สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน บริหารอย่างมีศิลปะ ต้องใช้สัปปุริสธรรม7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน บริหารอย่างมีศิลปะ ต้องใช้สัปปุริสธรรม7 _คำถามของคุณหายโง่….ในช่วงต้นของการแสดงธรรมที่พ่อครูได้แสดงถึงพล.อ.ประยุทธ์ในการบริหารประเทศว่า เป็นองค์รวมมี composition ที่ลงตัว ขอถามกรุณาอธิบาย composition ในศิลปะที่เข้ากับการบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ พ่อครูว่า...คอมโพซิชั่นก็หมายถึงองค์รวมหรือองค์ประกอบของหลายหลายอย่างทุกทุกอย่างที่เราเห็นเหตุและปัจจัย ทั้งหมดเลย หลักของอนาไลซิส system analysis มี input process output outcome แล้วก็จะมี impact แล้วเวียนกลับมาเป็น input process ออกเป็น output outcome ออกเป็นอิมแพคเป็นผลรวมอีก กลับวนมาเป็น input ใหม่ วนอยู่อย่างนี้แหละ หลักของสิ่งที่เป็นการหมุนรอบเชิงซ้อน (คัมภีราวภาโส หรือ ปฏินิสสัคคะ) วนเป็นก้อนหอยลงล่างหรือขึ้นบน ถ้าวนต่ำลงก็เป็นความอวิชชา แต่ถ้าวนแล้วมีสภาพเจริญขึ้น จะวนซ้ายมาขวา ขวามาซ้ายเป็นบันไดวนขึ้นสูงสด นี่คือสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ถ้าทำให้ได้แข็งแรงจะวนขึ้นสูงตามลำดับ ถ้าวนได้เก่ง ก็จะสูงขึ้น ถ้าวนไม่ได้เก่งก็จะซ้อนกันแค่ตื้นๆ วนหลายรอบมากกว่าจะขึ้น ความวนเวียนของชีวะนั้น ทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบในโลกที่ไปสัมผัส ก็จะต้องเก็บเหตุปัจจัยมา จะเอามาหมดไม่ไหว ต้องเอาสิ่งสำคัญที่มีอิทธิพลให้ตนเกิดยึดถือ ทำให้ตนเกิดภาวะพลังงานมีดูดกับผลัก สองทิศใหญ่นี้ เป็นพลังงานไฟฟ้า ก็ต้องรู้ของตนเองว่าจะเอาไว้แค่ไหน อย่างอื่นที่เราไม่ไหวก็ช่างมัน จับตัวนี้ก่อน รวมมาแล้วปรุงแต่งเป็นตัวเรา เกิดพลังงานกดดันเรา ให้เราเกิดราคะหรือโทสะ เมื่อเรากำหนดจะมาแล้วเราก็ทำ เมื่อมันกระทบเราเกิดราคะหรือโทสะแล้วก็จับอาการนั้นให้ได้ แล้วเรียนรู้ลดละ ทั้งกดข่ม ช่วยบ้าง มันเป็นพลังงานนี้แล้วพิจารณาด้วยปัญญาว่ามันป่วยการเข้า

อ่านต่อ

ไปยึดเอง มันไม่ใช่ของเที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ทุกข์คืออะไรเราก็ต้องเข้าใจ ก็ต้องพยายามพากเพียร ในสิ่งที่มีอาการความทุกข์ มันไม่สบาย ไม่ชอบใจ เป็นสิ่งที่ไม่น่ากระทบไม่น่าสัมผัส ไม่น่าเกิดอาการในจิต เกิด suffer เราเป็นผู้มีทุกข์คือ sufferer มันเกิดขณะใดก็เรียกว่า suffering มันสะสมทุกข์มากเข้าก็เรียกว่า sufferance เราก็ต้องเรียนรู้กำจัดจนกว่าจะมี sufficience อดได้ทนได้ เกิดพลังงานเก่งอดทน จนสามารถทนได้จำนวนมากขึ้นๆ จนเต็ม จนพอเพียง เพียงพอ ก็เกิด sufficiency ในภาคปฏิบัติที่ทนได้เต็มที่เลย ภาษาอังกฤษคือ suffice มันทนได้เต็มที่เป็นลักษณะการสะกดจิต มันทนได้ แต่ไม่ได้ล้างกิเลส มันทนได้ก็เลยไม่ทุกข์ ก็ทนเฉยๆ เป็นแค่เคหสิตอุเบกขา ด้วยวิธีการพวกนี้ก็ทำได้ ถ้าเราทนได้ก็เป็นประโยชน์ แต่ไม่ใช่สิ่งที่แท้จริง ถ้าทนไม่ไหวก็ข่มไว้ก่อน แต่วิธีอีกวิธีหนึ่งก็ไม่ข่ม แต่เรารู้จักวิธีไม่รับมันมาเต็มๆ มันกระทบแต่เราก็ปล่อยทิ้งไปบ้างบางส่วน ไม่รับมาเต็มๆ ถ้าคุณรู้วิธีทำเช่นนี้จะรู้จักปล่อยวางส่วนหนึ่ง เราก็รู้วิธีวางเช่นนี้ แต่ก็เป็นวิธีสมถะ ไม่ใช่ปัญญา เราต้องใช้ปัญญา ว่าวางแล้วสบาย วางแล้วเบาขึ้นนะ ไม่ต้องสะกดนะ วางมันเลย พอวางได้ในอำนาจที่มันทุกข์มันหนักก็วางได้หมดเลยก็ว่างก็เบา ก็เฉยแต่ไม่ต้องกดข่ม ก็พบกว่าเอ๊ วางมันดีกว่า ไม่ต้องกดข่มอะไรมากมาย จะรู้ว่าวางดีกว่า เราก็จะรู้ว่าเรายึดไว้ทำไม รักษาไว้เป็นตระกูลเป็นโคตรเป็นพ่อแม่คุณหรือยังไง อาการพวกนั้น จะเก็บไว้เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นปู่เป็นย่าเป็นตาเป็นยายคุณแล้ว แล้วเมื่อไหร่จะวาง ก็ถามตัวเองเช่นนั้น ถ้าว่างถ้าวางปล่อยถ้าไม่มีมันหมดมันเฉยมันไม่หนักไม่เจ็บ ก็วนไปหาความจริงอันนั้น ปัญญารู้มีธาตุรู้ที่จะเข้าใจได้เรื่อยๆ นี่แหละคือการพิจารณาความจริงตามความเป็นจริง ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกของเราเอง โดยเดียวโดยของตัวเองแท้ๆ เราก็พิจารณาจากความรู้สึกแล้วก็เข้าใจตัวเอง แล้วก็ทำดูว่ามันจริง คุณจะเจอความจริงอันนี้ ไม่เชื่อไม่ต้องลอง มีสามนัยยะก็มีสะกด ปล่อยวาง และใช้ปัญญา อย่างที่ติชนัทฮันห์หรือท่านพุทธทาสก็ทำ เราก็จะปล่อยวาง ทั้งที่เราวางได้เราก็รู้ก็สัมผัสอยู่กับมัน ความปล่อยวางจะเกิดเนียนๆๆๆ ก็ต้องพิจารณาเสมอ แต่อย่าไปเคร่งพิจารณาจนเกิดอาการเกร็ง อาตมาต้องมาแก้หลายคน จน spasm อย่าไปมุ่นถึงขนาดนั้น เราพิจารณาเหตุ จะต้องเข้าใจให้ได้มันเลยเกร็งแข็ง ก็เจอมากับผู้ปฏิบัติที่กลายเป็นเช่นนี้ ปัญญาจะเกิดเห็นความจริงเมื่อมันเกิดอาการลิงค นิมิต อุเทส มันเป็นลักษณะการเคลื่อนไหว เคลื่อนกับมันนิ่ง นิ่งคือหมด นิ่งก็คือสะกดลงไป กับมันนิ่งเพราะมันเฉยๆ มันก็ไม่บวกไม่ลบ ก็จะสัมผัสแล้วทำได้อย่างนั้นก็จะรู้ Composition ของพระพุทธเจ้าคือสัปปุริสธรรม ๗ ๑. มีปุคคลปโรปรัญญุตา นี่เป็นสิ่งสำคัญ ตัวทรัพย์สินวัตถุก็คล้ายกัน แต่คนนี่แหละที่ดิ้นดุ๊กดิ๊กได้ ได้ก็มาสู่ ๒. ปริสัญญุตา ก็คือกลุ่มคน เอาเท่าที่ตนรับได้ อย่าไปเอามาหมด คนไหนไม่เข้ามาเหมาะก็เอาไว้ก่อน โยนทิ้งก่อน เอาคนที่พอรับได้ก่อน ก็อย่างนี้ ปริสัญญุตาก็คือมวล ปุคคลปโรปรัญญุตาก็คือแต่ละคน กระทบแล้วเกิดเรื่อง รวมเป็นหมู่ก็ปริสัญญุตา ๓. กาลัญญุตา เมื่อใด ขณะใด ตอนเช้า กลางวัน เย็น กลางคืนหรือโอกาสไหนๆ ทีนี้ก็คือ ๔. อัตตัญญุตา ๕. ธัมมัญญุตา คือองค์รวมทั้งหมดคือธรรมะ อัตถะคือเป้าหมายที่จะให้ได้ให้เป็น จุดสำคัญ interest point ของมัน คือองค์ประกอบอื่นๆอีก เป็น composition พระพุทธเจ้าแยกไว้ เอามา solve ออกมาว่า คนนี้ก็ยึดเช่นนี้ เอามารวมกันแล้ว คำนวณแล้วตามคณิตศาสตร์ก็มี ครม.หรน. รวมแล้วก็เอาขนาดประมาณหนึ่ง เมื่อ solve ออกมาแล้วก็ต้องอนุโลมขนาดไหน เราก็ทำร่วมด้วยในขนาดนั้นที่เรา solve เป็นคำตอบ เราได้บ้าง เขาได้บ้าง ก็แบ่งกันจัดสรร ก็ต้องฝึกฝนเรียนรู้ ทำได้ก็เป็นผล ๗. มัตตัญญุตา ยกตัวอย่างนักจิตรกรรม สี ที่เป็นแม่สี คุณจะเอาสีแดงผสมเหลืองก็เป็นสีแสด จะแสดขนาดไหนก็แล้วแต่ แก่อ่อนอย่างไร ก็เติมสีตามสัดส่วนที่เรา มัตตัญญุตา ถ้าผสมสีน้ำเงินก็เป็นสีน้ำตาลสีอะไรอีก น้ำตาลออกเชิงเขียวหรือแดงอีก ก็จะรู้สัดส่วน นี่จากต้นสีสามสีแล้วแบ่งขนาด เหตุปัจจัยต่างๆ มีพลังงานส่วนตัวของมัน จะไปทางไหน ดีกรีทางไหนของแต่ละอย่างก็จัดสรร คนนี้ไปทาง sadism คนนี้ไปทาง romanticism จัดการให้อยู่ร่วมกัน พวกคุณนี่หลายคนก็ไม่ลงกัน ก็จัดได้ประมาณหนึ่ง ถึงบอกว่า ความสามัคคีคือความขัดแย้งอันพอเหมาะ(ปโหติ) มันไม่กลางไปได้ทีเดียวหรอก เพราะว่ามันต่างกัน อยู่ที่ความเก่งของแต่ละคน จิตรกรผสมสีก็ต้องรู้ว่าจะผสมอย่างไรได้ตามต้องการ ถ้าผสมแล้วรวมกันแล้วไม่ได้ขนาดพอเหมาะ ดีไม่ดีซัดกันไม่หยุด เขาเรียกว่า สีมันเน่า ในสังคมก็เรียกว่าซัดกันเลย ไม่ปรองดอง ไม่กลมกลืน ไม่อยู่ร่วมกันได้ ก็ทะเลาะกันตลอดคือคุณไม่มีฝีมือ ไม่สามารถเป็น composer ที่ทำ composition นี้ให้เกิด harmony ได้ ถ้าเก่งก็จัดให้อยู่รวมกันได้โดยมีอันใดจะให้เด่นก็ทำได้ ทำ highlight ได้ นี่คือมือหนึ่งในการจัดองค์ประกอบศิลป์ แม้แต่ศิลปกรรม นาฏกรรม ดราม่า ก็ใช้องค์ประกอบเช่นนี้ทั้งนั้น อาตมาก็เอามาใช้ให้พวกเรา harmony ได้ จุดใดจะให้เกิด highlight ได้ ก็ได้ อาตมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จัดองค์ประกอบสังคมได้ขนาดนี้ โดยใช้นัจจะคีตะวาทิตะ ที่แสดงกายวิญญัติ วจีวิญญัติ นัจจะคือกายวิญญัติ ทั้งยักคิ้วหลิ่วตาทางกายภายนอก ส่วนคีตะกับวาทิตะคือสุ้มเสียงสำเนียงภาษา รวมแล้วเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ความเคลื่อนไหวองค์รวมที่เกิด คนจัดองค์ประกอบอันนี้ได้พอเหมาะพอดีตามสัปปุริสธรรม ๗ โดยรู้จักสิ่งต่างๆที่ได้ผสมส่วนตามธรรมะให้ได้จุดเป้าหมาย ได้โกล คือ composer ชั้นหนึ่ง ทุกกาละเวลาทุกสัดส่วนทุกบริษัท เป็นนักบริหารชั้นหนึ่ง ทั้งที่มีศัตรูกันหลายเจ้า จับมันมาทำงานด้วยกัน แม้คนละด้าน แต่เราจัดมาปรองดอง มีการงานองค์ประกอบ ถ้าต่างคนต่างทำก็ตาม แต่เราสามารถเอาผลงานของสองคนนี้มาทำให้เกิดคุณค่าได้ คือการควบคุมเกมการบริหารได้ นี่คือคำอธิบายคร่าวๆ ตามภูมิ อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นศิลปิน เรียนจิตรกรรมมาก็ฝึกต้องส่งงานอาจารย์ทำงานส่วนตัวทำแล้วก็ให้คนอื่นไป ทิ้งไปบ้าง จนไม่มีงานเก็บไว้สักชิ้น ปรากฏว่าไปเก็บตกได้ในขยะ หน้าปกหนังสือที่เอาภาพอาตมาไปทำ อาตมาร่วมทำด้วยหนังสือเล่มนั้น คือ คู่มือแม่บ้าน อาตมาไม่ได้เป็นบก. บก.คือคุณพิศวาส นาควานิช เป็นภาพที่เกือบจะเสียจะสีเน่าแล้ว ก็ตั้งชื่อภาพว่า ฤาจะสิ้นโลกแล้วหรือ? ก็หยิบมาเป็นภาพปกหนังสือ ต้นข้าวเขาค้นเจอ ก็เอามาให้อาตมา ก็พบว่ามีผลงานจิตรกรรมอยู่ชิ้นเดียว มันพิมพ์ offset ก็ยังเนียนดีอยู่ ถ้าเป็นภาพตะกั่วคงลายเละ ก็เจอไม้ร่มก็บอกว่าเอาไปจัดการถ้าจะรักษา ก็มีต้นฉบับตามเทคนิคสมัยใหม่

590215_พุทธศาสนาตามภูมิ วิธีปล่อยวางอย่างชาวพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน