581111_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก พรหมชาลสูตร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข29 ตุลาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

581111_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก พรหมชาลสูตร

พ่อครูว่า วันนี้วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2558 วันพุธ วันนี้ขึ้น 1 ค่ำเดือน 12 บางที่ก็มีแม่คะนิ้งแล้ว เป็นไปตามฤดูกาล

สื่อธรรมะพ่อครู(การตาย) ตอน ความเป็นอมตะ ก่อนอื่นต้องขอพูดถึง ที่บ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ คำว่าอมตะคือ ผู้ไม่ตายก็ไม่ตาย มีแนวลึกมาก ทางร่างกายไม่มีอะไรไม่ตาย แต่มีความเป็นอมตะมีความไม่ตาย เพราะอะไรเพราะมันตายแล้ว มันตายแล้วไม่เกิดอีกก็เลย ไม่มีอะไรจะตายอีกก็คือ ความไม่ตาย แล้วตายแล้วไม่เกิดอีกคืออะไร คือกิเลส ศาสนาพุทธทำให้กิเลสตายได้ ตายแล้วไม่เกิดอีกตลอดนิรันดร นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นทฤษฎีพิเศษเรียกว่าโลกุตรธรรม

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน บ้านราชเมืองข้าว อาตมาได้ให้ ขึ้นไปว่าแผ่นดินพุทธอยู่บนหลังคาตึก ตอนนี้ข้าวสุกแล้ว ปีนี้เริ่มทำนาเป็นหลักเป็นฐานเริ่มต้น 144 ไร่ ซึ่งเป็นเลข 144 คือ 36 สี่ครั้ง คือ 72คูณ2 นาปีนี้เริ่มต้นถมใหม่ ใส่ปุ๋ยของเราเองข้าวสูงท่วมหัว 2 เมตรกว่า ทำนารอบบ้านราชเลย ปีหน้าจะทำมากกว่านี้ มันโตไม่เกรงใจใคร ตอนนี้สุกไล่ๆกันไป ก็เลยจะชวนกันไปช่วยเกี่ยว มันก็แปลกจริงที่เป็นดินถมใหม่ โดยทั่วไปจะไม่เป็นดินที่มีอินทรีย์วัตถุ ไม่มีฮิวมัสใช้เพาะปลูกได้ดีเท่าไหร่ มันเป็นดินตาย ใครอยากสนุกก็ไปช่วยกันเกี่ยวข้าว ต้นสูงไม่ต้องก้มเลยยืนเกี่ยวได้เลยสบายๆทยอยกันไปได้ สมณะไปช่วยเกี่ยวไม่ได้เป็นอาบัติแต่ก็จะช่วยขนข้าวได้ ก็จะเป็นธรรมเนียมของบ้านราช อาตมามุ่งมั่นว่าชาวอโศกจะต้องเป็นชาวนาจะต้องทำงานใครจะอ

อ่านต่อ

ยู่หอคอยงาช้างก็แล้วแต่ แต่โรงเรียนของพวกเรา การเรียนพวกเรา จะต้องเป็นศีลเด่นเป็นงานชาญวิชา โครงการต้นจะต้องทำข้าวให้ได้แสนตัน ตอนนี้ก็รวบรวมสมาชิกกัน 1 ทำให้เป็นข้าวคุณภาพดี มีสารอาหารที่ดี พันธุ์ดี ให้รสชาติไม่ต้องดีก็ได้นะก็แล้วแต่ แต่เรื่องสารอาหาร เราก็พยายามจะทำ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่ไม่เอาตาดูหูแลกิจกรรมกิจการของชาติ แต่นักบวชท่านมีกิจไหนบางอย่างที่กันไม่ให้ไปรุ่มร่าม วุ่นวายไปแย่งการงานประชาชนเขา เรื่องปัจจัยหลัก พืชพันธุ์ธัญญาหาร 2 เรื่องดูแลรักษาอย่าไปยุ่งกับเขา ในจุลศีลไม่ให้ทำ และ 3 เรื่องซื้อขายไม่ให้ไปแย่งทำ เพราะฉะนั้นอาชีพที่สูงสุดมีแต่ให้ ให้ไปแล้วไม่เอาลาภแลกลาภ (ลาเภนลาภัง นิชิงคิงสนตา)

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อาริยสงฆ์ แม้ในยุคทุนนิยมสามานย์ เลือดเข้าตา ก็ยังทำให้คนมาทำงาน โดยให้ไม่เอาอะไรกลับคืน เป็นฆราวาสมีชีวิตสร้างสรร กินใช้กับส่วนกลางเป็นสาธารณโภคีไม่รับรายได้เป็นส่วนตัว ก็คือเป็นพระ เป็นผู้ประเสริฐแม้เป็นฆราวาสนี่แหละ ก็เป็นอาริยสงฆ์ ฆราวาสก็เป็นอาริยสงฆ์ ความหมายของอริยสงฆ์คือสมณะที่ 1, 2, 3, 4 สมณะที่ 1 คือพระโสดาบัน เมื่อฆราวาสเป็นพระโสดาบันก็เป็นสมณะที่ 1 ในพุทธบริษัท 4 มีนักบวชหญิงนักบวชชาย อุบาสกอุบาสิกา เป็นโสดาบันก็เป็นสัมณะที่ 1 เป็นสกิทาคามีก็เป็นสมณะที่ 2 เป็นอนาคามีก็เป็นสมณะที่ 3 เป็นอรหันต์ก็เป็นสมณะที่ 4 ฆราวาสก็เป็นอรหันต์ แล้วเป็นอรหันต์ก็ไม่ได้จะต้องบวชภายใน 7 วันไม่อย่างนั้นจะตาย อย่างนั้นเขาเข้าใจผิด ไปเอาสถิติ ที่อรหันต์ฆราวาสตายภายใน 7 วัน ก็เอาหลักฐานอันนั้นมาทำให้เข้าใจผิด เขาบอกว่าอรหันต์ที่เป็นฆราวาสจะมีชีวิต โดยไม่บวชภายใน 7 วัน ถ้าเข้าใจโพธิสัตว์ ชาติต่างๆโพธิสัตว์ที่สูงกว่าอนุโพธิสัตว์ เป็นอนิยตโพธิสัตว์ เป็นนิยตโพธิสัตว์จนมหาโพธิสัตว์นั้นบางปางต้องเป็นฆราวาส ต้องมีวิบากไปแต่งงาน แม้แต่พระพุทธเจ้าก็แต่งงานมีลูก เป็นเรื่องอจินไตยที่ยากมากเลย ในเถรวาทเมืองไทยไม่เข้าใจเรื่องพระโพธิสัตว์ไม่เข้าใจการเรียนว่ายตายเกิดของสรีระ แล้วทำไมกลับมาเกิดต้องเหมือนคนมีกิเลสพูดแล้วคนเชื่อยากเข้าใจยาก ก็ยังดีที่มีหลักฐาน แม้แต่พระพุทธเจ้าสมณโคดมก็มีหลักฐานอะไรยืนยัน ซึ่งบางองค์มีมากกว่านี้ แต่ก็ไม่มีตำนานที่จะเอามายืนยัน เป็นเรื่องที่ยากจะบรรยายให้เข้าใจ แต่ก็จำเป็นต้องพูดเพื่อให้รู้ เรื่องที่ได้แล้วไม่กลับฟื้นคืนมีจริง แต่ก็อาจมีวิบากครอบงำชั่วครู่ เหมือนเด็กเกิดมาเขามีสัญชาตญาณ เขาก็ไม่รู้เรื่องไม่เดียงสา แต่แท้จริงโตมาถึงวัยที่รู้เดียงสาเขาก็จะมีอะไรออกมา สัญชาตญาณของแต่ละคนที่เป็นกรรมหรือเปล่า หรือเป็นวาสนา ยังไม่ถึงเวลาก็ไม่ทำงาน แม้แต่ทางโลกีย์ก็มีสวนโลกุตระก็มีนัยยะเช่นนี้เหมือนกัน ยืนยันว่าอริยะบุคคลที่ 1, 2, 3, 4 มีได้ในฆราวาสเหมือนกัน แล้วอาจจะเป็นส่วนมาก มากกว่านักบวช แล้วฆราวาสทำงานกับสังคมได้มากกว่า ส่วนนักบวชจะมีหน้าที่รักษาพระธรรมวินัยเป็นหลัก ไม่ต้องไปทำงานเลี้ยงชีพแบบฆราวาส ส่วนฆราวาสมีงานเป็นภาระมากกว่า แต่สมณะนักบวชมีหน้าที่เช่นนี้

สื่อธรรมะพ่อครู(นานาสังวาส) ตอน อโศกไม่ใช่นิกาย ในชาวอโศกเราทุกวันนี้ เรามาตั้งเป็นนานาสังวาสซึ่งไม่ใช่นิกาย ถ้าเป็นนิกายจะเป็นอนันตริยกรรม คนใดทำให้เกิดนิกายคือ ทำให้สงฆ์แตกแยก คือไม่ใช่กายเดียวกัน ไม่ใช่องค์รวมเดียวกัน แตกแยกไปจากพุทธ เป็นแต่เพียงไม่ปาราชิก ผู้ใดทำสงฆ์ให้เกิดนิกายเป็นสังฆเภท ทำอนันตริยกรรม ใครจะบอกว่าอโศกเป็นพวกนิกายสังฆเภท คนนั้นก็รับเอาเอง เรายืนยันตามหลักธรรมะว่าไม่เป็น เรายืนยันหลักนานาสังวาส อย่ามายัดเยียดคำว่านิกายอโศก เราดำเนินการเป็นนานาสังวาสอย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่กระแสหลักเสื่อมจนไม่รู้ว่านานาสังวาสกับนิกายต่างกันอย่างไร แล้วจะจัดการกับคณะสงฆ์นานาสังวาสอย่างไร ท่านเหมือนกับทั้งหมู่ธรรมยุตและมหานิกายรวมหัวกันเล่นงานอโศกทั้งที่ผิดทางวินัย ก็ต้องขออภัยที่ต้องพูดความจริง

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ชาวพุทธ 3 ประเภทในไทย ผู้ที่เข้าใจอันนี้แล้วจะรู้ว่าศาสนาพุทธต้องมีอริยบุคคล 4 อย่างนี้ คือ นักบวชหญิง นักบวชชายอุบาสก อุบาสิกา ที่เรียกว่าพุทธบริษัท 4 ซึ่งไม่มีในศาสนาพุทธยุคหลังนี้แล้ว จนคิดว่าจะขาดสูญไปแล้ว อาตมามาต่อ มาฟื้น ดีที่มีพระไตรปิฎกมีหลักฐานเป็นสิ่งยืนยัน ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีพุทธบริษัท มีแต่พุทธศาสนิกชน อย่างดีก็มี พุทธมามกะ แต่ พุทธบริษัท ขาดไปแล้ว ความเป็นชาวพุทธ 3 ประเภท 1 พุทธศาสนิกชน 2 พุทธมามกะ 3 พุทธบริษัท ซึ่งต้องมีคุณวิเศษอย่างนี้อย่างนี้ จึงเป็นพุทธบริษัท 1 พุทธศาสนิกชนประเทศไทยมีพลเมือง 67 ล้านคน แต่ก่อนมีวิชาเรียนว่าประเทศไทยมีพลเมือง 10 ล้านคน ตอนอาตมายังเล็ก ทั้งทั้งที่อาณาบริเวณของประเทศถูกเขารุกมาด้วย ถูกเขาแบ่งแย่งไปเรื่อยพลเมืองเพิ่มขึ้นแต่แผ่นดินลดลงพุทธศาสนิกชนเมืองไทยมีมาตั้งแต่เกิดเมืองไทยนับถือศาสนาพุทธตั้งแต่สร้างเมืองไทย ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธเป็นตระกูลตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตาทวด ถือติดตามกันมาอย่างนั้นคือพุทธศาสนิกชน เป็นพุทธศาสนิกชนตามสำมะโนครัวตามตระกูล ถามว่ารู้เรื่องศาสนาพุทธไหม ก็ไม่รู้เรื่องเสียส่วนใหญ่ ยิ่งศาสนาพุทธทุกวันนี้เสริมจากสัจธรรมจากพุทธกลายเป็นเดียรถีย์ เป็นเทวนิยมมีแต่เดรัจฉานวิชาเดรัจฉานกถา เรื่องผีสางเทวดาสัตว์ แปลกเป็นเรื่องเลอะเทอะแล้วนับถือเหมือนพวกนอกรีต นับถือผี นับถือเทวดา นับถืออะไรที่พระพุทธเจ้าห้ามไว้ใน มหาศีล 7 ข้อ แต่เดี๋ยวนี้ละเมิดหมด จึงกลายเป็นพุทธแต่ชื่อ แต่พฤติกรรมแสวงบุญนอกขอบเขต พูดคำว่าบุญก็ไม่รู้เรื่อง ไปแปลบุญว่าคือกุศล คือสิ่งที่ควรได้ ทั้งที่บุญคือเครื่องมือตัดกิเลส แต่ก็เข้าใจลึกลึกว่าบุญกุศลใหญ่ กุศลทำให้คนเกิดกัลยาณธรรมแต่กุศลถ้าเจริญจริงๆให้ถึงรู้จักกิเลสตัดกิเลสเป็นอริยสัจ 4 กุศลนั้นก็เป็นบุญ กุศลคือคุณงามความดี บุญก็คือคุณงามความดีที่ยิ่งกว่าคุณงามความดี เพราะเป็นความดีที่ข้ามเขตเป็นโลกุตระเป็นอริยบุคคล ในความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ขึ้นชื่อว่าพระพุทธ 2 พุทธมามกะคือ ผู้สนใจประพฤติปฏิบัติพุทธ พยายามศึกษาให้สัมมาทิฏฐิ ก็มาปวารณาตัวขอเข้าถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ผู้ที่เข้าไปวัดแล้วพระก็ให้สวดมะยังภันเตวิสุงวิสุงเพื่อรักษาศีล ให้มีไตรสิกขา ก็ต้องศึกษาศีลให้เหมาะสมกับตน ปฏิบัติศีลให้ขัดเกลาจิตจนเกิดปัญญา กิเลสลดละจางคลายก็มีปัญญาไม่ใช่งมงาย ตั้งแต่ปัญญาบัญญัติตรรกะ แต่อ่านจิตไม่เป็น แต่ปฏิบัติศีลแบบยึดใครมาตัดสินแตะต้องศีลของตนไม่ได้ พุทธมามกะคือ ผู้ใส่ใจสนใจพยายามเข้าปฏิบัติ พูดได้ยังไม่บรรลุอาริยธรรม เข้าเนื้อแท้ของพุทธ ยังไม่เรียกสาวะกะสังโฆ คือปฏิบัติธรรมแบบหน้าน้องน้ำตา เป็นเนยยะบุคคล ควรรับของทานไว้ โภคขันธาปหายะ ญาติปริวัตตังปหายะ แต่ไม่มีอาริยธรรม ไม่มีมรรคผล เร่ิมมีอาริยมรรค คือรู้เห็น เช่น พ้นสักกายทิฏฐิ หรือพ้นสังโยชน์ข้อที่๒ อ่านกายออก แยกกายกับจิตออก รู้องค์ประชุมรูปนาม ว่านี่คืออาการโทสะ เป็นศีลข้อที่๑ อาการอย่างนี้เป็นโลภะในศีลข้อ๒ อาการอย่างนี้คือราคะในศีลข้อ๓ สามารถอ่านตัวตน สักกะคือตัวตน สามารถอ่านตัวตนที่มีอาการของรูปนามคือ ส่ิงที่มีเหตุปัจจัยหนึ่ง กับธาตุรู้ที่เป็นปัญญาสัมผัสกับส่วนนอก ตั้งแต่ดินน้ำไฟลม แล้วมาเป็นวัตถุ ทรัพย์สินที่นาที่ไร่ ต้นไม้ เครื่องนุ่งห่ม ทองเพชร หม้อข้าวหม้อแกง สารพัดวัตถุ เมื่อสัมผัสสิ่งเหล่านั้นแล้วเกิดกิเลส เราก็อ่านรู้จิตเราว่ามีกิเลส ผู้อ่านกิเลสออก สัมผัสรู้กิเลสไม่มีรูปร่างแต่มีอาการ อาการโลภ ราคะ โทสะ อาการทุจริต อกุศล ไม่มีตัวตนรูปร่างสีสันอะไร แต่กิเลสคือมารคือผีคืออาการที่มีชีวะ มีชีวิตินทรีย์ มีเกิดมีตาย ผู้มีสัญญา เป็นปัญญาที่อ่านอาการโกรธออก อ่านอาการนี้ได้จริงๆ ไม่ผิด ตรวจสัญญากำหนดรู้เจริญขึ้นเป็นปัญญาชัดเจนขึ้น รู้จักรู้แจ้งรู้จริง จนพ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ข้อที่ 3 ผู้อ่านอาการกิเลสจนพ้นวิจิกิจฉา แต่ถ้าเป็นโสดาปัตติมรรคต้องครบ สังโยชน์ 3 แล้วกิเลสเป็นอย่างไรมีวิธีกำจัด สมมุติว่ารู้อย่างสัมมาทิฏฐิ สมถะและวิปัสสนาทำอย่างไร กิเลสลดคืออย่างไรเข้าใจ มีปัญญาเฉลียวฉลาดความหมายปริยัติรู้แล้ว แต่ศีลพรต ที่ต้องปฏิบัติตามที่รู้ แต่ถ้าคุณไม่ปฏิบัติให้กิเลสลด ศีลพรตคุณรู้แล้ว แต่ก็ยังลูบหัวล้านกิเลสเล่นอยู่ให้หมาเลียปากเล่น เล่นกับหมาหมาเลียปากไม่กำจัดมัน ก็ยังไม่พ้นข้อที่ 3 สีลลัพพตปรามาส ทำยังเล่นเล่นหัวหัวเหยาะๆแหยะๆไม่ได้มรรคได้ผล ต้องปฏิบัติให้ได้มรรคผล ลดกิเลสได้ต้องมีปัจจุบันสัมผัสอยู่ แล้วลดได้จริงพ้นสีลลัพพตปรามาส สีลลัพพตุปาทานนั้นได้แต่ถือเคร่งกันไปตามตามกันไป แต่ไม่รู้ไม่มีสัมมาทิฏฐิว่าถือศีลไปทำไม จุลศีล ๑. พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์วางทัณฑะ วางสาตรา มีละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. ๒. พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการ แต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นคนสะอาดอยู่. ๓. พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นจากเมถุน ซึ่งเป็นเรื่องของชาวบ้าน.

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวชมอย่างนี้ ๔. พระสมณโคดม ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จพูดคําจริง ดํารงคําสัตย์ มีถ้อยคํา เป็นหลักฐาน ควรเชื่อ ไม่พูดลวงโลก. ๕. พระสมณโคดม ละคําส่อเสียด เว้นขาดจากคําส่อเสียดฟังจากข้างนี้แล้วไม่บอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่บอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกกัน สมานคนที่แตก กันแล้ว บ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๖. เธอละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบกล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รักจับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ พอใจ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๗. เธอละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริงพูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

จุลศีล 26 ข้อนี้ ปฏิบัติแล้วสามารถเป็นอรหันต์ได้นี่คือ โอวาทปาติโมกข์ เดี๋ยวนี้ไม่มีการท่อง จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลแล้ว มีแต่พระวินัย การบวชของสมณะชาวอโศก ให้มีการท่องจุลศีล มัชฌิมศีลมหาศีล เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องพูด ซึ่งพูดแล้วก็ต้องกระทบกับคนผิด เลี่ยงไม่ได้ เอากำปั้นทุบดินก็ต้องถูกดิน ก็ต้องเห็นใจกันบ้าง ขันจอหว่อ สรุปว่าพุทธมามกะพยายามขวนขวายเอาบัญญัติมาศึกษาเล่าเรียน เพื่อจะปฏิบัติให้ถูก แต่เมื่ออาจารย์ผู้สอนก็สอนผิดเพี้ยนไม่ถูกต้องไม่สัมมาทิฏฐิ มันก็เลยกลายเป็นสีลลัพพตุปาทาน บางทีถือศีลเคร่งเกินกรอบของตนด้วย บางทีไปว่าคนที่ถือศีลไม่เคร่ง ต้นเองถือศีล 5 บางทีแปลว่าศีล 8 ศีล 10 ไม่ไหว้พระด้วย คนที่ศึกษารู้กรอบขอบเขตชัดเจน และปฏิบัติตามฐานะเรียกว่า ประพฤติตามขอบเขตตามกำหนดเรียกว่า ปริตตัง ตามศีล 5 หรือศีล 8 เช่นกิเลสกามเราระดับนี้เริ่มต้นเป็นโสดาบัน ตามกรอบนี้ฉันไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ อย่างมากกว่านี้จัดจ้านไปสวยเกินกว่านี้จัดจ้านไป หอมก็เอาแค่นี้ อร่อยก็เอาแค่นี้ ไม่เอามากกว่านี้หรอก ก็ต้องกำหนดจริงๆ ต้องเข้าใจกามคืออะไรกำหนดขอบเขตให้ชัด ผู้ใดปฏิบัติเอาจริง แต่ยังไม่ได้มรรคผลเรียกว่าปฏิบัติหน้าน้องน้ำตา หรือว่าเป็นโคตรภูบุคคล มาอยู่ในโคตรของนักบวช เป็นพระโยคาวจร ปฏิบัติโดยเคร่งจริงๆ คนเรานี้เป็นทักขิเนยบุคคล เป็นคนควรได้รับของทาน ควรอนุเคราะห์เลี้ยงดูส่งเสริมไว้ ปาหุเนยยบุคคลเป็นคนควรเคารพกราบไหว้ และท่านก็ปฏิบัติไม่ให้ผิดศีลผิดทำผิดวินัย เราก็ดูแลไม่ให้ท่านผิดวินัย ตามที่คนเคารพกราบไหว้ เป็นอาหุเนยยบุคคล โคตรภูบุคคล โคตรภูจิต โคตรภูญาณ โคตรภูบุคคลคือ ผู้ยังปฏิบัติอยู่แต่ไม่ได้ลดกิเลส แต่ถ้าลดกิเลสได้ก็มีโคตรภูจิต บางคนไม่รู้ว่าตนหมด มีเจโตวิมุติแล้ว แต่ต้องมีญาณก็ต้องรู้จิตบรรลุ ก็มีโคตรภูญาณ แต่ในโสฬสญาณ ท่านเอาแค่โคตรภูญาณ เพราะสูงสุดในโคตรภูแล้ว ต้องรู้ว่าจิตตนบรรลุ ในญาณ ๑๖ เอาแต่โคตรภูญาณ ผู้สามารถบรรลุธรรมได้แม้เป็นโสดาปัตติมรรคก็คือ รู้บัญญัติความหมาย รู้ทฤษฎีรู้อุบายเครื่องออก รู้สักกายะ ไม่มีความสงสัย พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ แต่สังโยชน์ที่ 3 ยังไม่บรรลุ ยังลดกิเลสไม่ได้ ถือว่าผู้นี้มีสัมมาอาริยมรรค เป็นโสดาบันเต็มรอบ โสดาบันรอบที่ 1 เข้ากระแส รอบที่ 2 ก็พ้นวิจิกิจฉา โสดาบันรอบที่ 3 รู้ศีลรู้วิธีปฏิบัติ แต่ถ้าทำกิเลสลดได้จางคลายก็เป็นโสดาปัตติผล ได้ 1 หน่วยก็เป็นโสดาหนึ่งหน่วย แบ่งเป็น 4 คือ โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ แม้ยังไม่มีนิโรธ แต่เป็นส่วนแห่งบุญเป็น ปุญญภาคิยา มีบุญทันกิเลสได้ 1 หน่วย ได้ 2 หน่วยได้ 3 หน่วย ไปเรื่อยจนเข้ากระแสได้ 25 โสตาปันนะ และได้อวินิปาตธรรม คือ 50 ส่วนในร้อยส่วน จนเลย 75 หน่วยเรียกว่าสัมโพธิปรายนะ ไปสู่ความบรรลุ ถือว่าสอบผ่านแล้ว 75 เปอร์เซ็นต์เป็นต้นไปเป็นโสดาบันที่สอบได้แล้ว ผู้บรรลุเป็นอริยบุคคลก็เข้าเขตเป็น พุทธบริษัท ที่นั่งอยู่ที่นี่มีทั้งนั้น ทั้งพุทธบริษัท พุทธมามกะ พุทธศาสนิกชน ก็มีแต่มีน้อย แต่เป็นพุทธบริษัทไม่น้อยเป็นอริยบุคคล แต่ไม่ถามหรอกเพราะว่ายังไม่ชัดจะไม่ค่อยรู้ตัวเอง สรุปว่าพุทธบริษัทคือผู้ที่บรรลุคือเนื้อแท้ของศาสนาคือ บริษัทพุทธจำกัด มหาชน แต่ตอนนี้ยังเป็นแค่อนุชน ยังไม่ใหญ่ก็ได้แค่นี้ไป แต่ถ้าได้แล้วมันไม่ถอยคุณสมบัติระดับโสดาบันมีความเที่ยงแท้นิยตะ แม้คุณจะมีวิบาก ออกไปบ้างแต่ต่อไปในอนาคตมีชิบฝังในวิญญาณคุณแล้ว ถ้าไม่พากเพียรอาจหากิเลสเข้าหาตัวเองบ้าง แต่สิ่งที่ได้แล้วจะได้เลย จะไม่เลอะเทอะมากรู้แล้วแกล้งไม่รู้ไม่ได้ ยิ่งเป็นจริงคือสัจจะที่ได้จริง

สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน โกหก กับ บอกตามความจริง ต่างกัน แม้เป็นพุทธมามกะ แต่มีรูปนอกเป็นนักบวชแล้ว ใช้โอกาสนี้ทำมาหากินหลอกชาวบ้านชาวเมือง เอาวิมานใหญ่ๆในอนาคต แล้วเอาคำว่าบุญมาหลอกตั้งแต่วิมานเล่าเป็นนิทาน ว่าเพราะมาทำบุญ ทำทานบริจาคเงิน ได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้พ่อที่ตายไป เขาพูดเช่นนี้ จนมีคนลองของ ก็เขียนเรื่องเล่าว่าพ่อเป็นโรคตายทรมานแต่ก่อนจะตายไปพบสำนักท่าน บอกว่าทำทานจะดีพอก็ทำทานเสร็จ แล้วไปถาม ว่าพ่อผมจะได้อานิสงส์แค่ไหน จากทำบุญทำทานกับวัดนี้ เจ้าสำนักกอธิบายว่าได้ขึ้นสวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้ ลูกศิษย์ลูกหาก็สาธุสาธุสาธุ เสร็จแล้วพอพูดไป คนเขียนก็เปิดเผยต่อสาธารณะว่าเรื่องที่เขียนนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าขึ้นมา เพื่อลองดูท่านว่าจะพูดจริงไหม หรือโกหก แต่แท้จริงเพราะผมยังไม่ตายผมไม่ได้ทำบุญกับท่านเลย นี่คือเขาหน้าแหก นี่คือการโกหกอุตตริมนุสสธรรมที่เป็นปาราชิก พูดอยู่ทุกวันมีนิทานหลอกคนทุกวัน ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ศาสนาพุทธชิบหายจนไม่รู้จะเอาภาษาอะไรมาเรียก แม้โกงเงินกองทองเขาก็แล้ว จนปาราชิกเอาเงินเข้าไปตั้งหลายร้อยล้าน แล้วศาลก็ตัดสินเขา แต่เขาก็เก่งมากจนถอนออกจากศาลได้ ยกไม่เป็นคดีความเลย แต่ความเป็นสัจจะการเคลื่อนเงินที่ไม่เป็นของเราออกจากที่เก่า ปาราชิกแล้ว แต่นี่เอาไปใส่บัญชีตัวเองอยู่ไม่รู้เท่าไหร่ จนสมเด็จพระสังฆราชบอกว่าปาราชิกแล้วมีพระลิขิตไปตั้งหลายฉบับ แต่สงฆ์หมู่ใหญ่ก็ยังเฉยอยู่ แต่ถ้าปล่อยให้สมีอุ้มสมีเช่นนี้ ก็จะแย่ อาตมาถึงขอเป็นนานาสังวาส ไม่ร่วมด้วย ไม่ร่วมปิดปากด้วย เราต้องทำให้สะอาดเพราะความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด ที่พูดนี้ไม่ได้โกรธจะเคือง แต่ไม่อยากให้เขาตกนรก ใครจะตกนรกก็แล้วแต่ แต่จะมารู้ว่านรกสวรรค์ มีอยู่ ต้องมาศึกษาทสวรรค์โลกุตระ จะเป็นสวรรค์อุบัติเทพ เป็นสวรรค์ที่มีแต่จิตดี มีจิตว่างไม่มีนรกสวรรค์ ต้องกอบกู้ให้มีพุทธบริษัทขอพูดตรงตรงว่า 45 ปีที่บวชมาก็ได้อริยบุคคล บวชมาถึงวันนี้ ได้พุทธบริษัทที่เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีก็มี อรหันต์ก็มี ไปตามลำดับ ที่พูดมานี้ไม่ได้หลอก แต่เป็นการจำเป็นที่ต้องพูด ชั้นเดียวกันขออภัยไม่ได้เทียบเคียงเท่าเทียมพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามาประกาศศาสนา ตอนนั้นไม่มีศาสนาพุทธ ท่านต้องบอกว่าศาสนาพุทธบรรลุเป็นเช่นนี้ เป็นอุตตริมนุสสธรรม ท่านก็ต้องบรรยายบอกให้เข้าใจให้รู้ลักษณะแล้วปฏิบัติ กายกรรมวจีกรรมมโนกรรมให้บรรลุ ฉันเดียวกัน กับยุคนี้มันไม่มีแล้ว การบรรลุแล้วบอกใครไม่ได้ก็เป็นการทำลายศาสนาพุทธ แม้ในอภิณหปัจจเวกขณ์ ข้อที่ 10 บอกว่าอุตตริมนุสสธรรมของเรามีอยู่ไหมถ้าใครจะมาถามเรา ว่าด้วยมรรคได้ผลอะไร เราจะได้บอกได้ ท่านให้บอกยังไม่มังกุ ไม่เก้อยาก ไม่ลำบากใจ มีอะไรมายืนยัน คือบอกแล้วจิตของเราอย่าอยากอวดอย่ามีสาเฐยจิต อาการอยากอวดอ้างคุณมีไหม อาตมาก็บอกสาธยายโดยวิชาการ ไม่ได้อวด ไม่มีอาการกิเลส หากอ่านอาการ ไม่ออกแล้ว กิเลสมีจริงของคุณก็เป็นได้ แต่อาตมาไม่ได้มี จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็สุทธิ-อสุทธิ ปัจจัตตังของตนเอง แต่ถ้าไม่พูดก็ได้แต่เดากันไป พระพุทธเจ้าว่าจะรู้ว่าใครบรรลุหรือไม่ ก็ต้องด้วยการคบคุ้นอยู่ด้วยกัน พอบอกมาก็จะรู้ว่าเขาได้จริงๆอย่างยั่งยืน จะมีทีเผลอมาลองดู ก็จะรู้ว่าใช่หรือไม่ แต่อย่างที่บรรลุแล้วบอกใครไม่ได้อย่างนี้ก็ ทำผิดที่พระพุทธเจ้าสอน

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ปฏิบัติธรรมเริ่มด้วยศีล แค่การนั่งหลับตาสมาธิ อันนี้เป็นเพชรเม็ดที่ 1 ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 คือพรหมชาลสูตร การขึ้นต้นด้วยศีล เริ่มเรื่องเลย มีพราหมณ์มีลูกศิษย์กับอาจารย์พราหมณ์ คนหนึ่งชื่อว่าสุปริยปริพาชก เป็นอาจารย์ กับพรหมทัตมานพเป็นอันเตวาสิกคือลูกศิษย์ สรุปก็คือลูกศิษย์ศรัทธาเลื่อมใสพระพุทธเจ้า ซึ่งในศาสนาพราหมณ์ก็มีตำนานของพุทธแต่ไม่ได้ตั้งชื่อ ซึ่งก็มีนัยยะเดียวกันมีศีลสมาธิปัญญา พราหมณ์ก็ท่องมา แต่กลายเป็นเรื่องบานปลายเร็วไหลเละเทะ เป็นคัมภร์ไตรเภท เหมือนกับอาจาริยาวาท ส่วนเถรวาทคือรุ่นที่ได้พบพระพุทธเจ้าเป็นพระเถระรุ่นแรกที่ฟังธรรมจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า แต่คำสอนต้น ต่อมาคือคำสอนของอาจารย์เกิดความยาวยืด ทั้งสองคนได้ข่าวว่าพระพุทธเจ้าอุบัติแล้ว และก็ได้เจอพระพุทธเจ้า จริงๆศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์อันเดียวกัน เหมือนกับศาสนาพุทธทุกวันนี้กำลังจะกลับคืนมาใหม่ แต่ไม่เรียกศาสนาพราหมณ์แต่เป็นศาสนาของสมณพราหมณ์คืออโศก เพราะอโศกได้ชื่อว่าสมณะพราหมณ์ เราตกลงกับกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นไวยาวัจกรของเถรสมาคมคือกรมศาสนา ตกลงกันว่าเราจะต้องเรียกตัวเองว่าสมณพราหมณ์เต็มเต็ม แต่มันยาวไป ละไว้ในฐานที่เข้าใจเอาแต่คำว่าสมณะมาใช้ เราไม่ได้ตั้งเองแต่เพราะกฎหมายว่าไว้ ไม่ให้เรียกพระ หรือนักบวชเรียกอื่นๆอีกก็ไม่ได้ แต่ไม่ได้มีคำห้ามไม่ให้เรียกสมณพราหมณ์ เราตกลงกับคุณชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ เขากล่าวว่าให้เปลี่ยนชุด แล้วไม่ให้เรียว่าพระภิกษุ นักบวช เราก็เลยว่าจะให้เรียกเราว่าอะไร ข้อตกลงกันว่าเรียกว่าสมณะพราหมณ์ เราก็เลยรับเราก็ถึงเรียกพวกเราว่าสมณพราหมณ์เต็ม แต่ละคำว่าพราหมณ์ทิ้งเอาแต่คำว่าสมณะมาใช้ ก็คือพราหมณ์กับพุทธ วนเวียนกลับไปกลับมาในหนังสือทางเอกเขียนไว้ สมัยพระพุทธเจ้ามีพราหมณ์มหาศาล แต่สมัยนี้เป็นพระมหาศาล ท่านมีพลังของท่านเหมือนแต่ก่อนเป็นพราหมณ์มหาศาลมีตำแหน่งหน้าที่มียศศักดิ์มีรายได้ที่พระเจ้าแผ่นดินให้เหมือนกัน ไม่มีผิดกับพระทุกวันนี้ที่มีนิตยภัตเป็นราชปัตโต จริงๆเอาผิดมาตรา 157 ได้นะถ้าไม่จัดการธัมมชโย เพราะถือเป็นข้าราชการ ปริพาชก 2 คน อาจารย์กับลูกศิษย์ ก็ขัดแย้งกัน ลูกศิษย์ศรัทธาพระพุทธเจ้า แต่อาจารย์ไม่ศรัทธา ก็เลยว่าพระพุทธเจ้า ก็เถียงกันมาเรื่อยจนมาถึงที่พัก พระพุทธเจ้าก็มาตรัสสอนพระภิกษุ เรื่องของอาจารย์กับลูกศิษย์เถียงกัน ว่าคนจะติหรือชมเราต้องชมอย่างนี้ ท่านก็ตรัสศีล จะชมเรา พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจ ไม่ควรแค้นใจในคนเหล่านั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคือง หรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้ละหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรมชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย. พระพุทธเจ้าท่านให้กล่าวแก้ได้ เมื่อคนไม่ฆ่าสัตว์ยุงไม่ตบ เราก็พูดได้ว่าเราไม่ฆ่าสัตว์ แต่ระวังอย่าไปพูดมากจนเขาหมั่นไส้ให้ดูท่าทีและโอกาส พอจบพระสูตรท่านก็บอกว่านี่คือศีลของเธอประการหนึ่ง แล้วกล่าว จุลศีล มัชฌิมศีล

สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน หลักวิธีการดูหนัง ดูละคร เล่นกัน ดูละคร การละเล่น ดูหนัง ถ้าเรามีวุฒิภาวะ ก็จะได้ประโยชน์ เรามีหลักในการดูหนังดูละครว่า 1 ทำให้เกิดอาริยญาณ 2 ทำการปฏิบัติคือ ต้องรู้ตัวเอง รู้บทบาทดี ว่าเป็นการแสดง กิเลสหนังทุกเรื่องคือเอาโลภโกรธหลง ที่เป็นเหตุนิทานปัจจัยมาสร้าง นิยายผูกเรื่องขึ้นทั้งสิ้นไม่มีอื่นเลย เขาแสดงลีลาโลกอย่างไร ราคะขนาดไหน โทสะขนาดไหน พยาบาทแรงอย่างไร แล้วเธอหลงใหล ทำให้เกิดอาริยญาณ เข้าใจว่าเป็นเช่นใด จะได้รับโทษภัยอย่างไร จะมีลีลาสอนเรา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน