581107_เทศน์ทำวัตรเช้า มหาปวารณาครั้งที่ ๓๓ บวชมา ๔๕ ปี มีอะไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์208 KB
วันที่แก้ไข28 มกราคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

581107_เทศน์ทำวัตรเช้า มหาปวารณาครั้งที่ ๓๓ บวชมา ๔๕ ปี มีอะไร

พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 แรม 11 ค่ำ เดือน 11 ปีมะแม จริงแล้วแม้แต่ตัวเลข วันเวลาอะไรต่างๆนานา ผู้ที่ได้มีชีวิตเดินทางมาตามระบบ มีกรอบทางเดินชีวิต ที่ทำให้ชีวิตเดินทางไปในทางที่ควรจะเป็น ยิ่งเข้าทางสัมมาทิฏฐิ ชีวิตจะก้าวไปตามระบบ มีความเจริญที่ลงตัว คำว่าลงตัวนี้เป็นภาษาไทยที่ดีมาก ได้สัดส่วนพอดี อะไรก็จะเข้าท่าดูดี ส่อแสดงอะไรต่างๆออกมาให้ผู้ที่สามารถอาศัยเหตุปัจจัยของรูปกับนาม ของวัตถุกับจิตวิญญาณ

ยิ่งเข้าใจ รูปกับนามที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่นรูป 28 เข้าใจนาม ทั้งจิตเจตสิก จิต 89 จิต 121 ใช้เป็นเหตุปัจจัยเป็นการศึกษาเครื่องมือที่จะเดินทางดำเนินชีวิตไปก็พอได้ เมื่อกี้นี้อาตมาทักถึงเรื่อง 11 11 มันก็เป็นอันหนึ่ง ที่เกี่ยวกับคนทุกคนของใครก็ของคนนั้น อย่างอาตมาก็มีของอาตมาอาศัยใช้สิ่งเหล่านี้ประกอบบ้างอาศัยเหตุปัจจัยที่เป็นไปได้ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ใช้เพื่อที่จะรู้ ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนี้ หลายคนอาจไม่รู้เรื่องด้วย ก็ตีหัวเข้าบ้านก่อน เพราะวันนี้จะเทศน์ 3 ชั่วโมง

ยกตัวอย่างเลข 1 สี่ตัวนี้เป็นยอดเลยนะในเรื่องหลักเกณฑ์ที่เขาใช้ในการพนัน ที่เขาเรียกว่าไพ่ ที่มี 1111 มันเป็นสุดยอดแล้ว แต่ก็สู้ srate flush ไม่ได้ ซึ่งสูงสุด 500 ก็มี โพธิ์ดำโพธิ์แดงแจ็คแหม่มข้าวหลามตัด อาตมาเล่นไปแต่ไม่เก่ง ยังนึกเลยว่าทำไมตนเองเล่นไม่เก่ง ก็เล่นยันรุ่งก็เคยทำ

ก่อนจะได้เล่าถึงชีวิตบวชมา 45 ปีมีอะไร ก็จะได้รายงานผลการประชุมมหาปวารณาครั้งที่ 33 แต่ก่อนประชุมกัน 2 วันไม่ค่อยพอต้องต่อเวลาต่อมาก็ใช้เวลาน้อยลงในการประชุมปีก่อนนี้ก็ใช้วันเดียววันนี้ก็ใช้เวลาวันเดียวเสร็จก่อนกำหนด ก็ถือว่าลงตัวหรือใช้อีกศัพท์หนึ่งว่าเข้

อ่านต่อ

าฝัก แต่วันนี้ เลข 1 สี่ตัว ส่งตัวเป็นเหตุปัจจัยอันหนึ่ง ไปอย่าไปถือนะ อาตมา ใช้เป็นข้อสังเกต และไม่ได้ปัจจัยอะไร ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไร แต่รู้ว่าอะไรเป็นจุดหมาย คำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นกับคำว่ามุ่งมั่น ต้องเข้าใจที่ดี อะไรที่เห็นว่าควรสิ่งนั้นควรทำอย่างมั่น ก็ควรจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้จะทำแล้วอย่าไปยึดมั่นถือมั่น เพราะถ้าไปยึดมั่นถือมั่นแล้วจะเอาอัตตาตัวตนเข้าไปเป็นตัวดึงดันเกินไป

คำว่ายึดมั่นถือมั่นนี้ ก็ขอให้พวกเราได้รู้ให้ชาวอโศกที่มีการยึดมั่นถือมั่นโดยไม่มีอัตตาได้เก่งได้ดี เมื่อมันดีพอได้แล้วดีขึ้นเรื่อยเรื่อย แต่ขนาดนั้นมันก็ยังไม่หมดไปง่ายและไม่หมดไปตลอดสำหรับคน สำหรับแต่ละคนชาวสมาชิกนักปฏิบัติธรรม ไม่ต้องพูดถึงคนไม่ปฏิบัติธรรมทางโลกว่าจะหมดได้ เพราะเขาไม่ได้เรียนรู้ที่จะฝึกฝนลดละ อวิชชาไม่รู้ตัวก็มีแต่จะมากขึ้นๆทั้งโลกคนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมทำจะเป็นเช่นนั้น แม้แต่อยู่ในหมู่กลุ่มนักปฏิบัติธรรมอาศัยหมู่ เป็นองค์ประกอบให้เราลดและปฏิบัติธรรม ส่วนผู้ที่ฉลาดน้อย( แปลเป็นไทยว่าโง่) อาจจะฉลาด ฉลาดที่จะต้องเห็นแก่ตัว ฉลาดมีอัตตาหาเรื่องให้ตัวเองชนะ ที่ตนเองเห็นว่าอัตตามันพาเป็น คือมันจะเอาชนะไม่ยอมแพ้

เป็นความซับซ้อนคนเราถ้าคนไหนหมดอัตตาแล้ว จะไม่รู้สึกว่าชนะแต่จะรู้สึกว่าตนเองเฉยๆได้ ทั้งที่ตนเองชนะก็ไม่ยินดี แม้แพ้ก็ไม่ยินร้าย เฉยๆคือคำว่าไม่รู้สึกยินดียินร้าย แต่ถ้าได้ยินดีจะเสริมพลังความชนะของตนเองให้รุกไปอีก ถ้าแพ้ก็ยิ่งเสริมอัตตาแรงเข้าไปอีกเพื่อจะเอาชนะให้ได้ ชนะก็มุ่งไปเหมือนกันพอสมควร

มันมี 3 เกณฑ์ เกณฑ์ที่ 1 จะแพ้หรือชนะก็มุ่งแรง ชนะก็มุ่งแรงผยองแพ้ก็จะเอาชนะอีก แต่อริยชนสูงสุดจะแพ้หรือชนะก็เฉย ถ้ามีอัตตาชนะก็ภูมิใจ หลงตัว แต่ถ้าแพ้ก็จะฮึดสู้ ไม่ใช่จะยอมแพ้นะ บางคน ยึดมากก็เอาตัวออกจากหมู่ไปเลย ในโสดาบันสกิทาคามีก็เป็นได้ อนาคามีก็เป็นได้ อัตตานี้เป็นเรื่องลึกซึ้งสุดท้ายของการปฏิบัติธรรม

พวกเราทำงานมานานไม่รู้กี่ปีแล้ว อย่างที่บ้านราชฯปีนี้ครบ 30 ปีเต็มในปีใหม่นี้ ผู้ที่มาอยู่ในหมู่เรา ได้พัฒนาตนเองขึ้นมา แต่มีอัตตามันพาไปในทางไม่ดี ทำให้ไม่รู้ตัว ทำอะไรไม่ดีลงไป ก็จะถูกสะสางให้เข้าร่องเข้ารอย ปฐมอโศกเป็นชุมชนแรกที่เข้าร่องรอยแล้ว และมีสังคมที่อาตมาถือว่า ประสบผลสำเร็จมากกว่าชุมชนใดๆของชาวอโศก มีสัมมาอาชีพ มีสัมมากัมมันตะ มีสัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะที่ลงตัวพอได้ แล้วก็ดูใช้ได้ต่อไป ก็ยังมีตัวบุคคลบางคนมีคลื่นที่มีอัตตา แม้ในขณะนี้ปฐมอโศกก็ยังเห็นอยู่ ไม่หยุดมั่นถือมั่นตนเองไม่ถอดตัวถอดตน

จะบอกให้คนที่ทำงาน โดยเฉพาะคนที่ได้รับตำแหน่งหน้าที่ในงาน ของชุมชนเรา พอเสร็จแล้วก็ มีวิกฤตขึ้นมา จะเกิดด้วยตัวเราเองถูกเปลี่ยนแปลง เช่นเราถูกเปลี่ยนออกจากตำแหน่งที่ทำงาน ถูกปลดออกจากตำแหน่งด้วยอะไรก็แล้วแต่ บางทีเหตุมันแรง เหตุปัจจัยบางทีดูเหมือนไม่ค่อยถูกต้อง ต่อให้ไม่ถูกต้องด้วยโดยทางโลกสมมุติสัจจะไม่ค่อยถูกต้องแต่โดยความเป็นปรมัตถ์สัจจะนั้นบอกแล้วว่าถูกกับผิดนั้นเรื่องเล็ก ความสามัคคี จะสามัคคีได้จะต้องไม่มีคลื่น

ผู้ใดที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งแม้จะถูกต้องหรือไม่จะผิดหรือถูกก็ตาม ตนเองก็ทำการเคลื่อนไหว มีกิเลสเคลื่อน มีปฏิกิริยา ทุกชุมชนก็จะมีการเคลื่อนมีรอบของการเปลี่ยนแปลง มันเป็นเหตุปัจจัยให้คนปฏิบัติธรรมต้องรู้การเคลื่อนไหว กายวิญญัต วจีวิญญัติ รอบตัวเราเสมอต้องหยิบมาอ่านเป็นรูปที่สำคัญ และแม้จะทำงาน อาตมาทำงานก็อ่านกระแสของสังคม กระแสโลกจะมาเป็นเหตุปัจจัย ในการประมาณ ตามเหตุปัจจัย รอบปลายหรือรอบลึกๆก็ตาม ตามปฏิภาณที่จะรวบรวมได้ เรียกว่ากาโย หยิบเหตุปัจจัยมาใช้ปฏิบัติทำงานได้

อาตมา ไม่มีเวลา ไม่อยากจะจับตัวมาชี้มาสอน เพราะถ้า จับตัวมาชี้มาสอน มันไม่ได้ผลดีเท่าไหร่ ได้เป็นแค่ครั้งคราวตามงานตามเหตุการณ์ ถ้าเผื่อว่าถึงขั้นเอามาบอกสอนแล้วเปลี่ยนแปลงได้ มันดีต่อสังคม แต่มันไม่ได้ตอบผู้ปฏิบัติ มันเหมือนบังคับให้เปลี่ยนแปลงให้ทำตาม เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองไม่เกิดปัญญาสำนึกไม่เกิดแก้ไขตนเองผลประโยชน์ของตนเองก็จะน้อย ดีไม่ดีจะทำให้ตนเองเกิดกิเลสเสริม ไม่ชอบใจด้วยซ้ำ ว่าให้หยุดให้เลิก แต่ถ้าศรัทธาบอกแล้วก็จะกลายจะเปลี่ยน ก็จะได้ประโยชน์บ้าง เป็นเหตุการณ์สำคัญมากสำหรับชาวอโศกโดยเฉพาะตัวบุคคลที่ถูกเปลี่ยนหน้าที่ ถ้าผู้ใดที่ยังภูมิไม่ถึง ก็จะเสียคน เสียท่าอยู่บ้านเกิดทุกคน ถ้าตั้งหลักได้ก็ดีขึ้น ถ้าตั้งหลักไม่ได้ ก็จะแพ้ภัยตัวเอง

อาตมาจริงนะเสียดายหลายคน ก็เคยให้สติเสมอ ให้เปลี่ยนแปลง แต่อัตตาตัวเอง คิดว่าจะมีลาภมากลาภน้อย แม้ลาภมันน้อยไปหน่อยก็ไม่เป็นไร เราควรทำอะไรเสริมให้เจริญ ยศตำแหน่งหน้าที่อำนาจมันลดลงไป ก็เป็นไปทั้งนั้นแต่ถ้าเราไม่รู้ทันโรคหรือกิเลส โรคมันก็กำเริบกิเลสมันก็ทำงาน ทำให้สูญเสียไป เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้น ตอนนี้เหตุการณ์ที่ศรีษะอโศก ก็เกิดขึ้น ที่ปฐมอโศกนี้เกิดมาก่อนตอนนี้ก็ยังไม่หายไม่เรียบร้อย ส่วนที่อื่นยังไม่ค่อยชัด ก็รุนแรงอยู่ ที่สันติก็ดีที่บ้านราชฯก็ดี ปฐมอโศกแล้วเป็นตัวอย่าง ศีรษะอโศกก็ตามมา เมื่อได้ฟังบรรยายนี้ก็เอาไปตรวจให้สำคัญ ศรีษะอโศกหากรู้แล้วปรับตัวให้ดีก็จะดีมาก ตอนนี้ก็ยังมีตัวหนุน ท่าทีก็ไม่ง่าย อย่างราชธานีอโศก ตอนนี้มีโครงการมาก แต่ก็มีอะไรที่จะรวดเร็วในการแก้ไข ที่จะใช้หนี้(หนุน) แต่ศีรษะอโศกอาตมาว่าไม่เร็วเท่ากับราชธานี แต่ถ้าทำได้ดีปรับได้เร็วก็จะเร็วส่วนปฐมอโศกไม่มีเงินหนุนเลย คือคนมีคุณบุญมีคำกิจกรรมมีผลเจริญ ก็ให้สัญญาณไป

อาตมาว่าชาวอโศก เหมือนเด็กกำลังโต 500 ปีกว่าจะโต ปีนี้ปี 2558 ก็เปลี่ยนแปลงขึ้น หลายชุมชนก็เสื่อมโทรมลงไปก็บูรณะขึ้นมาได้ ก็ต้องพากเพียร ทำชุมชนของตัวเองให้ดี พูดมาไม่รู้กี่ที ที่จะประเสริฐเท่ากับทางมาเป็นอริยบุคคลไม่มี จะต่อไปอีกกี่ชาติก็ตาม ฉันจะบรรลุสูงสุดชาตินี้ เป็นอรหันต์สรุปง่ายๆ จะรู้สึกว่าต้องต่ออีกร้อยชาติค่อยเพียรอย่างงั้นเหรอ ถ้าบรรลุในชาตินี้ได้ก็ควรจะต้องบรรลุ ตอนนี้เรามีเสนาสนะสัปปายะ ของแต่ละบุคคล ถ้าไม่เห็นว่าตนเองต้องมาเป็นชาวถิ่นนี้ก็ไปที่อื่นได้ ฟังคนไม่เหมาะที่สันติอโศกไปเหมาะที่ภูผาฟ้าน้ำ บางคนอยู่เหนือไม่เหมาะก็ไปอยู่อีสานดีกว่า ตามเหตุปัจจัย พวกเราเลือกได้มีอิสระเสรี มีบุคคลสัปปายะอาหารทำสัปปายะธรรมะสัปปายะธรรมสัปปายะเป็นเรื่องดี

ตัวอย่างที่ท่านผู้รู้ให้สัญญาณเกรงว่าเราจะเป็นอย่างท่านพุทธทาส ที่ไม่ได้สร้างหมู่กลุ่มต่อ ส. ศิวรักษ์ก็เตือนมา ก็ดีเกรงว่าจะมาตายไปแล้ว ที่จะเหลืออยู่ มันไม่ติดเครื่อง ไม่ได้สร้างกลไกธรรมจักรของสังคม ต้องขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างท่านพุทธทาสกับท่านพรหมคุณาภรณ์ ไม่ได้คิดจะลบหลู่ ท่านเลย

ท่านพรหมคุณาภรณ์จะมีลักษณะกว้าง แต่ในเชิงพยัญชนะ เนื้อหาความรู้ เป็นความผนึก ท่านรวบรวมไว้หมดเลยอันนี้เป็นตัวเด่นของท่าน ปัญญาชนยอมรับนับถือ ส่วนท่านพุทธทาสก็รวบรวมไว้ไม่ใช่น้อย แต่ไม่เหมือนกับท่านประยุทธ์ แต่ท่านก็ใช้ทำงานกับสังคมส่วนเจโตกับปัญญาของท่านพรหมคุณาภรณ์กับท่านพุทธทาส ท่านพุทธทาสจะลึกกว่า ของท่านประยุทธ์กว้างกว่าแต่ไม่ลึกเท่ากับท่านพุทธทาส ท่านไม่ได้มีตัวสำคัญที่ต้องสร้างหมู่กลุ่ม สร้างเสนาสนะสัปปายะ อาหารสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ ก็เลยไม่ต่อได้ นี่ท่านประยุตต์ยังไม่สิ้นไปนะ ท่านพุทธทาสสิ้นไปแล้ว เป็นตัวอย่างที่มีมาก่อนอย่างฤษีลิงดำ หลวงพ่อชา ส. ศิวรักษ์ ก็มองหลวงพ่อชาว่าสร้างได้มากกว่าท่านพุทธทาส ก็จริง หลวงพ่อชาสร้างกลุ่ม แต่สร้างเฉพาะพระ ไม่ได้สร้างพุทธบริษัท 4 แต่ของชาวอโศกนี้มีพุทธบริษัท 4

หลวงพ่อชาก็สร้างพุทธมามากะบ้างก็เห็น แต่ของท่านพุทธทาสได้แต่พุทธศาสนิกชน ได้พุทธมามกะน้อยกว่าหลวงพ่อชาแต่ไม่ได้พุทธบริษัท ท่านอ.ส.และอ.เจิมฯ บอกว่าอาตมาไม่ได้สร้างกลุ่ม แต่จะมารู้ว่าถ้าอาตมาตายไป ในบรรดาพวกเราไม่มีใครแทนอาตมาได้ ต้องขอขอบพระคุณ ท่านที่อาตมาได้ยกตัวอย่างใช้เป็นเหตุปัจจัยให้ศึกษาเหมือนยกตัวใหญ่กว่าเขาไปหมด ก็ต้องขออภัยจริงๆ คณาจารย์ชาท่านประยุทธหรือท่านพุทธทาส แม่ท่านฤาษีลิงดำก็ตาม

พุทธศาสนิกชนในเมืองไทย เมืองไทยเรามี95% ที่นับถือพุทธศาสนา ก็เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งให้อาตมาบอกได้ว่าเมืองไทยเป็นชมพูทวีป แล้วอาริยธรรมโลกุตรธรรมได้ดำเนินไปแล้ว ในหมู่กลุ่มชาวอโศก แต่ไม่อยากให้ไปหลงเช่นนี้น อย่ายึดมั่นถือมั่นแต่ต้องมีความมุ่งมั่น ฟังแล้วอย่าไปหลง เคยได้ใช้โศลกว่า ยึดดีให้เจนจัด ถือสัจจ์ให้เจนจิต แต่อย่าติดหลง

อโศกนี้อาตมามั่นใจ ว่าได้วางรากฐานพุทธบริษัท ทั้งอุบาสกอุบาสิกานักบวชหญิงนักบวชชาย เป็นอริยชนทั้ง 4 อย่าง ถ้าไม่มีทั้ง 4 นี้เป็นอริยะจริง นับเป็นพุทธบริษัทไม่ได้ แม้ในเมืองไทยจะมีมาก แต่จะมาทำโดยเจตนาโดยรู้ว่าพวกเราฆราวาส ถึงมีองค์ประกอบเป็นบ้านวัดโรงเรียน มีองค์รวมที่ได้สัดส่วนทั้งสมัยใหม่และสมัยเก่าทำได้ลำจากยุคพระพุทธเจ้า ที่เป็นสาธารณโภคี ท่านพุทธบริษัท 4 อาตมาไม่ได้เบ่งข่มพระพุทธเจ้านะ บางคนอาจจะบอกว่าทำเก่งกว่าพุทธเจ้าแต่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าไม่ต้องรวมเป็นชุมชนเพราะใหญ่กว่าอาตมา สมัยพระพุทธเจ้าฆราวาสเป็นอริยะหรือเป็นอรหันต์มากกว่านักบวช นักบวชมีเฉพาะที่บวชแต่ฆราวาสมีทั่วโลกก็มีอริยะมากมาย ส่วนของเราจะอยู่ในวงแคบของพระพุทธเจ้าเยอะแต่ก็เป็นกลุ่มเป็นก้อนได้

ทุกวันนี้ อาตมากำลังสร้างอันใดอันหนึ่งลงไปให้แก่โลก คือมนุษยชาติที่จะมีระบอบระเบียบทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ใช้กับชีวิต พวกเราก็รับไปเรื่อยเรื่อย ส. ศิวรักษ์ก็ดีท่านก็ใช้วิจารณญาณ ที่อาตมาพูดไป ก็ให้ไปตรวจสอบดูได้ มีสิ่งจริงเป็นมาอย่างไร

ตัวเราตัวตนบุคคล อยู่ในฐานะเพื่อนสมาชิก ที่จะร่วมกันสร้างอาหาร ให้เกิดสัปปายะ ก็จะสั่งสมธรรมะสัปปายะที่เกิดอยู่ที่คน ทำให้แข็งแกร่งให้ดีขึ้นให้เจริญขึ้น อาหารสัปปายะก็จะเกิดขึ้น เพราะแต่ละคนมีบุคคลสปายะเป็นอาริยะ เสนาสนะก็จะถูกสร้างทำขึ้นดีขึ้น ชุมชนที่กระร่องกระแร่อยู่ขณะนี้ก็จะได้ช่วยกันขึ้นไปตามลำดับ จะมีเหตุปัจจัยที่ world wide web ของทุกอย่างดำเนินไป จะกินความกว้างกินความรวม แล้วดำเนินไปก็คือเว็บ เปิด www.

เป็นความหมุนวนของจักรวาลที่มีมนุษยชาติเป็นแกนหมุนไป พวกเรานี้เป็นตัวจริง ใครรู้สึกว่าเป็นตัวจริงยกมือดูสิ…... ให้ระมัดระวัง ใครมีความโกรธหรือก่อนจะออกไปก็ให้ระวัง ไม่โกรธไม่งอน ถ้าเราไม่เป็นตัวจริงอยากเป็นตัวจริงก็ต้องพากเพียรสิ ใครไม่เข้ามาก็รีบเข้า อยากได้ไปตะลอนทัวร์อยู่รอบจักรวาล

อาตมาไม่ได้ทำอย่างท่านพุทธทาสท่านประยุทธหรือท่านอาจารย์ชา หรือแม้แต่อาจารย์มั่นที่ทำอยู่ อาตมาไม่ได้ทำเหมือนกับใครใครหลายคน ที่เขาเป็นเจ้าสำนัก ที่ดูดีดูเข้าท่าก็แล้วแต่ไม่เหมือน ในหลายนัยยะมาก พูดไปก็ไม่ดีเหมือนยกตัวยกตน อาตมาทำประโยชน์ท่านเป็นหลักประโยชน์ตนเป็น by product พวกคุณต้องประโยชน์ตนเป็นหลัก ให้เป็นอรหันต์ได้ก่อน แล้วเก่งขึ้นมีฤทธิ์เดชเพิ่มก็เป็นไป แต่ท่านไม่ได้หลงสิ่งเหล่านั้นจะมีโลกธรรมเพิ่มก็เป็นสัจจะ ผู้เป็นอรหันต์แล้วจะดีได้อย่างไม่ถอยไม่เสื่อม จะเกิดอีกกี่ล้านชาติก็ต้องมีหลักประกันให้เป็นอรหันต์ให้ได้ เกิดมาเป็นมนุษย์ไม่มีอะไรอย่างอื่นเป็นจุดหมายนอกจากเอาอรหันต์ วันนี้อาตมาเหมือนพระพุทธเจ้าเจาะปากมาพูด

เกิดมาเป็นคนมันไม่มีอะไร ที่จะดีเท่ากับการเป็นอรหันต์ มีมนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทุกโรค คุณจะสูงสุดหรือเลวร้ายที่สุด ก็อยู่กับคนนี้แหละ คนเป็นมนุษย์แต่จิตใจเลวร้ายเหมือนสัตว์ อย่าเป็นสัตว์ร้าย ความจริงหรือความรู้ที่ควรรู้ เกิดเป็นคนแล้ว ดีที่สุดได้มาศึกษาธรรมะจนเป็นอรหันต์ อยากจะได้อะไรที่ประเสริฐเลิศยอด ชีวิตคุณบางคนรู้สึกว่าเกิดมาทำไมไม่รวยเหมือนเขา ทำไมไม่ได้เมียสวยเหมือนเขาอาตมาถือว่าเป็นลามกนะ ทำไมคุณไม่มาเป็นอรหันต์ให้ได้แล้วเป็นโพธิสัตว์ คุณจะมีเมียสวยจะรวยได้ต้องให้เป็นโพธิสัตว์ให้จริงเถอะ ถ้าคุณไม่เคยมีมาในชีวิตก็ตาม ไม่เคยรวยก็จะรวย ถ้าจิตยังมีกระสันอยากเป็น จะไม่ได้เป็น ถ้าอยากเป็นพระพุทธเจ้าเร็วอย่าอยากเป็น อาตมาไม่ได้ไปอยากรวยอยากยิ่งใหญ่อยากมีเมียสวยๆถ้าจะมีไม่ยากหรอก อยากแล้วจะไม่ได้ นี่เป็นเคล็ดลับกลยุทธ์นะ ถ้าไปอยากมันก็พาให้เราเสียเวลาใช่ไหม ถ้าคุณเป็นโพธิสัตว์แล้ว คุณได้ทุกอย่างแต่ไม่ใช่จะได้ทันทีต้องตามเหตุปัจจัย จะได้อะไรก็ได้ทั้งนั้นบอกให้ก็ได้ พระเจ้าอโศกมหาราชอยากจะเป็นใหญ่เป็นโตเป็นเจ้าก็เป็น เสร็จแล้วก็ปราบ มาไม่รู้กี่ทิศแต่ก็สำนึกได้ ว่าเป็นวิบาก แต่ท่านเป็นโพธิสัตว์ แม้แต่ไอน์สไตน์ก็อยากเก่ง คนก็ยกย่องตัวเองก็ได้เป็นแล้วสุดท้ายก็เสียใจ แบบไอสไตล์แบบพระเจ้าอโศกมหาราช ได้แล้วสุดท้ายก็สำนึก วันนี้พูดสิ่งที่เป็นอจินไตยที่ลึกซึ้ง หลายคนก็จะเข้าใจอะไรได้ดีขึ้น มีปฏิภาณที่จะเข้าใจ

รายงานการประชุมมหาปวารณา ครั้งที่ ๓๓ วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ศาสนพิธี _กรณีญาติโยมจะกราบครั้งเดียวหรือสามครั้งตอนไหน….กราบครั้งเดียวหมายถึงว่า กราบคนเดียวคนนี้ ถ้ากราบ ๓ ครั้งก็หมายถึงกราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ผ่านคนนี้ กราบ ๑ ครั้งก็หมายถึงกราบบุคคล แต่ถ้ากราบ ๓ ครั้งก็หมายถึงเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ถ้ามีสมณะสองรูปก็กราบสองครั้ง แต่ถ้ามีสมณะหลายรูปก็ไม่ใช่ต้องกราบทั้งหมดทุกองค์ ก็ให้กราบสามครั้งแล้วยกไว้ไม่ต้องกราบอีกคือกราบไม่เกิน ๓ ครั้ง หรือว่าทุกองค์ก็ถือว่าเป็นพระสงฆ์ ก็กราบเพียงครั้งเดียวก็พอแต่ถ้าใครจะกราบมากกว่า ๓ ครั้งก็ไปกราบส่วนตัว ที่เรากราบนี้เรากราบคุณธรรมของเขานะอย่างคุณหญิงเป็ดเขาเป็นคริสต์แต่บอกว่ากราบอาตมาได้ คุณหญิงเป็ดว่าการถือศาสนาก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่คุณธรรมเป็นเรื่องยิ่งใหญ่บอกว่ากราบได้สนิทใจได้

_ที่ประชุมสงฆ์มหาปวาณาครั้งนี้ได้ยกสติวินัยให้พ่อครูหรือพ่อท่านของเรา ในวาระที่พ่อครูบวชครบ ๔๕ ปี เพื่อไม่ให้พ่อท่านต้องมาปลงอาบัติกับหมู่สงฆ์อีก พวกเราจะประกาศสติวินัยให้พ่อท่านใครเห็นด้วยก็ให้เปล่งกล่าว สาธุ สาธุ สาธุ

ศาสนสถาน _มีการตั้งอาวาสถานของชาวอโศกขึ้น ในการเรียกชื่อนำหน้าชุมชนชาวอโศกบางแห่ง จะให้มีคำนำหน้าชื่อเป็นอาวาสถาน เพื่อเพิ่มสมมุติทางด้านธรรมะเพิ่มขึ้นในการเรียกชื่อชุมชนชาวอโศก แต่ว่าชุมชนใดจะเรียกว่า อาวาสถานได้ต้องผ่านที่ประชุมมหาปวารณาก่อน ที่ประชุมสงฆ์ครั้งนี้ ได้แต่งตั้งชุมชนต่อไปนี้เป็นอาวาสถาน ๑.ตั้งชุมชนวังน้ำเขียว เป็นอาวาสถานวังน้ำเขียว ๒.ตั้งชุมชนดอยรายปลายฟ้า เป็นอาวาสถานดอยรายปลายฟ้า ๓.ตั้งชุมชนฮอมบุญอโศก เป็นอาวาสถานฮอมบุญอโศก ๔.ตั้งชุมชนเลไลย์อโศก เป็นอาวาสถานเลไลย์อโศก ๕.ตั้งชุมชนแก่นอโศก เป็นอาวาสถานแก่นอโศก ๖.ตั้งชุมชนเมฆาอโศก เป็นอาวาสถานเมฆาอโศก ๗.ตั้งชุมชนดินหนองแดนเหนือ เป็นอาวาสถานดินหนองแดนเหนือ ๘.ตั้งชุมชนศีรโคตรบูรณ์ เป็นอาวาสถานศรีโคตรบูรณ์อโศก ๙.ตั้งชุมชนวังจันทร์พฤกษาเป็นอาวาสถานวังจันทร์พฤกษา

มีเก้าอาวาสถานเกิดในมหาปวารณาครั้งที่ ๓๓ นี้ จากอาวาสถานก็จะเจริญขึ้นเป็นสังฆสถาน พุทธสถานต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่เรากำหนดอาวาสถาน ก็จะให้เป็นเรื่องเป็นราวไม่ปล่อยปละละเลย แต่ละสถานที่ชุมชนอโศกก็คงจะมุ่งมั่นเอาภาระขึ้นพัฒนาขึ้น

ศาสนบุคคล ปัจฉาสมณะ _พ่อท่านฯ- สมณะเดินดิน ติกขวีโร และคณะ(สมณะสมณะพิสุทธิ์ พิสุทโธ สมณะขยะขยัน สรณีโย สมณะดินไท ธานิโย สมณะหนักแน่น ขันติพโล และสมณะแสนดิน ภูมิพุทโธ) หมายเหตุ….คณะปัจฉาของพ่อท่านเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากองเลขาฯ _สมณะเดินดิน ติกขวีโร มีปัจฉาฯคือ สมณะขยันยอม วิริยธโร _สมณะบินบน ถิรจิตโต มีปัจฉาฯคือ สมณะโพธิสิทธิ์ โพธิสิทโธ _สมณะผืนฟ้า อนุตตโร มีปัจฉาฯคือ สมณะนวกะภูผาฟ้าน้ำ _สมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ มีปัจฉาฯคือ สมณะเลื่อนลิ่ว อรณชีโว

สมณะป่วยแห่งปี ๑.สมณะกรรมกร กุสโล ๒.สมณะน่านฟ้า สุขฌาโน ๓.สมณะเบิกบาน ธัมมนิยโม ๔.สมณะถนอมคูณ คุณกิตตโณ ๕.สมณะแก่นหล้า วัฑฒโน ๖.สมณะธาตุบุญ ธาตุปุญโญ ๗.สมณะอ้วน อภิมันโต

คณะเอาภาระสงฆ์ (คภส.) ๑.สมณะผืนฟ้า อนุตตโร ๒.สมณะถ่องแท้ วินยธโร ๓.สมณะขยะขยัน สรณีโย ๔.สมณะฟ้าไท สมชาติโก รวมทั้งอุปัชฌาย์อีก ๓ รูปด้วย

คณะอาจารย์โรงเรียนนวกะ มี ๒ รูป ได้แก่ อาจารย์ ๑( สมณะบินบน ถิรจิตโต )อาจารย์ ๒ (สมณะผืนฟ้า อนุตตโร)

สมณะลงอาราม ปี ๒๕๕๘ (สมณะทั้งหมดมี ๙๑ รูป) จะไม่อ่านเพราะยาว ให้ติดตามเอา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ โพธิรักขิโต และปัจฉาฯ(สมณะเดินดิน ติกขวีโร สมณะดินไท ธานิโย สมณะหนักแน่น ขันติพโล และสมณะแสนดิน ภูมิพุทโธ )ไม่ลงอารามประจำที่ใด

พ่อครูให้โอวาทปิดประชุมมหาปวารณา

ประเด็นแรกคือ อย่าติดแป้น บางคนก็ดูสบายสบายก็ยังอยู่ได้ยางคนหลบเลี่ยงหน่อย แต่ไม่เจริญ อันนี้เป็นเมถุนสังโยค ข้อที่ ๗ เป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง พอติดแป้นแล้วไม่พัฒนาต่อ พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นผู้โมฆะนะถ้าติดแป้นอยู่ เหมือนนางวิสาขา เป็นโสดาบันติดแป้นชอบโลกียรสอยู่นานมาก อย่าไปติดแป้นอยู่ในฐานใดๆเป็นอันขาด ไม่ว่าฐานไหนก็ตาม ต้องรู้ตัวว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญคนหยุดอยู่ ป่วยการกล่าวถึงผู้เสื่อม ต้องให้เจริญวุฒิๆ การฐีติคือผู้เสื่อม ส่วนปหานะคือผู้เสื่อม ท่านส่งเสริมแต่วุฒิๆๆ เจริญแต่ถ่ายเดียว

ประเด็นที่สองคือ การปฏิบัติธรมคืออะไร คือการทำงาน ทำงานอะไร ทำงานอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะคือมรรคองค์ ๘ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา การปฏิบัติธรรมต้องหาโอกาสมาทำงานกับหมู่เสมอ ต้องจัดสรรให้พอเหมาะกับตนด้วย ถ้าเว้นผัสสะเสียไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติได้ เพราะมรรคองค์๘ ไม่ได้ให้ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ สรุปง่ายๆการปฏิบัติธรรมคืออะไร คือการทำงานที่เหมาะสมกับตนเอง แล้วเพิ่ม อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา

บวชมา ๔๕ ปี มีอะไร โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ อาตมาก็คือ คน..คนหนึ่ง เชื่อมั้ย อาตมาเป็นคนนะ เกิดมามีชีวิตสามัญปกติ ไม่มีอะไรเด่นโด่งเป็นพิเศษ อย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนคนพิเศษในสังคมบางคน หลายคน หรือไม่เหมือนอัจฉริยะบางคน หลายคน ที่เห็นอะไรที่แสดงออกโด่งเด่นได้ง่าย คนเห็นง่าย รับรู้รับรองทันที แต่อาตมานั้น จะต้องทำงานหนักไปอีกนาน กว่าคนจะพอเข้าใจ จะเชื่อถือ จะยอมรับเอา จนถึงขั้นส่วนมากยอมรับกันกระทั่งเป็นวงจรแห่งแรงเคลื่อนที่ติดเครื่องสังคมด้วยสังคมเองได้ ขึ้นในสังคมส่วนใหญ่ ซึ่งอาตมาเข้าใจได้ และรู้ดี ไม่เคยริษยาคุณชัช หรือไม่เคยคิดริษยาคนอื่นที่สังคมให้คุณค่าคุณงามความดีของเขาง่าย ทั้งๆที่ไม่มีอะไรสำคัญมากมายเท่าไหร่เลย มันมีเหตุปัจจัยที่เห็นได้ง่ายมากกว่ากันนักกว่านัก สำหรับอาตมามันเห็นได้ยาก-รู้ตามได้ยาก(ทุททสา-ทุรนุโพธา)จริง อย่างกรณี คุณชัช อุบลจินดา ที่ช่วยฝรั่ง ๒ คนขึ้นจากโคลนดูด ซึ่งคนเห็นปุ๊บ คนขานรับอย่างเอิกเกริกหวือหวาปั๊บ เร็ว ฮือฮา ดูใหญ่โต ทันที ทั้งๆที่..คนที่ทำคุณงามความดีที่จริงใจบริสุทธิ์ใจยิ่งกว่าคุณชัชนี่มีอื่นอีกมากมาย เป็นต้นว่า คนบางคนที่ช่วยคนที่อยู่ในภาวะคับขัน และเหตุการร้ายแรงยิ่งกว่านี้ยิ่งนัก ให้รอดตายได้อย่างหนักหนายากเย็นแสนเข็ญกว่ากรณีที่คุณชัชทำนี้ด้วยซ้ำ จนบางทีตัวผู้ช่วยเองบาดเจ็บด้วย แม้จะมีคนเห็นเอามาเผยแพร่เป็นข่าว ก็ยังไม่ฮือฮาตื่นเต้นปรูดปราดเท่ากรณีคุณชัชนี้ก็มีอยู่มาก หรือคนทำความดี เลี้ยงดูคนที่ขาดที่พึ่ง คนอายุมากช่วยตนเองไม่ได้ ตลอดมานานเป็นหลายสิบปี ด้วยบริสุทธิ์ใจ ทั้งด้วยวัตถุ ทั้งด้วยแรงกายแรงใจ ไม่เคยอยากได้อะไรตอบแทน ทั้งๆที่ไม่ใช่ญาติโกโญติกาของเขาเลย เช่นกัน แม้จะมีคนนำมากระจายทางสื่อสารมวลชนแล้ว แต่คนทั้งหลายก็ไม่เกิดรู้ได้เร็ว รู้แล้วซาบซึ้งแรง ฮือฮาใหญ่โตเท่า ดังนี้ ซึ่งมันมีองค์ประกอบที่ละเอียดทั้งทางรูปธรรม และนามธรรม ทั้งอจินไตยที่คิดไม่ถึงอีกมาก แม้แต่คุณงามความดีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ ๙ ของเรานี้ ซึ่งเป็นคุณงามความดี ขั้นโลกุตระ มีใครบ้างที่เห็นคุณวิเศษ(อุตริมนุสธรรม)ที่เป็นคุณธรรมขั้นโลกุตระของพระองค์บ้าง ก็เห็นกันได้แค่คุณงามความดีขั้นโลกียะของพระองค์เท่านั้น ซึ่งก็มากมายยิ่ง ยิ่งกว่าคนธรรมดาจะพึงทำอย่างมากยิ่งจริงๆด้วย คนอวิชชาที่มองไม่เห็น เขาก็ไม่เห็นคุณค่าดังกล่าวนี้จริงๆ ปานนั้น ยังมีคนที่กลับไปเห็นคุณงามความดีจอมปลอมของคุณทักษิณยิ่งกว่าของในหลวงของเรา ก็มีอยู่ไม่ใช่น้อยเลยในประเทศไทย เห็นมั้ย เห็นไหมว่าคนเรายุคนี้ มันตกต่ำอย่างสุดๆกันแค่ไหน...??? อาตมาเข้าใจในอจินไตยดังกล่าวนี้เพียงพอ รู้สึกปกติสามัญ ไม่เคยริษยาผู้ที่ได้ดีเพราะทำดี ด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนใดเลย อนุโมทนากับเขาด้วยจริงๆ เว้นแต่คนที่ได้รับความนิยมอย่างผิดๆ นั่นแหละ ที่อาตมาจะรู้สึกไม่ปกติสามัญ และจะขอออกแรงทำ อย่างเห็นว่าควรทำตามภูมิตน พยายามให้ความถูกมันกลับมาสู่ความนิยมที่ถูกต้อง อาตมาเกิดมาขณะนี้ก็อายุ ๘๑ ปี ๕ เดือน กับ ขึ้นเดือนที่ ๖ ได้กี่วันแล้วล่ะ วันนี้วันที่.... ก็... วัน บวชมาได้พรรษา ๔๕ เต็มวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๘๘ นี้ ในชีวิตครอบครัว ตั้งแต่เด็กก็รู้แต่ว่าเราเองก็เป็นคนสามัญ พื้นบ้าน ชาวบ้าน อยู่ในระดับสามัญ พ่อแม่พาทำมาหากินเหมือนชาวบ้านทั้งหลาย แม่พาค้าขาย สารพัดเท่าที่จะหาสินค้ามาขายได้ ก็ทำไปกับแม่ พ่อพาทอดแหหาปลา ออกป่าเก็บเห็ดหาหน่อไม้ หาของป่าจากดงจากป่ามากินมาใช้ ติดจั๊กจั่นในป่า คุ้ยขี้ควายเก็บกุดจี่มากิน บางทีอุดตริเอาไปขาย ก็ทำ เราก็ทำมากับพ่อแม่เพื่อฝูงสามัญ ไม่เด่น ไม่โด่ง ไม่ใหญ่ ไม่โตอะไร อาตมาเกิด ตกฟากที่จังหวัดศรีสะเกษ แม่ไปให้กำเนิดอาตมาที่ศรีสะเกษ แต่ที่จริงอาตมา มีเทือกเถาเหล่ากอต้นเชื้อเผ่าพันธุ์อยู่ที่พิบูลมังสาหาร คุณทวดเป็นอุปราชเมืองพิมูล(ชื่อเก่า ซื่อใหม่อำเภอพิบูลมังสาหาร) นามว่า ท้าวโพธิสาร หรือท้าวโพธิสาราช[เสือ สุวรรณกูฏ บุตรของท้าวกุทอง หรือพระปทุมราชวงศา(บุตรชายคนสุดท้ายของท้าวคำผง)เจ้าเมืองอุบลฯ คนที่ ๓] อายุ ๒-๗ ขวบก็ไปอยู่กับคุณลุงนายแพทย์สุรินทร์ พรหมพิทักษ์ ซึ่งไปเป็นแพทย์ประจำจังหวัดหนองคาย ลุงหมอยังไม่มีลูก อาตมาเป็นลูกกำพร้าพ่อแท้ๆ(ทองสุข แซ่โง้ว)ตายตั้งแต่อาตมา ยังเด็กอ่อน ยังไม่คลาน อายุยังไม่ถึง ๖ เดือน และแม่ก็แต่งงานใหม่กับพ่อเฉย รักพงษ์ ไม่ช้าเลยหลังจากพ่อตายลง จึงเข้ามาเป็นพ่ออาตมาแทนทันทีตั้งแต่อาตมายังไม่เดินโน่นแหละ เพราะนิยายรักของพ่อบุญเฉยกับแม่บุญโฮม พ่อเขาเป็นหนุ่มบ้านเหนือ แม่เป็นสาวบ้านใต้ รักกันมาตามธรรมชาติวิบากสัตว์มนุษย์สามัญก่อนที่จะถูกคลุมถุงชนให้แต่งกับพ่อทองสุข ด้วยเพราะ คุณยาย(ญาแม่คุณ)จัดการ พ่อเฉยกับแม่โฮมนี่ท่านรักกันมาก ตามวิบากแล้ว ขัดใจกันแยกกัน คือหย่านั่นเอง หย่ากันถึง ๓ ครั้ง แต่พ่อก็ไปไหนไม่รอด แยกไปแล้วก็กลับมาหาแม่จนแล้วจนรอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน