580306-ทวช. งานพุทธาภิเษกฯ ศาลีอโศก มหานิทานสูตร ตอน ๔.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580306-ทวช.งานพุทธาภิเษกฯ ศาลีอโศก มหานิทานสูตร ตอน ๔
พ่อครูว่า... วันนี้ วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๘ เป็นวันที่ ๖ ของงานด้วย ....พรุ่งนี้ก็เป็นวันไก่บิน.... คนเรา อะไรที่ได้ประโยชน์ พอใจ ก็อยู่ อะไรไม่ได้ประโยชน์ ไม่ พ อใจก็ไม่อยู่ บางอย่างไม่ได้ประโยชน์แต่พอใจก็อยู่ บางอย่างได้ประโยชน์แต่ไม่พอใจก็ไม่อยู่ ....เราได้เปิดโลกธรรมะไปไกลนะอาตมาก็ไม่เคยบรรยายไปถึงขนาดนี้ แต่พอมาถึงเวลานี้ รู้สึกว่า พวกเราไปไกลมาก มาพูดถึงเรื่อง รูป เรื่องนาม เรื่อง กามเรื่องอัตตากัน พระพุทธเจ้าตรัสตั้งแต่ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร บทแรกเลยที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ในโลกก็มีกามกับอัตตาเท่านั้น ที่มี หรือ ไม่มี
คนเราเกิดมามีร่างกาย มีสุขมีทุกข์ แต่เขาไม่รู้เรื่องกรรม เขาก็เป็นไปตามกรรม ที่เวรกรรมจะพาเขาไป กรรมคือพฤติกรรมที่แสดงออกมาในคน ในสัตว์โลก พืชมันก็มีชีวะ เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป แต่คนไม่อยู่กับที่เหมือนพืช คนนี่ดิ้นไปทั่ว ออกนอกจักรวาลไปเลยได้ สัตว์ออกไปอย่างคนไม่ได้ คนนี่อาละวาดไปทั่วสารพัด พระพุทธเจ้าสำทับว่า คนทั้งหลายแหล่ ก็จะอยู่กับ ความมี กับความไม่มี นี่แหละ นิพพานคือ ความไม่มีกิเลส หมดเกลี้ยงไม่เหลือเลย คำว่าปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ยิ่งไม่มีใหญ่เลย ถ้าเป็นสอุปาทิเสสนิพพาน ก็ยังมีอยู่ ถ้าไม่มีปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่มีอะไรสิ้นไปได้เลย ศาสนาพุทธสอนเรื่องนิยามชีวิต ตั้งแต่เป็นจิตนิยาม ก็มีความยึดเป็นอัตภาพ มีความยึด ๑.กาม ๒.อัตตา ๓.บัญญัติ ยึดเข้าเป็นอัตตา แล้วมีชีวิตอยู่กับ กาม กับ บัญญัติ
บัญญัติ คือ การตั้งขึ้น ซึ่งจะนานเท่าไหร่ ก็ตาม หรือว่าไม่กำหนดเลยคือ หาที่สุดไม่ได้ คือพวก สัสตะ พวกนิรันดร ก.เมื่อบุคคลจะบัญญัติอัตตา มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร ข.
อ่านต่อ
เมื่อบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ ค.เมื่อบัญญัติอัตตา ไม่มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาวจร ง.เมื่อบัญญัติอัตตา ไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ฯ
ทั้งสี่แบบนี้ล้วนทำความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่ เที่ยงแท้ ก.การลงความเห็นว่าอัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ ข. การลงความเห็นว่าอัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ ค. การลงความเห็นว่าอัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ ง. การลงความเห็นว่าอัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดาน ผู้มีอรูป ที่เป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้น แต่ละคนมีวิธีแบบไหน ที่จะยึดแบบไหน ถ้ายึดแบบอุจเฉทิฏฐิว่า อะไรก็ไม่มีๆ นี่แหละคือคนที่มีอย่างยิ่งเลย พวกฤาษีหนีโลกไปไม่เอาโลก นี่แหละคือพวกที่มีตัวตนอย่างยิ่ง โลกแคบมากมีแต่ตัวเองอย่างเดียว ศาสนาพุทธมีทั้งความเที่ยงแท้ และความไม่เที่ยง ถ้าคุณยังมีขันธ์ ๕ ยังไม่หมดในขันธ์ ๕ ยังเป็นตัวคนอยู่ แล้วก็ยังมีสติสัมปชัญญะอยู่ คุณก็จะเป็นสิ่งที่มี แล้วถ้าเราไปหลงอย่างอุจเฉทิฏฐิ ว่าอะไรก็ไม่มีอะไรเลย เช่น ฝรั่งฮิปปี้ มันไม่เอาโลกนี้แล้ว จะแก้ผ้า จะสมสู่ที่ไหนก็ทำ ชอบใจก็ทำไป หน้าตาเนื้อตัวก็ทำไปตามประสา เป็นสัตว์กามาวจรเต็มที่เลย
อยู่กับสุขกับทุกข์ คุณจะดับความคิดเลย เขาก็ดับ สงบ แต่ดับไม่ได้ก็ทุกข์ จริงๆมนุษย์อยู่กับเวทนา คือความรู้สึกของตนกับทุกปัจจุบันเลย ในเวลาใดก็ตาม พระพุทธเจ้าให้มาเรียนรู้สุขทุกข์นี้ที่มันขับดันให้เราดิ้นๆๆๆ ไปสัมผัสอันนั้นๆ คนที่หลงว่า มันดิ้น มันร้อนไม่หยุด มันก็หลงมาทางหยุด หยุดจนกระทั่งความรู้สึกก็ไม่มี ดับเวทนา ดับสัญญาเลย ลัทธิสุดโต่งไปทางนิโรธดับ
พวกดิ้นอย่างฮิปปี้ก็ดิ้นไป ก็มีอัตตาพาดิ้นก็อีกแบบ ทั้งขึ้นทั้งล่อง พระพุทธเจ้าท่านเรียนรู้ทั้งดิ้น และดับ คือฮิปปี้กับฤาษี พระพุทธเจ้ารู้แล้วไม่เอาทั้งสองอย่าง แต่ท่านรู้ทั้งสองอย่างเอาอย่างพอเหมาะ เมื่อเรายังมีขันธ์ ๕ ผู้เรียนรู้สังขารในจิต จิตนี้เป็นตัวที่พาเป็นทุกอย่างจะเจริญหรือเสื่อม ก็แล้วแต่จิต ศาสนาที่ยิ่งใหญ่มากในโลกคือ ศาสนาทุนนิยม ศาสนาโลกียะ คือศาสนาที่หลง โลกธรรม อัตตา แต่อัตตานี้พระพุทธเจ้าท่านไม่กล่าวก็ได้ เพราะอัตตาเป็นตัวตน เป็นโดยไม่รู้
กามาวจร กับคำว่า ไม่มีที่สิ้นสุด
ปริเฉทแรกข้อ ๖๓ ท่านบรรยายเรื่องอัตตา ๑.อัตตามีรูป เป็นกามมาวจร ๒.หาที่สุดมิได้ เป็นกามมาวจร ๓.ไม่มีรูปเป็นกาม หาที่สุดมิได้ ๔.ไม่มีรูปเป็นกาม หาที่สุดมิได้ มีสี่อย่างนี้ แม้ที่สุดไม่บัญญัติเลย
สายเทวนิยมไม่เคยมีกามาวจรที่ได้สำเร็จ ชีวิตเขาจะต้องมีให้ได้ แต่คว้าลมแล้ง แล้วเขาก็กำหนดบัญญัติตามที่เขามี เขาบัญญัติอะไร เขาก็เชื่อว่าใช่ เขาพบพระเจ้าของเขา คุยกับพระเจ้าจนเป็นศาสดา แล้วเขาก็ได้พลังงานของจิตทั้งเจโตและปัญญา อย่างเขาเข้าใจ ศาสนาของเขาก็ได้เท่าที่เขาเข้าใจ ก็จะได้ฤทธิ์เดช ตามแต่ละศาสดาทำได้ ศาสนาพุทธเข้าใจความเป็นศาสดา
ศาสนาพุทธ นั้นพุทธะแปลว่าผู้รู้ ซึ่งศาสนาเทวนิยมไม่มีทางรู้แบบนี้ได้ เขาก็เป็นของเขา แต่เขาก็ว่าเขารู้มากเลย แต่นี่แหละอวิชชา แล้วเขาก็เอาที่เขารู้มาใช้กับมนุษยชาติ เขายึดว่ามี แล้วเขาก็ทำได้ด้วย เช่นเขายึดมั่นถือมั่นว่าเขาเหาะได้ แล้วเขาก็สร้างพลังงานทางจิต จนเหาะได้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น จะใช้พลังงานเสริมก็แล้วแต่ แม้คนเล่นกลก็ทำให้เห็นว่าเขาเหาะได้ ใช้สิ่งช่วยอะไรก็แล้วแต่ หรือเขาจะใช้พลังงานเลย ทำให้เขาลอยได้ ซึ่งเป็นเรื่องเกินคิด แต่มันมีจริง เท่าที่มีได้
สิ่งเหล่านี้ถ้าคนเห็นว่าพิสดาร น่าได้เขาก็จะสะสมจนทำได้ ชาตินี้ไม่ได้ก็ชาติต่อไป แต่เหาะได้แล้วจะได้อะไรขึ้นมา ในชาติใดชาติหนึ่งของผู้เป็นโพธิสัตว์ ต้องฝึกจนเหาะได้หลายชาติ แต่เสร็จแล้วก็เห็นว่ามันไม่ได้อะไร เกิดมาแต่ละชาติๆ บางชาติเป็นจักรพรรดิ เช่นเจ็งกิสข่าน ปราบเรียบฆ่าเรียบ ก็อย่างนั้นแหละ แล้วไม่รู้กรรมวิบาก แล้วตายไปได้อะไร เหลือประวัติศาสตร์ไว้ ใครเห็นดีงามก็ไปเอา ไม่เห็นดีตามก็ไม่เอา ยิ่งคนรู้กรรมวิบากก็จะไม่เอาแบบนั้น
กรรม คือ God และ God คือกรรม และผู้ยึดพระเจ้าคือ กรรม นี่คือพวกสัสสตะ และอุจเฉทรวมกัน พวกนี้ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วทุกปัจจุบันเขาอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าจะให้เขาทำอะไร ก็แล้วแต่พระเจ้า ไม่ใช่ตัวเขาเอง เขาเชื่อว่า พระเจ้าคือสิ่งยิ่งใหญ่ สั่งให้ทำอะไรก็ได้ สุดท้ายก็สั่งให้ตายก็ต้องตาย พระเจ้าคือจิตใจตนเอง จิตเชื่ออย่างนี้ต้องทำอย่างนี้ ต้องติดสันดานผู้ที่ยึดว่ารูปเป็นอย่างนี้ รูปคือเป็นตัวเลย นามคือ ธาตุรู้หรือไม่รู้ แต่ถ้าเป็นรูปเต็มๆ คนนี้ก็ไม่มีธาตุรู้มากำกับ
คนที่มีแต่นาม ไปเรื่อยล่องไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ฮิปปี้เต็มที่เลย ต่างกับพวกดับ แต่พวกฮิปปี้ดิ้นไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร แต่มันก็มีอะไรไปเยอะหมด แต่ว่าบอกว่าไม่มีอะไร ฉันมีที่ดินเท่าแมวดิ้นตายก็ดิ้นได้เท่านั้น แต่พวกฮิปปี้ดิ้นไปทั่วเลยไม่มีอาณาเขต ใครบ้าไปทางไหนก็บ้าไปทางนั้นหมดเลย อย่างไม้ร่มนี่ ใครจะว่าอย่างไรฉันก็เป็นเช่นนั้น แต่เราต้องอยู่กับคนกับสมมุติสัจจะ คนที่หมดความยึดในปรมัตถ์แล้ว ก็อยู่กับสมมุติ ถ้าอาตมาไปอยู่กับผีตองเหลือง ก็ไม่นุ่งผ้าเหมือนผีตองเหลือง แต่คนยึดแล้วเขาก็เป็นสุขของเขา อย่างไม้ร่มนี่ นี่ก็ฮิปปี้อย่างหนึ่ง อะไรก็ไม่มีไม่เกี่ยวกับใคร กูจะเสพอย่างนี้กูจะเป็นอย่างนี้เขาก็ทำ ข้อสำคัญคือ พฤติกรรมเขา ไม่ เป็นภัยต่อสังคมก็อยู่ไป หรือเป็นประโยชน์ด้วย แต่ถ้าคุณยังมีพฤติกรรมกับสังคมก็อยู่ไป อาตมาไม่ติดใจ เพราะไม้ร่มเขาก็มีประโยชน์กับสังคม แต่ถ้าไม่มีประโยชน์ก็ไปเลย ไม่พูดด้วยเลย เพราะเขาจะยึดก็ของเขา จะเหน็ดเหนื่อยก็ของเขาเป็นภาระของเขา นี่คือ กามมาวจร ก็คือเป็นสุข กามสุขขัลลิกะ เขาก็สุขของเขา ที่จริงมันเรื่องเท็จ แต่เขาก็อาศัยอันนี้ อันนี้เป็นลักษณะมี แต่เขาก็เป็นแบบไม่มีไปเรื่อย พระอรหันต์จะอยู่กับความมี อนุโลมได้ อะไรมากไปก็ถ่วงไว้หน่อย อะไรไม่มากไป ก็ไปตามเขาได้ อย่างโลกทุกวันนี้หลงโลกีย์หนัก เขาเอารวยหาที่สุดมิได้ ความคิดของคนนี่ เต็มไปด้วยความปรารถนา ใคร่อยาก หาที่สุดมิได้แห่งอำนาจ ในกามคุณ เขาปรารถนาทั้งหมด คือ อัตตาเขา ที่เขาบัญญัติอัตตาเขาเต็มบ้อง แต่เขาไม่รู้ว่าเขาบัญญัติอัตตาแล้ว บัญญัติคือการกำหนดขั้นมา พระพุทธเจ้ากำหนดแล้วอย่าไปแก้ไข สิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ใครไปล้มล้างก็จะไม่ได้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ทั้งสมมุติและปรมัตถ์ ใครไปล้างสิ่งที่พระพุทธเจ้ากำหนด ก็จะไม่ได้สิ่งที่สูงสุด ถ้าไม่ล้มล้างแต่เชื่อไม่เต็ม เชื่อไม่ถูก ก็ไม่ได้สิ่งที่เต็มที่ถูก เช่น เชื่อว่าศาสนาพุทธสุขทุกข์อยู่ที่น้ำมนต์ จะต้องมีพิธีกรรมอะไร คุณก็ใช้แรงงานเวลาไปกับสิ่งเหล่านี้ ถ้ามีประโยชน์ก็ดี ถ้าไม่มีประโยชน์ก็เปลืองเปล่า
ที่มันมีคือ บัญญัติอัตตา ทุกสิ่งก็มีอัตตา กับอนัตตา เท่านั้น ติดสันดานไปนี่คืออัตตาในอัตตาฝังไว้ลึก ในปัจจุบันนั้นคือกาม ก็มีกามกับอัตตาเท่านั้น ถ้าหมดอัตตาก็หมดสิ่งที่ติดในสันดาน ล้างสิ่งเหล่านี้ได้ก็จบ แล้วก็ไม่เข้าใจผิดว่า กามคือสิ่งที่ทำไป อรหันต์มีความอยากอยู่นะ ไม่มีก็บ้าแล้ว มีอยู่ อาตมาพูดนี่ก็คืออาตมากล่าว แต่ที่จริงไม่ต้องกล่าวก็ได้ ตั้งแต่ข้อ ๖๑ มาก็เริ่มต้นเรื่องอัตตา
ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตามีรูปเป็น กามาวจรนั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น (เช่น จิตของคุณบัญญัติว่าต้องการความหวาน ก็เอามาเสพก็ได้สมใจเป็นสุขในปัจจุบันขณะนั้น แต่พระอรหันต์สัมผัสเหมือนกัน แต่ท่านก็ไม่มีสุข ท่านรับรสหวานได้ตามจริง ที่มนุษย์มีประสาทธาตุรู้เหมือนกันหมดทุกคนในโลก สัจจะอาการเดียวกันหมดเลย คนที่มีเขาก็มี อรหันต์ท่านหมดสุขทุกข์แล้ว ก็ไม่มี แต่คุณมีสุขทุกข์อยู่ ก็มีอยู่ มีเวทนาเช่นนั้น เช่นอาตมากินน้ำมะพร้าว มันหวาน อาตมาก็มีรสหวาน แต่คนมีสุขทุกข์บอกว่าน้ำมะพร้าวนี้ไม่ได้เรื่อง ก็ว่าไม่เอาไม่ชอบ เขาก็ไม่สุข ความไม่สุขไม่ทุกข์นี่แหละ คือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ น้ำมะพร้าวมีรสใดกลิ่นใด มันก็เป็นของมันเองเช่นนั้น แต่ว่ารสสุข ทุกข์นี่ติดในสันดาน คือ จิตไร้สำนึก อนุสัย แล้ววิธีล้างของพระพุทธเจ้าคือ การทำอย่างลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลย ตั้งแต่จิตสำนึก ล้างกิเลสในจิตสำนึกแล้ว ตัวจิตใต้สำนึกจะลอยขึ้นให้เรารู้ได้ แล้วล้างกิเลสในจิตใต้สำนึกอีก แล้วกิเลสในจิตไร้สำนึก ก็จะลอยขึ้นมาให้เราล้างต่อไป
เป็นอนาคามีก็หมดกิเลสในกามาวจร ท่านเหลือแต่กิลมถะ คือทุกข์ส่วนตน จนเป็นอรหันต์หมดทุกข์ที่เลี่ยงได้ แต่ว่ามีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อยู่ มี ทรถ (คืออะไร หรือตกไปครับ?) อยู่ ท่านก็ยินยอมแบกทุกข์นี่ ที่ไม่มากหรอก เพราะหมดทุกข์ที่ต้องดิ้นรนตามตัณหาแล้ว
คนใดหมดกาม หมดอัตตา ก็เป็นอรหันต์ สุดยอดในธรรมะของพระพุทธเจ้า ในธัมมจักกัปปวัตนสูตก็คือ ล้างกาม ล้างอัตตา ถ้าล้างกามหมดก็เป็นอนาคามี ไม่เอากาม เอาโลกธรรมแล้ว แต่ไม่หนีเข้าป่า ท่านอยู่กับโลก มีโลกวิทู ช่วยโลกได้ มีค่าต่อโลก ประโยชน์ต่อโลก เช่น ท่านถนัดกสิกรรมก็ทำไป ทำเพื่อให้ประโยชน์ต่อคนอื่น ท่านไม่ได้มีอามิส ส่วนแบ่งอะไร คุณเป็นนักบวชก็บอกได้ ทำเป็นอาชีพกสิกรรมไม่ได้ แต่เป็นฆราวาสก็ทำได้ เป็นนักกสิกรรมได้ ยิ่งเป็นระดับอนาคามีก็ทำแล้วแจกไป พึ่งตนเองรอด ทำมากเหลือก็แจกไป อนาคามีจะเป็นเช่นนั้น ความเป็นอาริยะของพระพุทธเจ้าคือ มีประโยชน์ต่อโลก ยิ่งอรหันต์เหลือแต่ ทรถ เป็นคนไม่มีทุกข์โทมนัสแล้ว แต่อยู่กับสังคม เป็นคุณค่ารับใช้สังคม โลกานุกัมปา พหุชนหิตายะ ไม่ตัวแม้กระทั่งตัวขี้เกียจ ไม่เห็นแก่ตัว อัปปติฏฐัง อนายูหัง เราไม่พักเราไม่เพียร เท่านั้นเองมนุษย์นะ แต่ทำไมยากฉิบหาย เทวดามาถามพระพุทธเจ้า เราไม่พักอยู่ (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป เราไม่เพียรอยู่ (อนายูหัง) เท่ากับพักหรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว (โอฆมตรินติ)
เมื่อใดเรายังพักอยู่ (สันติฏฺฐามิ) เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ (อายูหามิ) เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ (พตปฎ. เล่ม ๑๕ ข้อ ๒) ถ้าอาตมาไม่หยิบมาพูดก็คงไม่มีใครเอามาอธิบายขยายความนี้ คนเราธรรมดาต้องเพียรมากว่าพัก ยิ่งคนกิเลสมากก็ไม่ค่อยหลับไม่ค่อยนอนหรอก
การสะกดจิต มีทั้งแบบลืมตาหรือหลับตา แบบลืมตาทำยากกว่า คนก็เลยทำแบบหลับตาเสียมาก อย่างพระพุทธเจ้าท่านสามารถสะกดจิตตนเองจนไม่รับรู้เสียงฟ้าผ่าได้ ขณะเดินจงกรมอยู่ ท่านไม่มีเวทนาดับเวทนาข้างนอกได้ เป็นพลังงานที่สุดยอด อาตมาก็เล่าให้ฟังนิดนึง อาตมาก็ฝึก เดินจงกรม เดินที่วัดอโศการามตอนเช้าๆ เผลอไปไม่กำหนดว่าข้างหน้าถึงที่สุดแล้ว ไม่มีใครเห็นหรอก มันก็เดินชน ที่มันไม่ได้กำหนดหน้าแข้งก็ไปชน มันไม่ได้กำหนด เราก็รู้ว่า ถ้าเราตกในกรอบของเรา กำหนดเป็นอัตโนมัติไว้ แต่ทีนี้เราก็ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เคลื่อนก็เลยไปชน แสดงว่ามันไม่เที่ยง แล้วมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง คนก็พยายามกำหนดสิ่งที่ไม่เที่ยงในมหาจักรวาลให้เที่ยง ถ้าเที่ยงเท่าใดก็แล้วแต่กำหนด อย่างพระเจ้านี่อยู่นิรันดรเลย พวกไม่มีหรืออุจเฉทิฏฐิ ก็มีอยู่ไปตลอดนิรันดร ทั้งสองแบบก็มีอยู่ตลอด เมื่อมีขึ้นมาเสวยเวทนาเมื่อไหร่ก็เป็นกามาวจร อาตมาไม่มีกาม เมื่อสัมผัสน้ำมะพร้าวนี้ก็ไม่มีรสสุขเป็นเวทนา ที่ต้องไปเสวยผลว่าชอบหรือไม่ชอบ เราก็เฉยๆ รู้ตามจริงว่า รส กลิ่น ร้อนเย็น แข็งอ่อนเช่นนี้ ถ้าแยกรสชอบ ชัง ผลัก ดูดไม่ได้ คุณจะปฏิบัติให้เกิดฐานนิพพาน อุเบกขาไม่ได้ แต่ในสามัญปกติมันมีพักยกเฉยๆ สัมผัสแล้วไม่สุขไม่ทุกข์ ก็เป็นได้โดยธรรมชาติธรรมดา มันไม่ใช่ปรมัตถสัจจะ แต่ถ้าเรามาเรียนรู้สัมผัสอีกเมื่อไหร่ก็อุเบกขา เฉยๆ แม้จะตามหารสชอบหรือชังในจิตมันก็ไม่มีอีก หมดโลกียรส ถ้าแยกเวทนาไม่ออก มันมีอยู่ คุณก็เสวยอยู่
มาอ่านพระไตรฯ ล. ๑๖ ต่อ [๖๓] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นด้วยเหตุมี ประมาณเท่าไร ก็บุคคลเมื่อเล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา อานนท์ หรือเล็งเห็นอัตตา ดังนี้ว่าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย จะว่าอัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนา ก็ไม่ใช่อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ (พ่อครูแทรกว่า นี่คือสภาพธรรมะสองอย่างรวมกันเป็นอันเดียวกันคือ ไม่สุขไม่ทุกข ์ เพราะว่าสองอย่าง คือ ถ้ายังสุขก็คือมีสอง คือมีสุขกับทุกข์ และถ้ามีทุกข์ ก็ย่อมต้องมีสุขกับทุกข์อยู่ แต่ถ้าไม่สุขไม่ทุกข์เลย ก็จะมีอันเดียว หนึ่งเดียวคือ อุเบกขา เพราะฉะนั้น อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา(สิ่งที่ไม่มีเราต้องชัดเจนว่าคืออะไร) อานนท์ บรรดาความเห็น ๓ อย่างนั้น ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา เขาจะพึงถูกซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส เวทนา มี ๓ อย่างนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา บรรดาเวทนา ๓ ประการนี้ ท่านเล็งเห็นอันไหนโดยความเป็นอัตตา อานนท์ ในสมัยใด อัตตา เสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้น ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น อานนท์ ในสมัยใด อัตตาเสวยทุกขเวทนาไม่ได้ เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียว เท่านั้น ในสมัยใด อัตตาเสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา คงเสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น
(พ่อครูว่า... ผู้บรรลุอรหันต์แล้ว เป็นผู้มีหรือไม่มีก็ได้ ถ้าจะมีก็อนุโลมเพื่อช่วยเขา ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านมีสังขารุเปกขาญาณ สัจจานุโลมมิกญาณแค่ไหน เหมือนช่วยคนตกบ่อ ท่านจะไม่ประมาท พระอรหันต์ไม่มีความประมาท ถ้าน้ำหนักเขามากไปเราช่วยไม่ได้ เราน้ำหนักน้อยกว่าเขาก็ช่วยเขาไม่ได้ หรือน้ำหนักเท่ากันก็ไม่เผื่อพอไว้ หรือช่วยอย่างไม่เหลือไม่เผื่อพอไว้เลย พลาดได้เหมือนกัน คนไม่ประมาทก็ไม่เอา ไม่ต้องช่วย)
ดูกรอานนท์ เวทนาแม้ที่เป็นสุขก็ดี แม้ที่เป็นทุกข์ก็ดี แม้ที่เป็นอทุกขมสุขก็ดี ล้วนไม่เที่ยง เป็นเพียงปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มีความสิ้นความเสื่อม ความ คลาย และความดับไปเป็นธรรมดา (พ่อครูว่า สุขทุกข์นั้นอยู่กับปัจจุบัน มีกามาวจรอยู่ ในทุกปัจจุบัน คือของจริง ศาสนาพุทธดับทุกข์อยู่กับความจริงปัจจุบัน ไม่ใช่ทำในสัญญาหรือความจำ พระพุทธเจ้าอนุโลมว่า ผู้ที่อาสวะบางอย่างสิ้นไป มนุษย์กายสักขี มีองค์ประชุมนอกและใน เมื่อมีองค์ประชุมของจิต มีเวทนา ครบรูปและนาม นอกและใน จะเกิดเวทนา เมื่อเกิดเวทนา คุณก็เรียนอ่านเป็น อ่านเวทนาออก เหลือน้อยหรือมากก็ต้องศึกษาจนกว่าจะเห็นว่ามันไม่มี ที่จะไปสุข ทุกข์ หรือกลางๆอุเบกขา ก็ต้องมีทวารสัมผัสนอกอยู่ ในก็มีรู้อยู่ กำหนดรู้ว่าเหลือน้อยหรือมาก ก็ต้องมีญาณกำหนดรู้ และขณะมีปัจจุบันสัมผัสอยู่เท่านั้น แต่ถ้าพ ้ นสัมผัสไปแล้ว มีแต่สัญญา ถ้าพ้นปัจจุบัน ก็มีแค่ความจำไม่มีความจริง พระพุทธเจ้าตรัสกับอานนท์ว่าความจริงมีไม่เท่าไหร่หรอก แต่ความจำนี่มันนานนะอานนท์ เป็นอนาคามี เหลือแต่ในรูปภพ อรูปภพที่มีกิเลส ท่านไม่แย่งชิงกับใคร ไม่เป็นภัยกับใครเลย ทำงานไปรับใช้โลกไป ตามสัปปุริสธรรม อาริยบุคคลเป็นคนเช่นนั้น รับใช้โลก โลกานุกัมปา อนาคามีนี่ปลอดภัยเลย ถ้ามีนายกฯเป็นอนาคามีนะ ถ้าเผื่อว่าประเทศไทยมีคุณจำลองศรีเมืองเป็นนายกฯนี่ จะแก้ปัญหาได้เยอะ แต่เพราะเห็นว่าคุณจำลองเป็นแค่ของจำลอง ก็เลยไม่ได้เป็น มาถึงวันนี้ก็อายุ ๘๐ ปีแล้ว ยังไม่แก่เกินไป เอามาใช้ได้อยู่ คุณจำลองควรเป็นนายกฯตั้งนานแล้วนะ ถ้าคุณจำลองเชื่ออาตมานะ ว่า Bangkok is Thailand Thailand is Bangkok ตอนนั้นเป็นผู้ว่าฯ สองสมัย ถ้าเป็นสมัยสามหรือสี่ รับรองว่าไม่ต้องหาเสียงหรอก เพราะว่า Bangkok is Thailand Thailand is Bangkok แต่คุณจำลองอยากช่วยชาติมาก ก็เลยไปตั้งพรรคพลังธรรม ตอนนั้นศาลาไทยที่สันติฯยังอยู่ อาตมาก็นั่งทำงานอยู่ คุณจำลองก็เข้าไปบอกว่า ผมตั้งพลังธรรมแล้ว ก็ว่าไปทำงาน ไปจนมาถึงวันนี้ แต่เมืองไทยก็ยังมีพระสยามเทวาธิราชอยู่ เพราะทุกวันนี้เป็นยุคโลกไร้พรมแดน รู้หมดว่ามีอะไรอยู่ในโลก เราก็รู้เท่าที่เรามีเครื่องมือพอรู้ เราก็รู้ว่าแต่ละประเทศมีอะไรดีหรือไม่ดี ในการเมืองของทุกประเทศนะ พูดกันตามตรงไม่อายเลยนะ ประเทศไทยมีการเมืองที่สวยงามที่สุด เพราะว่ามีชาวอโศกไปร่วมเอาคุณธรรมไปเจือในการเมือง เพราะในโลกนี้กันธรรมะออกจากการเมืองไปหมด แม้ไทยก็ตาม อาตมาก็ยากที่จะเอาธรรมะไปใส่การเมือง แต่ก็ไม่ท้อ ต้องทำอย่างไม่เสียหายด้วย ตกลงการเมืองทั้งโลก เขาก็ทำการเมืองของเขา แต่ละประเทศ ขณะนี้สงครามใหญ่ระหว่างตะวันออกกลางกับ อเมริกาก็ว่าไป หรือจะมีจีนขึ้นมา ทุกประเทศก็ต้องการเป็นเจ้าโลก องค์รวมที่เขาสร้างค่ายกลของแต่ละประเทศ เมืองไทยก็สร้างตามแบบไทย อเมริกาก็สร้าง ก็เป็นสังขารของการเมือง ที่เขาทำแต่ละประเทศ แต่มองอย่างอาตมาว่าไทยทำได้สวยที่สุดในโลก ยุคนี้ยุค ประชาธิปไตย แต่ว่าเผด็จการนะไทยนี่ มีอำนาจทหารปฏิวัตินะ ทั้งโลกเขาว่ากันไม่เอาปฏิวัติแล้วนะ หรือว่าพวกแดงเขาว่าไม่ใช่ ประชาธิปไตย ต้องเอา ประชาธิปไตย แต่ถ้าไม่มีอำนาจทหารนี่เมืองไทยฆ่ากันไปแล้วอีกมากเลย ขณะนี้ โอ๊คถูกเหยียบหัวไว้ขนาดนี้ยังไม่ยอมเลย ไทยขณะนี้ทำได้แล้วไม่น่าเกลียด จึงขานรับกันไปควร ขณะนี้มีคุณธรรมเข้าไปผสมส่วนไม่น้อย ของพุทธมีธรรมาธิปไตย ไทยเรามีไม่น้อย จะยึดอัตตาก็ไม่เต็มที่ จะยึดโลกก็ไม่โลกียะเต็มที่ สรุปแล้วเมืองไทยได้สัดส่วนพอเพียงพอเหมาะมองตามภูมิอาตมานะ เห็นว่าเมืองไทยจะเรียกว่า รูปร่างของอาวุธ ของประเทศไทย มีธรรมาวุธ ไม่ว่าที่ปฏิวัติในประเทศต่างๆไม่มีประเทศไหนสวยเท่าประเทศไทย ที่มีธรรมาธิปไตยเจือในการทหารนี่มากกว่าทุกประเทศ
ไม่ว่าสมัยใดทุกคนมีการได้กามาวจรเสมอ ส่วนจิตใครจะยึดไม่ปล่อยก็ตามไป แต่ถ้ายึดแรง แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี่ดี อาตมาเคยมีโศลก ยึดดีให้เจนจิต แต่อย่าติดหลง เป็นต้น ศาสนาพุทธอยู่กับสังคมได้ มีงานที่เขาอาศัยกันได้ มีโลกธรรม แต่เราไม่ติดยึดอาศัย อาศัยพอสมควร แม้สาธารณโภคี โลกต้องการทั้งโลก แม้ ประชาธิปไตย ก็ต้องมีเงินส่วนกลางแล้วจัดสรรให้ป ระชาชน ก็ได้เท่าไหร่ ก็ได้เท่านั้น แต่ถ้าแต่ละคนในประเทศไทยต่างคนต่างดูดเอาไว้ส่วนตัว ส่วนกลางก็จะมีมากได้อย่างไร? แม้เสียภาษีก็โกงได้ ออกกฎหมายมาอย่างไร มันก็เลี่ยงได้ ถ้าจิตมันขี้โกง แล้วมันมีเฉกามาก ฉลาดฉิบหาย แล้วให้สังคมยอมรับอีกว่าเขาโกงได้อย่างซับซ้อน ไม่รู้จะรวยไปหาอะไรนักหนา ให้ลูกหลานผลาญ อย่างลูกสาวอาเสี่ยของไทย สร้างบ้าน ไม่พอใจก็รื้อทิ้งไปเรื่อย สร้างใหม่อยู่อย่างนั้น เป็นเรื่องเฟ้อเกินมากสุลุ่ยสุร่าย
เขาต้องการให้ส่วนกลาง แต่สุดยอดต้องของพระพุทธเจ้า เป็นสาธารณโภคี ไม่มีคอมมูนไหนหรือ ประชาธิปไตย ไหนๆ จะเสียภาษี ๑๐๐ % อย่างของเรา ถ้าไม่มาหมดเนื้อหมดตัวได้ จะไม่มีธรรมาธิปไตยได้หรอก ทุกวันนี้คนต้องการสาธารณโภคีอย่างของพระพุทธเจ้า แต่เขาไม่รู้ว่าอโศกมี เขาว่าจะไปได้นานเท่าไหร่ แต่บอกเลยว่าไม่นานหรอก อีก ๒๐๐๐ กว่าปีเท่านั้นเอง แล้วไม่มีอีกแล้วสาธารณโภคี จะเกิดกลียุคต่อไป พระพุทธเจ้าว่าเดินไปไหน ก็หยิบยอดหญ้ามาเป็นอาวุธฆ่ากันได้เลย ทุกวันนี้ปืนอันนิดเดียวร้ายแรงมาก ก็มีอยู่ สร้างอาวุธนี่คือบาปนะ ประเทศไหนรวยด้ายอาวุธเดี๋ยวเขาก็รับวิบาก สร้างมาฆ่าคนแล้วยังโก่งราคาอีกต่างหาก รวยเพราะเครื่องมือฆ่าคน มีอำนาจสูงด้วย บาปอีกกี่ชั้นนะ แล้วไปสร้างทำไม เราไม่เอาหรอก ชาวอโศกไม่มีปืนผาหน้าไม้ มีแต่มีดปอกผัก
ฟังให้ดี อย่าช้า แบกเสียมแบกพร้ามา เรามาทำงาน เราอยู่ในโซนเส้นศูนย์สูตร เรามาทำอาหารให้โลกเถอะ ในหลวงตรัสว่า เราไม่เอาแบบก้าวหน้าอย่างมาก จะถอยหลังเข้าคลอง แต่เรามาก้าวหน้าด้านกสิกรรม เราทำเถอะแล้วจะมีอันนี้เป็นมหาอำนาจ สร้างข้าวไปไล่แจกคนทั่วโลก สร้างอาหารไปแจกคนทั่วโลก แต่เขาสร้างอาวุธไปขายแพงๆ มันตรงกันข้ามกับเรา แล้วจะเกิดได้ไหม? ใครทำ? ก็เราเองถือว่าเป็นสัญญานะ