581107_บวชมา ๔๕ ปี มีอะไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์32 KB
วันที่แก้ไข16 มกราคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

บวชมา ๔๕ ปี มีอะไร โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ อาตมาก็คือ คน..คนหนึ่ง เชื่อมั้ย อาตมาเป็นคนนะ เกิดมามีชีวิตสามัญปกติ ไม่มีอะไรเด่นโด่งเป็นพิเศษ อย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนคนพิเศษในสังคมบางคน หลายคน หรือไม่เหมือนอัจฉริยะบางคน หลายคน ที่เห็นอะไรที่แสดงออกโด่งเด่นได้ง่าย คนเห็นง่าย รับรู้รับรองทันที แต่อาตมานั้น จะต้องทำงานหนักไปอีกนาน กว่าคนจะพอเข้าใจ จะเชื่อถือ จะยอมรับเอา จนถึงขั้นส่วนมากยอมรับกันกระทั่งเป็นวงจรแห่งแรงเคลื่อนที่ติดเครื่องสังคมด้วยสังคมเองได้ ขึ้นในสังคมส่วนใหญ่ ซึ่งอาตมาเข้าใจได้ และรู้ดี ไม่เคยริษยาคุณชัช หรือไม่เคยคิดริษยาคนอื่นที่สังคมให้คุณค่าคุณงามความดีของเขาง่าย ทั้งๆที่ไม่มีอะไรสำคัญมากมายเท่าไหร่เลย มันมีเหตุปัจจัยที่เห็นได้ง่ายมากกว่ากันนักกว่านัก สำหรับอาตมามันเห็นได้ยาก-รู้ตามได้ยาก(ทุททสา-ทุรนุโพธา)จริง อย่างกรณี คุณชัช อุบลจินดา ที่ช่วยฝรั่ง ๒ คนขึ้นจากโคลนดูด ซึ่งคนเห็นปุ๊บ คนขานรับอย่างเอิกเกริกหวือหวาปั๊บ เร็ว ฮือฮา ดูใหญ่โต ทันที ทั้งๆที่..คนที่ทำคุณงามความดีที่จริงใจบริสุทธิ์ใจยิ่งกว่าคุณชัชนี่มีอื่นอีกมากมาย เป็นต้นว่า คนบางคนที่ช่วยคนที่อยู่ในภาวะคับขัน และเหตุการร้ายแรงยิ่งกว่านี้ยิ่งนัก ให้รอดตายได้อย่างหนักหนายากเย็นแสนเข็ญกว่ากรณีที่คุณชัชทำนี้ด้วยซ้ำ จนบางทีตัวผู้ช่วยเองบาดเจ็บด้วย แม้จะมีคนเห็นเอามาเผยแพร่เป็นข่าว ก็ยังไม่ฮือฮาตื่นเต้นปรูดปราดเท่ากรณีคุณชัชนี้ก็มีอยู่มาก หรือคนทำความดี เลี้ยงดูคนที่ขาดที่พึ่ง คนอายุมากช่วยตนเองไม่ได้ ตลอดมานานเป็นหลายสิบปี ด้วยบริสุทธิ์ใจ ทั้งด้วยวัตถุ ทั้งด้วยแรงกายแรงใจ ไม่เคยอยากได้อะไรตอบแทน ทั้งๆที่ไม่ใช่ญาติโกโญติกาของเขาเลย เช่นกัน แม้จะมีคนนำมากระจายทางสื่อสารมวลชนแล้ว แต่คนทั้งหลายก็ไม่เกิดรู้ได้เ

อ่านต่อ

ร็ว รู้แล้วซาบซึ้งแรง ฮือฮาใหญ่โตเท่า ดังนี้ ซึ่งมันมีองค์ประกอบที่ละเอียดทั้งทางรูปธรรม และนามธรรม ทั้งอจินไตยที่คิดไม่ถึงอีกมาก แม้แต่คุณงามความดีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ของเรานี้ ซึ่งเป็นคุณงามความดี ขั้นโลกุตระ มีใครบ้างที่เห็นคุณวิเศษ(อุตริมนุสธรรม)ที่เป็นคุณธรรมขั้นโลกุตระของพระองค์บ้าง ก็เห็นกันได้แค่คุณงามความดีขั้นโลกียะของพระองค์เท่านั้น ซึ่งก็มากมายยิ่ง ยิ่งกว่าคนธรรมดาจะพึงทำอย่างมากยิ่งจริงๆด้วย คนอวิชชาที่มองไม่เห็น เขาก็ไม่เห็นคุณค่าดังกล่าวนี้จริงๆ ปานนั้น ยังมีคนที่กลับไปเห็นคุณงามความดีจอมปลอมของคุณทักษิณยิ่งกว่าของในหลวงของเรา ก็มีอยู่ไม่ใช่น้อยเลยในประเทศไทย เห็นมั้ย เห็นไหมว่าคนเรายุคนี้ มันตกต่ำอย่างสุดๆกันแค่ไหน...??? อาตมาเข้าใจในอจินไตยดังกล่าวนี้เพียงพอ รู้สึกปกติสามัญ ไม่เคยริษยาผู้ที่ได้ดีเพราะทำดี ด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนใดเลย อนุโมทนากับเขาด้วยจริงๆ เว้นแต่คนที่ได้รับความนิยมอย่างผิดๆ นั่นแหละ ที่อาตมาจะรู้สึกไม่ปกติสามัญ และจะขอออกแรงทำ อย่างเห็นว่าควรทำตามภูมิตน พยายามให้ความถูกมันกลับมาสู่ความนิยมที่ถูกต้อง อาตมาเกิดมาขณะนี้ก็อายุ ๘๑ ปี ๕ เดือน กับ ขึ้นเดือนที่ ๖ ได้กี่วันแล้วล่ะ วันนี้วันที่.... ก็... วัน บวชมาได้พรรษา ๔๕ เต็มวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๘๘ นี้ ในชีวิตครอบครัว ตั้งแต่เด็กก็รู้แต่ว่าเราเองก็เป็นคนสามัญ พื้นบ้าน ชาวบ้าน อยู่ในระดับสามัญ พ่อแม่พาทำมาหากินเหมือนชาวบ้านทั้งหลาย แม่พาค้าขาย สารพัดเท่าที่จะหาสินค้ามาขายได้ ก็ทำไปกับแม่ พ่อพาทอดแหหาปลา ออกป่าเก็บเห็ดหาหน่อไม้ หาของป่าจากดงจากป่ามากินมาใช้ ติดจั๊กจั่นในป่า คุ้ยขี้ควายเก็บกุดจี่มากิน บางทีอุดตริเอาไปขาย ก็ทำ เราก็ทำมากับพ่อแม่เพื่อฝูงสามัญ ไม่เด่น ไม่โด่ง ไม่ใหญ่ ไม่โตอะไร อาตมาเกิด ตกฟากที่จังหวัดศรีสะเกษ แม่ไปให้กำเนิดอาตมาที่ศรีสะเกษ แต่ที่จริงอาตมา มีเทือกเถาเหล่ากอต้นเชื้อเผ่าพันธุ์อยู่ที่พิบูลมังสาหาร คุณทวดเป็นอุปราชเมืองพิมูล(ชื่อเก่า ชื่อใหม่อำเภอพิบูลมังสาหาร) นามว่า ท้าวโพธิสาร หรือท้าวโพธิสาราช[เสือ สุวรรณกูฏ บุตรของท้าวกุทองหรือพระปทุมราชวงศา(บุตรชายคนสุดท้ายของท้าวคำผง)เจ้าเมืองอุบลฯ คนที่ ๓ อายุ ๒-๗ ขวบก็ไปอยู่กับคุณลุงนายแพทย์สุรินทร์ พรหมพิทักษ์ ซึ่งไปเป็นแพทย์ประจำจังหวัดหนองคาย ลุงหมอยังไม่มีลูก อาตมาเป็นลูกกำพร้าพ่อแท้ๆ(ทองสุข แซ่โง้ว)ตายตั้งแต่อาตมายังเด็กอ่อน ยังไม่คลาน อายุยังไม่ถึง ๖ เดือน และแม่ก็แต่งงานใหม่กับพ่อเฉย รักพงษ์ ไม่ช้าเลยหลังจากพ่อตายลง จึงเข้ามาเป็นพ่ออาตมาแทนทันทีตั้งแต่อาตมายังไม่เดินโน่นแหละ เพราะนิยายรักของพ่อบุญเฉยกับแม่บุญโฮม พ่อเขาเป็นหนุ่มบ้านเหนือ แม่เป็นสาวบ้านใต้ รักกันมาตามธรรมชาติวิบากสัตว์มนุษย์สามัญก่อนที่จะถูกคลุมถุงชนให้แต่งกับพ่อทองสุข ด้วยเพราะคุณยาย(ญาแม่คุณ)จัดการ พ่อเฉยกับแม่โฮมนี่ท่านรักกันมาก ตามวิบากแล้ว ขัดใจกันแยกกัน คือหย่านั่นเอง หย่ากันถึง ๓ ครั้ง แต่พ่อก็ไปไหนไม่รอด แยกไปแล้วก็กลับมาหาแม่จนแล้วจนรอด จนที่สุดท่านก็ดูแลกันจนตายจากกัน ซึ่งจะหาใครที่ท่านเอาใจใส่แม่ผู้โทรมผอมเหลือแต่กระดูกกับเสลดที่น่ารังเกียจ เหมือนพ่อเฉยที่ท่านดูแลประคบประหงมแม่นี้ไม่ได้อีกแล้ว แม่เป็นวรรณโรคอาการหนักไปไหน สุดท้ายนอนจมอุจจาระปัสสาวะอยู่กับที่นอนไปไหนไม่ได้อยู่ถึง ๒-๓ ปี พ่อก็เป็นผู้เอาภาระที่แสนทุราการนี้กันอย่างถึงที่สุด ก็ตายในอ้อมอกกันนั่นเลย คุณยายอาตมานี่ อาตมาไม่เคยรู้จักชื่อท่านเลย ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เคยมีใครเคยขานนามชื่อท่านเลย เพราะทั้งพิบูลฯทั่วหัวบ้านท้ายบ้านมีแต่คนเรียกท่านว่า ญาแม่คุณมาตลอด มีแต่พวกเราเท่านั้นเรียกว่าคุณยาย และไม่เคยระแคะระคายว่า ท่านเป็นลูกเจ้าเมืองคนสุดท้าย อาตมามารู้ความจริงนี้ต่อเมื่อพวกน้องๆลูกของลุงหมอค้นคว้าประวัติของพงษ์เผ่าเถาตระกูลของพวกเรามาพิมพ์ในหนังสืองานศพคุณลุงหมอนี่เอง อาตมาเคยงงๆ ว่า ทำไมคุณยายถึงเป็นคนอย่างนี้ คือ มีบุคลิกไม่บันเทิงเริงรมย์กับอบายมุข อย่างคนสามัญเขา บางอย่างที่โลกเขาไม่ได้ต่อต้านท่านก็ต่อต้าน ไม่ยินดียินร้ายกับความรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ของโลกเขา ซื่อสัตย์จนแข็งน่าเกรง เพิ่งมารู้ว่า ท่านมีอาริยภูมิมาแล้วในสัญชาติของท่านแต่ปางบรรพ์ มาชาตินี้ท่านเพียงต้องอยู่ในภาวะลิงลมอมข้าวพองไปตราบชีวิตหนึ่งใช้วิบากแท้ๆไปอีกชาติหนึ่ง มาจนป่านนี้อาตมาจึงพอรู้พฤติภาวะของคุณยายว่า นี่คือ อาริยภูมิ เป็นคุณวิเศษที่ตัวท่านเองท่านก็ไม่รู้ตัวเองหรอก เพราะท่านอยู่ในภาวะลิงลมอมข้าวพอง ตลอดชีวิตของคุณยาย อายุ ๙๔ สิ้นอายุขัย ตายอย่างไม่มีโรคอะไรเลย ชรา อวัยวะภายในเสื่อม ทำงานไม่สมดุลย์ สิ้นลมไปด้วยความสงบ ด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ที่สุด ภารวิบากที่สืบเชื่อมมาถึงอาตมาก็คือ คุณยายอาตมาคลุมถุงชนแม่อาตมา แม่อาตมาก็จำใจแต่งกับพ่อทองสุข แล้วให้ผลผลิตคือ กำเนิดอาตมามา และไม่นานเลยพ่อก็ตายจากไปด้วยโรคหืด(ขี้กะยือ=ภาษาอิสาณ) ตั้งแต่อาตมายังไม่คลานดังกล่าวแล้ว ลุงหมอจึงเอาอาตมาไปเลี้ยงเป็นลูก เพราะท่านแต่งงานหลังแม่อาตมา เอาอาตมาไปเลี้ยงตั้งแต่ท่านยังไม่มีลูก อาตมาจึงเป็นลูกคนโตของลุงหมอและป้าส้มจีน(เมียลุงหมอ)ตั้งแต่อายุ ๒ ขวบ ไปกับครอบครัวของลุง พอลุงหมอไปเป็นนายแพทย์ประจำจังหวัดหนองคาย อาตมาจึงไปโตจาก ๒ ขวบถึง ๗ ที่หนองคาย เรียนหนังสือเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดหายโศก ป. ๑ -ป. ๒ อายุ ๖-๗ ขวบ พออายุ ๗ ขวบ สงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็เกิดอยู่ พ.ศ. ๒๔๘๓ ป้าส้มจีนกำลังท้องลูกคนที่ ๓ ลุงหมอจะถูกย้ายไปเป็นหมอประจำจังหวัดสกลนคร ลูกเล็กของท่านเองที่เป็นน้องของอาตมาก็ออกมา ๒ คนแล้ว เด็กกระจองอแงรวมอาตมาเป็น ๓ คน และในท้องของป้าก็มีลูกคนที่ ๓ ของท่านเองอยู่ในท้องและท้องเริ่มแก่ด้วยอีก เครื่องบินข้าศึกก็บินมาทิ้งระเบิดตูมๆ ไม่หยุดหย่อน หอบหิ้วกันอีลุงตุงนังอีหลักอีเหลื่อลงหลุมหลบภัยสมัยนั้น ทั้งกลางค่ำกลางคืน มืดมนอนธกาล ใช้แสงสว่างก็ไม่ได้กลัวเครื่องบินเห็นแสงไฟ ทุลักทุเลเป็นยิ่งนัก ภาระจึงหนักมาก ลุงหมอจึงขอส่งอาตมากลับคืนมาอยู่กับแม่บุญโฮมที่ยังทำมาค้าขายอยู่ศรีสะเกษ อาตมาจึงมาเรียนป. ๒ ต่อที่โรงเรียนวัดพระโต ซึ่งเป็นโรงเรียนอยู่หลังบ้าน(ร้านค้าห้องแถวหน้าถนนหลวงสายใหญ่ ไปสถานีรถไฟศรีสะเกษ) จนจบป. ๓ สงครามยังไม่เลิก เครื่องบินมาทิ้งระเบิดตูมๆ ไม่หยุด คุณยายก็บอกแม่ว่า เรากลับบ้านเราเถอะลูก กลับไปอยู่กับพี่น้องตายกับพี่น้องของเราที่พิมูล(ชื่อเก่าของอ.พิบูลมังสหาร)เถอะ อยู่นี่มันไม่มีพี่ไม่มีน้องญาติโกโญติกา แม่จึงพาพวกเราหอบหิ้วกันกลับมาอุบลฯ แต่พอลงรถไฟที่วาริน รถไฟไปไม่ถึงตัวหวัดอุบลฯ พอมาถึงวาริน ยังไม่ได้ต่อไปถึงพิมูล แม่ก็ขอคุณยายว่า ขอทำมาค้าขายอยู่ที่วารินนี้เถอะ อยู่วารินอาตมาเรียนป. ๔ ที่โรงเรียนเทศบาลวาริน จบป. ๔ แล้วตอน ม. ๑ นี่แหละแม่คิดยังไงก็ไม่รู้ ส่งอาตมาไปอยู่กับครอบครัวอื่นให้เรียนรู้ชีวิตอย่างสำคัญมากในชีวิตของอาตมา ซึ่งครอบครัวนี้สุดยอด ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด เคี่ยวกรำทำงานอย่างสุดหนักสุดหนาสาหัสจริงๆ อาตมาตอนนั้นอายุเพียง ๘-๙ ขวบ บ้านนั้นไม่มีคนใช้อื่นในบ้าน นอกจากอาตมา อาตมาจึงคือคนรับใช้คนเดียว ตัวเล็กๆอายุ ๘-๙ ขวบ ช่วยทำงานทุกอย่างในบ้าน ทั้งทำสวน ภายในบ้านมีสวนสารพัด ทั้งสวนครัวและสวนไม้ผล สวนครัวต้องตกน้ำจากบ่อขึ้นมารดทุกวัน ทั้งทำอาหารไปขายในโรงเรียน ทำขนมขายที่ร้านหน้าบ้านเปิดเป็นร้านแผงลอยขายทุกวัน ไม่มีวันหยุด ขายตลาดด้วยบางวัน ตื่นแต่เช้าขึ้นมาก่อไฟนึ่งข้าว แล้วจัดของที่ได้ทำไว้แล้วตั้งแต่เย็นถึงมืดค่ำวันวาน เพื่อไปขายที่โรงเรียน ประจำทุกวัน อาทิตย์ละ ๖ วัน เว้นวันอาทิตย์ที่หยุดเท่านั้นสำหรับโรงเรียน แม่ใหญ่เป็นผู้จัดการขาย ลูกๆของท่านทำราชการ ไม่มีใครมาช่วย อาตมาก็เรียนที่โรงเรียนนี้ จึงเป็นผู้ช่วยตัวหลัก แต่กลางวันถ้าจะกินข้าวกลางวันอาตมาก็ต้องซื้อกิน แม้อาหารของร้านที่อาตมาอยู่ด้วยและอาหารอาตมาก็ช่วยทำแท้ๆนี่แหละ ถ้าจะกินในโรงเรียนนั้นต้องซื้อ ไม่ยอมให้อาตมากินฟรี ก็คิดดูว่า อาตมาจะอึดอัด กดดันขนาดไหน ขออภัยนะ นี่ไม่ใช่นำมาประจาน แต่เล่าความจริงที่เป็นวิบากใดก็ไม่รู้..ของอาตมา ที่ต้องผจญ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตนมากที่สุดเลย และพ่อใหญ่ที่เป็นตัวจักรของบ้าน ทำกระบวย กระจ่าเก่งด้วย ทำขายเป็นรายได้ให้แก่บ้าน อีก มะพร้าวทุกลูกที่นำมาใช้ทำกับข้าว ทำขนม เลื่อยหัวไว้สำหรับทำกระบวยทุกลูก ลูกที่มันไม่ได้รูปพอจะทำกระบวยได้จึงถูกเลือกมาไว้ทำกระจ่า เวลาขูดเนื้อในก็ย้าก-ยาก วันหยุดก็ออกป่า ลงแม่น้ำ แม่น้ำชี หาปลา ทอดแห ไหลมอง และตัดไม้มาทำคันกระบวยกระจ่า อาตมาก็ต้องแบกไม้ฟืนสดเหล่านั้นมา กว่าจะถึงบ้าน พักแล้วพักอีกหลายชั่วโมงกว่าจะแบกไม้สดที่มัดรวมกันเป็นมัดใหญ่ ซึ่งด้านหัวด้านท้ายของฟ่อนไม้ก็มีพวงปลาที่จับได้ในวันนั้นห้อยหัว ห้อยท้ายมาด้วย กว่าจะถึงบ้านเด็กอายุแค่ ๘-๙ ขวบนี่แหละต้องแบกมัดฟ่อนไม้สดมีพวงปลายห้อยหัวห้อยท้ายมาตลอดระยะทางเป็นกิโลๆ หลายกิโล กว่า ๓-๔ กิโล หรืออาจจะกว่านั้น ๕-๖ กิโลเมตร ไม่ต่ำกว่า ๓ กิโลแน่ อาตมาจำไม่ได้แล้ว อาตมาก็คือผู้ช่วยทำงานบ้านทุกอย่าง เท่าที่อาตมาสามารถและทำได้ ซึ่งอาตมาว่ามันเกินเด็ก ๘-๙ ขวบสามัญทั่วไปอย่างยิ่งนะ แต่ละวันๆ เว้นเวลาไปเรียนหนังสือ ซึ่งโรงเรียนก็อยู่ตรงกันข้ามกับบ้าน เดินข้ามถนนไปเท่านั้น โรงเรียนเทพอำนวยในจังหวัดอุบลฯ สมัยนั้น นอกจากไปโรงเรียน กลับมาแล้วแต่เช้าจรดเย็นถึงเข้านอนก็มีแต่ทำงานๆๆๆ ไม่มีเวลาอยู่ว่างเปล่าได้เลย ท่าน เคี่ยวเข็ญหนักจัดจริงๆ เรื่องพักผ่อนหย่อนใจ หรือเล่นนั้นไม่ต้องพูดเลย ไม่มีในชีวิตบทนี้เลย อาตมาก็เป็นเด็กสามัญ อายุแค่ ๘-๙ ขวบ คิดดูซิว่า อาตมาจะทรมานทรกรรมแค่ไหน อาตมาเคยเล่าแล้ว ก็ขอผ่านไป แต่อาตมาก็นึกถึงคุณงามความดีของท่านที่ทำให้อาตมาแกร่ง เป็นงาน มีทั้งปฏิภาณไหวพริบปัญญาสมรรถนะ และขยัน อดทน เป็นนักสู้ที่รู้ค่าของการทำงาน และค่าของความเป็นคน จึงเป็นคนเอาการเอางานมาตั้งแต่บัดนั้น นี่ก็ขอให้ข้อคิดกับเด็กทั้งหลาย หรือผู้ใหญ่ก็ตามว่า อย่ากลัวการงาน อย่าหลงการเล่น การบันเทิงนั้นมันไม่มีประโยชน์จริงๆ มีบ้างนิดๆหน่อยๆก็พอแล้ว อาตมานี่เกิดมาชาตินี้ จิตอาตมานั้นมุ่งมาดปรารถนาจะเป็นคนเก่งในการบันเทิง และการละเล่นกีฬานะ ในช่วงหนึ่งของชีวิต และได้พยายามที่จะเป็นดาวด้านศิลปะ และการบันเทิงจริงๆ แต่ลิขิตแท้ของชีวิตมันไม่ใช่ เท่านั้นแหละ จึงไปไม่ถึงสุดยอดซุปต้าร์ ด้านศิลป์ ตามที่โลกเขายึดถือเข้าใจกัน ซึ่งมันต้องเป็นเช่นนี้แหละ จึงชื่อว่า สัจจะ เพราะที่จริงนั้น ซุปต้าร์ หรือศิลปินทั้งหลายในโลก แม้แต่ในประเทศไทยนั้น ผลงานก็ล้วนแต่เป็นงานมอมเมากันเกือบทั้งนั้น ขออภัยที่พูดความจริง เพราะท่านไม่รู้กันหรอกว่า ความมอมเมาที่ว่านี้ มันหมายถึงอะไร? แค่ไหน? จึงพากันหลงว่าตนคือ ศิลปินกันอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง เต็มความเป็นศิลปินแห่งชาติ ตามภูมิโลกียะของท่าน ก็เต็มไปด้วยสมมุติสัจจะ หลงอยู่กับความเป็นสมมุติเทพกันอยู่อย่างจัดหนัก จัดจ้าน ร่านรนกันไปเท่านั้น อะไรคือ จิตที่เป็นนรกปหาสะ หรือเป็นขิฑฑาปโทสิกเทวดาเป็นมโนปโทสิกเทวดา ได้เรียนรู้ความจริงพวกนี้กันบ้างไหม อะไรเป็นเทวดาแท้ เป็นโลกุตระ เป็นอุบัติเทพ เป็นวิสุทธิเทพ เรียนรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันแค่ไหน ขออภัยอย่างมาาาาาก จริงๆ ท่านด่าอาตมาได้เลย ที่อาตมาดูถูกท่านกันปานฉะนี้ อาตมาจะไม่ขอแก้ตัว และไม่ติดใจเลยที่ท่านจะหาว่าอาตมาหลงตน ยกตนข่มท่าน หรือเป็นคนเลวร้ายที่ไปเที่ยวได้ว่า คนอื่นผิด คนอื่นต่ำไปหมด ท่าลงโทษอาตมาได้เท่าที่ท่านรู้สึก อาตมาขออภัยอย่างมากอย่างสูงจริงๆ อาตมาประสงค์พูดสัจธรรมเท่านั้น ศิลปินต้องอย่างในหลวงของเรา คุณดูงานของพระองค์ทั้งหมดเถอะ ไม่ว่าด้านบันเทิง หรือการละเล่น ที่ท่านมีอยู่บ้างส่วนหนึ่งว่า เป็นศิลปะอย่างไร แค่ไหน นอกนั้นพระองค์ทรงสาระ คุณค่าของความเป็นชีวิตและสังคมอย่างอาริยะ ยืนยันสภาพโลกุตระ ที่แท้จริง อยู่ทั้งนั้น ตลอดพระชนม์ชีพมา ทว่าภูมิคนปุถุชนเข้าไม่ถึงท่านเท่านั้น นี่ก็..เข้าใจว่า อาตมาใช้จิตวิทยา เอาในหลวงมาเป็นส่วนป้องกันตัว หรืออาศัยบังอาจโน้มที่สูงมาให้ตัวเองดูดี ดูถูกต้อง ก็ได้ แต่อาตมาขอยืนยันว่า ไม่มีจิตธุลีแห่งความเป็นเช่นว่านั้นในจิตอาตมาเลยแม้แต่น้อยนิด ทุกคนมีสิทธิ์ไม่เชื่ออาตมา ศิลปะของในหลวงนั้น ดูแค่เพลง ก็ได้ เพลงของในหลวง ตรวจสอบได้เลย ว่าเป็นศิลปะทั้งนั้น ไม่มีอนาจารหรือเป็นข้าศึกแก่กุศลเลย ซึ่งมีแต่สารธรรมทั้งนั้น การจะเข้าใจได้ดังกล่าวนี้ ก็ใช่จะง่ายที่จะเข้าถึงความจริงกันง่ายๆ ศิลปะนั้น มีสภาพของงานอยู่ในสังคมโลก ก็ ๕ แบบ คือ ๑.แบบลามก ๒.แบบราคะหรืออัตตา ๓.แบบสาระ ๔.แบบธรรมะ ๕.แบบโลกุตระ (**อ่านทวนอีก ทั้ง ๕ แบบ) ๒ แบบแรก คือ ลามก และราคะหรืออัตตานั้น มีมากเต็มโลกเต็มสังคม จะมีแบบที่ ๓ อยู่บ้างก็ไม่เท่าไหร่ มีแบบ ๔ ธรรมะบ้างก็มีนิดหน่อย และแค่แบบกัลยาณธรรมด้วย ส่วนแบบที่ ๕ โลกุตระนั้น แทบไม่มีเอาเลยในสังคมไทย ยิ่งในโลกกว้าง ยิ่งไม่มีความรู้ขั้นโลกุตระกันเลย เพราะมีแต่เทวนิยมจึงไม่ต้องไปพูดถึงเลย เพราะเขาไม่รู้กันว่าวัตถุนิยมและจิตนิยมนั้นคืออะไร จึงมีแต่มอมเมากันหนัหน้า และหลอกกันหนักหน้า หลงตีราคากันสูงส่งหลงใหลกัน จนอาตมาไม่สามารถเข้าไปว่าเขาได้แลย มันเกินที่อาตมาจะหาเหตุปัจจัยต่างๆและใช้นิรุตติ-ปฏิภาณยืนยันอธิบาย สาธยายได้ อาตมาไม่มีปัญญาและประสิทธิภาพเกินกว่านี้จริงๆ เพราะมันหนักหนาสาหัสไปกับยุคสมัย ที่ใกล้กลียุคแล้วจริงๆ จึงมีแต่ความไม่จริงที่คนหลงว่าจริง มีแต่ภพ-ชาติที่ช่วยกันปั้นสร้างขึ้นมาให้แก่กันและกันทั้งนรกและสวรรค์ ถ้าไม่เข้าถึงอเทวนิยม ที่จะสามารถหมดนรก-สิ้นสวรรค์กันได้จริง นั้นยากยิ่งจริงๆ แต่วันนี้อาตมาก็ขอบอกว่า อาตมานี่แหละคือ ศิลปิน ที่สร้างมงคลอันอุดม ไม่สร้างงานที่เป็นข้าศึกแก่กุศล ตัวจริง ขออภัยที่ยกตัวยกตน แต่ขอยืนยันว่าจริงใจ ไร้โลกียะ เอาล่ะ...เรื่องนี้ คงพอแค่นี้ก่อน กลับไปพูดถึง ชีวิตเด็กที่เคยมีประสบการณ์อันวิเศษต่อดีกว่า หนึ่งปีที่อาตมาอยู่กับบ้านนี้ ซึ่งชีวิตอาตมาตกอยู่ในฐานะที่หนักหนาสาหัสสุดๆในชีวิต แต่ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตอาตมา เพราะเป็นคุณอันเลิศที่ได้รับการประสิทธิ์ประสาทความรู้ว่า ความเป็นคนคืออะไรให้อาตมา วิเศษจริงๆ แต่ตอนเด็กที่เป็นอยู่ทรมานอยู่นั้น อาตมาขณะนั้นยังไม่รู้คุณค่าอย่างที่พูดนี้หรอกนะ ที่อาตมาพูดว่า เป็นคุณอันเลิศที่ได้รับการประสิทธิ์ประสาทความรู้ว่า ความเป็นคนคืออะไรให้อาตมา วิเศษจริงๆนี้ อาตมามารู้คุณค่าอันวิเศษนี้ภายหลังเมื่อมีปัญญา เข้าใจความเป็นคนแล้ว อาตมาอยู่ได้ปีเดียวก็ไม่ยอมอยู่ต่อไปอีก กลับมาอยู่กับแม่ตามเดิม มาเรียนม. ๒ โรงเรียนสิทธิธรรมวิทยาของท่านฟอง สิทธิธรรม ยุคนั้น ตอนนั้นโรงเรียนยังอาศัยศาลาวัดวาริน เป็นโรงเรียนวัดอยู่ ที่อำเภอวาริน จนจบม. ๒ เอาล่ะ... ชีวิตตอนเด็ก ขอผ่านเรื่องชีวิตช่วงต้นนี้ แค่นี้ ไปหาอ่านเอาจากหนังสือประวัติอาตมาเองแล้วกัน เขาว่ากันไว้มากแล้ว ใครอยากรู้มากกว่านี้ ก็มาสัมภาษณ์อีกใหม่แล้วกัน เดี๋ยวไม่ได้พูดถึง ๔๕ ปี บวชมากันพอดี อาตมาปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เป็นฆราวาส ตอนยังทำงานอยู่ในดงแดนมายา คือ อาตมาทำงานโทรทัศน์อยู่แผนกจัดทำรายการ เป็นทั้งจัดรายการ ผู้อำนวยการรายการ เป็นทั้งโฆษก พิธีกร เป็นทั้งตัวแสดงเท่าที่เราสามารถทำได้ และมีโอกาสทำกัน อันเป็นงานที่เสนอในโทรทัศน์ โทรทัศน์ก็คือเมืองมายา ก่อนจะถึงที่สุดแห่งการงานที่อยู่ในบริษัทไทยโทรทัศน์ นี้ ๑๒ ปี อาตมาก็เริ่มปฏิบัติธรรมก่อนลาออกจากงานโลก ๒-๓ ปี ชีวิตเด็ก ๑๒ ปี ... ชีวิตเรียนถึง ๒๔ ปี ... ชีวิตทำงานในโลกถึง ๓๖ ปี แล้วออกบวช การปฏิบัติธรรมของอาตมา ก็ปฏิบัติเอง ด้วยตนเอง ทำเอง ไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่มีสำนัก ไม่มีศิษย์น้องศิษย์พี่ร่วมสำนัก ตัวคนเดียวโดดๆ ซึ่งอาตมาอย่างดีก็อ่านหนังสือหนังหาบรรดามีที่ท่านผู้รู้เขียนขึ้นมาเกี่ยวกับธรรมะ ดูๆว่าท่านปฏิบัติธรรมะกันยังไง เท่าที่พอหามาอ่านได้ เท่าที่พอจะรู้บ้างจากท่านทั้งหลายทำๆกัน แต่อาตมาก็ทำตามที่อาตมาพึงทำเป็นอัตโนมัติ คือ ยึดศีลเป็นหลัก ตั้งแต่ศีล ๕ แล้วก็ศีล ๘ ศีล ๑๐ ก็ตามมา คือ สละออกๆๆๆๆ แจกจ่ายไปๆๆๆ ก็เกิดอัตราการก้าวหน้าทางธรรมมาตามที่เป็นที่มีมาตามลำดับ แล้วก็เกิดมรรคเกิดผล ตามที่มีที่ได้ อาตมาก็รู้เองว่า เป็นธรรมะที่จริง จึงมั่นใจยิ่ง และสุดท้ายก็ตัดสินใจลางาน ลาความเป็นคนทางโลกออกมาอย่างเห็นจริง-มั่นใจ ไม่กังขาสงสัยใดๆเลย สละข้าวของที่เคยมีออกหมดสิ้น ออกมาบวชแต่ตัวจริงๆ ตามหนังสือประวัติผู้อยากรู้บ้างก็ไปหาอ่านดูเถิด ก็ไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่า จะต้องเป็นโพธิรักษ์ที่จะต้องแบกหามรับผิดชอบกันถึงขนาดนี้ ดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ อาตมาเกิดมาไม่รู้เลยว่าเป็นโพธิสัตว์ ไม่เคยมีใครรู้ว่าอาตมาจะมาเป็นโพธิสัตว์ ไม่มีลางสังหรณ์เลยว่า อาตมาจะต้องมาทำงานศาสนา อาตมาเป็นโพธิสัตว์ เป็นผู้จะมากอบกู้ศาสนา แม้ตนเองก็ไม่เคยรู้ตัวเองเลยสักครั้งในชีวิตตลอดมา ถ้าจะเรียงลำดับ ว่า สันตติแห่งธรรมะจากปาตุภาวะของก้าวย่างชีวิตนี้ ที่เกี่ยวกับธรรมะ แรกรู้ตัว ก็คือ เราสนใจคำว่า โพธิ เห็นว่าเป็นคำที่มีความหมายดีมาก คือแปลว่า ความตรัสรู้ ตนเองชื่อว่า รัก ก็เลยนำมาต่อกันเป็นโพธิรัก ก็รู้สึกซาบซึ้งใจตนเองดี แต่คิดถึงออกไปกว้างๆ ถึงความรู้สึกของคนอื่นภายนอก ก็เห็นว่า รัก คำนี้มันเป็นความหมายกว้างไป โน้มมาทางกาม เป็นอัตตาด้วย จึงเติม ษ ให้เป็น รักษ์ ซึ่งหมายความว่า ปกป้อง รักษา คุ้มครอง ดูแล เมื่อเป็น โพธิรักษ์ ก็คือ รักษาความตรัสรู้ ปกป้องความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็รู้สึกว่า เข้าท่า จึงใช้คำนี้ เป็นนามปากกา อีกนามหนึ่งในการเขียนหนังสือในภาคที่เป็นธรรมะ นอกจากนามปากกาอื่นๆมากมาย เขียนเรื่องหนึ่งแบบหนึ่งก็นามปากกาหนึ่ง อีกแบบหนึ่งก็ใช้นามปากกาใหม่อีกนามหนึ่ง อาตมาเขียนทั้งสารคดี รีวิว ปฏิทัศน์ ปกิณกะ นวนิยาย เรื่องชีวิต เรื่องจิตนภาพ เรื่องสั้น เรื่องลูกกรุง เรื่องลูกทุ่ง เรื่องตลก กวีกานท์ เพลง แค่เพลงยังมีไม่รู้กี่นามปากกา เช่น ยุบลรัตน์ นี้ใช้สำหรับการแต่งคำร้องร่วมกับผู้อื่นที่แต่งทำนอง ถ้าตนเองแต่งทำนองร่วมกับคำร้องของคนอื่นก็ใช้อีกนามปากกาหนึ่งเช่น แป๊ค รักพงษ์ หรือ รัก พงษ์มงคล แต่ตอนหลังนี้เปิดเผยตนเองสำหรับเพลงที่แต่งเองทั้งทำนองและคำร้องก็ใช้ชื่อเต็ม รัก รักพงษ์ ส่วนนามปากกาในเชิงอื่น เช่นเขียนสารคดีเบื้องหลังชีวิตคน ก็ใช้ มงคล พงษ์มงคล เขียนคอลัมน์อย่างนั้นอย่างนี้ก็ไปกับแนวนั้นแนวนี้ไปสารพัด รัก พงษ์มงคล, รุ้ง รังรักษ์, Pra, อ้อยอิ่ง สวนสงบ, จิตร ปิยจิตร, เพียงเพ็ญ พีรพงษ์(นามนี้เขียนเชิงลูกทุ่งแบบไม้ เมืองเดิม), เรขา เหมลิขิต, โบราณ สนิมรัก, ป.แอ๊ค, แป๊ค รักพงษ์, ประพนธ์ พีรพงษ์, โบราณ นวทัศน์, โบราณ ใหม่เสมอ, นายประตู, กุญแจจีย์, ลุงนวด, ยุบลรัตน์, เกื้อ ปรียา, สไมย์ จำปาแพง, ดล ดุลภาค, ชุมาลย์มงคล, ปฏิโสต, โพธิรักษ์, พระโพธิรักษ์, สัมมาสัมพุทธสาวก, ผู้เขียน, สมณะโพธิรักษ์, ชาวอโศก, พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์, จริงใจ ตามภูมิ, ไตรตรา นิกขม์ อะไรอีกล่ะ มีอีกจำไม่ได้หมด นึกได้แค่นี้ ลืมไปแล้วบางนาม นามปากกาเลยหัวแหลกหัวแตกหลากหลายเป็น ๑๐ หลาย ๑๐ อยู่ในวงการเขียนหนังสือ เลยไม่เป็นกอบเป็นกำ ไม่เป็นหนึ่งที่ชี้ลงมาที่ตัวอาตมา มันกระจายไปหมด ที่สำคัญที่ทำให้ไม่เป็นที่รู้จัก ก็คือ อาตมาเป็นคน shut in เป็นคนปกปิดตนเองอีกด้วย อย่างที่เคยเล่าเหตุให้ฟังมาแล้ว ตั้งแต่เด็ก ก็เป็นคนที่ทำอะไรที่รู้สึกว่า ไม่ควรให้ใครรู้ ยิ่งเป็นการประพันธ์นี่ ก็จะปกปิดตัวเองไว้อย่างที่เป็น เขียนหนังสือก็ปกปิดตน แต่งเพลงก็ปกปิดตน เป็นต้น นั่นคือ เอกสาร หนังสือ ที่ได้ทำมาในชีวิตนี้ รวมแล้วก็ประมาณ กว่า ๑๐๐ เรื่อง และจำนวนหนังสือที่ได้พิมพ์ออกสู่สังคม ก็ถึง ๒ ล้านกว่าเล่ม เพราะที่พิมพ์ซ้ำที่ไม่ได้บันทึกการพิมพ์หลักฐานไว้ก็หลายแสนเล่ม ซึ่งหนังสือที่พิมพ์ออกเป็นจำนวน ๑๐๐ กว่าเรื่องนี้ เป็นงานหนังสือที่พิมพ์ออกสู่สังคมในตอนบวชทั้งสิ้น ทำงานศาสนาแล้วเกือบทั้งนั้น ในขณะเป็นฆราวาส อาตมาเรียกได้ว่า ไม่มีงานเขียนที่เป็นเรื่องทางโลก ได้รวมพิมพ์เป็นเล่ม หรือหนังสือเล่ม ออกมาเลย มีก็แต่งานทางธรรมะ แม้ในขณะเป็นฆราวาส ก็มีงานพิมพ์เป็นเล่มหนังสือออกสู่สังคมแค่ ๓-๔ เรื่อง แต่จำนวนเล่มที่พิมพ์ออกสู่สังคม ซึ่งแม้ไม่กี่เรื่องแต่ก็เป็นแสนๆเล่ม หลายแสนเล่มเหมือนกัน เช่น เรื่องคนคืออะไร? ทำไมสำคัญนัก เล่มนี้เรื่องเดียวก็กว่าแสนเล่มแล้ว ถึงวันนี้ อาตมาบวชมาถึง ๔๕ ปีแล้ว ก็มาทบทวนดู ว่า บวชมา ๔๕ ปี มีอะไร ที่ตนเองตรวจสอบแล้ว มีอะไรที่น่าจะนับได้ว่า เกิดขึ้นให้แก่สังคม หรือเราได้ทำอะไรให้สังคมต้องเสื่อมเสียไปบ้าง เท่าที่อาตมาลองตรวจสอบดูตั้งแต่บวชมา อาตมาก็พูด สาธยายธรรมะ นั่นแหละสู่สังคมตามทิฏฐิที่อาตมาเห็นชัดว่า สัมมาทิฏฐิ อย่างมั่นใจสุดๆ ทั้งเขียนดังที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว ทีนี้เนื้อหาสาระที่พอจะพูดถึงได้ มีอะไร อย่างไรบ้างล่ะ ๑) ธรรมะ ๔๕ ปี มีผลอันปรากฏก่อรูปก่อร่างมาตั้งแต่ยังไม่ทันเปลี่ยนภาพภายนอกคือ ยังไม่ได้บวชตามแบบเข้าสู่พิธีกรรมของสมมุติสัจจะ อาตมาก็บวชในปรมัตถสัจจะมาแล้ว ในร่างฆราวาส และได้เริ่มนำพุทธธรรมตามที่อาตมามั่นใจว่าสัมมาทิฏฐิ มาสาธยายต่อสังคม ยุคออกจากงาน เลิกทำงานทางโลกแล้วแรกๆ มีแต่พูดธรรมะตามวัดต่างๆ ในสถานที่ต่างๆ กับเขียนธรรมะลงในหนังสือพิมพ์ต่างๆ ช่วยงานศาสนาที่อาตมาเห็นควรไปต่างๆ ช่วยคุณวิโรจน์ ศิริอัตถ์ สมาคมชื่อว่าอะไรล่ะ จำไม่ได้แล้ว ที่ส่งเสริมงานศาสนาท่านพุทธทาสอยู่ หนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ของท่านพุทธทาสนั้น อาตมาเป็นคนตรวจแก้คำผิดให้ทั้งเล่ม ในตอนที่จะทำต้นแบบฉบับพิมพ์เป็นอ็อฟเซ็ทครั้งแรกนะ จนกระทั่งเรามาออกหนังสือกันเอง ตั้งแต่เป็นโรเนียว จนเป็นหนังสือพิมพ์เป็นเล่ม สรุปก็..ตั้งหน้าตั้งตาเผยแพร่ธรรมะ ตามภูมิรู้ที่ตนมี แต่ถ่ายเดียว ลาออกจากงานทางโลกแล้วก็ไปอยู่วัดอโศการาม ไปปลูกกุดเล็กๆอยู่คนเดียว ในป่าแสม ท้ายวัดอโศการาม เจาะลึกเข้าไปในป่าแสม ๕๐ กว่าเมตร ก็บำเพ็ญอยู่อย่างนั้น ถึงเวลาเดินทางออกมาพูดธรรมะข้างนอกตามโอกาส ก็ออกมา และเขียนธรรมะออกไปลงหนังสือพิมพ์ต่างๆ ตั้งใจว่าจะไม่บวชด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นกลัวว่าบวชแล้วอยู่ในสภาพพระบวชเป็นนวกะ ก็จะถูกครอบงำจากพระส่วนใหญ่ที่เราเห็นว่า ไม่สัมมาทิฏฐิ ซึ่งไม่เห็นจะมีผู้เอาจริงในการปฏิบัติธรรมเต็มวัดเต็มวา ก็ไม่อยากพาตัวเข้าไปตกอยู่ในวงจรของพระทั้งหลายอย่างนั้น กลัวจะยุ่งยาก ลาออกจากงานบริษัทไทยโทรทัศน์ ค่อยๆผ่อนง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน