570604-12รวมเทศน์พ่อครูอโศกรำลึกฉลอง 80 ปีไม่มีแก่.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570604_พ่อครูเทศน์เปิดงานอโศกรำลึกฉลอง 80 ปีไม่มีแก่ ที่เฮือนศูนย์ฯ วันที่ 4 มิถุนายน 2557 ที่บวร ราชธานีอโศก วันนี้วันที่ 4 มิ.ย. 2557 ตอนนี้เราเริ่มต้นงานฉลองถือว่า ฉลองใหญ่ เป็นการฉลองที่ควบกับงานอโศกรำลึกครั้งที่ 33 แล้วอาตมาก็เลยผนวก หลังจากไปเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับสังคมไปเยอะ ก็เลยให้พวกเราทำการสันทนาการพักผ่อนกัน ให้มีอะไรสัมพันธ์สังคม เป็นสันทนาการที่อบอุ่นผ่อนคลายก็เลยผนวก งานอโศกรำลึกที่เคยจัดกัน 5 วัน งานนี้เลยคิดว่าจะฉลองใหญ่
วันที่ 4 ที่จริงครบ 80 ปีเต็มของอาตมา เพราะอาตมาเกิดวันที่ 5 พอถึงวันที่ 4 ก็ชนรอบครบ 80 ปีเต็ม ถ้าพรุ่งนี้วันที่ 5 เป็นวันเกิดก็เริ่มวันที่ 1 ของอายุ 81 แล้ว ก็เลยผนวกงานวันที่ 4 และ 5 มาในงานนี้ด้วย จาก 7 วันก็เลยมาเป็น 9 วันเต็มเหนี่ยวเลย
เดิมเราจะเริ่มต้นงานเวลา 9.00 น. แต่มันเริ่มช้า ไปเริ่มเอา 9.07 น. ในครั้งที่ 33 ( 3 คูณ 3 ก็คือ 9 ) วันนี้อาตมาก็ตั้งใจจะพยายามจะบอกกล่าวถึงความตั้งใจของตน ทำไมถึงมีเจตนาที่จะยืนยาวชีวิตนั้นหนึ่ง แล้วทำไมถึงจะ 80 ปีไม่มีแก่? ก็เลยฉลองซะเลย ฉลอง 80 ปีวิชิตชัย
วิชิตชัย แปลว่า ผู้ชนะ อาตมาเป็นผู้แพ้มาตลอด แม้ทุกวันนี้ก็ยอมแพ้ ไม่คิดจะชนะใครหรอก แต่ที่ตั้งชื ่ อว่า 80 ปีวิชิตชัย มันเหมือนกับเป็นการย้อนแย้ง อาตมาแพ้มาตลอดแล้วทำไม 80 ปีมาบอกว่า วิชิตชัย เป็นภาษาที่เป็นการย้อนแย้งเรียกว่า ปฏินิสสัคคะ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน
สภาวะความหมุนรอบเชิงซ้อน อาตมากำลังขยายความเอามาบรรยาย ในนสพ.เราคิดอะไร ตอนนี้อาตมาเปิดคอลัมน์ "เปิดโลกบุญนิยม" ก็พยายามอธิบายถึงคำว่า บุญ
บุญ เดิมเป็นภาษาบาลี จากคำว่า ปุญญฺ มาเป็นไทยเป็นคำว่า บุญ ตระกูลเดิมคุณปู่คุณทวดคือ ปุญญฺ เป็นรากเดิมที่มีความหมายลึกซึ้งมาเป็น
อ่านต่อ
โลกุตระ ซึ่งเป็นคำที่ต่างจากคำว่า กุศล
กุศล นั้นเป็นโลกียะ แต่กุศลมีขั้นสู่โลกุตระสุดจบได้เหมือนกัน รวมความดีงามไว้หมด ทั้งโลกีย์โลกุตระ
ส่วนคำว่า บุญ หรือ ปุญญฺ เป็นภาษาที่ตรงข้ามกับคำว่า บาป
คำว่า บาป มันคือกิเลส ผู้ใดไม่หมดบาปก็คือ ผู้ที่ชำระบาปไม่หมด ก็ต้องรับวิบากบาป วิบากซึ่งเป็นอดีตต้องรับ แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ววิบากบาปก็ยังเหลือ วิบากบาปที่เป็นอดีตนั้น ไม่มีวันหมด จนกว่าจะปรินิพพาน หรือปริโยสาน(ครั้งสุดท้าย) หมายความว่า ตายครั้งสุดท้ายเป็นการตายอย่างนิพพานรอบ (ปริ แปลว่า รอบ) ตายอย่างสิ้นรอบไม่เหลืออะไรเลย จบสิ้นไม่มีอะไรเกิด ค้างหรือเหลืออีกเลย
นิพพาน คือ กิเลสตาย แต่ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่บางทีคำว่า ปรินิพพานเขาก็ไปเรียกตายในครั้งคราวของชีวิตเขาก็เรียกเหมือนกัน พระอรหันต์ตายแต่ละครั้งก็เรียกว่า ปรินิพพาน แต่พระอรหันต์ตายไปแต่ละครั้ง ถ้าท่านไม่ตั้งจิตต่อภพภูมิอรหันต์ทุกรูปก็ต้องตายเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายสูญ แต่ถ้าตั้งจิตต่อภพภูมิ ก็ไม่ปริโยสาน
ทีนี้คำว่า ปฏินิสสัคคะ ที่อาตมาพูดเมื่อกี้นี้เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน เป็นคำที่จะได้ขยายความอธิบายสู่ฟังในงานนี้ โดยเฉพาะคำว่า บุญกับกุศล คนเรานี่ยังไม่เข้าใจละเอีอดละออในภาษาที่สื่อชัดๆ มันก็เพี้ยนมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ มันเพี้ยนจนกระทั่งทำให้ศึกษาแล้วทำให้พยัญชนะ มันไม่สื่อสภาวะ
คำว่า บุญ ปัจจุบันนี้เพี้ยนไปแล้ว มันปนเปคำว่า กุศล กับ บุญ ก็เลยไม่ชัดเจน ไม่คม ไม่แม่น ไม่ลึก ไม่ถูกต้อง แล้วก็เพี้ยนไปๆ สัจธรรมก็ยิ่งเลอะ
ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นความครบพร้อมในความเป็นมนุษย์ ครบพร้อมในความเป็นสังคมมนุษยชาติ แล้วมีส ิ่ งทรงไว้เป็นรูปธรรม ทั้งรูปธรรมเป็นองค์ประกอบทั้งหมดที่สัมผัสได้รู้ได้ ผู้มีจิตวิญญาณ มีประสาทก็รับรู้ได้ สัตว์เดรัจฉานก็รู้ได้ คนก็ยิ่งรู้ใหญ่เลย แต่สัตว์เดรัจฉาน รู้ตามภูมิของมัน มันมีภูมิธาตุรู้เฉลียวฉลาดเท่านั้น แต่คนนี่รู้ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานได้เยอะ และมียกระดับไปสู่อาริยบุคคลได้ เป็นคนที่มีภูมิอีกชั้นหนึ่ง ชั้นที่สามารถมีจิตที่เข้าไปสู่ระดับโลกุตระ
ระดั บ โลกุตระ คือ จิต คือ มีปัญญารู้จักจิตเจตสิก รู้รูปนอกและรูปภายใน รูปของจิตเจตสิก ทั้งที่เกี่ยวข้องกับมหาภูตรูปเกี่ยวข้องกับดิน น้ำ ไฟ ลม สัมผัสแล้วก็เกิดธาตุรู้ คือ วิญญาณ ปรุงร่วมกันเข้าไปเรียกว่า "กาย" หรือ "กาโย" ประชุมกันทั้งนอกและใน
ปรุงกันแล้วก็จะเกิดสภาพที่เป็นกาย ถ้ากายนอกก็ เช่นอย่างอาตมา รู้จักหมากต้อง ภาษาอีสานเรียก หมากต้อง ภาษากลางเรียก กระท้อน คำว่า ต้อง นี่หมายถึง สัมผัส แตะต้อง เมื่อมีการแตะต้องสัมผัส ถูก ก็หมายถึง สัมผัสถูกจริง ถ้ามันไม่ได้ถูก ไม่ได้สัมผัส มันก็ไม่มีหรอก ถ้ามีก็เอาความจำ
อย่างขวดกับกระท้อนนี่ มันไม่มีจิตวิญญาณ แม้สัมผัสแตะต้องกัน จากพรากกันแล้วก็ไม่รับรู้ว่า มันสัมผัสกัน เพราะมันไม่มีธาตุรู้มาทำงาน แต่สัตว์เดรัจฉานก็ตาม คนก็ตาม มีสัญญา มีความจำ แม้แต่พืช มันก็มีความจำ แต่เอาเถอะ จะไม่ลงรายละเอียดถึงขั้นพืช พีชนิยาม เอาแต่แค่จิตนิยามของคน หรือ สัตว์
สัตว์มีความรู้สึก มีอารมณ์ มีเวทนา สัญญา สังขาร สามอย่าง แต่พืชมีแค่สัญญากับสังขาร ไม่มีเวทนา ไม่มีอารมณ์ไม่มีความรู้สึก ก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มันไม่มีชังไม่มีชอบ มันไม่พยาบาท มันไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีหลง มันจึงไม่ทุกข์ ไม่มีวิบาก ไม่ยึดไม่ถือ ไม่พยาบาท ไม่ดูดไม่ดึง มันมีแต่พลังงานทางอุตุที่มันใช้งานเป็นพลังงานทางฟิสิกส์ พลังงานดูดผลัก เท่านั้นเอง พลังงานทางฟิสิกส์ ทำการสลายหรือสังเคราะห์ตัวหรือสังขารพลังงานของพืชมันมีเท่านั้น
ส่วนพลังงานของสัตว์ หรือจิตนิยามของสัตว์หรือคนมันมีเวทนา ดูดดึง และผลัก แล้วก็ยังยึดอยู่อีกต่างหาก สัตว์ก็ยึด คนนี่ยิ่งอภิมหายึดเลย ยึดมั่นถือมั่น ยึดกันไม่ปล่อยไม่วาง จนกระทั่งวางไม่เป็น สัตว์มันก็วางไม่เป็นอยู่แล้วล่ะ ยิ่งมาเป็นคนแล้วยิ่งหนักกว่าสัตว์อีก ยึดมั่นถือมั่น จึงต้องมาเรียนเพื่อวาง เรียนเพื่อปล่อย เรียนเพื่อรู้ว่าพลังงานที่มันไม่วางเป็นอย่างไร? พลังงานที่มันไม่ปล่อยเป็นอย่างไร มันไปหลงยึดเอา มันยึดอย่างไร เป็นต้น
นัยความละเอียดลึกซึ้งพวกนี้ อาตมาที่เอามาพูด เอามาบรรยายมาบอกให้พวกเราฟังได้ ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะรู้ไม่มาดูในตำรา ชาตินี้อ่านตำราแล้วเข้าใจรู้ได้จากตำราแล้วเอามาอธิบาย ไม่ใช่ อาตมาไม่ได้เป็นเช่นนั้น หรือแม้แต่คุณไปเข้าใจอย่างนั้นแล้วจะไปทำอย่างนั้น จะไปอ่านตำราแล้วมาอธิบายอย่างอาตมาจ๋อยๆ เป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็น วิสัย เป็นเรื่องที่จะต้องสร้างสม ให้มันเกิดอยู่ เกิดอยู่เรียกว่า สย
ให้เกิดอยู่ เกิดเป็นภูมิรู้ ให้รู้จิตตนเอง แล้วสามารถมีปัญญารู้ด้วย ในจิตก็มีอาการต่างๆให้รู้ และอาการต่างๆมีจริงด้วย มันมีอาการยึดจริง ยึดอย่างนี้มันมีอาการอย่างไรก็รู้ว่าเป็นอย่างไรด้วย ซึ่งเป็นความลึกซึ้งในธาตุรู้ของมนุษย์นี่ ก็จะต้องมาศึกษา เมื่อศึกษาแล้วก็จะรู้ว่า อะไรควรยึดไม่ควรยึด เมื่อเราสามารถปล่อยเป็น วางเป็น ยึดก็ยึดเป็น วางก็วางเป็น วางเก่ง จนเก่งที่จะยึดก็ได้ไม ่ ยึดก็ได้ พลังงานทางจิตที่มันสุดวิเศษ
คนที่สามารถเรียนรู้ จิตที่มันเป็นแล้วมันก็ขจัด ชำระออก ให้เป็นบุญ (ปุญญฺ) นี่แหละ คือ ล้างออก ชำระออก เมื่อมันออกแล้ว มันก็ไม่มีในจิตใจ มันออกได้ มันไม่มีในจิตใจจริงๆ แต่ก็ยังจำได้ จำได้ว่ามันเคยมี นอกจากจำได้ว่าเคยมีแล้ว เรายังระลึกคืนขึ้นมาอีกได้เป็นความจำมารู้อีกได้ แต่ความจริงเราวางเป็นแล้ว เราวางเป็นแล้ว จนกระทั่งที่เราไม่ดึงออกมา มันก็ไม่ออกมา นี่คือความลึกซึ้งของพลังงานทางจิต จิตนิยาม
คนที่ได้เรียนรู้ฝึกฝนส ิ่ งที่เรียกว่า "ธรรมะ" ภาษารวมๆเรียกว่า ธรรมะ ภาษาพวกนี้ พยัญชนะพวกนี้ แม้แต่คำว่า บุญกับกุศล ที่อาตมาจะได้เอามาบรรยายในงานนี้ ต้องตั้งใจฟังดีๆเถอะ เราจะเข้าใจแล้วเราจะเข้าใจจะได้ชัดเจนว่า อันนี้บุญ อันนี้กุศล ไม่ต้องทำอะไรมันมาก เพราะ กุศลนี่เป็นเรื่องดี แล้วเรื่องดีนั้น เป็นเรื่องโลกๆนี้ไม่มีก็ได้มีก็ได้ แต่ว่า บุญ นั้น ให้รู้เลยว่า ต้อง ไม่ให้มี บุญที่สุดแห่งที่สุดนี่คือ ไม่มี แต่โลกเอามาใช้กันอย่างฝั่นเฝือว่า คนต้องได้บุญ ต้องมีบุญ ต้องเอาบุญ บุญก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ว่าเอา แต่จุดสำคัญคือบุญต้องไม่มี ต้องหมดบุญ พระอรหันต์นี่คือผู้หมดบุญแล้ว ยิ่งพระพุทธเจ้าก็ยิ่งไม่มีบุญเลย มีแต่บารมี คนไม่รู้ก็เลยเอาไปปนกันใหญ่เลย ว่าเป็นบุญบารมี พระพุทธเจ้านั้นเป็นผู้ไม่มีบุญแล้ว พระอรหันต์ก็หมดบุญหมดบาปแล้ว เรียกว่าเป็นคน ปุญญฺปาปปริกฺขีโณ ไม่มีแล้วไม่เหลือแล้ว คือเป็นคนหมดบุญหมดบาปแล้ว เร ิ่ มต้นตั้งแต่พระอรหันต์ไปก็หมดสิ้นบุญ บาปแล้ว
แค่เรื่องนี้ ความหมายเรื่องนี้ ความหมายลึกซึ้งมาก แต่คนฝั้นเฝือ ทุกวันนี้ใครเองไม่อยากได้บุญ ยกมือ(อยากได้ทุกคน) แต่บุญคือความให้หมดไป แล้วอยากได้มามันเป็นไง มันก็เลยไม่ต้องได้บุญกันพอดี เพราะเข้าใจบุญกลับกัน เป็นความลึกซึ้งซับซ้อนที่ยาก ทุกวันนี้คนก็เลยค้าขายบุญกัน เขาเอาบุญบาปมาค้าขายกัน โดยไม่รู้ว่า บาปคืออะไร บุญคืออะไร แต่ละวัดๆก็ขายบาปกันน่าดู คนก็ไปอุดหนุนกันจังเลย ซื้อบาปกันเต็มไปหมด อาตมาพูดนี่ดูน่ากลัว เหมือนไปว่าเขา นี่คือสภาพที่ไม่รู้จักสัจจะความจริง
