561006_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สวนลุมฯ เรื่อง กายในกายอย่างพิศดาร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561006_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สวนลุมฯ เรื่อง กายในกายอย่างพิศดาร โดย พ่อครูโพธิรักษ์ ส.เพาะพุทธ … วันนี้วันที่ 6 ตุลาคม 2556 ได้ไปร่วมงานที่มีเรื่องเกี่ยวกับ อ.ศศิน เฉลิมลาภ ที่ได้เดินทางไกลเพื่อหยุดการสร้าวเขื่อนแม่วงก์ ท่านบอกว่า เดินทางผ่านความไกลไม่ยากกว่าเดินทางผ่านความกลัว อ.ศศินว่า หน้าที่ในการเดินเป็นหน้าที่ของผม แต่หน้าที่ตัดสินใจเป็นของเจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบฯ เป็นธรรมะที่ให้เห็นว่า คนจะประสพผลสำเร็จได้ไม่ต้องทำเองทั้งหมดหรอก และมีธรรมะอีกที่ได้ฟัง เรื่องความดื้อผมไม่เป็นรองใคร แต่ที่ต้องเดินเท้า 388 กม. ท่านเชื่อว่าจะมีคนดีกว่าเก่งกว่ามาสานต่อภาระหน้าที่ แต่เราไม่รู้ว่าคืออะไร อาจจะไม่เกิดก็ได้ แต่เรามีหน้าที่ทำให้ดีที่สุด เราไม่รอ เราไม่หวัง แต่เราทำ คนจะรู้เรื่องหรือจะไม่รู้เรื่องไม่เป็นไร แต่คนต้องมั่นใจว่าผมรู้เรื่อง พ่อครูมักพูด อยู่เสมอว่ายืนหยัดแตกต่างจากดื้อรั้นดันทุรัง พ่อครูว่า...ตั้งใจว่าวันนี้จะพูดถึงเรื่องของชีวิตที่มีชาติ ความเกิด แล้วก็มีการตาย ซึ่งคนเราเกิดมาแล้วก็ตาย แต่ชีวิตเป็นๆนี่แหละยุ่ง ยุ่งเพราะอวิชชา ยุ่งเพราะไม่รู้ ไม่รู้ว่าเราเกิดมาจะจัดการกับตัวเองอย่างไร สิ่งที่จะจัดการมนุษย์คือจิตวิญญาณของแต่ละคน จิตเป็นประธาน มโนปุพพัง คมา ธัมมา พระพุทธเจ้าให้ศึกษาในจิต มโน แล้วจัดแจงจัดการปรุงแต่ง สังขาร ถ้าเราไม่รู้จักการสังขาร อวิชชาจะเป็นตัวจัดการ ที่เขาแปลอวิชชาว่าโง่ คำว่าโง่คำนี้ ไม่ได้แปลว่าไม่รู้การบวกเลข ไม่รู้ว่าจะแกงมัสมั่นอย่างไร ไม่รู้ว่าจะมาสวนลุมฯมาไม่ถูกเป็นต้น _0860618xxx … "ท่านไม่รู้จักทางไป" "สวนลุมฯ" "ไม่เป็นไรแต่ถ้าท่านรู้ทางไป" "สวนธรรม" เพื่อสวนทางอธรรมนั่นแหละคือความยิ่งใหญ่ของพลังประชาธิปไตย พ่อครูว่า … ที่ว่าไม่ร
อ่านต่อ
ู้ว่าเขาด่าเต็มบ้านเต็มเมืองก็ไม่รู้อีก มันย ิ่ งกว่ามหาอวิชชานะ ไม่เชื่อว่าเขาไม่รู้ แต่ใช้หน้าทนเอานะ คนที่จะรับหน้าที่ไปช่วยคนอื่นต้องรู้จัดแจงใจตนได้ก่อน ทำคุณอันสมควรก่อนแล้วจึงพร่ำสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง ช่วยคนอื่นยากกว่าช่วยตนเองให้รอด พระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งสมบูรณ์ที่จิตใจ จิตวิญญาณ คือพลังงานหลักของชีวิต ของสัตว์โลก มันบงการโดยเราไม่รู้ตัว คือตัวจิตที่ถูกตัวสัญชาติ หรือสัญชาตญาณเป็นตัวสั่งการ ตนเองไม่มีสติสัมปชัญญะมาควบคุม จิตคนนั่นแหละที่สั่งการ มันเห็นผิดว่าดีก็ทำ สั่งให้ตนเองทำ บงการให้ตนเองทำ นี่คือจุดที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ความเป็นสัตว์โลก สัตว์เดรัจฉานเราสอนให้เปลี่ยนจิตวิญญาณไม่ได้ เป็นอเวไนยสัตว์ ส่วนคนนั้นก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นอเวไนยสัตว์ สอนไม่ได้ บังคับไม่ได้ ฆ่าก็ตายเปล่า เพราะองค์ประกอบขององคาพยพชีวิต แม้มีร่างกายเต็ม แต่จิตวิญญาณเขามีคุณภาพเท่านั้นเอง เวลาที่เขาจะศึกษาเล่าเรียนก็มีภูมิจำกัด ผู้ที่สนใจเรียนธรรมะต้องรู้ตนเองว่าเราสามารถทำธรรมะระดับโลกุตระ หรือระดับอารยชน คือฟังรู้เรื่องมีธรรมรส เอาใจใส่ ฟังรู้เรื่องแล้วเอาไปทำ นี่คือาริยชน หรือเรียก ศิวิไลซ์ เป็นคนเจริญแท้จริง แต่คนที่ไม่เข้าใจธรรมะที่เยี่ยมยอด คนเราเกิดมาร่างกายก็ต้องตายทุกคน แต่ตอนไม่ตายนี่สิ ต้องมีการสังขาร คนใดไม่เข้าใจสังขาร ผู้นั้นก็อยู่ภายใต้อวิชชา ซึ่งอวิชชามีสังขารเป็นเหตุให้เกิด การเกิดที่สำคัญคืออย่างไร ที่ร่างกายเกิดและก็เจริญแล้วเสื่อมนั้นก็ใช ่ แต่ว่าถึงวาระสุดท้ายก็ต้องตาย และจะเจริญหรือไม่ก็มีเหตุมีระยะของมัน ทุกคนเหมือนกันหมด แต่ส่วนใจนี่คือ ชาติในกาย หรือ “กายในกาย” ที่อยู่ในหลักสติปัฏฐาน 4 เขาก็เรียนกัน แต่มันไม่สัมมาทิฏฐิ คำว่า กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม คือสติปัฏฐาน 4 เป็นหมวดแรกใน โพธิปักขิยธรรม 37 มีหลักจำตัวเลขที่ 4578 4 คือสัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 สติปัฏฐาน 4 5 คือ อินทรีย์ 5 พละ 5 7 คือโพชฌงค์ 7 8 คือ มรรคองค์ 8 ถ้าเข้าใจเนื้อหาสาระก็จะร้อยเรียงกันไปเป็นลำดับ เช่นเมื่อปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 กายในกาย ไม่ใช่กายนอกกาย คำว่า กาย คำนี้ ต้องแก้ไขความเข้าใจของคนไทย คำว่ากายนี้ คนไทยเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับนามธรรมเลย เข้าใจแค่ว่าคือ ร่างกาย แต่ที่จริงกายนั้นต้องเน้นที่นามธรรมเลย คำว่า กายในกาย ต้องมี สัมผัสทางภายนอก เมื่อสัมผัสก็รวมเป็นองค์ประชุมของกาย หรือเรียกว่าสัมผัส โผฏฐัพพะ รวมทั้ง 5 ตัวเรียก โคจรรูป คำว่าโผฏฐัพพะไม่นับอยู่ในรูป 24 เพราะถือว่ารวมอยู่ใน ตากระทบรูป หูสัมผัสเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส แต่ละอย่างก็คือโผฏฐัพพะ ถ้าเอากายไปร่วมก็คือองค์ประชุมของ ตา หู จมูก ลิ้น เราสามารถรู้องค์ประชุมของสัมผัสนอกได้ เช่น หูได้ยินเสียง คุณได้ฟังเสียงอาตมา รูปก็คือเสียงที่ถูกรู้ได้ด้วยหู ตัวเสียงเมื่อได้ยินก็ประชุมลงในจิต ถ้าไม่มีจิตรับรู้เลยเสียงมันจะดังอย่างไรก็ไม่รับรู้เลย หรือแม้ลืมตาดูนี่หูฟัง แต่เราไม่ใส่ใจก็ไม่ได้รับรู้เสียงนั้นเลย เสียงที่เรารับรู้ก็เกิดวิญญาณ แต่ถ้าจิตไม่รับก็ไม่มีวิญญาณ แม้เสียงเข้าหูแต่จิตไม่รับ ไม่ได้เอาอะไรอุดหูเลย คุณไม่ได้ยินเสียงเลย เพราะจิตคุณไม่รับ วิญญาณคือธาตุรับรู้มันไม่รู้ แต่พอมันรู้นี่แหละ จิตวิญญาณที่รับรู้นี่คือ กายในกาย กายนี่คือนามธรรม ถ้าเข้าใจกายไม่ผิดเพี้ยนแล้วนี่ กายคือข้างในที่เชื่อมอยู่กับข้างนอก แม้คุณเป็นอนาคามี คุณก็มีสัมผัสข้างนอก ในกามภพคุณไม่มีกิเลสเลย แม้กระทบสัมผัสทวารนอกกิเลสก็ไม่เกิด รับรู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่มีกิเลสไปปรุงร่วม เหลือกิเลสในรูปภพ อรูปภพ แต่ในนามกาย ตาก็กระทบรูป หูก็กระทบเสียงอยู่ แต่องค์ประชุมทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ไม่มีกิเลสแล้ว จิตวิญญาณก็ทำงานกับสิ่งที่กระทบข้างนอก ไม่มีโลภโกรธหลงก็ไม่มีพิษภัยกับใคร จิตอย่างนี้คือจิตพระเจ้า มีพรหมวิหาร เป็นอัปปมัญญา มีเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา ทำงานช่วยเหลือมนุษยชาติ ศานาไหนที่นับถือพระเจ้า นี่แหละคือพระเจ้าจริง พระอนาคามีมีผัสสะแต่กิเลสเหลือแต่ข้างใน ไม่ได้หลับตา แต่กิเลสที่เหลือคือกิเลสภายใน แล้วปฏิบัติต่อก็ล้างกิเลสขณะลืมตา ทำงานกับโลกอย่างพระเจ้าแต่ไม่สูงสุด ไม่เท่าอรหันต์ ตนเองไม่มีพิษภัย ช่วยโลกได้อย่างแท้จริง จิตอนาคามีก็รู้วิธีกำจัดกิเลสที่เหลือได้ง่ายได้ถูกต้องจนเป็นอรหันต์ การปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ไปนั่งหลับตาทำ ก็ไปปิดทวาร ก็ไม่รู้การปฏิบัติเร ิ่ มต้น จะเข้าบ้านไม่รู้ประตู คุณจะหายตัวเข้าไปได้อย่างไร นี่คือความผิดพลาดที่อธิบายสติปัฏฐาน 4 ผิด กายในกายก็อยู่ข้างใน แต่เกิดจากการกระทบข้างนอก เป็นองค์ประชุม เรียกว่า “กาย” เมื่อเป็นกายในกายก็คือความรู้สึก เป็นธาตุรู้ที่เรียกว่า จิต หรือมโน แล้วแยกเป็นอาการเรียกเจตสิก แล้วเราต้องมีญาณอ่านอาการจิต หรือวิญญาณที่ตาสัมผัสรูปเกิดวิญญาณ...หู...จมูก...ลิ้น...กาย สามารถอ่านอาการจิตที่ไม่มีตัวตนรูปร่าง แต่มีอาการ ลิงค นิมิต ที่เรากำหนดหมายรู้มันได้ ว่านี่คืออาการจิต พอกระทบปรุงปุ๊บมันก็สังขารเลย เสียงนี้น่าฟัง เสียงนี้รู้เรื่อง เสียงนี้ไม่รู้เรื่อง หรือหนักเข้าก็ปรุงว่าไม่ชอบเลยพอฟัง มันก็สังขาร จัดแจงเลย นั่นแหละคือองค์ประชุม ที่คุณชอบหรือไม่ชอบ คือความรู้สึกหรือเวทนา คือองค์ประชุมทั้งนอกและใน เมื่อเรียนคุณก็จะแยกแยะได้ องค์ประชุมของความชอบและไม่ชอบ คืออิฏฐารมย์ อนิฏฐารมย์ มันไหลเลื่อนมาเป็นเวทนา มาถึงชอบและไม่ชอบ แล้วทำไมไม่เหมือนกัน สัมผัสเสียงเดียวกันแต่คนนี้ชอบคนนี้ไม่ชอบ เวทนานี่แหละเกิ ด ชอบหรือไม่ชอบก็คือจิต เสร็จแล้วเมื่อเรียนรู้วิธีปฏิบัติก็ให้เรียนรู้ จิตในจิต จิตในจิต มีสราคะ สโทสะ สโมหะ ให้ล้างมัน ลดมันให้เป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ เรียนรู้ตัวชอบหรือไม่ชอบให้พิจารณาว่าควรชอบหรือไม่ชอบ ถ้าเป็นกามเป็นอบาย เช่น ไปชอบเล่นพนัน ชอบขี้เกียจ เป็นอบาย เราก็รู้เลยว่าตัวที่ชอบไม่ดีนี่คืออาการที่มันชอบมันยึด มันอยากได้ อยากมีอยากเป็น ถ้าได้มามันสมใจ ทีหลังไม่ให้มันฟัง ไม่ให้มันดู ไม่ให้มันได้กลิ่น ไม่ได้ให้มันรับรส มันก็ดิ้น อาการดิ้นคือตัวนรก ต้องจัดการกับตัวนี้ กำจัดตัวนี้ วิธีกำจัดมี ปหาน 5 1 .วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) 2 .ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) . 3 .สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4 .ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) . 5 .นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) เรามาเรียนรู้ว่าเรายังมีผู้ชายก็เรียกว่า “ไอ้โง่” ส่วนผู้หญิงก็คิดเอา เราต้องรู้ว่าเรายังอวิชชายังโง่อยู่ ต้องพิจารณา ถ้าเรารู้แล้วกดข่มก็เพียงชั่วคราวไม่เด็ดขาด แต่ถ้ามีไฟฌาน เป็นไฟปัญญา มีพลังของปัญญามากพอที่จะทำให้ราคะโทสะ ออก เราต้องแยกออกก่อนด้วย แล้วอาการราคะโทสะ มันสู้ไฟฌานเราไม่ได้ มันอ่อนตัว ตามเห็นเลยว่าเราทำให้มันจางคลาย มีวิราคานุปัสสี วิธีพิจารณาคือกิเลสมันไม่เที่ยงไม่คงที่นิรันดร มีเหตุให้มันเกิด ถ้ายังมีเหตุในใจมันก็เกิด ถ้ากระทบแล้วมีเหตุมันจึงเกิด แต่มันไม่เที่ยงไม่อยู่กับเราตลอด เราต้องมีทั้งสมถะและวิปัสสนา ให้มีปัญญาไฟฌานทำให้กิเลสมันจางคลาย เรียกว่ามีวิราคานุปัสสี ต่อมาจาก อนิจจานุปัสสี นี่คือสติปัฏฐานในขณะเป็นๆมีชีวิต ลืมตาปฏิบัติ มีทวารรับวิถีทั้งหมด ตรงกับมรรคองค์ 8 ที่ทำงานทำการมีกระทบสัมผัสอยู่เป็นปัจจัย จะเก่งสติปัฏฐานไม่ใช่แค่นั่งหลับตาปฏิบัติเท่านั้น เมื่อทำให้มันวิราคานุปัสสี แล้วทำให้กิเลสดับก็เรียกว่า นิโรธานุปัสสี อย่างเห็นๆรู้เลยลืมตารับสัมผัส ไม่ใช่แบบอสัญญี ไม่รู้เรื่อง ดับปี๋ ที่ไม่ตรงกับคำสอนพระพุทธเจ้าเพราะไม่มีกาย การปฏิบัตินั่งหลับตาไม่มีกาย แต่อย่างลืมตานี้ดับได้อย่างเห็นๆ ทำได้เก่งเป็นสมุจเฉทปหาน จะได้ชั่วคราวก็ตาม จนได้เก่งขึ้นเรื่อยๆก็ทำซ ้ำ เรียกปฏิปัสสัทธปหาน ทำได้สำเร็จสลัดหมดได้ แตะปั๊ปก็กิเลสไม่มีเรียก นิสสรณปหาน ต้องแยกแยะตัวอกุศลจิตที่เราจะดับ แล้วก็จะเหลือกุศลจิตที่สะอาด สจิตตปริโยทปนัง เอากิเลสออกได้ กายของคุณก็กลายเป็น กายกัมมัญญตา ในขณะปฏิบัติสมาธิคือทำมรรค 7 องค์ เรียก กัมมันตา เป็นการงานที่เหมาะควร สุดท้ายก็เป็นกัมมัญญา เป็นกัมมัญญตา หรือเรียกอีกคำว่า กายปาคุญญตา หรือ ก า ย กัมมัญญตา เป็นความแววไวคล่องแคล่งขององค์ประชุมนามธรรม ที่ทำได้ดีได้เร็วเป็นมุทุภูตธาตุ เป็นองค์ธรรมของจิตที่ไปสู่ฌานที่สูงขึ้นแม้อุเบกขาเฉยต่อเหตุภายนอก เหตุภายในเราฆ่าตายหมด แม้ภายนอกมีกระทบแต่ก่อนเรามีกิเลสเกิดในสัมผัส แต่เมื่อฆ่าเหตุภายในแล้วกระทบอย่างไรก็ไม่เกิดกิเลส คนพ้นอวิชชาแล้วก็เร ิ่ มล้างเหตุแห่งกิเลสได้ จะมาจากเหตุทางทวารนอก กิเลสก็ไม่เกิด นี่คือนิโรธของพุทธ ความดับสนิทของพุทธ ต่างจากการนั่งหลับตาทำดับ เป็นอสัญญีสัตว์(สัตว์ข้อ ๕ ของสัตตาวาส ๙) ต้องกำหนดรู้กาย และต้องมีสัญญาที่สัมมทิฏฐิ ธรรมในธรรม คือผลธรรม ถ้าดับได้สนิทคือนิโรธ คือได้นิพพาน เป็นนิโรธแท้สัมบูรณ์ แล้ว สัมมัปปธาน 4 มี 1 .สังวรปธาน (เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น) 2 .ปหานปธาน (เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว) 3 .ภาวนาปธาน (เพียรสรรสร้างให้กุศลเกิดขึ้น) 4 .อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญขึ้นเรื่อยๆ ไม่ให้เสื่อมลง) ก็คือปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 นี่แหละ คุณต้องทำในตัวเลย พระพุทธเจ้าเรียบเรียงไว้ ปธานแปลว่า เพียร คุณก็พากเพียรปฏิบัติ เป็นมหาสติปัฏฐานที่มีอานาปานสติเป็นองค์รวมเดียวกัน ไม่แยกกัน ใครแยกปฏิบัติก็ซวย เมื่อรู้จักสัมมัปปธาน 4 ก็ทำต่อ ด้วยความเพียรอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อ่านทุกเวลาปฏิบัติ อิทธิบาทต้องเป็นยาดำที่ใช้ทุกอย่าง เพราะถ้าไม่มีอิทธิบาทก็ไม่สำเร็จ ฉันทะอยู่ในแสงอรุณ ๗ อยู่ในมูลสูตรข้อที่ 2 เป็นการจัดแจง ทำให้ใจเราสะอาดจากกิเลส เมื่อปฏิบัติได้ผลก็จะมี อินทรีย์ 5 พละ 5 แล้วจะมีตัวองค์แห่งสัมมาทิฏฐิที่เป็นอนาสวะเกิด คือการสร้างสัมมาสมาธิ คือต้องปฏิบัติมรรค 7 องค์ เป็นเหตุให้เกิดสัมมาสมาธิ เมื่อปฏิบัติก็จะมีโพชฌงค์เกิด ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 คือสัมโพชฌงค์ มีสติที่จะพาไปสู่การตรัสรู้ โพชฌงค์คือการตรัสรู้ กิเลสจะลดได้ต้อง มีธัมวิจัย เช่นวิจัยว่า ถ้าเรารีบรวบรัดเอาเข้าสภา แล้วเรามีส.ส.มากกว่า ก็เอา Majority rule ยกมือชนะก็ทูลเกล้าแล้วบอกว่าชนะ นี่ไม่ใช่ธัมวิจัย คุณก็วิจัยอย่างอำนาจโลกๆ แต่ที่ อาตมา อธิบายนี้เป็นอำนาจธรรม คุณก็วิจัยลงในสติปัฏฐาน 4 อะไรเป็นกิเลสก็กำจัด เป็นปหานขั้นไหน คุณจะเห็นจริงถ้าปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอน กระทำได้ก็เกิด สัมมาทิฏฐิ 6 ที่เป็นอนาสวะ ของ พระอาริยะ (ทิฐิรอบในที่พัฒนามีกำลังเข้าโลกุตระมากแล้ว) 1 .ปัญญา-รู้เห็นจริงตามสัจจะของจริง (ปัญญา) 2 .ปัญญินทรีย์ (ปัญญินทริยัง) 3 .ปัญญาพละ (ปัญญาผลัง) มีพลังงาน static แฝง 4 .ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ (ธัมมวิจัยสัมโพชฌังโค) 5 .ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ทิฐิรอบในที่เจริญขึ้น 6 .องค์แห่งมรรค (มัคคังคะ) มีพลังงาน Dynamic แฝง ที่ได้นี่มีค่าสูงกว่าเพชรนะ ถ้าทำได้ผล คุณจะทำตลอดไม่กินไม่นอนเลยนะไม่ต้องเชื่อใครแม้แต่อาจารย์แต่เชื่อผลที่เราทำได้จะมีกำลังของศรัทธาเป็นสัทธินรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ก็ย ิ่ งจะเกิดสูงขึ้นๆ จนจบก็เป็น สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ เกิดจากมรรคองค์ 7 และโพชฌงค์ 7 มีธัมวิจัย ทำให้เกิดนิโรธ ทำมรรคทั้ง 7 องค์สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิอย่างมั่นคงแข็งแรง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ทำให้มีผลเกิดฌาน 1 ก็มีปีติสัมโพชฌงค์ ทำต่อไปก็จะเกิดความสงบคือปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ไม่ใช่สงบอย่างสมาธิหลับตา จะมีความคล่องแคล่วว่องไวของนามกาย มีกายปาคุญญตา กายสักขีต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย พระพุทธเจ้าจึงจะยอมรับเป็นอาริยบุคคล อย่างบางลัทธิแก้ผ้าโทงๆเดินมาในเมือง มีสาวๆไปจูบจู๋ฤาษีไม่มีกระดิก พวกฤาษีของอินเดียเขามีกายสักขี แต่พระพุทธเจ้าไม่รับรองเป็นอรหันต์ ต้องมีกายสักขีทำตามลำดับขั้น ไม่สะกดข่ม จิตไม่มีมุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต ไม่เป็นการปฏิบัติฌาน ไม่มี อุเบกขา ที่มีคุณสมบัติ 1 .ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5 ) 2 .ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3 .มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 4 .กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงานอันไร้อคติ) 5 .ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) ในข้อที่จะเกิด ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ นั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ 6 ที่เป็นอนาสวะ ของพระอาริยะ ต้องปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ อย่างลืมตาทำมรรคทั้ง 7 องค์ให้เกิดสัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิที่อยู่ในองค์ 6 นี่จะเจริญเป็นปฏิภาคสัมพัทธ์ทวี เป็น Procession หรือ Processing ยืนยันว่าธรรมะมีความสัมพันธ์ทวนไปมาซ้อนไปมาสูงขึ้นๆ ต้องรู้ว่าอาการอย่างนี้คือศรัทธา อย่างนี้คือวิริยะนะ แม้ศรัทธาน้อยหรือมากก็ต้องแยกแยะรู้ วิริยะมากหรือน้อยก็ต้องรู้ได้ว่า มันมีน้ำหนักแตกต่างกันนะ หมวดไหมขึ้นด้วยศรัทธาก็จะจบด้วยปัญญา เช่น ศรัทธาเป็นตัวน ิ่ งหรือศักย์ ส่วนวิริยะเป็นพลังงานเคลื่อนไหวเป็นพลังงานจลน์ ยกตัวอย่างอธิบายชัดๆ ส.เพาะพุทธว่า … ศรัทธาเป็นฐาน ส่วนปัญญาจะต่อยอดไปใช่ไหม พ่อครูว่า...คันศรเป็นศรัทธา วิริยะคือสายศรและลูกศร สติเป็นตัวรู้ ปฏิบัติ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ได้ผลก็สั่งสมเป็นจิต อัปปนา(แน่วแน่) พยัปปนา(แนบแน่น) เจตโนอภินิโรปนา (ปักมั่น) สมาธิคือจิตตั้งมั่น สติคือตัวรู้ตัวทำงาน เช่น ลูกข่าง ย ิ่ งเร็วยิ่งน ิ่ ง มีมุทุภูตธาตุ นี่คือคุณสมบัติสมาธิพุทธ ย ิ่ งเร็วยิ่งนิ่ง ย ิ่ งลูกข่างวิ่งหมุนเร็วจะยิ่งน ิ่ งมากยิ่งขึ้น ต้องมีทั้งตัวเคลื่อนไหวและตัวเสถียร จะต่อด้วย สัมมาสังกัปปะ 7 สำคัญมาก หากคุณไม่สามารถอ่านเข้าไปรู้ว่าทั้ง 7 ตัวนี้คืออะไร 1 .ความตรึก (ตักโก) 2 .ความตรึกอย่างแรง (วิตักโก) 3 .ความดำริ (สังกัปโป) --> (เป็นปุญญาภิสังขาร) 4 .ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ (อัปปนา) 5 .ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ (พยัปปนา) 6 .ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ (เจตโส อภินิโรปนา) 7 .ความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) ข้อ 1 2 และ 3 คือลักษณะของพลังงานจลน์ เป็นตัววิ่ง จิตที่สัมผัสแล้วจะรู้องค์รวม ต้องมีญาตปริญญา แยกแยะออกว่ามีกิเลสปนไหม แยกแยะองค์รวมของจิตได้ มันจะเกิดตักกะ จิตที่รับมาเป็นองค์รวมก้อนๆนี่มันมีสังขารไหม เป็นอวิชชาไหม แล้วเราจะให้เกิดความรู้หรือวิชชาอย่างไร เห็นตัณหาจับตัณหา(ตัวเคลื่อนไหว)ได้ ซึ่งก็คือตัวเดียวกับอุปาทาน(ตัวนิ่ง) ถ้าฆ่าตัณหาได้ก็กำจัดอุปาทานได้ ฆ่าตัณหาก็ดับสมุทัยหรือเหตุของทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท ให้รู้ว่ามันมีกามหรือพยาบาทหรือวิหิงสา(ตัวละเอียดของกามหรือพยาบาท)มาปรุงแต่งร่วมด้วยหรือไม่ ในองค์ธรรมแรกคือ วิตก(รู้ไตรตรอง) รู้พฤติกรรมว่ามันมีเหตุต้องวิจัยแยกแยะที่มันดำริขึ้นมาหรือตักกะขึ้นมา ส่วนวิตักกะ คำว่า วิ คือตัวสังเคราะห์วิจัยวิจาร อ่านกิเลสออก กำจัดได้ วิ คำนี้ก็เป็นแปลว่า เก่ง ยอด หรือแปลว่าไม่ก็ได้ คือดับกิเลสได้ จิตก็หมดกิเลส คือหมดจากกาม พยาบาทได้ จิตก็เป็นจิตปัญญาที่สะอาด แล้วจะทำงานผ่านด่านจิตเจโตที่ตั้งมั่นแข็งแรง คืออัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา(จิตตั้งมั่นระดับสูง) แข็งแรง อยู่กับกรรมการงานการประกอบอาชีพ เมื่อกำจัดกิเลสได้ ก็จะเป็นวจีสังขาร ที่ไม่มีกิเลส ตัวปัญญาก็เหมือนต้นห น ส่วนอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นต้นกล ถ้าปัญญาคือต้นห น มีกำลังเท่าไหร่ก็สั่งให้ต้นกลส่งออกไป ถ้าปัญญาแรงแต่ไม่มีแรงส่งออกคือต้นกล เรือก็ส่งออกไม่ไปก็หมดแรง คือตัวรู้กับตัวแรงต้องช่วยกัน มันมีตัวอนุโลมปฏิโลมด้วย ตัวอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มีปัญญาอยู่ในนั้นด้วย ก่อนจะออกเป็นวจีสังขาร ส.เพาะพุทธ...วันนี้เราได้เรียนรู้ลักษณะของภาคปัญญาและภาคเจโต ที่ต้องช่วยกันทำงาน ทั้งกัปตันต้นห น และต้นกล คือเจโตมีความพอเหมาะพอดี เรือก็จะไปด้วยดี พ่อครูว่า...ต้องมีสัดส่วนพอดี จึงได้ผล พ่อครูใช้การประมาณว่าควรได้ผลมากกว่า 70 เปอร์เซนต์ก็จะทำ ต้องมีสัปปุริสธรรม 7 สรุป สังกัปปะ 7 คือสนามรบใหญ่ของนักปฏิบัติธรรม จะต้องรู้จักทั้งภาคปัญญาและเจโต ช่วยกัน ไม่ใช่ทำดับสะกดจิตอย่างเดียว ตัวปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิจะได้ปัญญา และจะได้จิตสงบเพราะดับกิเลส ไม่ใช่ไปสะกดจิตให้นิ่งสงบอย่างไม่มีปัญญา ส่วนความสงบของพุทธคือกิเลสตาย จับได้ถูกตัว ทำให้มันจางคลายและดับสนิท ตั้งมั่นแข็งแรง ศัตรูหายไปไม่กล้าสู้เลย ลูบหัวล้านผีนรกได้เลย ผีนรกยอมแพ้ แล้วใช้กิเลสเป็นพลังงานดี ในตัวความต้องการหรือเจตนาเป็นตัวทำงานด้วย ใช้ช่วยคนอื่นเป็นความต้องการที่ไม่มีตัวร้ายคือกิเลสแล้ว พระพุทธเจ้ามีวิภวตัณหา เป็นอากังขาวจร ก็ได้ จบ