สื่อธรรมะพ่อครู(หมวดแห่งสัมมาทิฏฐิ) ตอน หมวดแห่งสัมมาทิฏฐิ 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(หมวดแห่งสัมมาทิฏฐิ) ตอน หมวดแห่งสัมมาทิฏฐิ 1 อาตมาจะเริ่มหาวิธีบรรยายหมวดแห่งสัมมาทิฏฐิ นี่ก็เพิ่งทำได้ไปถึงหมวดที่ 5
หมวดแห่งสัมมาทิฏฐิ หมวด 1 ศีลยอดเยี่ยมในโลก(สีลัง โลเก อนุตตรัง) หรือ “อยู่ผู้เดียว”ที่เป็นโลกุตระ (ผู้มีปกติแม้จะอยู่ปะปนกับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ เดียรถีย์และสาวก คืออยู่กับชาวบ้านสังคมธรรมดาสามัญนี่แหละ มีชีวิตเหมือนผู้คนทั้งหลาย แต่ผู้คนผู้นี้ละตัณหา-ละกิเลสได้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ผู้“มีปกติอยู่ผู้เดียว” พ่อครูว่า..อรหันต์ที่จะไปเช็คผลในป่า อาตมาก็เคยไปป่า 1. ไปป่านั้น คุณไปป่าแล้วจะไปหลงติดป่าหรือไม่ 2. คุณไปป่าแล้วจะฟุ้งซ่านมาหากามโลกีย์หรือไม่ ไปป่าแล้วจิตเราฟุ้งออกมาหรือไม่ อาตมาไม่มีทั้งกามทั้งโลกีย์ จะติดป่าก็ไม่ติด แต่ยินดีในป่ามากกว่ายินดีในเมือง อาตมามีจิตใจยินดีในป่า มาอยู่เมืองในชาตินี้ไม่เคยไปแย่งป่าใคร จนกระทั่งเกิดคดีบุกรุกที่ดินป่าเขาก็ไม่มี รัฐบาลเขาก็เอาเรื่อง เดี๋ยวนี้เขาก็มีคนบุกรุกป่า แต่เขาก็ไม่เอาเรื่องเพราะว่าเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์อยู่ ถ้าจะเอาเรื่องจริงๆก็ทำได้ ผิดกฎหมาย อาตมานั้นไม่เคยจะไปละเมิดกฎหมายบุกรุกป่าเลยมีแต่สร้างป่าในเมืองทั้งนั้น อาตมาไม่ได้พูดด้วยภาษาแต่พูดด้วยจิตที่ยินดีในป่า เอาเถอะ บ้านราชฯ อีก 50 ปีมาดูเถอะจะเป็นป่า ต้นไม้ที่ปลูกไม่ต้องห่วงหรอก เราจะตัดต้นไม้ในวาระจำเป็น นอกนั้นให้มันอยู่ เราเป็นคน ต้นไม้มันอยู่เป็นประโยชน์ต่อเรา เราจะเอามันออกทำไม ถ้ามันไม่เป็นประโยชน์ก็เอามันออกกลางเช่นไมยราบยักษ์ มันมีหนามแหลมวัวควายเข้าไม่ได้ด้วย แต่มันจะมีประโยชน์ก็มีน้อย แต่มันบุกรุกนี่สิ มันไม่ฟังเสียงใครด้วย และหากยังอยู่แล้วออกฝักกระจายก็หนักอีก มันซับซ้อน ศี
อ่านต่อ
ลเป็นเยี่ยมในโลก ถ้าไม่มีศีลไม่เข้าใจศีลไม่ได้เริ่มต้นด้วยศีล ศีลเป็นตัวเริ่มต้นที่สุด ศีลเยี่ยมยอดในโลก นี่ 1แล้ว หรืออยู่ผู้เดียวก็ 1 แล้ว ถ้าไม่เริ่มต้นด้วย 1 คือศีลไม่ได้ ศีลคือหลักปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีลก็เป็นหลักเกณฑ์สำคัญถึง 26 ข้อต้นก็หยาบ ศีลข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ศีลข้อที่ 3 4 5 ในศีลข้อ 1 พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอายมีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ ศีลข้อที่ 1 ข้อที่ 2 คนละทิศทางคนละเหตุปัจจัย ศีลข้อที่ 1 คือเรื่องของสัตว์เกี่ยวข้องกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวข้องกับของ ละการลักทรัพย์ เว้นขาดการลักทรัพย์รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ไม่ประพฤติตนเป็นขโมยเป็นผู้สะอาดอยู่ เกี่ยวกับของของเราที่ไม่ใช่ของของเราแล้วไปละเมิดมันเป็นทุจริตกรรม ส่วนสัตว์นั้นเป็นโทสะ เป็นโลภะได้ พอมาข้อที่ 3 สมณโคดมละการประพฤติที่เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกลเว้นขาดจากเมถุน อันเป็นเป็นกิจของชาวบ้าน เมถุนแปลว่าสภาพผู้ที่ไม่แยกคู่จนเป็นหนึ่ง เมื่อเป็นคู่ก็มีเรากับของเรา พรากออก คือไม่มีของเรา มีแต่เรา นี่คือพรากคู่ เสพรส ยิ่งเป็นเราเป็นของเราใหญ่ จะเป็นรูปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจก็ตาม ประพฤติห่างไกลเว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน ข้าศึกแก่พรหมจรรย์นั้นทุกด้านไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับสัตว์เกี่ยวกับของ การทุจริต อกุศลทั้งปวง รวมแล้ว อยู่ใน 3 ข้อนี้ ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 หากว่าเข้าใจที่อาตมาอธิบายไปมาตลอด คุณเป็นพระอรหันต์ได้ใน 3 ข้อนี้ ข้อที่ 4 ดูกรภิกษุทั้งหลายอีกอย่างหนึ่งเมื่อปุถุชน กล่าวชมตถาคตพึงกล่าวเช่นนี้ว่า พระสมณโคดมละจากการพูดเท็จเว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่ความจริงดำรงคำสัตย์มีถ้อยคำเป็นหลักฐานเชื่อถือได้ ไม่พูดลวงโลก อาตมาก็พยายามอ้างอิงหลักฐานในพระไตรปิฎก หลักฐานที่เกิดมรรคผลจริงเกิดการปฏิบัติจริงมีตัวตนสังคมจริง มีพฤติกรรมทางรัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์จริง อาตมาก็นำมาขยายความให้ฟังอย่างนี้เป็นต้น ก็เรียกว่ามีหลักฐาน ประพฤติมีหลักฐานเป็นถ้อยคำที่มีหลักฐานควรเชื่อถือได้ไม่พูดลวงโลกเป็นคำสัตย์ ข้อที่ 5 พระสมณโคดมเว้นขาดจากคำพูดส่อเสียด ฟังความจากข้างนั้นแล้วไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนหมู่นั้นเกิดแตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้เพื่อให้คนหมู่โน้น แตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบในคนพร้อมเพียงกัน(คำว่าชอบคำนี้มาจากบาลีว่า อารามะ) ยินดีในคนพร้อมเพียงกัน (คำว่า ยินดี บาลีใช้คำว่า ) เพลิดเพลิน(นันทิ) ในคนพร้อมเพียงกัน 6. พระสมณโคดม ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ. 7. พระสมณโคดม ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำ ที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐานมีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร. การพูดเพ้อเจ้อแม้แต่จะพูดธรรมะชั้นสูงแต่พูดกับคนที่เขาไม่รู้เรื่องเหมือนกับพูดกับหัวโตมันก็เป็นการเพ้อเจ้อ ต่อให้คุณพูดคำที่เป็นธรรมะชั้นสูงแต่เขารับไม่ได้คุณก็พูดไปคนเขาก็ไม่รู้เรื่อง ก็เป็นการเพ้อเจ้อไป ดีไม่ดีหลงเป็นกิเลสอวดตัวตน คนรับฟังไม่มีใครเขารู้เรื่องเลย แม้แต่ว่าอาตมาถามว่ารู้เรื่องไหม ก็ไม่มีใครไม่รู้เรื่อง การพูดส่อเสียด อาตมาถึงปรามพวกสื่อสารมวลชน ที่เขาสัมภาษณ์แล้วก็ทำให้คนทะเลาะกัน หากว่าเขาหยุดทะเลาะกันจะไม่มีเรื่องไปออกอากาศอันนี้เป็นเรื่องบาปกินหัว นักสื่อสารมวลชนทั้งหลายแหล่ สมณะฟ้าไทว่า...บางคนเขาฟังแล้วก็ไปพูดหมดโดยไม่ระวังว่าเขาจะทะเลาะกัน พ่อครูว่า...คำที่มีความหมายเราก็จะต้องกรองในการสื่อสาร ไม่เช่นนั้นมันกลายจะเป็นคำที่ส่อเสียด ทำให้ทะเลาะกันทำให้ไม่จบทำให้ไม่เกิดประโยชน์ไม่เกิดการเจริญ ก็เป็นคำที่ส่อเสียด ต้องพูดให้เกิดการเจริญทั้งสองฝ่าย มันอาจจะมีการขัดแย้งกัน โต้ตอบกันบ้างเป็นธรรมดา ต้องศึกษาธรรมะให้ละเอียด ไม่ว่าฝ่ายไหนก็แล้วแต่ถ้าไม่มีธรรมะ โดยเฉพาะที่เป็นโลกุตรธรรมก็ยาก ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธมีโลกุตรธรรม ใส่ใจบ้างเถอะ อย่าให้มัน แหม โลกุตระเป็นหมัน แต่ไม่เป็นหมันหรอกอาตมาเอามาประกาศในชาตินี้ นี่ 49 ปีแล้วจะเต็ม 50 ก็ในวันที่ 7 พฤศจิกายน ถ้าไปชน 7 พฤศจิกายน 2562 ก็จะเต็ม 49 ปี เลย พฤศจิกายน 62 ก็จะเข้าปีที่ 50 เลยไปอีก ไปจนถึงพฤศจิกายน 2563 ก็จะเต็มปีที่ 50 ตอนนี้เป็นนักษัตรที่ 2 ที่ขยายอายุขัย ถ้าไปถึงนักษัตรที่ 3 ก็จะเป็นสามเส้า ให้เลย 108 ปีไป ก็คงจะรู้กันในวงกว้างในโลก อาตมาคงจะเบางานมากขึ้น คนจะมาช่วยก็คงจะเยอะกว่านี้ คนที่รู้ก็คงจะมาช่วยสนับสนุนก็เกิดความเจริญงอกงามในโลก โลกก็จะเจริญงอกงามเป็นโลกุตรธรรมของโลกขึ้นไปอีกเยอะทีเดียว
นี่คือสัจธรรมที่อาตมาเห็นว่าขอสรุปตรงนี้ ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น เป็นธรรมะของคน พระพุทธเจ้าไม่ได้ศึกษาอะไรนอกจากศึกษาเรื่องคนกับเรื่องสังคม พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกพยายามทำความเข้าใจในคำพูดนี้ พระพุทธเจ้าศึกษาเรื่องคนกับสังคม สัตว์โลกก็คือมนุษย์นี้ แล้วก็เอาความรู้นี้ที่ตรัสรู้ มาสอนเรียกว่าโลกุตระ สัตว์เดรัจฉานรู้โลกุตระไม่ได้ สัตว์มนุษย์พวกที่เรียนรู้โลกุตระไม่ได้เลยเขาก็จมอยู่ในโลกียะ ตายไปเป็นสัตว์เดรัจฉานสัตว์นรกตามเรื่องวิบากของเขา ส่วนผู้ที่แสวงหาโลกุตระ ก็จะเริ่มมาได้รับความรู้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ทุกพระองค์ ศาสนาศาสนาพุทธ หมายเอาอะไร หมายเอาโลกุตระ ที่ไม่ใช่โลกุตระไม่ใช่แก่นแท้เนื้อในของศาสนาพุทธ ศาสนาโลกียะสูงสุดก็ได้เป็นศาสดา เขาก็พากันทำความดีไม่ทำความชั่ว แต่ศาสนาโลกียนั้นไม่ได้เรียนรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ ไม่ได้พ้นความสุขความทุกข์ ไม่ได้เรียน ความสุขความทุกข์จึงเป็นโลกุตระ ศาสนาเทวนิยม เป็นพวกสุขนิยม ติดสุข แล้วก็ไม่รู้จักสุข ความสุขกับความทุกข์เขาแยกกันไม่ออก เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ได้เรียนรู้ทุกข์อริยสัจเลย เขาติดแต่ความสุข แล้วสุขนิยมก็ผู้ที่สูงที่สุดในสุขนิยมก็คือพระเจ้า มีพระบุตร ที่จริง พระบุตรก็คือพระเจ้านั่นแหละเป็นความรู้ของพระบุตรเอง พระบุตรของศาสนาเทวนิยมใดก็แล้วแต่ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮิบรู ศาสนาบาไฮ ศาสนาอะไรก็แล้วแต่ก็เป็นศาสนาเทวนิยมที่แตกแขนง มันไม่เป็นอย่างเดียวไม่เป็นสัจจะเป็นหนึ่งเดียว เป็นสัจจะที่ต่างคนต่างว่าของฉันถูก ในพระสูตรนี้ยากมากที่จะอธิบาย สรุปแล้วพระพุทธเจ้าสอนเรื่องคน เพราะคนนี่แหละทำให้โลกเจริญ ทำให้โลกแตก ทำให้โลกชำรุดทรุดโทรมหรือโลกจะอยู่ได้ดี ทำให้แกนโลกเพี้ยนไป ก็คือฝีมือของคนนี่แหละร้ายกาจ ถ้าลำดับมันอยู่ของมันเองจะไม่เร็ว แต่แม้แต่จรวดที่ยิงออกไปนอกโลกมันก็ดันโลกนะ มันทีละน้อยนะ แต่น้ำหยดลงหิน หินมันยังกร่อนแล้วหัวใจอ่อนๆล่ะ โลกก็ต้องผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆ บรรยากาศโลก ทะลุ ฝีมือใคร ธรรมชาติมันกรองโลกด้วยบรรยากาศโลก โอโซนบัง แต่เดี๋ยวนี้มันทะลุเพราะคน มันยิงจรวดและทำอะไรตะพึดตะพือ ยิงดาวเทียมออกไป ส่งออกไป เพราะฉะนั้นบรรยากาศในโลกก็เลยแปรปรวน อะไรพวกนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันทั้งนั้น วัตถุมันก็ว่ากันไป อาตมานี่มุ่งมาทางธรรม ซึ่งละเอียดลออเป็นชีวะมีความสุขความทุกข์ คนมีความทุกข์มากจึงทำชั่วได้เยอะ เพราะเขาหลงว่าความสุขมาก มีความทุกข์มากเพราะเขาหลงความสุขมากเขาต้องได้อย่างนี้ต้องเป็นอย่างนี้ต้องมีอย่างนี้ต้องไปสัมผัสอย่างนี้เขาถึงจะมีความสุข คุณจะเอาความสุขคุณก็คือเอาทุกข์มาทั้งนั้นเลย คุณเอาสุข 1 คุณก็เอาทุกข์ 1 มา ถ้าลดทุกข์ได้ 1 ลดได้ 10 คุณก็ลดทุกข์ได้ ทุกข์ก็น้อยลง ดับเหตุได้หมด เหลือ 3 ก็เหลือทุกข์น้อยลดทุกข์อีกเหลือ 2 เหลือ 1 หมดทุกข์ 1 ก็ไม่มีทุกข์เลยความสุขก็ไม่มีด้วยเพราะความสุขความทุกข์นั้นแยกกันไม่ได้ มันเป็นเทวะมันเป็น 2 อาตมาจะต้องเกิดมาขยายความพวกนี้ถ้าหากไม่มีอาตมาเกิดก็ไม่มีคนมาไขความรู้เรื่องนี้หรอกคุณจะไม่ได้ยินจากใคร ในยุคนี้ไป จนกระทั่งหมดยุคของศาสนาพุทธ 2500 กว่าปี คนจะมากล่าวต้องเป็นโพธิสัตว์ในระดับที่ อาตมาถึงบอกว่า พี่ที่เป็นโพธิสัตว์สูงกว่าจะมาช่วยน้องหน่อย จะได้มีบัญญัติภาษาลีลาอะไรมาช่วยให้ละเอียดลออกว่าอาตมา พวกเราจะได้รู้มากขึ้น ถ้ามีพี่ เป็นพระโพธิสัตว์ พี่ของโพธิสัตว์ก็จะต้องมีมวล ก็ต้องมีคณะเป็นรูปธรรม พี่ของโพธิสัตว์ก็ต้องทำงานจะมาอยู่เฉยๆได้อย่างไร คนก็ต้องรู้จักแล้วต้องมีบริวาร ที่จริงไม่ได้อยากได้บริวารอาตมาก็ไม่ได้อยากได้บริวาร แต่ต้องมีผู้ที่ร่วมช่วยกันทำงานพระพุทธเจ้าก็ต้องมีผู้ที่เนื่องต่อกันทำงานเป็นคณะเดียวกัน ก็ตามบารมี อาตมาก็มีตามบารมี ถ้าเป็นโพธิสัตว์ผู้ที่เป็นพี่ก็ต้องมีคนที่ทำงานด้วย
อย่างพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นโพธิสัตว์ระดับ 6 ท่านก็ต้องมีของท่านเป็นรูปธรรม ท่านไม่ได้อธิบาย แต่ฐานจิตของคนไทยมีโลกุตรธรรมเป็นพื้น ปรากฏการณ์ที่เมื่อท่านสิ้นพระชนม์คนก็ไปกันเต็มไปหมดไม่มีอะไรไปล่อเขา ไม่ได้มีโลกีย์ไม่ได้มีลาภยศสรรเสริญอะไรไปล่อเขา ที่มาในหลวงนี่นะมาเองกันทั้งนั้นเลย มาด้วยอะไร? จริงๆแล้ว พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านให้ลาภแก่ประชาชนนิดหน่อย ท่านไม่ได้แจกอะไรมากมาย คนรวยก็แจกยศ จริงๆ เขาก็ไม่ได้มาด้วยยศ คนจนจะมามาก คนมียศมีศักดิ์ก็มาด้วยความเต็มใจไม่ได้มาด้วยอำนาจของยศศักดิ์ มันมีความลึกอยู่ในจิตใจคนที่เป็นโลกุตระจิตของคนไทย เพราะศาสนาพุทธนี้สร้างประเทศก็เป็นพุทธมาตั้งแต่ต้น รากเหง้าของพุทธ ตั้งแต่เริ่มต้นบริสุทธิ์กว่านี้เยอะมาถึงตอนนี้เปื้อนไปเยอะ บาปของใครก็ของใคร อาตมาถึงพูดเพราะสงสารคนที่เขามาทำบาปเพิ่ม พูดบอกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ น่าสงสารที่สุดเลย เอาล่ะ เวลาเหลือ 3 นาที สรุปว่าอาตมายังจะทำงานศาสนาพุทธนี้เพื่อให้เผื่อพอไว้ใจได้ เพราะอาตมารับปากจากพระพุทธเจ้าสมณโคดมว่าจะมาเป็นผู้สืบทอดศาสนา อาตมาจึงระบุลงไปว่าอาตมาเป็นผู้ที่ สยังอภิญญา มีสัมมาทิฏฐิ 10 จึงนำสัมมาทิฏฐิ 10 มาแตกแยกวิจัยเพื่อให้เรารู้ความหมายและเอาไปปฏิบัติได้ตั้งแต่การทาน ศีล ภาวนา มีผล เกิดผล หุตัง จนถึง กัมมานัง โลกนี้โลก หน้า ความเป็นแม่ เป็นพ่อ ลูกที่เป็นสัตว์โอปปาติกะเป็นอย่างไรจนถึงข้อที่ 10 สมณพราหมณ์ สยังอภิญญา เป็นอย่างไร ถ้าไม่ใช่อธิบายสัมมาทิฏฐิ 10 นี้ไม่ได้หรอก มีใครบ้างที่อธิบายสัมมาทิฏฐิ 9 ข้อนี้ ท่านอธิบายแม่ว่าเป็นผู้ที่มีบุญคุณ พ่อเป็นผู้ที่มีบุญคุณ แค่นั้นเอง ท่านเข้าไปถึงปรมัตถ์ถึงโลกุตรธรรมที่ไหน แม้แต่การแยกโลกนี้และโลกหน้าที่เป็นโลกุตระโลกียะแยกเวทนาที่เป็นเนกขัมมะ และเคหสิตะ ในเวทนา 108 มีใครแยกแยะได้บ้าง แม้แต่ของท่านประยุทธ์ ปยุตโตที่ท่านรวบรวมไว้ ขออภัย ท่านก็เห็นว่ามันละเอียดเกินไป ท่านก็เลยไม่รวบรวมมารายละเอียดของเวทนา 108 หนังสือเล่มสำคัญของท่าน พจนานุกรมประมวลศัพท์ประมวลธรรม เอาล่ะ พูดไปก็เหลือเวลาไม่ถึง 1 นาทีแล้ว สมณะฟ้าไทสรุป….จบ 620719_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมวดแห่งสัมมาทิฏฐิ ตอน 1