คำว่า บุญ อาตมากำลังขยายความคำว่า บุญ เพื่อให้เข้าใจถึงสัจจะของคำว่า บุญ ให้ลึกซึ้ง ให้รู้จักสาระสัจจะที่แท้จริง เราจะได้ปฏิบัติคำว่า บุญ จะได้เป็นคนที่จะใช้ภาษาคำว่า "ได้บุญ" ได้ถูกต้อง
ถ้าเข้าใจแล้วเราก็จะไม่ได้ส ิ่ งที่ไม่ควรได้ กลายเป็น บุญ ถ้าเราไม่ได้สิ่งที่ไม่ควรได้ ใช่ไหม? เราไม่ได้สิ่งที่ไม่ควรได้เราก็ได้บุญ แต่ถ้าไปได้ส ิ่ งที่ไม่ควรได้ก็ได้บาป
ภาษานี่จะสื่อสภาวะที่ละเอียดอ่อนว่า สังคมเราเป็นสังคมที่ชื่อ บุญนิยม คำว่า นิยม แปลว่า เที่ยง หรือ มานิยมชมชอบ เมื่อเราได้มาแล้ว เราก็เอาไว้ให้เที่ยง เพราะสิ่งที่เรานิยมชมชอบ เราก็ต้องการให้อยู่กับเราตลอดนิรันดร ยิ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ส ิ่ งดีที่สุดที่จะให้อยู่กับเราไปตลอด คือความสูญ คือความหมดบุญ (ฟังให้ดี งานนี้จะต้องฟังธรรมให้สูง ให้เข้าหูและเข้าใจให้ได้ ถ้าฟังไม่ดี หูหัก ฟังไม่เข้าใจ หูหักเลยงานนี้ ) เป็นเรื่องทวนกระแสหมุนรอบเชิงซ้อนที่ลึกซึ้งหลายชั้น ก็ตั้งใจฟังให้ดีๆในงานนี้เป็นงานพิเศษ
อาตมาจะเทศน์ เปิดยุคบุญนิยม ที่เปิดยุคบุญนิยมก็เพราะพวกเราชาวอโศกมีบุญกันบ้างแล้ว มีแต่ภาษาย้อนแย้งเป็นสภาวะปฏินิสสัคคะ มันทวนย้อนแล้วมันมีหรือไม่มีกันแน่วะ พวกเรามีบุญกันบ้างแล้ว แต่ที่จริงเราไม่มีกิเลส คำว่าบาป คือกิเลส เมื่อเราล้างบาปได้ เราก็ได้บุญ เราล้างบาปออก หรือล้างกิเลสออก คือเราได้บุญหรือหมดบุญ บุญก็ไม่มีแล้วเราบอกว่าได้ คือได้ส ิ่ งที่ไม่ได้ ได้ในสิ่งที่สูญ ฟังดีๆ เร ิ่ มหูหักไปเรื่อยๆตามลำดับ
เมื่อเราเป็นชาวพุทธ ที่รู้จักบุญ แล้วทำการชำระกิเลส เมื่อได้ชำระกิเลสได้บ้างเราก็มีบุญ ได้บุญ เพราะเราได้ล้างบาปออกไป บุญคือการเอาออกไป ชำระ สันตานัง อุ นาติ วิโสเ ธ ติ ภาษาบาลีท่านนิยามคำว่าบุญอย่างนี้ คือการชำระกิเลสในสันดานให้หมดจด (วิโสเ ธ ติ แปลว่า ความสะอาดสะอ้าน หมกเกลี้ยงหมดจด) สันตานังคือ สันดาบ สิ่งที่ต้องล้างออกคือตัวกิเลส อนุสัย
เมื่อเราเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า อย่างสัมมาทิฏฐิ สามารถรู้จักความจริง รู้จักจิตเจตสิก รู้ธรรม อธรรม อ่านจิตเป็น อย่างที่เรียกว่าแม้มีปฏิภาณไม่ชัดแต่รู้อาการอารมณ์ พอทำกิเลสออกได้ แม้มันจะออกได้ชัดเจนหรือไม่ชัดเจน ก็แล้วแต่คนเอาออก แต่เพราะออกได้จริงๆ บางคนไม่ออกหรอกแต่กดข่มไว้ มันก็ยังดี มันไม่ออกมาทำงาน แต่ยิ่งทำได้ชำระได้ ล้างไปได้ เอาออกไปได้ เรียกว่า เนกขัมมะ(เอาออกหรือออกจาก)ได้ ก็ออกได้จริงๆ เมื่อออกหมดแล้ว เราก็มีจิตสะอาด จิตใส จิตบริสุทธิ์ จิตจะมีปัญญารู้โลกุตระ รู้ความจริงตามความเป็นจริง ส ิ่ งที่ถูกมอมเมามาจะหลุดไปเรื่อยๆ ล้างไปเรื่อยๆ จิตจะรู้ความจริงตามความเป็นจริง รู้สาระสัจจะ ความจริงที่ดีที่สุด ที่แท้ที่สุดมันมีอะไรบ้าง อะไรเกินเฟ้อก็ล้างออกๆ จนล้างความเฟ้อออกจากจิตหมดแล้ว เป็นพระอรหันต์ ซึ่งรู้ไม่ ง่าย ใ นหมู่พวกเรามี อ รหัตตผล ที่ปฏิบัติธรรม มีอรหัตตผล คือมีความเป็นความไม่ลึกลับ อรหะ ,อรหัตตา ,อรหัตตผล มันไม่ลึกลับในอัตตานั้น อัตตานี่แหละคือความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกู มันหลงติดทั้งกิเลส ทั้งอารมณ์ ส ิ่ งที่มันเฟ้อเกิน ที่เราต้องล้างออก ล้างออกมันก็ไม่มีอัตตา
เราล้างมัน ขจัดมันด้วยวิธี วิธีของเราก็ชัดเจน มีวิธีการที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนมา วิกขัมภนปหาน ตทังคปหาน สมุ จ เฉทปหานได้ จนปฏิปัสสัทธิปหาน จนถึง นิสสรณปหาน ในปหาน 5 ก็ล้างเกลี้ยงออกไปหมด
อันใดที่พวกเราสามารถล้างได้ อย่างพวกเรานี่ล้างออกจากที่ตื้นสุด คื ออบายภูมิ ไอ้ที่มันไปยึดติดมา นึกว่า มันดี นึกว่า น่าได้น่าเป็น มันเอร็ดอร่อย มันเลิศเลอ มันสูงส่ง มันวิเศษ มันดีมันงามอะไรก็แล้วแต่ ไปหลงมาผิดๆ แต่พอเรารู้แล้วเราก็ล้างมันออกได้ เรียกว่า หมดอบาย อบายนี่คือต่ำที่สุด เรียกภาษาว่า นรกอบาย พอเราล้างได้ เราก็เป็นคนสะอาดขึ้น แล้วมันไม่อยากเสพอีก ไม่สุขไม่ทุกข์อีก
เมื่อเราล้างแต่ละข ั้ นตอนจากภูมิอบาย มาถึงภูมิที่สูงขึ้นเรียกว่า กามภูมิ เป็นภูมิต้น อบายก็คือกามภูมิที่ต่ำ แล้วก็สูงขึ้นๆ เราก็ลด ละตามลำดับ คนที่ได้ลด ละอย่างนี้แหละเรียกว่า ชาวอโศก ที่ได้ปฏิบัติมาเรื่อยๆ จนสามารถเห็นภพภูมิว่า มันควรดีขึ้น เจริญขึ้นอย่างนี้ จึงได้สละใจมาอยู่ร่วมกัน กลายเป็นกลุ่มชน เป็นชุมชน จนเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านราชธานีอโศก เป็นต้น เป็นหมู่บ้านชุมชนที่เป็นนิตินัย และอยู่กันอย่างสภาพลัทธิ ที่เป็นลัทธิ บุ ญ และ "บุญนิยม" มีถึงขั้นสาธารณโภคี หมายความว่า เป็นสังคมหมู่บ้านที่มีทรัพย์สินส่วนกลาง
ชาวอโศกนี่ อาตมาบอกเด็กๆลูกหลานว่า ที่นี่เป็นสมบัติของใคร...เด็กเล็กเขายังไม่ซาบซึ้งก็ยังไม่รู้ แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ไม่ซาบซึ้ง แล้วถามว่านี่สมบัติของใคร เขาก็ตอบว่าของชาวอโศก...แล้วหนูเป็นชาวอโศกไหม?...ก็เป็น ...เขาก็คิดว่าเป็นของเขาไหม? ...ถ้างั้นสมบัติเหล่านี้ของหนูด้วยสิ...ใช่
ซึ่งมันลึกซึ้งมาก ต่างจากทางโลกเขา เป็นตัวกูของกู แต่นี่ไม่ใช่ เป็นสมบัติของทุกคน มันเป็นของทุกคน ทุกคนก็พยายามดูแลสร้างสรร รักษา พยายามปฏิสังขร บูรณะหรือทำลายสิ่งที่ควรทำลาย อะไรเป็นพิษภัย ไม่ดี ไม่งาม ก็เอาออกไป เป็นสังคมบุญนิยมที่เขาเรียก อาริยะชนแบบใหม่ ไม่เหมือนสังคมไหนทั้งโลก เขาบอกว่าประเทศของเขาเป็นอารยะ เป็นศิวิไลซ์ เขาก็ว่าศิวิไลซ์เซชั่น แต่ไม่เหมือนหมู่บ้านชาวอโศก ประเทศไทยทั้งหมดก็ยังไม่ได้เป็นประเทศอาริยะที่เป็นบุญนิยมยังไม่ได้ มันได้แต่เฉพาะชาวอโศก เพราะฉะนั้นคำว่า บุญนิยม จึงต้องมาขยายความ
ทุกวันนี้มันเป็นได้แล้ว อาตมาก็พาพวกเราออกไปโชว์ตัว เราไปชุมนุมประท้วงนี่บอกว่า การชุมนุมประท้วงจะต้องเอาสาธารณโภคีมาหยั่งลงมา สถาปนาลงในการชุมนุมประท้วงทางการเมือง เราเอาวิถีชีวิตการเป็นอยู่ วิถีทางจิตวิญญาณ ทั้งกาย วาจา เข้าไปสถาปนาลงในการชุมนุม เราประท้วงกันจะเป็นมืออาชีพนะนี่ ประท้วงกันมาแล้วประท้วงสำเร็จด้วย เพราะเราประท้วงอย่างสันติอหิงสา และของเรายังมีอโหสิด้วย มีอภัยด้วย อโหสิ คือ การไม่พยาบาทจองเวรต่อ หลายคนพวกเรามีอภัย ไม่จองเวรจองกรรม
นี่คือความลึกซึ้งของธรรมะ ที่เราเอาธรรมะไปแสดงกับสังคม ไปประพฤติกับสังคมมา ตั้งแต่ปี 2559 นี่เราเพ ิ่ งได้หยุดพักมาเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 เขาประกาศยึดอำนาจไปแล้ว พวกเราประท้วงก็เลยเด๋อเลย เขายึดอำนาจไปแล้ว จะไปประท้วงอำนาจจากผู้ยึดไม่ได้แล้ว มีแต่เขาให้กลับบ้าน เราก็กลับมา
แต่เราได้ขยายผลการชุมนุมประท้วงที่เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามสากล ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ จนถึงขั้นศาลออกประกาศคุ้มครองการชุมนุมประท้วงของเรา นี่เป็นหลักฐานยืนยันจริงเลย ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เพราะเราชุมนุมถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญ ตามสากล คำว่า สากล นี่แม้แต่ชาวต่างชาติ นักรัฐศาสตร์ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำอย่างไร เขาก็พอรู้นะว่า ศาลออกมาประกาศคุ้มครองว่าเราชุมนุมประท้วงถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 63 หรือมาตรา 69 เป็นต้น เราทำถูกต้องนะ แต่ศาลก็จะพิสูจน์ด้วยหลักฐานข้อมูล ท่านก็มีหนังสือประกาศคุ้มครอง ห้ามตำรวจมาสลาย ศาลคุ้มครองถึง 9 ข้อ เป็นเหตุการณ์เกิดในเมืองไทย เป็นรัฐศาสตร์การเมืองที่วิเศษ เรามีเหตุการณ์จริง ปรากฏการณ์จริง ไม่ใช่เรื่องคิด แต่เป็น Phenomena ที่เราได้ร่วมเหตุการณ์มา จะรู้จะเข้าใจสิ่งลึกซึ้งที่อาตมาพูดนี่ลึกซึ้งนะ ละเอียดเกินไป บางคนไม่มีภูมิพอฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ แต่ผู้มีภูมิลึกซึ้งจะฟังแล้วเข้าใจ
นี่เป็นลักษณะบุญนิยม ที่เราจะเปิดเผยสังคมบุญนิยมต่อโลกเขา เราจำเป็นต้องพากเพียรปฏิบัติให้เป็นชาวบุญนิยมที่เจริญ เป็นชาวบุญนิยมที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อ นำ เสนอบุญนิยมต่อชาวโลก ไม่ใช่เรื่องอวดอ้าง แต่เป็นสิ่งที่ชาวโลกจะได้เป็นเช่นนี้ สังคมจะได้สงบสุข อบอุ่น เป็นสังคมเจริญจริงๆ เป็นสังคมมนุษยชาติที่เหนือกว่าเดรัจฉาน
จากนี้ไป ท่านรองผู้ว่าฯจ.อุบลจะมากล่าวเปิดงาน...
พ่อครูเทศน์ต่อ....
เมื่อกี้เราได้เกริ่นกล่าวแล้วว่า สังคมมนุษย์ถ้าเกิดว่าได้ มีคุณธรรมคุณวิเศษ คุณประโยชน์ คุณลักษณะที่เป็นคุณค่า แบบ บุญนิยม แปลตรงๆ ชัดๆคำว่า บุญ ก็คือ หมายความว่า การฆ่ากิเลส ถ้าฆ่ากิเลสได้ก็เป็นบุญ ยิ่งฆ่าให้ตายเลย ก็บุญสมบูรณ์เลย ส่วนบาปก็คือกิเลสแท้ๆ เรามาปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า จึงเกิดคุณสมบัตินี้จริง จริงจนทำให้เกิดสังคมกลุ่มชุมชนหมู่บ้าน ซึ่งอาตมาอยากจะกล่าว คืออาตมามั่นใจว่า ในโลกนี้ ไม่มีที่ไหนที่จะเป็นหมู่บ้านที่ได้เป็นบุญนิยมได้เป็นสาธารณโภคี คือ มีสมบัติเป็นส่วนกลาง ทุกคนเป็นเจ้าของ คนเป็นสมาชิกมีคุณสมบัติไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ สมาชิกชาวอโศก ทุกคนที่จะใช้สอย ตามฐานะ
คนที่มีฐานะจะใช้ตรงนั้นตรงนี้ เป็นสมาชิกที่มีคุณประโยชน์ที่แต่คนในสมาชิกเขารับรองว่า เขาก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ตามลักษณะนั้นลักษณะนี้ได้ เป็นวัฒนธรรม เป็นเรื่องของความรู้ สมมุติสัจจะ รู้ร่วมกัน ว่าเหมาะควรแล้ว บางคนก็ให้ใช้เท่านี้ มากกว่านี้ไม่ได้เพราะว่ามีค่าประโยชน์แก่สังคมเขาเท่านี้ ได้เท่านี้ หรือว่ามีความซ้อนว่าเจ้าหน้าที่ผู้เบิกจ่ายส ิ่ งนั้นส ิ่ งนี้ให้เอาไปอาศัยใช้สอย เกิดไม่ค่อยกินเส้นก็อาจจะไม่ได้เต็มที่ ก็เป็นวิบากซ้อน สรุปแล้วเป็นไปโดยธรรม หลายอย่างเป็นอจินไตยอธิบายไม่ไหว เป็นวิบากกรรมเข้ามาร่วมด้วยเยอะ แต่เข้าใจได้ จะเป็นจริง สัจจะจริง
สรุปคือสังคมสาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์บทใหม่ของโลก เพราะว่าเป็นบทที่เข้าใจในเรื่องสิ่งที่อยู่ ด้วยพลังแห่งธรรม หรือแรงแห่งธรรม หรือกำลังแห่งธรรม หรืออำนาจแห่งธรรม
คำว่าอำนาจ คำว่ากำลัง คำว่าพลัง คำว่าแรง เป็นเรื่องทางฟิสิกส์ก็เรียกเป็น Power หรือ Energy มีเรียกอีกเยอะ แต่ว่าภาษาไทยนี้ไม่มีภาษา พลังธรรมนี่ไม่ใช่พลัง Force คือไม่กดข่ม บีบคั้น เบียดเบียน แต่เป็นลักษณะตรงข้ามกับ Authority เป็นพลังนามธรรม ภาษาไทยเราไม่มีเรียก มีแต่พลัง กำลัง มันก็ได้มาใช้ภาษาไม่พอ อาตมาก็จำเป็นต้องหยิบภาษาอังกฤษใช้ ถ้ายิ่งเป็นพลังอำนาจสูงเป็น Sovereignty ย ิ่ งเป็นพลังสุดยอด เป็นพลังแห่งอิสรเสรีภาพสูงสุดแห่งคุณงามความดี หรือทางด้านรัฐศาสตร์เขาเรียกว่า อธิปไตยสุดยอด เขาใช้คำว่า sovereignty เป็นสิทธิของมนุษย์ เป็น Sovereign R ight P ower เป็นอำนาจ
พลังงานที่เป็นรูปธรรมนั้นดูง่าย แต่พลังงานทางสัจธรรม นามธรรม มันก็เป็นพลังงาน เป็นกำลังเหมือนกัน เป็นอำนาจอย่างหนึ่ง ภาษาบาลีเรียกว่า อธิปไตย ส่วนคำว่า พลัง, อินทรีย์ มีอีกเยอะ
สรุปแล้วมันมีแรงงานอันหนึ่ง เป็นนามธรรม ที่เราสร้าง เกิดจากจิต แรงงานอันนี้เกิดจากจิต จิตผู้ที่ทำแล้วเกิดพลังงาน อย่างพลังงานเสียงอยู่ในบรรยากาศ พลังงานแสง ส่องไปบรรยากาศ ส่วนพลังงานของธรรมะ พลังงานของคุณธรรม ของผู้ที่มี ทำขึ้นที่จิตที่ดี ของผู้ที่มีพลังงานดี ก็เป็นพลังงานดี ยิ่ง เอามาร่วมเป็น พูด เอามารวมเป็นพลังงานทางกายกรรม ทั้งหมดเลย นัจจะ คีตะ วาทิตะ รวมหลายอย่าง มันจึงมีความควบแน่น หนาแน่น มีพลังสู่ขั้นอำนาจสูง มีแรงสูง คุณภาพสูง สิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรมที่จิตมีจริง แต่ก็หายไปได้เร็ว พลังงานนามธรรมนี่ เร็วกว่าพลังฟิสิกส์
แต่ผู้ที่สามารถจะสร้างพลังงานให้ควบแน่นได้นานกว่าพลังงานทางฟิสิกส์ก็ได้ มันกลับกัน ต้องมีพลังวิเศษของผู้ที่ทำให้พลังงานนี้อยู่ควบแน่น เกาะตัวกันอยู่นานกว่าสามัญ สามัญมีแค่นี้ แต่พลังพิเศษทำให้ควบแน่นเกาะกลุ่ม เป็นกาย เป็นองค์ประชุมได้นาน นานกว่าที่ควรสามัญ เก่งกว่าสามัญได้เท่านี้ แต่คนพิเศษจะทำได้ยิ่งกว่านี้
เป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นจริง เวลาเรามารวมกัน ชาวอโศกเรามีคุณธรรม ยกตัวอย่าง เราไม่มีแล้วจะไปคิดเรื่องอบายมุข เรื่องจะไปโกหก ทุจริต หรืออาจจะมี Error บ้างนิดๆหน่อยๆ แต่จะไปปล้นไปจี้ใคร เราไม่ทำแล้ว เราจะไปสนุกสนานเฮฮาหยำฉ่าอย่างที่เขาทำกันข้างนอก เราไม่ทำแล้ว เพราะฉะนั้นพลังงานเหล่านี้ในสังคมเราที่เกิดจากจิตของแต่ละคน สมาชิกชาวอโศกที่ละทิ้ง สมาชิกชาวอโศกไม่เกิดแล้วในจิต ไม่เกิดแล้ว จึงเป็นพลังงานรวมของสนามแม่เหล็กแห่งจิตวิญญาณ ของเราทั้งหมดชุมชน มันจึงเป็นพลังงานองค์รวมอันหนึ่ง ที่อาตมาเคยอธิบายถึง สยามเทวาธิราช
เป็นพลังงานองค์รวมเรียกว่า สยามเทวาธิราช ของประชาชนคนไทยหรือชาวสยาม เทวาธิราช แปลว่า อธิราชของคุณธรรม อธิราชของพลังงานส่วนดี ส่วนกุศล ที่เป็นพลังงานวิเศษ วิเศษจนกระทั่งมีพลังงานลึกซึ้งมาก ซึ่งอธิบายยากมาก อาตมาก็พยายามหยิบมาอธิบายในวันที่ 18 ก.พ. ที่มันเกิดพลังงานพิเศษ ที่เป็นความสงบ สยบความรุนแรง จนผู้ที่มาทำความรุนแรงนั้น หนียะย่าย พ่ายจะแจไป ยกทัพกลับไปเลย เป็นเรื่องที่อาจมีผู้ไปช่วยใช้พลังงานทางโลกๆมาช่วยบ้าง ซึ่งเราก็ไม่รู้ แต่พวกเราไม่มีเลย พวกเขาเตรียมพร้อมเลย ครบเครื่องเลย หากเขาเต็มที่เลย พวกเราตายหมด ลูกกระสุนเขามีพอจะเอาเราตายเกลี้ยง เขาเตรียมการมาพร้อมเลย ตั้งใจจะมาสลายพวกเราอย่างเต็มที่เลย เขาไม่ควรแพ้ แต่เขาก็แพ้ เขาหนีเลย เรียกว่าหนีทัพพ่ายทัพ ไปเลย แพ้วิ่งหนีเลย
ซึ่งเราไม่ได้มีพลังงานร้ายแรงโหดเหี้ยมเลย มีแต่พลังงานแห่งเมตตา พลังงานแห่งคุณธรรม แล้วก็ชนะ ส ิ่ งเหล่านี้อธิบายยากมากเลย ถ้าไม่มีตัวอย่างเหล่านี้ เกิดจริง ทุกคนก็ไม่เชื่อ นี่มันเกิดจริงพวกคุณก็เลยฟังได้ สิ่งเหล่านี้ นี่คือพลังงานสยามเทวาธิราชิทธิ์ เป็นพลังงานเป็นฤทธิ์ (อิทธิ คือมีฤทธิ์) เป็นส ิ่ งที่พิเศษ ไม่เห็นตัวตนแต่มีจริงเป็นจริง ทุกอย่างไม่ใช่โมเม คนไม่รู้พูดไม่ออก อธิบายไม่ได้ อาตมาก็อธิบายแสนยาก แต่พวกเราก็คงพอระลึกตามได้ เพราะมีเหตุการณ์และสภาพเกิดจริง พวกเรามีต้นทุนมีพลังงานนี้ เราก็อยู่ร่วมในนั้น แล้วก็มีพลังงานอื่นมา มีการสู้กันแล้วมีการชนะกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่จะเชื่อ เชื่อไม่ได้หรอก เอามือเปล่าไปชนะลูกระเบิด ปืน ชนะพวกที่เขาซักซ้อมการยิงการปราบได้ คิดให้หัวแตกก็เป็นไปไม่ได้ ใครจะเชื่อ ไม่มีสภาพรูปธรรมแบบนั้นเลย มีแต่นามธรรม
พลังงานที่พวกเรามี เป็นพลังงานคุณธรรม เป็นสนามแม่เหล็กแห่งคุณธรรม แบบพุทธโลกุตระ เป็นอาริยะแบบพุทธ มันมีพลังงานที่เกิดถึงสาธารณโภคีได้ ทุกคนไม่ยึดมั่นถือมั่นว่านี่เป็นของเราเป็นตัวเรา ทุกคนสร้างสรร รวมกันกินใช้ ใครจะมีจิตนึกว่าเป็นของตัวอยากได้เป็นของตัวอยู่บ้าง ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะคงไม่มีใครอยากคิดหรอก เพราะคิดแล้วก็เป็นไม่ได้ เพราะเขาไม่ให้ใครเป็นส่วนตัว ให้เป็นส่วนกลาง จะกินจะใช้ก็มีหลักเกณฑ์วัฒนธรรมอยู่ ส ิ่ งนี้จึงรวมกันเป็นของจริง มีจิตวิญญาณรู้รวมกันเข้าใจเป็นทิฏฐิสามัญญตา แล้วมีหลักร่วมกันเรียกว่า สี ลสามัญญตา จึงอยู่กันอย่างมี กายเมตตา วจีเมตตา มโนเมตตา เป็นสาราณียธรรม 6 ที่จริงของสังคมกลุ่มอโศก เป็นส ิ่ งที่ปรากฏทั้งพฤติกรรมพฤติภาพ เป็นบทบาทลีลา เห็นได้ สัมผัสได้ มีพลังพิเศษ
พลังนี้จึงวิเศษที่คนที่มาสัมผัสแล้ว ถ้าเขาเป็นคนหยาบ เป็นจิตวิญญาณไม่มีภูมิธรรม หรือเป็นจิตเดรัจฉาน เป็นจิตวิญญาณอเวไนยสัตว์ มาสัมผัสก็ไม่รู้เรื่อง เหมือนสัตว์ไส้เดือน กิ้งกือ แมลงสาป มันไม่รู้เรื่องหรอก คนที่มีจิตอเวไนยสัตว์ เขาอาจรู้มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน แต่เขาไม่เข้าใจลึกซึ้ง ไม่เข้าใจเมตตา ไม่เข้าใจคุณธรรมลึกซึ้ง ดีไม่ดีแหวะด้วยซ้ำไป เหมือนกับเราจะไปเสนอให้ชุมชนบ้านคำกลางที่เราจะทำประปาให้ระแวง เราจะทำถนนให้ก็ระแวง เขาระแวงจริง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive