570604_พ่อครูที่เวทีเรือริมมูนงานอโศกรำลึก เรื่อง เปิดโลกบุญนิยม ตอน ๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์361 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

570604_พ่อครูที่เวทีเรือริมมูนงานอโศกรำลึก เรื่อง เปิดโลกบุญนิยม ตอน 1 วันที่ 4 มิถุนายน 2557 ที่บวร ราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันแรกที่อาตมาจะได้แสดงธรรมริมมูน ตามที่เขาจัดรายการเอาไว้ ว่า งานอโศกรำลึกครั้งที่ 33 นี้จัดให้มีเวทีเรือ ใช้บรรยากาศแม่น้ำมูน ซึ่งอาตมาเมื่อมาลงหลักปักแหล่งกันที่ราชธานีอโศกแห่งนี้ อาตมาก็หลายปีก็ยังคิดอยู่ว่าแม่น้ำมูนนี่ เป็นแม่น้ำสายสำคัญ เป็นแม่น้ำที่มีคุณค่าประโยชน์มาก แต่มาถึงวันนี้แล้วคุณค่าประโยชน์หายไปจากแม่น้ำมูนเยอะเลย มีคนมาจับปูจับปลาบ้างเท่านั้น ซึ่งเขาก็ไม่ค่อยจะ ไม่เท่าไหร่นะ อาตมาดูแล้ว มันน่าจะจับปลากันเป็นล่ำเป็นสันกันมากกว่านี้ ถ้าเขาเดือดร้อนกันมาก ก็น่าจะใช้เป็นอาชีพอย่างหนึ่งในการที่หาปลามาเลี้ยงชีวิต ซึ่งมนุษยชาติเขาก็กินปูกินปลากันไปหมดแล้ว มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะว่ามันก็ยังมีเยอะปูปลาในแม่น้ำ แต่ก็น้อย นอกนั้นไม่ได้ทำอะไร กลายเป็นทำที่เลี้ยงปลากันบ้าง แต่ก็ไม่มาก ที่จริงมันมีประโยชน์เยอะ ในแม่น้ำใหญ่ๆอย่างนี้ โดยเฉพาะใช้เป็นเส้นทางคมนาคม อันนี้มีประโยชน์เยอะอย่างดีเลย ซึ่งใช้เป็นที่เชื่อมต่อ เชื่อมโยงเดินทางกัน อันนี้อาตมาเห็นว่า น่าจะมีประโยชน์ นอกนั้น ถ้าใช้ชีวิตอยู่ริมแม่น้ำมูน ริมน้ำไหนก็แล้วแต่ ที่เป็นย่านที่เขาใช้สร้างบ้านเรือนริมน้ำ เขาก็จะใช้น้ำในแม่น้ำ แม้แต่ริมคลอง ก็จะใช้คลองประโยชน์ทั้งเดินทางอะไรต่ออะไรนานาสารพัดอีกเยอะเลย แต่นี่แม่น้ำมูนไม่ได้ใช้ น่าเสียดายมากเลย อาตมาก็เลยคิดว่า เราน่าจะปลุกแม่น้ำมูนขึ้นมาให้มีชีวิตชีวามากขึ้น ให้เป็นประโยชน์กว่าที่เป็นอยู่อย่างนี้ พวกเราที่เข้าใจก็เลยพยายามจะช่วยอาตมา ปลุกเร้าแม่น้ำมูนให้มีชีวิตชีวามากขึ้น จะได้ใช้แม่น้ำมูน ที่จริงงานนี้ทางกรมเจ้าท่าเขาก็รับลูกนะ เขาก็ทำ

อ่านต่อ

หน้าที่เกี่ยวกับแม่น้ำมูน ก็ไม่ค่อยมีงานอะไรมากมาย เขาเห็นว่าเรามีใจว่าจะปลุกแม่น้ำมูนให้มีประโยชน์มากขึ้นทำก็เลยร่วมมือกับเราดี คราวนี้เราก็พยายามติดต่อทางโน้น เปิดท่าน้ำที่กรมเจ้าท่า แล้วก็จะได้เดินทางต่างๆนานา ก็เห็นเงียบๆ ไม่ค่อยจะฮือฮาอะไรเท่าไหร่ก็ค่อยๆทำไป ต่อไปในอนาคตนี่ ตอนนี้ภูมิทัศน์บ้านราชฯ เปลี่ยนไปมากเลย ใครเคยมาคราวก่อน มาเห็นคราวนี้ก็จะรู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปมากเลย เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ ถนนหนทาง นี่ยังทำไม่เสร็จนะ ถ้าเรียบร้อย ค่อยลงหลักปักแหล่งทำอะไรต่อก็ค่อยว่ากัน ทำพื้นที่ พื้นดินให้เสร็จก่อน ตอนนี้กำลังเปลี่ยนแปลงแต่มาติดงานเราเขาก็เลยหยุดก่อน ยังเหลือที่จะทำมากกว่าที่ทำไปแล้ว ที่จัดการจะถมจะทำยังอีกมากกว่านี้ ที่ทำไปนี่ ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของโครงการที่เราจะทำ บ้านราชเ มืองเรือ เป็นหมู่บ้านชุมชนที่อาตมาว่า มาถึงวันนี้แล้วบ้านราชเมืองเรือนี่ 20 ปีเต็มที่เกิด วันแรกที่เราฉลองอาตมาอายุ 60 มาฉลองกันที่นี่ ข้างบนยังไม่มีอะไรเลย ที่ทางอยู่ข้างบน แต่ก็เป็นป่าละเมาะ ยังไม่มีต้นไม้มากมายเลย ตรงนี้แหละย่านนี้ แต่ไม่มีหาดกว้างมาถึงขนาดนี้ หาดมันตื้นกว่านี้ ตรงถนนยังไม่มีก็เป็นที่ไปโน่น ดินก็เป็นดินโคลนเละเสียเยอะ งานวันฉลองอาตมาอายุ 60 ปี พศ.2537 ใครมาคราวนั้นสนุกมาก สนุกคือฝนตกตลอดเลย ตกเละหมดเลย ดินเละหมดเลย ไม่มีใครไม่หกล้ม มางานนั้นใครไม่หกล้มเรียกว่าว่าได้มางาน หกล้มกี่ครั้งไม่รู้ หลายครั้งแน่นอน เดินไปไหนก็ล้ม ลื่น ดินเละหมดเลย ลื่นล้มกันเป็นของธรรมดา สนุกกันไปเลย เพราะล้มลงไปก็โดนโคลนไม่เจ็บอะไรก็สนุกกันไป เลอะเทอะกันไป สนุกเราก็จัดเวทีจัดอะไรต่ออะไรต่างๆนานาเร ิ่ มคราวนั้น มาปีนี้ก็ 20 ปีพอดี ซึ่งไม่ได้กะได้เกณฑ์นะ แต่มันก็ลงตัวปีนี้เลย พอดิบพอดี ก็ได้ฉลองขึ้นมา ซึ่งปีนี้อาตมาตั้งใจที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ เพื่อจะลงหลักปักแหล่ง อาตมาก็เคยระดมว่าจะให้พลเมืองของบ้านราชฯมีเป็นพันคน ระดมกันจนกระทั่งแต่งเพลง ศิลป์สร้าง จนทุกชาติ เขาก็แต่งเพลงขึ้นมา เพลง หนึ่งในพัน ก็ร้องกัน ก็มากันยังไม่ถึงพันจนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ถึงพัน พลเมืองของบ้านราชฯ ก็ตั้งใจที่จะให้เมือง เป็นพลเมืองที่จะก่อบ้านสร้างเมืองขึ้นเป็นสังคมบุญนิยม สังคมสาธารณโภคี ซึ่งคำว่าบุญนิยมนี่ อาตมาเปิดคอลัมน์ใหม่ที่หนังสือ เราคิดอะไร? ชื่อคอลัมน์ว่า “เปิดโลกยุคบุญนิยม” ใช้นามปากกาว่า “เก่าสมัย ใหม่เสมอ” อาตมาก็จะขอร่ายอ่านอะไรไปจากอันนี้ด้วย จะบรรยายขยายความไปตามนี้ ไปเรื่อยๆ ก่อนจะได้อ่าน จะได้ขยายความ ก็ขอแจ้งข่าวก่อนว่า วันนี้เราได้ประชุมกันที่ชั้น 2 เฮือนศูนย์ฯ เมื่อตอนบ่าย ไปเสร็จเอาบ่ายสี่โมง ประชุมด้วยเรื่องการศึกษา ระดับอุดมศึกษาของชาวอโศก เราได้พยายามขมีข มัน ทำกันมาตั้งแต่พ.ศ.2540 ตอนนี้พ.ศ. 2557 มากกว่า 10 ปี ก็ไม่สำเร็จกัน อาตมาเริ่มทำตั้งแต่ ม.วช. (มหาลัยวังชีวิต) ตอนนั้นเราก็ยังไม่พร้อมเท่าไหร่ เรายังไม่อยากเป็นนิตินัย จนดำริต่อจาก ม.วช ต่อมาก็เป็น สัมมาสิกขาลัยวังชีวิต (ส.สว) แต่เราไม่ได้เปลี่ยนโลโก้ ไม่ได้เปลี่ยนตราเปลี่ยนเข็ม ยังเป็น ม.วช อยู่ แต่ชื่อก็ถูกท้วง หาว่าเราจะมาตั้งสถาบันการศึกษาผิดกฎหมาย เราก็เปลี่ยนมาเป็น ส.สว. ต่อมาก็คิดว่าเราจะทำเป็นนิตินัยเลย อาตมาตั้งเป็น ว.บบบ. วิทยาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม ทำให้เป็นธรรมะเข้ม พอดำริที่จะทำให้ ส.สว. ให้เป็นนิตินัย ก็ปรึกษาหารือ หลายคนก็ไม่เห็นด้วย ว่าจะต้องตั้ง ว่าไม่พร้อมหรืออะไรก็แล้วแต่ จนกระทั่งสุดท้ายสรุปว่า ยังไงๆเราก็จะเอาให้ได้ ก็เลยมาประชุมกัน โดยที่จริงๆก็ไม่ตั้งใจเป็นกิจลักษณะ แต่คราวนี้ประชุมกันก็พร้อมกันมากเลยผู้มานั่งประชุม สรุปว่าเราจะเร ิ่ มต้นเลย ได้ชื่อชัดเจนว่า สถาบันสัมมาสิกขาวิชชาราม (ส.สว) มีที่อื่นเขาตั้งเป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาเหมือนกัน เขาก็ใช้วิชชาลัยมีหลายแห่งแล้ว ไม่ได้ใช้วิทยาลัย แต่ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาหาทางธรรมะ คำว่า วิชชา นี่มาหาทางธรรมะ ตรงข้ามกับคำว่า อวิชชา เป็นวิชชาความรู้ที่มีความระดับปรมัตถธรรม ของพระพุทธเจ้า ผู้ใดมีวิชชา ผู้นั้นก็คือเป็นผู้ที่บรรลุธรรม ตั้งแต่มีวิปัสสนาญาณ ถึงอาสวักขยญาณ เราก็เลยสรุปประชุมได้ว่า ตกลงจะตั้งแล้ว ก็เลยเดินเรื่อง ทางด้านเจ้าหน้าที่ ติด ต่อที่จะทำเป็นนิตินัยก็ต ั้ งบุคคลไป ส่วนทางปฏิบัติก็เร ิ่ มเลย ไม่ฟังเสียง จะเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาวอโศกเลย ภาษาอังกฤษก็ใช้ Sammasikka Vijjaram Institute (SVI) อ่านแสลงสำเนียงอีสานว่า สวี สวี นี่แปลว่าไปหวั่งๆเลย ไปหายไปเลยไกลลิบเลย ก็ขอประกาศว่า เราจะเร ิ่ มต้นป.ตรี ผู้ใดจะมาศึกษาก็เชิญเลย ปัญญาตรี ซึ่งจะมีคณะก็คือคณะพุทธชีวศิลป์ ที่เราเคยตั้งไว้ แล้วจะไปแตกแขนงเป็นเศรษฐกิจพอเพียงหรือคณะอะไรก็ว่ากันไป แต่เราชื่อปัญญาบัต ร ไม่ใช่ปริญญาบัตร เราเรียกของเรา แต่นิตินัยเขาจะเรียกปริญญาก็ว่าไป แต่ของเราจะเรียกว่า ปัญญาบัตร ก็จะเร ิ่ มตั้งแต่ปัญญาตรี ผู้ใดสนใจจะจบม. 6 ก็สมัครได้ จบม. 3 ก็สมัครได้ ไม่ถึงม. 3 ดีนัก อ่านออกเขียนได้สามารถมีความพิเศษสามารถพอที่จะสมัครได้ก็เอา เราจะมีหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนภายหลัง ผู้จะมาสมัคร เราเอาความเป็นได้จริงมากกว่าความรู้ทางโลก อายุเท่าไหร่ก็สมัครเรียนได้ แต่เมืองนอกนี่มหาวิทยาลัยของเขาอายุเท่าไหร่ก็เรียนได้ อายุ 80 เพิ่งจบป.ตรี อาตมาก็เห็นข่าว ของเราจะตั้งหลักเกณฑ์ให้คะแนน ผู้ที่ไม่จบม. 6 จะพิจารณาพิเศษอย่างไร เราจะมาเอาความจริงที่รู้และทำได้ โดยเฉพาะเราเน้นคุณธรรม 70 % และวิชาการทางโลกแค่ 30 % เท่านั้น นี่ง่ายๆ ส่วนจะแบ่งเป็น ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชชา ที่เป็นปรัชญาการศึกษาของเรา ประชุมกันก็เห็นว่า ชาวอโศกมีความพร้อมในการศึกษา ที่จะทำให้ทั้งเกิดความรู้และเกิดความสามารถ เกิดความชำนาญ ในความเป็นชีวิตที่สุจริตธรรม เป็นชีวิตที่มีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ซึ่งเป็นเรื่องเลิศ เรื่องประเสริฐ เรื่องยอดแล้ว เรามีพร้อมในชาวอโศกเราได้ทำมาแล้วหลายปี ต่างคนเห็นสอดคล้อง ทั้งพวกเราเองและแม้แต่คนข้างนอกที่เขาเห็นว่าเราพร้อม มีผู้มาให้ความเข้าใจให้ความรู้เป็นตัวอย่าง เช่น แพทย์หญิงมาจากอเมริกา มารับรู้ก็ศรัทธาเข้าใจ เป็นต้น นอกนั้นก็คนในพวกเราก็เข้าใจ แม้แต่ผู้ที่ครูพักลักจำ ทำงานอยู่ข้างนอกไม่ใช่ชาวอโศกอย่างแท้จริง แต่เข้าใจอโศกนำเนื้อหาอโศกไปใช้ แม้ไม่ประกาศตัวเป็นอโศก เขาเอาไปตั้งโรงเรียน ไปตั้งวิทยาลัยด้วยซ้ำ ซึ่งก็เป็นผู้ปัญญาชนทำงานในสังคม มีทุนทางสังคมไม่น้อย อาตมาไม่ได้กล่าวชื่อ ก็ไม่ได้เป็นชาวอโศก แต่ก็เอาของชาวอโศกไปทำ อย่างที่เข้าใจและยอมรับว่าอันนี้คือความจริงของมนุษยชาติ จนตอนนี้เราก็จะพึ่งมหาวิทยาลัยของอ.คนนี้แหละ ที่ดูแลอยู่ เพื่อที่จะสัมพันธ์ว่า พวกเราเรียนป.ตรี 4 ปี(แต่เดิมอาตมาว่าจะเอาสัก 5 ปีที่เคยร่างเอาไว้ว่า 5 ปีจบ) แต่สมมุติว่าเรียนไป 4 ถึง 5 ปีแล้วก็ยังตั้งวิชชาลัยของเราไม่สำเร็จ ก็ไปขอขึ้นกับสถาบันที่ท่านตั้งได้แล้ว รับเป็นนิตินัยปัญญาบัตรนิตินัยกับทางมหาวิทยาลัยของอ.คนนี้ได้เลย สถาบันของอ.คนนี้ก็เรียกว่า ปัญญาบัตรเหมือนกัน อาศัยออกใบปัญญาบัตรก่อน เขายินดีร่วมมือ ถือว่าเป็นการศึกษาบุญนิยมได้เลย

การศึกษาพวกเราเรียกได้ว่า เป็นการศึกษาบุญนิยมได้เลย บุญ คำนี้คำเดียวนี่อาตมาจะขยายความ ได้ขยายไปแล้วในหนังสือ เราคิดอะไร ก็ขยายไปสองเล่มแล้ว ในคอลัมน์เปิดยุคบุญนิยม แล้วอาตมาก็จะเขียนเพ ิ่ มขยายความ บุญกับกุศล สองคำ ซึ่งเป็นคำธรรมะของพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้เข้าใจผิดเพี้ยนกันไป เข้าใจเรื่องบุญกันไม่ได้ แล้วก็เลยปฏิบัติไม่เป็นเพราะเข้าใจเรื่องบุญผิด ไม่เข้าเป้า บุญกลายเป็นความหมายไม่ตรงสาระสัจจะ บุญกลายเป็นความหมายเหมือนกับกุศล ทั้งที่บุญเป็นคำเฉพาะของศาสนาพุทธ บุญตรงข้ามกับบาป บาป คือ กิเลส บุญ คือ การชำระกิเลส เรียกสั้นๆ แต่ท่านแปลขยายความกันในพจนานุกรมบาลี ท่านแปลกันไปว่า สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ แปลเป็นภาษาบาลี ก็แปลว่า ปุนาตินี่คือการชำระ หรือ เครื่องชำระ ชำระกิเลสในสันดานให้หมดจด วิโสเทติ แปลว่าหมดจด สะอาดสะอ้าน นี่คือเนื้อหาความหมายของคำว่า บุญ ซึ่งเป็นภาษาบาลีว่า ปุญญฺ เสียงขึ้นจมูกเสียงนาสิก ซึ่งส ิ่ งที่ชำระออกก็คือ บาป บาปจะหมดไปเพราะเกิดการชำระอย่างถูกต้อง เมื่อชำระถูกต้องปฏิบัติถูกต้อง และบาปก็คือกิเลส หมดกิเลส ก็หมดบาป บุญก็หมด บุญก็จบ หมดกิเลสแล้วเป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์แล้วกิเลสไม่มี เมื่อไม่มีก็ไม่ต้องทำบุญ ไม่ต้องได้บุญ จะเรียกว่า ได้บุญก็พอได้ คือไ ด้ชำระแล้วสมบูรณ์แล้วไม่ต้องทำอีก จบกิจ กิจที่บุคคลพึงทำก็คือการชำระล้างกิเลส นี่คือกิจของมนุษยชาติทุกคน

แต่ทุกวันนี้คนไม่เห็นความสำคัญของการล้างกิเลส เห็นเป็นเรื่องไม่ต้องชำระ น่าเศร้าใจจริงๆ ชาวพุทธแท้ๆเป็นลูกพระพุทธเจ้า ท่านกำชับกำชาว่า ผู้ไม่ปฏิบัติชำระกิเลสนี่คือ โมฆบุรุษ ผู้เกิดมาได้ร่างกายเป็นมนุษย์มา มีสุรภาโว สติมันโต อิทพรหมจริยวาโส ได้ร่างกายมาครบครัน อาการ 32 แข็งแรง สุรภาโวพร้อมไม่พิการส่วนใน สติมันโต มีสติดีเต็มที่ ครบพร้อม ก็คือนี่แหละชีวิตทั้งชีวิต ชีวิตที่มีสุรภาโว สติมันโต เป็นชีวิต เป็นกายและใจ มีกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจ เรียกว่า อิทพรหมจริยวาโส กายใจ เต็มที่อันนี้ เป็นที่ๆจะปฏิบัติเพื่อบรรลุพรหมจรรย์ได้ ถ้าไม่มีร่างกายนี้ ไม่มีจิตวิญญาณอยู่ในร่างกายนี้ หรือจิตวิญญาณที่ไม่มีสติเต็มที่ เป็นสติพิการ หรือร่างกายพิการ ไม่เกิดสุรภาโว ไม่เป็นภาวะที่สมบูรณ์แบบ พิกลพิการ ก็ไม่ได้ แต่ถ้าสุรภาโว สติมันโต พร้อมพรั่งเป็นร่างกาย มีจิตใจที่พร้อมจะปฏิบัติบรรลุพรหมจรรย์ ที่อื่นๆใดๆไม่มีสิทธิ์ ไม่มีที่จะใช้ประพฤติพรหมจรรย์ เช่น ตายไปไม่มีสุรภาโว สติมันโต คนที่ตายไปแล้วก็คุมสติไม่ได้เหมือนคนเป็นๆ ตายไปแล้วจิตวิญญาณเฉยๆมันไม่เต็มเต็ง ใช้ไม่ได้เต็มที่ปฏิบัติได้ไม่ครบพร้อม ไม่ครบพร้อมความเป็นสัตว์โลก เพราะฉะนั้นจะมาเกิดตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ยังต้องอาศัยร่างกายนี้ ประกาศเป็นพระพุทธเจ้า ทุกคนที่จะปฏิบัติธรรมให้บรรลุต้องใช้กายนี้ ซึ่งจะไม่เจาะลึกเรื่อง กาย แต่งานนี้จะเจาะลึกเรื่อง บุญ ซึ่งคนฟังอาจจะบอกว่า ไม่มีอะไรมาก แต่ก็ค่อยฟังไป ผู้ที่สามารถรู้ชัดเจนว่า บุญ คือการชำระกิเลสในจิต เข้าใจอย่างดี ผู้นั้นก็จะปฏิบัติมีผล แต่ถ้าเข้าใจเพี้ยน ไม่เต็มเต็ง ปฏิบัติอย่างไง กิเลสก็ไม่แม่น ปฏิบัติชำระกิเลสก็ไม่ถูกเรื่อง เพราะไม่เข้าใจองค์ประกอบ ไม่เข้าใจกาโย หรือองค์ประชุม ไม่ครบองค์ประชุม มันจะไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจก็ปฏิบัติ ทั้งๆที่ต้องเกิดมาได้กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก ได้ดิน น้ำ ไฟ ลม ม ห าภูตรูปพร้อม ทั้งพฤติกรรมที่เต็มไปด้วย สุรภาโว สติมันโต แล้วก็มีทวาร 6 โดยเฉพาะทวาร 5 คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่จะใช้สัมผัส ทุกอย่างที่โลกมีให้เราสัมผัส แล้วเราก็จะได้เรียนรู้ กิเลสในสันดานเรา เรียนรู้จนกระทั่งรู้วิธี แล้วได้ปฏิบัติตามสัมมาทิฏฐิที่เราได้เรียนรู้กำจัดกิเลสหมดได้จริงเป็นอรหันต์ได้จริง ไม่ง่าย อาตมาทำงานมากกว่า 40 ปี กับพวกเรา ก็ยังไม่ง่ายเลย ยังไม่ชัดเจนเลย นี่อาตมาเพิ่งประกาศได้ โดยอาตมาเองต้องพยายามตรวจสอบหรือดู ประกาศอรหันต์ได้คนเดียวเท่านั้น ใน 40 กว่าปี อาตมาประกาศอรหันต์ว่า ชาวอโศกเรานี่บรรลุอรหันต์ได้เพียงคนเดียว ซึ่งก็เสียชีวิตไปแล้ว คือสม.ผุสดี เป็นอรหันต์ที่อาตมามั่นใจ ชัดใจคนเดียว นอกนั้นก็ไม่ชัด ผู้ที่จะเป็นอรหันต์จะต้องมีญาณรู้ตัวเองว่า ตนเองเป็นอรหันต์ ถ้าตัวเองก็ไม่ชัดเจนว่า อรหันต์จะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ตนเป็นหรือเปล่า แน่นอนจะเป็นได้อย่างไร เพราะตัวเองยังไม่รู้ตัวเองเลย เพราะผู้ที่จะเป็นเป็นอรหันต์ตัวเองต้องมีญาณรู้ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ต้องรู้ว่ากิเลสตนเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่ขั้นต้นโสดาบันก็ต้องรู้แล้วว่าอย่างนี้คือกิเลส อย่างนี้คือ กาย กายนี่คือตัวตน อย่างนี้คือกายของกิเลส จะต้องเข้าใจกายหรือองค์รวมของกิเลส เป็นขั้นต้นเลย เรียกเต็มๆว่า สักกาย สักกะ นี่แปลว่า ตนเอง กายนี่ก็คือ องค์ประชุมของจิต องค์รวมองค์ประกอบของจิตจะต้องรู้ ต้องเห็นต้องเข้าใจเลย ต้องเรียนรู้จากปริยัติ หรืออุเทสที่อาตมาอธิบาย เรียกว่า ทิฏฐิ หรือทฤษฎีในการปฏิบัติ เมื่อได้ทฤษฎีแล้วคุณก็ไปเห็นองค์ประชุม หรือกาย ซึ่งกายไม่ใช่รูป รูปก็คือต้องเป็นนามรูป ถ้าจะใช้ กายเป็นนามรูป กายไม่ใช่รูป กายเป็นรูปแต่ว่าถ้าเราเองไม่เป็นผู้ที่มีนาม คำว่า กายไม่เกิด เช่น ขวดๆนี้เรียกว่า มันมีร่างกาย ไม่ได้ มันไม่มีร่างกาย เพราะมันไม่มีนาม มันมีแต่ร่างของขวด โครงสร้าง สรีระ มีแต่รูปสรีระของขวด นอกนั้นก็เป็นวัตถุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ใช่ร่างกาย อะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีจิตวิญญาณ ไม่เรียกร่างกาย ส่วนสัตว์โลกเป็นร่างกายเพราะมีจิตวิญญาณ สัตว์เดรัจฉานก็มีร่างกาย อะไรที่ไม่มีจิตวิญญาณแม้แต่พืช เรายังไม่เรียกร่างกายเลย ต้นไม้ไม่เรียกร่างกายของมัน ใครเคยเรียกร่างกายบ้างของต้นไม้ ไม่มีใครเรียก เพราะต้นไม้ไม่มีจิตวิญญาณ ต้นไม้เป็นพลังงานชีวะระดับต้น เป็นพีชนิยาม ส่วนจิตนิยามเป็นชีวะระดับสูง อาตมาจะไม่ลงรายละเอียดเรื่องนิยามชีวิตเพราะจะลึกซึ้ง ไม่มีเวลาพอ ผู้ที่รู้จักกาย ไปสัมผัส กายของตนเอง สักกาย สัมผัสจริง เรียกว่า พ้นสักกายทิฏฐิ เรามีความรู้ความเห็นความเข้าใจเป็นทิฏฐิ เป็นปริยัติ แล้วไปปฏิบัติ ได้ทุกที่ มีผัสสะตรงไหนก็ปฏิบัติได้ตรงนั้น ตากระทบรูปที่ไหน ปฏิบัติธรรมได้เมื่อนั้น หูกระทบเสียงเมื่อไหร่ ปฏิบัติธรรมได้เมื่อนั้น จมูกกระทบกลิ่น ปฏิบัติได้เมื่อนั้น ลิ้นกระทบรสเมื่อไหร่ปฏิบัติได้เมื่อนั้น กระทบอยู่เมื่อไหรได้เมื่อนั้น หรือแม้แต่ปฏิบัติโดยใช้สัญญา กำหนดรู้ในภายใน เป็นรูปเป็นอรูปในภายใน ถ้าระลึกรูป อรูปโดยตา หู จมูก ลิ้น กายไม่ได้สัมผัส ไม่ได้มาจากตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่เป็นในเอก เป็นอัชฌัตตัง มีรูปและอรูปข้างใน สามารถรู้ได้เป็นรูปหรืออรูปอยู่ภายใน เราก็เรียนรู้ว่า ยังปรุงแต่งเป็นอะไรในตัวจิตมันเอง เป็นสัญญาที่ยังระลึกยังจำ ยังปรุงแต่งอยู่ เราก็เรียนรู้ กำหนดรู้ได้ ละกิเลสนั้นได้เป็นแต่ภายใน เพราะฉะนั้น ภายในนั้น เราสามารถเรียนรู้แล้วล้างกิเลสภายใน สิ้นอาสวะได้ แต่ไม่ใช่กาย ในข้างในตรงนั้น มันไม่ได้กระทบสัมผัสโดยนับทางตา หู จมูก ลิ้น สัมผัสทางโครงนอกเรียกว่า กาย สัมผัสมันไม่ได้มีครบ ไม่เรียกว่า บริบูรณ์ด้วยกาย ในการปฏิบัติวิโมกข์ 8 ข้อ 1 ถึง 3 พระพุทธเจ้าถึงกำชับกำชาว่า ผู้จะบรรลุอรหันต์นั้น แม้อาสวะบางอย่างจะหมดไปได้ แต่ถ้าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ไม่ถือว่าเป็นผู้บรรลุอรหันต์ ต้องมาสัมผัสครบภายนอก ผู้ปฏิบัติทุกวันนี้เพี้ยนไปหมดแล้ว นั่งปฏิบัติจิต นั่งสมาธิหลับตาแล้วได้นิโรธ เพี้ยนไปไกลจนกระทั่งถึงมิจฉานิโรธ แล้วหลงว่าเป็นนิโรธ ทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก็น่าสงสาร ไม่รู้จะทำไง ก็เพราะสงสารนี่แหละจึงพยายามดันทุรังให้อยู่ได้สัก 151 ปี ซึ่งก็ไม่ใช ่ เรื่องเล่น ได้จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่จะพากเพียรพิสูจน์โพชฌงค์ พิสูจน์ความพยายามที่จะต่ออายุขัย หรือว่าทำอายุขัยของเราให้ยาวยืนไป เกินกว่าขัย เกินกว่าอายุจริง จริงๆอาตมานี่อายุขัยไม่ถึงขนาดนี้หรอก แต่มาถึงขนาดนี้ก็ถือว่าประสพผลสำเร็จแล้ว เรื่องนี้พูดไปคนก็ไม่รู้ด้วย บางคนเข้าใจเชื่อ และเชื่อกลายเป็นเรื่องลึกลับก็ไม่ดี เท่าที่อาตมาเคยพูดบอกว่าอาตมาอายุขัยแต่ 70 กว่าก็ไปแล้ว แต่นี่มาถึง 80 แล้วก็ยังแข็งแรงอยู่ เมื่อเช้าก็ยังมีผู้มาคุยด้วย ถามไถ่เขาก็ว่าอายุ 70 กว่าไม่ถึง 80 มาคุยแล้ว ก็ยังบอกว่าทำไมหน้าตาท่านไม่ย่นเลย แต่หน้าตาของท่านผู้นั้นน่ะย่น ทำไมผมมันย่น ปีน้อยกว่าอาตมาปีหนึ่งหรือไง จำไม่แม่น ทำไมอาตมาไม่ย่น อาตมาก็บอก อาตมาก็พากเพียรปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ใน 8 อ. ก็จริงนะ หน้าตาอาตมาไม่ย่นเหมือนกับท่าน ท่านย่นไปหมด ปกติก็ย่น ของอาตมาเป็นร่องรอย แต่นั้นย่นยับๆ เหมือนกับคนแก่นะ ซึ่งส ิ่ งเหล่านี้เป็นส ิ่ งยืนยันธรรมะประกอบเป็นพลังงานอย่างหนึ่งของร่างกายชีวิตได้ อาตมาเคยบอกว่า ต่อไปพวกเราชาวอโศกจะเป็นผู้มีอายุยืนกว่าปกติ มันเหตุปัจจัยเยอะ อาตมาไม่พูดต่อละว่า ทำไมอายุยืน เพราะอาชีพเราก็ไม่ได้มีอาชีพที่ไปล่อแหลมต่อการตาย ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับส ิ่ งมีภัย มีโทษที่ทำให้ชีวิตมีอายุสั้น หลายอย่าง แม้แต่เรื่องอาหาร มีองค์ประกอบรอบด้านที่ทุกวันนี้มีภัย มีพิษเยอะที่ทำให้ชีวิตสั้นลง แต่พวกเราชาวอโศกนี่อยู่ในเสนาสนะอันสัปปายะ อยู่ในถิ่นที่ดี มันไม่เกิดพิษภัยที่จะทำให้อายุสั้นลงได้ นอกนั้นก็มีอีกเยอะแยะ ที่จะทำให้ชีวิตของชาวอโศกอายุยืนยาว อันนี้ไม่ใช่โฆษณาหาเสียงหรือให้มาชื่นชม แต่อธิบายสัจธรรม เรื่องของสังคมมนุษย์ที่เรียกว่า สังคมบุญนิยมนี่ อาตมาจะขออ่านที่เคยเขียนไว้ก่อนโน้น ตั้งแต่เขียนเราคิดอะไรมาตั้ง 10 กว่าปีแล้ว ที่เปิดคอลัมน์ “ข้าพเจ้าคิดอะไร?”อาตมาก็ร่างเขียนบทนี้ไว้ก่อน แล้วก็พิมพ์มาประจำจนกระทั่งเปลี่ยนคอลัมน์เป็น “เปิดโลกบุญนิยม” ก็ตาม อาตมาก็ยังคงนำข้อเขียนนี้ปะไว้ที่ในคอลัมน์นี้ประจำ อาตมาก็ขออ่านสู่ฟังก่อน ระบบบุญนิยมนี้ข้าพเจ้าเชื่อมีความเชื่อมั่นในใจจริงๆว่า จะช่วยสังคมมนุษยชาติที่ถูกพิษและฤทธิ์ของระบบทุนนิยมกำลังต้อนเข้ามุมอับอยู่ในปัจจุบันนี้ได้แน่ๆหากประชาชนได้ศึกษาช่วยวิจัยกันต่อ และอบรมฝึกฝนร่วมมือสร้างสรร ให้เกิดให้เป็น ผู้เจริญตามระบบบุญนิยมนี้ จนมีคุณภาพและปริมาณเพียงพอ ตอนนี้คนจะเห็นจะรู้ยังยาก ยิ่งจะเชื่อตามยิ่งยาก เพราะยังมีผู้พอรู้ พอเป็นหรือดำเนินชีวิตในระบบบุญนิยมได้แล้วจำนวนน้อยเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนทั้งหลายเกือบทั้งโลกทุกวันนี้ก็ล้วยดำเนินชีวิตกันอยู่ด้วยระบบทุนนิยมอย่างสนิทสนมและตายใจว่า ไม่เห็นจะมีระบบอะไรอื่นอีกเลยกันทั้งนั้น ส่วนผู้ที่เห็นและเข้าใจว่า ระบบทุนนิยมกำลังเข้ามุมอับไปไม่รอด ช่วยมนุษยชาติในโลกให้เกิดสุขสันติอย่างอุดมสมบูรณ์ เป็นสังคมที่ดีตามอุดมการณ์ไม่ได้ ก็ยังมีน้อยอยู่ด้วย จึงเป็นเรื่องยากที่ยากสุดๆจริงๆ แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นทางออกอื่นใดเลยที่จะดีกว่าต้องปรับตัวมาเป็นระบบบุญนิยมนี้ให้ได้ แล้วสังคมมนุษยชาติในโลกไปรอดแน่ๆ ...ลงชื่อผู้เขียน สมณะโพธิรักษ์ ต่อจากนี้คุณเก่าสมัยใหม่เสมอก็จะเขียนต่อ คอลัมน์นี้บอกว่า เปิดยุคบุญนิยม ทำไมต้องเปิดด้วยล่ะ ก็เพราะมันไม่ปิดไง ขออภัยพูดหวัดไปนิดหนึ่ง นี่ไม่ยียวนนะ ไม่ปิดก็คือตั้งใจแง้มออกมาแล้วเผยออกมาแล้ว คือไม่ปกปิดเอาไว้ในที่จำเพาะหรือในกรอบขอบอยู่อย่างเก่าๆเท่านั้นแล้ว คือเร ิ่ มเผยตัวออกมาแล้ว ผู้เปิดเผยทำทีเป็นว่า เราไม่ใช่เป็นผู้เปิดเผย เป็นเจ้าของทีเดียว จริงๆแล้วอาตมาไม่ใช่เจ้าของบุญนิยม เจ้าของบุญนิยมคือพระพุทธเจ้า อาตมาก็เป็นเหมือนร่างทรง เหมือนกับกำนันเป็นร่างทรงประชาชน อาตมาก็เป็นร่างทรงความรู้ของพระพุทธเจ้า ผู้เปิดเผยบุญนิยมเขาตั้งเจตนาใหม่แล้ว เขามุ่งหมายตั้งใจ ไม่สงวนความเป็นบุญนิมไว้แต่ในหมู่หรือสงวนไว้แต่ในขอบเขตจำกัดอย่างเก่าแล้ว เขาทั้งออกตัว ทั้งสื่อสาธารณะทั่วไป ทุกวันนี้เผยแพร่ให้ได้เห็น ได้รู้ ได้ยิน ได้ฟัง ได้สัมผัสกันอยู่โต้ง แต่คนยังไม่รู้ค่า แต่ก่อนนั้นยังไม่ได้เปิดเผยเพราะเขายังไม่พร้อมพอ หมายถึงชาวอโศก เขาปฏิบัติตนเองในกลุ่มหมู่ตนเองเท่านั้น ยังฟูมฟักก่อร่างสร้างตัวอยู่ ความเป็นบุญนิยมในบุคคลากรแต่ละคน ทั ้ งที่เกิดจริงเป็นจริงได้ในหมู่มวลในภาวะหรือในองค์รวมจนผนึกเป็นปึกแผ่น ทั้งคุณสมบัติ หรือคุณวุฒิ ในความเป็น บุญ แบบพุทธ อย่างสัมมาทิฏฐิก็ดี หรืออื่นๆอีกนั้น เขาต้องมีภาวะแห่งคุณธรรมที่ถึงขั้นคุณวิเศษ เอาคำว่าคุณนี่มาใช้กันเยอะ ตั้งแต่คุณสมบัติ คุณวุฒิ เป็นบุญแบบพุทธด้วย กำชับลงไปอีก เป็นคุณวุฒิ บุญแบบพุทธ อย่างสัมมาทิฏฐิกำชับเงื่อนไขหลักว่าแบบสัมมาทิฏฐิ ซึ่งผู้มีคุณธรรมบุญแบบพุทธนี้ เขาต้องมีภาวะแห่งคุณธรรมที่ถึงขั้นคุณวิเศษ คำว่า คุณธรรมนี่รู้กันทั่วไป อย่างโลกีย์ก็เยอะ มีคุณธรรมคุณงามความดีความเกื้อกูล อะไรต่างๆนานาที่เป็นกันตอนนี้คุณงามความดีเรียกคุณธรรมทั้งนั้น แต่นี่ถึงขั้นคุณวิเศษ และต้องมีคุณนิธิ คุณนิธิก็คือคลังแห่งความดี มีคุณนิธิเพียงพอ กระทั่งมี คุณราศี คือ คุณธรรมที่มีนั้นๆจะต้องมีมากจนแผ่พลัง ออกไปให้ผู้อื่นสัมผัสได้ คุณราศีต้องเป็นคุณธรรมระดับคุณวิเศษนะอย่าลืม เมื่อคนได้สัมผัสแล้วจึงจะพอรับได้รู้ได้บ้าง จะต้องมีคุณนั้นก่อนเปิดตัว คุณก็คือ คุณธรรม คุณนิธิ คุณราศี คุณวิเศษนั่นแหละ ซึ่งจะต้องมีคุณนั้นก่อนจะเปิดตัว และขอย้ำกำชับว่า คุณสมบัติหรือคุณวุฒิของบุญนิยมต้องเป็นคุณธรรมขั้นคุณวิเศษถึงอุตริมนุสธรรม ดังนั้นบุญนิยมแบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิ จึงเป็นอุตริมนุสธรรม คือ คุณวิเศษ เพราะมีคุณประโยชน์ที่ว่านี้มี ทาน ศีล ภาวนา ขั้นโลกุตระ ทานก็แบบโลกุตระ ศีลก็แบบโลกุตระ ภาวนาก็แบบโลกุตระนั่นเอง มีทาน ศีล ภาวนา ขั้นโลกุตระ มิใช่แค่ขั้นโลกียะเท่านั้น นี่ย้ำ คุณประโยชน์ ประโยชน์ที่ได้ ทำทานได้ประโยชน์หรืออานิสงส์ แค่โลกียะก็ยังไม่ใช่บุญตามที่หมายนี้ ทานก็แค่โลกียะ ศีลก็แค่โลกียะ ภาวนาก็แค่โลกียะ นั่นยังไม่ใช่บุญตามที่หมายนี้ แต่คุณประโยชน์อันมีคุณค่า คุณธรรมต้องสำเร็จผลถึงจิตใจได้สละกิเลส คุณประโยชน์นี้ต้องมีคุณค่า เข้าขั้นคุณธรรม ต้องสำเร็จผลถึงจิตใจได้สละกิเลสจางคลายหรือหมด หรือดับไปจริง ที่เรียกว่า คุณวิเศษ หรือเรียกว่า อุตริมนุสธรรม ปานนั้นทีเดียว ซึ่งคุณวิเศษนั้น ไม่ใช่คุณธรรมระดับสามัญธรรมดา แต่เป็นคุณธรรมระดับสำเร็จจริง แล้วตกผลึก ผนึกอยู่ในจิต เกิดจิตที่เป็นสมาธิ เรียกว่าตั้งมั่น ผนึกลงไปในจิต ต้องมีคุณประโยชน์ถึงขั้นนี้เป็นตัวชี้บ่งคุณค่าแห่งคุณประโยชน์ ต้องเข้าใจว่า คุณค่าต่างจากคุณประโยชน์อย่างไร และต้องเป็นชนิดที่สัมผัสแตะถูกตัวตน ตัวตนนี้ภาษาบาลีเรียกว่า อัตตา แตะถูกตัวตนจริงๆแท้ๆของกิเลสสันดานนั้นๆด้วย แล้วชำระสันดานนั้นได้ จึงจะนับว่า เข้าขั้นที่เราหมายถึง นี่คือบุญ ฟังขยายความมาถึงขนาดนี้ ไม่จบนะ นี่เพิ่งเริ่มต้นคำว่า บุญ ตั้งใจฟังดีๆ วันนี้อาจจะต้องฟังธรรมกันหูหักบ้าง ต้องขึ้นบันไดหรือยอดไม้ฟัง จึงจะนับว่าเข้าขั้นที่เราหมายถึงว่านี่คือ “บุญ” ผู้ได้บุญ ต้องได้คุณธรรมขั้นนี้ ในความเป็นบุญนิยมสำทับลงไปเลย เรามีเนื้อหากันตามที่ว่านี้ เพื่อยืนยันว่า เราก็คือพวกเราชาวอโศก มีเนื้อหาระดับนี้ เป็นคนได้บุญระดับนี้จึงเรียกว่า ลัทธิบุญนิยม ที่จริงบุญนิยมนี้ เป็นระบบที่เก่ามาก มีตั้งแต่พระพุทธเจ้าอุบัติตรัสรู้ ขึ้นในโลกกว่า 2,600 ปีมาแล้ว ก็ต้องเก่าสมัยแน่ แต่เป็นระบบเก่าที่ไม่เคยเก่าเลย แม้จะเป็นระบบเก่ามานานสมัย ก็ยังลำ้หน้าสมัยใหม่ที่ใหม่ที่สุดเอา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน