590712_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การออกบวชนี้เพื่ออะไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข4 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590712 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การออกบวชนี้เพื่ออะไร

พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศกอาตมาสัญจรไปครึ่งเดือนติดตามดูรายการฟังอาตมาเทศน์อยู่หรือเปล่า ฟังก็ดี สัญจรไปจนกระทั่งกลับมานี้อีกก็เดินทางก็ไม่เมื่อยไม่เพลียอะไรสบายธรรมดาธรรมดา ก็เปลี่ยนที่ทำงานเปลี่ยนที่นอนเปลี่ยนที่กิน อาตมาตั้งแต่รู้ว่าชีวิตเกิดมาทำไม จะอยู่เพื่ออะไรอยู่ไปทำไมมันก็ชัดเจนเมื่อชัดเจนแล้วก็ออกมาตามชีวิตที่ควรจะอยู่เมื่อรู้เข้าใจเกิดปัญญาชัดเจนว่าชีวิตมนุษย์นี้หนอที่ได้ไปหลงอะไรอย่างนั้นก็ไม่เอาจริงๆ ชัดเจนก็เลยเริ่มจากทางโน้นมาอยู่ทางนี้จนกระทั่งถึงทุกวันนี้อาตมาก็ว่าชีวิตนี้ชัดเจนจริงๆ ที่ว่าชีวิตนี้เราก็อยู่อย่างนี้ในความเป็นมนุษย์ อาตมาภูมิใจในความเป็นมนุษย์ของอาตมาทุกวันนี้ เมื่อมาอยู่รวมกันจะมีจำนวนมากหรือน้อยก็แล้วแต่ทุกวันนี้มีผู้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เป็นครอบครัวใหญ่อาตมาว่าประสบผลสำเร็จที่สร้างครอบครัวได้อย่างนี้ ตั้งแต่ออกมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยิ่งชัดเจนมาก ในความเป็นคนในสังคมมนุษย์ควรเป็นเช่นไร แต่เห็นว่าได้ติเตียนมากในพฤติกรรมของคนโดยเฉพาะชาวพุทธ โดยเฉพาะผู้ที่ปฏิญาณตนว่าจะมาสืบสานศาสนาพุทธคือนักบวชเป็นหลัก ที่เห็นชัดเลยว่าที่เขาเป็นกันนั้นมันเป็นความล้มเหลว อาตมาได้ลาออกมาจากคณะสงฆ์ใหญ่ของประเทศเลย ลาออกมาสำเร็จแล้วเขาก็หาเรื่องเราอีก ลาออกมาตั้งแต่ปี 2518 แต่พอมาปี 2532 ก็มาหาเรื่องอาตมาอีกถ้าเขาไม่ทำเขาก็จะไม่เสีย เขาจัดการอาตมา แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยดีแล้วดีกว่าเก่าด้วย เกิดจากสัตว์จากความเป็นจริงทุกวันนี้อาตมาก็ทำงานอย่างอิสรเสรีภาพสบายไม่มีปัญหาอะไร แม้แต่ใครจะมาตำหนิ จะท้วงอะไรก็เข้าใจ ก็ดีเป็นการชี้บอกแม้แต่จะมีผลสะท้อนตอบที่อาตมาทำงานทางด้าน

อ่านต่อ

ศาสนาทางด้านสังคมทางด้านมนุษยชาติของประเทศชาติอาตมาก็ว่าได้ทำงานช่วยประเทศชาติอยู่ อย่างเต็มที่อาตมาไม่ได้มานั่งทำงานเพื่อทำมาหากินอะไร แต่ทำงานรับใช้ประเทศชาติรับใช้มวลมนุษยชาติไปก็สบาย พูดมา 46 ปีก็ยังมีคนเข้าใจได้เท่านี้ นอกนั้นไม่เข้าใจนอกจากไม่เข้าใจแล้วยังหาว่าอาตมา ทำผิด เมื่อวานก็มีท่านแสนดินเอาที่เขาด่าอาตมาในเพจเฟสบุค @หูยแรงอ่ะ มาให้ดู อาตมาก็ไม่ได้คิดอยากให้คนชังนะ ไม่ได้คิดจะให้คนไม่ชอบใจ แต่อาตมาก็เลี่ยงไม่ได้ ในสิ่งที่เป็นสัจจะความจริง ก็เลี่ยงไม่ได้ก็ได้แต่พูดความจริง อาตมาว่า….ในเพจนี้เขียนมาว่า ท่านบอก "ประยุทธ์" เป็นนายกฯ ที่ได้อำนาจที่งดงามที่สุด ไม่มีใครกล้าแอะ เป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมะ ...สันติอโศก โกนหัวไม่โกนคิ้ว #หูยแรงอ่ะ _มีคนแก้ให้อาตมาว่า เท่าที่ทราบมา พระธรรมวินัยไม่ได้บอกให้โกนคิ้ว มีแต่พระไทย _เท่าที่ทราบมานะครับไม่รู้จริงเท็จพระไทยมีการโกนคิ้วสมัยรบกับพระพม่าเพราะพม่าปลอมเป็นพระเข้ามาเป็นสายสอดแนมทางการและพระไทยส่งซิกกันให้โกนคิ้วก็เลยเป็นประเพณีมาจนถึงทุกวันนี้แต่เรื่องจริงๆ ก็คือคนไทยเรายังยึดติดประเพณี55555 อาตมารู้แต่ว่าอาตมาเป็นสุขอยู่ อาตมาตอนเป็นฆราวาส จะมีโน้ตกระดาษไว้ตลอดว่าจะทำอะไร แต่ละวันยุ่งไปหมด มีไออารี่ข้ามวันไปหมดทุกวันว่าแต่ละวันเราจะทำอะไร ยุ่งมหาศาล จะว่าหนักก็หนักที่วุ่นยุ่ง แต่ทุกวันนี้อาตมาก็ว่าทำงานหนัก แต่ไม่วุ่นไม่ยุ่งอย่างฆราวาส นึกถึงแล้ว แต่ก่อนทำไมเราโง่อย่างนั้น อาตมามองคนก็รู้ว่าเขาก็เป็นแบบอาตมาสมัยก่อน คนเราก็โง่ อวิชชาอย่างนี้ พอออกมาก็เห็นว่าคนเรามีอวิชชาเช่นนี้ อวิชชาคือโง่ งมงายอยู่ แต่พอออกมาทางนี้ก็เลยชัดเจนและเห็นใจสงสารก็พยายามที่จะหาทางเอาสัจจะความจริงยิ่งพยายามเจอหลักฐานในพระไตรปิฎกก็ยิ่งเห็นชัดเจนก็มาขยายความ ทุกวันนี้พระที่มาบวช กับเขาบวชพระ ก็จับพระมาบวชเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นตั้งใจจะให้เป็นล้านเลย ซึ่งเป็นการประพฤติกระทำย่ำยีเหยียบย่ำศาสนาพุทธเป็นอย่างยิ่ง อาตมาเห็นชัดชัดๆ เลยเป็นเรื่องเลวร้ายเกินไป การเกณฑ์คนมาบวชโดยเข้าใจเพิ่มเติมง่ายๆ ว่าเขาจะได้เป็นคนดีกลับมาทำพิธีอะไรก็ไม่รู้วิธีง่ายๆ เพี้ยนๆ และก็วิบัติด้วย แล้วก็นุ่งห่มจีวรมาแล้วมาบอกว่านี่เป็นการช่วยจรรโลงศาสนาสืบสานศาสนาไปให้อยู่ไปยาวนาน ซึ่งความเข้าใจของเขา เขาเข้าใจเช่นนั้น แต่อาตมายิ่งเห็นว่าคุณทำอย่างนั้นเป็นการเหยียบย่ำเป็นการทำลายศาสนานี้ อย่างตรงกันข้ามกับความคิดของคุณเลย คุณว่าจะสืบสานศาสนาแต่ต่อมากลับเห็นว่าคุณกระทืบศาสนาซ้ำเติมไป แท้ที่จริงการบวชคือการออกมาหานิพพาน ตั้งใจลดกิเลสจริงๆ ก็เป็นคนที่ประเสริฐคนก็จะกราบไหว้ ในยุคของพระพุทธเจ้าตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นจริงๆมาบวชตั้งใจลดกิเลสมาหาพระนิพพานจริงๆ แต่นี่บวชเล่นบวชเล่นลิเกเหมือนแสดงละครลิง พอเข้ามาแล้วความประพฤติของเขาไม่ได้เป็นพระเลย การเอาผู้ชายมาบวชเป็นผู้ชายในวัย 20 ปีขึ้นไปจนกระทั่ง 50 ปีหรือ 60 ปีมาบวชจะบวชกี่วันกี่เดือนกี่ปีก็แล้วแต่คนเรานั้นไม่ได้มีจิตใจที่มาเป็นนักบวชเลยเขาก็จะอดทนลดละหรือไม่ถามง่ายๆ คนเรานั้นจะมาละเมิด สังฆาทิเสสข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 ของพระวินัยกันมากเท่าไหร่ แล้วเขาจะออกจากอาบัติไหมเขา ก็ต้องอาบัติอยู่อย่างนั้นแล้วก็ยังเป็นพระสงฆ์อยู่ ถ้ามีผู้ชายมาหมื่นคน พันคน สังฆาทิเสสข้อที่หนึ่งก็คือสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองข้อ 2 พูดจาจีบผู้หญิ งเป็นเรื่องของกาม รวมถึงเข้า 3 ด้วย เขาที่มาบวชไม่ได้มาลดกล้ามลดละอะไรเขาก็ต้องละเมิด แล้วเขาจะส่งอาบัติกันไหมพวกนั้นเท่านี้ก็เป็นความเลอะเทอะเละเทะกันอย่างน่าสังเวชใจในวงการศาสนาที่มาทำเล่นเล่น ไม่ได้เคยเคารพศาสนาเลย การจะมาขอบวชไม่ใช่เรื่องเล่นเลยคุณจะปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าคนเป็นฆราวาสก็ปฏิบัติอย่างใส่ใจได้ในศีลสมาธิปัญญาก็ตั้งใจปฏิบัติได้เลย คุณไม่ต้องมาบวชเพราะการบวชนี้เป็นเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องจริง ถามจริงๆ อย่างเช่นตำรวจหรือทหารคุณจะเอาชุดของตำรวจทหารมาแต่งเล่นได้ไหมก็ไม่ได้ แค่ทั้งโลกเขาก็ยังพยายามระมัดระวังชุดให้เป็นชุดที่ศักดิ์สิทธิ์ของเขา แต่ธงชัยพระอรหันต์นี่ มันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าชุดที่ว่าอีก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณที่คนเขาเคารพบูชาอีก แล้วเอาเด็กมาบวชเณรอะไรเละเทะก็ไม่รู้ ซึ่งสามเณรสมัยพระพุทธเจ้าก็บวชเพื่อไปพระนิพพาน แล้วมาบวชแล้วมาวิ่งเล่นอะไรจะได้อะไรเป็นพฤติกรรมที่ย่ำแย่หมักหมมเข้าไปใหญ่ ยิ่งพฤติกรรมที่ผิดเพี้ยนออกนอกลู่นอกทางจนเป็นเรื่องราวทุกวันนี้ตามสื่อสารหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวคราวโทรทัศน์ก็ประโคมกันไปใหญ่อย่างน่าสังเวชใจในวงการธรรมะในวงการศาสนาที่มันเสื่อมมากแล้ว ตอนนี้การตั้งสังฆราชก็เป็นเรื่องที่คาราคาซังอยู่ที่จริงเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะตั้ง การจัดตั้งพระสังฆราชที่เป็นผู้มีอำนาจใหญ่ในวงการศาสนาพระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ตั้ง ต่างก็ผิดคำสอนพระพุทธเจ้าแต่เมื่อตั้งแล้วเมื่อมีกันแล้วตอนนี้ก็ยังคาราคาซังกันอยู่ว่าองค์นี้ไม่ควรจะตั้งก็เห็นอย่างเด่นชัดแล้วก็ยังจะดันตั้งเข้าไปอีกแล้วเอาพระภิกษุคณะใหญ่มาขู่ว่าถ้าไม่ตั้งก็ระวังจะเกิดม๊อบพระนี้ ทั้งที่มีคนขัดแย้งอยู่ว่าไม่เหมาะที่จะตั้ง นี่เขาก็กำหนดว่าจะต้องตั้งภายใน 7 วันเขามาขู่เลย ความเสื่อมนี่มันเสื่อมใหญ่ มาบวชแล้วจะมาเอายศเอาตำแหน่งอะไร อาตมาเห็นแล้วก็สลดใจจริงๆ ว่าทำไมวงการศาสนาพุทธถึงได้เสื่อมทรามลงเช่นนี้ ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีลักษณะ 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) เราอยู่กันอย่างสาธารณโภคี เป็นระบบที่ทุกคนไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว ทรัพย์สินถือว่าเป็นส่วนกลาง หาได้รายวันก็เอามารวมกันส่วนกลางแบ่งกันกินใช้ อย่างเช่นสงฆ์ภิกษุต่างๆ บิณฑบาตแล้วก็เอามารวมกัน ทุกองค์ ไม่ใช่แยกของใครของมัน ก็มีบ้างที่ตั้งตบะ แต่โดยรวมก็เอามารวมกันแบ่งกันกินใช้ พระสงฆ์สมัยพระพุทธเจ้าไม่ได้มีเงินทองเท่าไรการมีบัญชีเงินฝากก็ไม่ได้เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ พระภิกษุณีมีเงินส่วนตัวติดตัวไว้ก็เป็นพระที่ไม่ปกติ อปกตัตตะ ไม่ใช่สงฆ์ที่บริสุทธิ์สะอาด ถือว่าต้องอาบัติอยู่พระสงฆ์ต้องไม่มีเงินไม่มีทองแม้แต่สามเณรก็ไม่มีแล้วถือศีล 10 อย่างสิกขมาตุเราก็ถือศีล 10 ไม่มีเงินทอง แล้วเขาก็อ้างว่ายุคนี้ไม่มีไม่ได้แต่เราก็อยู่ในยุคเดียวกับเขาเราก็ยังทำได้อยู่มากี่ปีก็แล้วหลายสิบปีแล้วนักบวชเราทั้งนักบวชชายนักบวชหญิง ก็ไม่ได้มีเงินมีทอง แม้แต่ฆราวาสของเราเองก็ไม่ได้สะสมเงินทองก็มีหลายคนก็กินใช้ส่วนกลาง บางคนก็มีส่วนตัวบ้างก็ไม่ได้มากมายอะไร ก็เป็นฆราวาสที่ไม่ได้มีเงินทองส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่ในชุมชนชาวอโศกก็เป็นคนเช่นนี้ทำไมแม้แต่ฆาราวาสเราก็อยู่ได้แล้วท่านเป็นพระภิกษุอยู่ไม่ได้มันคืออะไรแต่ของเรากลับอยู่ได้ จิตวิญญาณที่จะไม่ใช้เงินใช้ทอง ปลดปล่อยเงินทองมันเป็นคุณสมบัติเป็นคุณธรรมอันประเสริฐเป็นระดับอาริยธรรมไม่ใช่ธรรมะธรรมดา อาตมามาบวชจริงไม่ได้บวชเล่นบวชหัว บวชเพื่อไปพระนิพพาน มีโภคขันธาปหายะ ญาติปริวัตตังปหายะ บวชมา 30 40 ปี ก็มรณภาพไปก็มี อยู่ไปก็ไม่เห็นมีใครอยากสึกอะไร เห็นความสงบที่ สันตา สันตา (สงบ) เพราะอะไร 1. สงบเพราะพฤติกรรมกิริยา ของผู้มาบวชแล้ว สมณะ สิกขมาตุชาวอโศก มาบวชแล้วไม่เห็นความกระสัน หาเรื่องเดือดร้อน พฤติกรรมออกไปแย่งลาภอะไร ก็สงบดี พฤติกรรมสงบ ไม่ใช่นั่งนิ่งไม่กระดิกไม่ใช่ แต่มีความเคลื่อนไหวทางกาย วาจา สงบ ไม่ได้แย่งลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุขที่เต็มไปด้วยกามคุณ 5 ก็เห็นความสงบ ความสงบคือกิเลสมันอ่อนแรงบางเบา หยุดรบกวนจิตใจจนมันตายหมด กิเลสอะไรก็กิเลสโลกธรรม กิเลสที่เป็นหลงลาภยศสรรเสริญอาตมาเห็นมหาเถรสมาคมรุ่นโดนจัดตั้งสังฆราชแล้วสงบที่ไหนดิ้นพราดๆ เขารู้ความสงบอย่าง สันตาที่ไหน วิ่งแย่งลาภยศสรรเสริญกันอยู่ รู้จักความสงบกันไหม แล้วเขาไปรู้จักความสงบว่าให้นั่งนิ่งไม่ทำอะไรตาก็รับปากก็ไม่พูดกายก็นิ่งแล้วไม่คิดอีกพยายามให้คิดอีกทำไมพาซื่ออย่างนั้น จริงที่จะมีการสำรวมให้มีสมณสารูปอยู่ ไม่ให้ให้มีกิริยาแบบโลกโลก ที่ไปแย่งกามคุณ 5 แย่งโลกธรรมกัน โกรธกันก็แสดงอาการโกรธแสดงอาการโลภแสดงราคะกัน แต่พูดสงบของพุทธไม่มีอาการเช่นนั้นอาตมาก็เห็นสังคมพวกเรานักบวชก็มีความสงบตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ทำงานมาก็มีผู้มาบวชด้วยก็เห็นนักบวชของเราก็สงบอย่างที่ว่านี่ แม้จะไม่มีเงินมีทองก็มีความสงบแต่การมีเงินมีทองจะเป็นความสงบที่ไหน ดีไม่ดีก็มีคดีความเรื่องเงินหรือทองนั่นหรือความสงบ !!! หนักเข้า แย่งชิงเงินทองไม่สงบ เป็นคดีอีกก็คือสงบหรืออย่างไร แล้วบูชาเคารพกันจัง สุดยอดๆ สงบยังไม่สงบเลย มีคดีเรื่องเงินทองอีก ขนาดระดับ จะขึ้นเป็นใหญ่ที่สุดในวงสงฆ์ ก็แย่งยศกันอยู่ได้ นั่นหรือความสงบ?!!!? แม้แต่คำว่า สันตา คือความสงบ ซึ่งลึกซึ้ง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เป็นสุดยอดก็เข้าใจกันไม่ได้ เข้าใจความสงบไม่ชัดเจน แต่รู้แค่ความไม่กระดุกกระดิก เงียบๆ ซึ่งไม่ใช่ความสงบทางธรรมเลย มาอธิบายความสงบคำว่า ปัสสัมภยัง กายสังขารัง กับ ปัสสัมภยัง จิตตสังขารัง เขาเข้าใจว่า อยู่เงียบๆ สงบนิ่งๆ แต่ถ้ามันปรุงแต่งสังขาร อย่างอาตมานี่ มือก็ต้องยก ไม่นิ่ง เขาก็ว่านี่ไม่สงบแล้ว หนึ่งเขาเข้าใจว่า ความสงบคือเงียบๆ หยุดๆ นิ่งๆ สองคำว่ากายก็คือ เรื่องของกายวิญญัติ เรื่องของภายนอก เป็นความเคลื่อนไหวของภายนอกผิวๆ อาตมาว่าในวงการการศึกษาของศาสนาพุทธที่เขาจะปฏิบัติ ปัสสัมภยัง กายสังขารัง อาตมาก็ว่าเขาจะทำร่างนี้ให้นิ่งแข็งเลย เพราะเขาเข้าใจคำว่า กาย คือ นิ่งๆ เงียบ ปากไม่มีเสียง หายใจก็เบาๆ ร่างนี้ไม่เคลื่อนเลย หยุดเลย ไม่รู้สึกด้วย ไม่เคลื่อนเลย นั่นคือเขาว่าทำความ ปัสสัมภยัง กายสังขารัง เขาระงับกายสำเร็จแล้ว อาตมาก็ว่า ถ้าเผื่อว่า สำนักไหนก็ตาม ที่ปฏิบัติธรรมศาสนาพุทธเข้าใจเช่นนี้แล้วฝึกเช่นนี้ ความสงบรำงับไม่ได้หมายถึงนิ่งๆ ไม่กระดิกเลย แต่หมายถึง ชีวิตินทรีย์ ของสัตว์โอปปาติกะ ก็คือตัวสัตว์ ที่เรียกว่า อบาย เปรต นรก เรียกว่าชั้นต่ำ ถ้าชั้นสูงมาก็เรียกว่า กิเลส ตัณหา กาม ราคะ พยาบาท นั่นคือชีวิตของสัตว์โอปปาติกะ แล้วมันเกิดอยู่นะ เรียกว่า โอปปาติกโยนิ เกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์เปรต อติวินิบาต เป็นกามสัตว์ มีอาการ มีลิงค นิมิต อุเทส ผู้ศึกษา ก็จะอ่านกายที่เป็นรูปกาย คนจะอ่านรูปกายได้เมื่อรู้ว่ารูปคืออะไร? รูปคือสิ่งที่ถูกรู้โดยญาณของเราเข้าไปรู้นาม นามเป็นตัวรู้ รูปคือตัวถูกรู้ ก็จะต้องรู้ว่า รูปคืออะไร รูปพระพุทธเจ้าแจกไว้ 28 รูป แล้วก็ใช้นามที่จะมาปฏิบัติท่านแจกไว้ 5 (เวทนาสัญญาเจตนาผัสสะมนสิการ) ท่านไม่ได้ให้เอาจิต 89 มาปฏิบัตินะ ถ้าไม่มีผัสสะก็ไม่มีฐานในการปฏิบัติ ไม่มีเวทนา เพราะกรรมฐานพระพุทธเจ้าคือเวทนา 108 สวรรค์กับนรกคือไส้เดือนตัวเดียวกัน ผสมกันแล้วเกิดเป็นชีวิตินทรีย์ก็จับเหตุที่ทำให้เกิดสัตว์นรกนี้อยู่ แล้วกำจัดเสีย เหตุคือกิเลสตัณหา ผู้ที่จับได้ อ่านตัวกิเลสเป็นสักกายะ จะทำให้เกิดกายสังขารังปัสสัมภยังต้องหาเหตุ ที่ปรุงแต่งเป็นเทวดาเก๊ ก็ทำให้ตัวนี้แหละที่อยู่ในเวทนา ทำให้มันดับให้หมดชีวิตจนเหลือเวทนาเดียว ต้องมีการสัมผัสด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็จะเกิดสภาพธรรมะสองให้เรารู้ ได้ แล้วเราก็จัดการทำให้เป็นธรรมะหนึ่ง ธรรมะสองนี้หมายถึงตัวหนึ่งเป็นตัวไม่จริงต้องจัดการ อีกธรรมะหนึ่งก็เป็นสิ่งที่จะได้อาศัย กายหมายถึงจิตมโน วิญญาณ กายคือเมื่อสัมผัสแล้วเป็นกาย เป็นสักกายะก็เป็นจิต จะทำให้ ปัสสัมภยัง กายสังขารัง ก็ต้องทำที่จิต มโน วิญญาณให้สงบรำงับ ไม่ใช่ว่านิ่งเงียบไม่พูดอะไร ไม่ใช่นั่งหลับตา แต่อานาปานสติ ของพระพุทธเจ้าขาดสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 ไม่ได้ ขาดโพธิปักขิยธรรม 37 ไม่ได้ คุณเข้าใจว่ากายคือข้างนอกก็ใช่อยู่ แต่กายต้องมีการรู้การเห็นสัมผัสจากรูปภายนอก พหิทารูปานิปัสสติ เมื่อสัมผัสแล้วมาเป็นความรับรู้ข้างใน คำว่า กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม จึงหมายถึงธรรมะสอง ไม่ต้องหลับตานั่งนิ่งก็ได้ ถ้านั่งสะกดจิตหลับตาเลยนั้น พระพุทธเจ้าท่านจำนน หนึ่งพระพุทธเจ้าตอนยังไม่ตรัสรู้ ลิงลมอมข้าวพองเมื่อออกบวช ...ท่านไม่รู้ว่า ศาสนาพระพุทธเจ้าปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 กับอานาปานสติที่แยกกันไม่ได้ คืออันเดียวกัน กายสังขารจะสงบก็ปฏิบัติที่จิตกับวจีสังขาร ภิกษุณีธัมมทินนาบอกกับอุบาสกวิสาขา(อดีตสามี) ว่าถ้าจะนิโรธต้องดับ วจีสังขารก่อน นิโรธนี่เกิดความสงบ ปัสสัมภยังแน่ สงบสมบูรณ์แบบ จะนิโรธได้ต้องทำวจีสังขารให้สงบก่อน ผู้ไม่เข้าใจก็จะบอกว่า ต้องนั่งหลับตา ปากปิด ไม่มีวจีแล้วไง? ไม่พูด อาตมาก็บอกว่าเสมอว่าท่านให้ดับวจีสังขารนะไม่ใช่วจีกรรม ถ้าแยกวจีกรรมกับวจีสังขารไม่ออกก็แย่เลย นิโรธจะต้องดับวจีสังขาร ถ้าไม่เข้าใจสังกัปปะ 7 ก็ไม่เข้าใจวจีสังขารได้หรอก เวลาปฏิบัติต้องอ่าน ตักกะ วิตักกะ กิเลสมิจฉา 3 ที่เป็นกาม พยาบาท วิหิงสาที่ปรุงแต่งในรูปนาม ต้องแยกให้ออก ทำกำจัดมิจฉา 3 นี่แหละ เมื่อสัมผัสแล้วจิตคุณดำริในกาม พยาบาท วิหิงสาก็จับกิเลสตัวเหตุแท้ให้ได้ ในกาย รูปนามมีสุข ทุกข์ (เวทนา) แล้วให้ตามหาเหตุ กำจัดเหตุที่เป็นกิเลส ทำใน ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ จัดการกิเลสให้ได้ ถ้ามันมีมิจฉา 3 มันเจอตัวการก็ฆ่าตัวการ จับมิจฉาสังกัปปะ ฆ่าให้ตาย พอฆ่าตายก็ผ่าน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ตรวจสอบให้แน่ใจนะ ว่ากิเลสตายแน่ จนไปถึงวจีสังขาร ตัวที่ 7 ก็จึงตรวจสอบสมบูรณ์แบบ แล้วจะออกไปเป็นวจีสังขาร เป็นนามกาย มีปฏิฆสัมผัสโสอยู่ อ่านออก เพราะมีอธิวจนสัมผัสโส เรียกว่าอันนี้ตัวกามเป็นชื่อของสัตว์นรกตัวหนึ่ง แล้วจัดการกับตัวนี้เมื่อจัดการเสร็จ อภิสังขารเสร็จ ผ่านจิต ผ่านกาย เวทนา จิต ธรรม มาถึงตัวสุดท้ายแล้วดับ ก็จะสะอาดที่สุดเป็นการปรุงแต่งอภิสังขาร จนพบว่า เป็นอปุญญาภิสังขาร ชำระกิเลสได้แล้ว ดับได้ เป็นนิโรธ เกิดอปุญญาภิสังขารสำเร็จไม่ต้องชำระอีกแล้วเป็นวจีสังขารสมบูรณ์ เกิดชนะกิเลสแล้วสำเร็จแล้ว เราตั้งศีลว่า ไม่กินมะละกอ เมื่อมาพบมะละกอก็เกิดเวทนา ก็ต้องหาเหตุ ทำลายเหตุแห่งสุขทุกข์ได้ สุขทุกข์ก็ไม่มี เวทนาก็สะอาดขึ้น ข้างนอกคุณทำก่อน ถือศีลแล้วก็เว้นขาด พอเว้นขาดแล้ว ก็จะต้องมีปฏิวีรติ เวรมณี งดเว้นแล้วพอสัมผัสจะอ่านออกได้ จับกิเลสได้ ปฏิบัติต้องมีศีลเป็นลำดับไป แล้วปฏิบัติให้ถึงจิต แต่เขาเข้าใจว่าศีลปฏิบัติแต่กายกับวาจา ไม่กินก็อดใจเอาแค่นั้น อยากได้สมาธิก็นั่งหลับตาไม่เกี่ยวกับศีลเลย ต้องมีผัสสะ จึงเกิดการปฏิบัติ เพราะมีเวทนา ปฏิบัติอนุปัสสี 4 ได้ทำรูปฌาน 4 ได้ มีปีติได้ 1. ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) 2. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) 3. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) 4. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) 5. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค) ให้เกิดเพียง ผรณาปีติ มีปีติที่โอกกันติกาคือหยั่งลง แต่ขุททกาปีตินี้นิดๆ หน่อยๆ ขณิกานี้เป็นช่วงระยะเวลาที่ปีติ ส่วนขุททกะคือบอกขนาดน้อยๆ การดับปีติคือไม่ใช่ให้ปีติหายไปหมดแต่ให้เป็นปีติที่พอดี เล็กๆ น้อยๆ ผรณาปีติ ผรณาปีติคือทำให้ปีติบางเบากระจายไม่แรง แบบอุพเพงคา ไม่ต้องกำหนดว่าให้นานหรือไม่นานเท่าใด คำว่าอภิปโมทยังจิตตัง คำว่าอภิคือยิ่งคือมาก ปราโมท คือยินดี ให้ยินดีอย่างยิ่ง อย่างพิเศษ ไม่ใช่ว่าไม่มีจิตยินดียินร้ายอะไร จืดๆ แห้งเหี่ยว แม้แต่คำว่าพุทธะก็คือจิตเบิกบานร่าเริง ไม่มีภาษาจะใช้แล้ว อัตตา หรืออนัตตา อรหันต์ไม่มีตัวตนแล้ว แต่ท่านก็มีตัวตน(อรหัตตา) อรหันต์ท่านไม่มีอัตตาที่ลึกลับแล้ว ถ้าเข้าใจคำว่า กายไม่ชัดเจน ปฏิบัติธรรมไม่ได้ พาลปัณฑิตสูตร ล.16 ข.57-59 ตายไปแล้วมีกาย ผู้ยังอวิชชา ตายแล้วก็ยังมีกาย ไม่ว่าพาลหรือบัณฑิตก็ตาม จบ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน