคลาย กลับเป็นการเสริมเติม“ภพ-ชาติ”ใส่ใจเข้าไปอีก ยิ่งผู้หลอกนั้นฉลาดมากในการใช้เล่ห์กล จึงหลอกเก่งยิ่ง “ผล”ที่ว่านี้ จึงมาก ซึ่งหมายความว่า ผลเป็น“นรก-เวจี” นั่นเองยิ่งมาก ยิ่งใหญ่โตยิ่งลึก ยิ่งหนา ยิ่งแน่น ยิ่งยากจะกำจัด พระพุทธเจ้าตรัส “การตั้งจิตไว้ผิด” (มิจฺฉา ปณิหิตัง จิตฺตัง) ก็ยิ่งกว่า “โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจรแล้ว” กระทำแก่กัน ก็เห็นๆ อยู่ชัดๆ ในวงการพุทธศาสนา มีการประพฤติปฏิบัติ “ทาน”กัน“มีผลมาก” แต่“ไม่มีประโยชน์มาก” ส่วน“ทำทาน” มี “ผลมาก” (มหัปผลัง) และ “มีอานิสงส์มาก” (มหานิสังสันติ)นั้น ก็ต้องทานมากเป็นไปเพื่อลด “ภพ” จบ “ชาติ” มากด้วย จบ