สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ต้องละเฉกาถึงเกิดปัญญาพาบรรลุธรรม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข7 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ต้องละเฉกาถึงเกิดปัญญาพาบรรลุธรรม พ่อครูว่า...จริงแล้วเราไม่ได้มีจิตเกลียดชัง แต่เป็นเรื่องที่ต้องตำหนิเพราะมันแย่จริงๆ ก็เขาบอกไปโดยตรงว่าเดี๋ยวนี้ศาสนา เอาในเมืองไทยเป็นหลัก เมืองอื่นไม่ต้องพูดถึง ศาสนาพุทธในเมืองไทยนี่แหละ ไม่ได้มีปัญญากันหรอก มีแต่เฉโก คำว่าความเฉลียวฉลาดในภาษาบาลีมี 2 คำ(ปัญญากับเฉกา) ปุถุชนนี้มีความฉลาดแบบ เฉโกหรือเฉกะ หรือเฉกตา ชนิดเดียว ไม่มีความฉลาดทางปัญญาเลย ผู้ที่มีความฉลาดที่เรียกว่าปัญญา คือความเฉลียวฉลาดแบบที่สอง ปุถุชนมีแต่เฉกา แต่อาริยะชนตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไปเริ่มมีความเฉลียวฉลาด ที่เรียกว่าอัญญา เป็นความเฉลียวฉลาดทางโลกุตระ ผู้จะมีปัญญาได้จะต้องมีสัมมาทิฐิ ต้องมีสัมมาปฏิบัติ ต้องเกิดจิตบรรลุธรรม เกิดอธิปัญญา เกิดปัญญาจากการปฏิบัติ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ปัญญาจึงจะเกิด ปัญญาจะเกิดจากการอื่นไม่ได้เลยจะต้องเกิดจาก 1. ได้คบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ จึงเกิดความศรัทธาที่บริบูรณ์ จึงทำใจในใจบริบูรณ์ โยนิโสมนสิการได้บริบูรณ์ จึงจะเกิดปัญญา สติสัมปชัญญะจึงจะบริบูรณ์ สํารวมอินทรีย์ 6 จึงบริบูรณ์ สุจริต 3 จึงบริบูรณ์ สติปัฏฐาน 4 จึงบริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 จึงบริบูรณ์ วิชชาและวิมุติจึงบริบูรณ์ นี่คืออวิชชาสูตร ทุกวันนี้ศาสนาพุทธได้เสื่อมและผิดเพี้ยนไปจนเข้าใจคำว่าฉลาดที่เป็น เฉโก กับความฉลาดที่เป็นปัญญาแยกแยะไม่ได้ คำว่าปัญญาจึงถูกสวมรอย ด้วยความฉลาดแบบ เฉโก ทุกวันนี้เลยถือว่าปัญญา เป็นความฉลาดทั่วไปหมดเลย ทำให้ปัญญานี้เสีย ทั้งที่ปัญญาคือความเฉลียวฉลาดที่ไม่มีกิเลส ถ้าสูงสุดเลยเป็นพระอรหันต์ก็ลดกิเลสได้หมดเลย ถ้าเป็นพระอาริยะตามลำดับ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี ก็มีปัญญาไปตามลำดับ มีความฉลาดที่ทำให้กิเลสหม

อ่านต่อ

ดไปเรื่อยๆอย่างสมบูรณ์ นอกนั้นเป็นคำว่า เฉโกหมด แต่เขาไม่ใช้คำนี้แล้ว ไม่ยอมรับคำว่า เฉโกแล้ว จะใช้คำว่าปัญญาแทนหมด คือเขารู้ พอเข้าใจว่า หมายถึงความฉลาดที่ไม่ดีก็ไม่ยอมรับ ก็อยากได้ความฉลาดที่ดีคือปัญญา แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีปัญญา ปัญญา ให้ชัดๆ ตั้งแต่ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ปัญญาในเชิงไหนๆ ที่คิดทัน อาตมาคิดเริ่มต้นสูตรหลักคือ ศีล สมาธิ ปัญญา และปัญญาจะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดจากกระบวนการ 6 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ต้องมี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ ต้องปฏิบัติโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 และพัฒนาสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิจะเจริญขึ้นเป็นพลวัตไป เสริมให้เกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ เป็นปัญญาพละในที่สุด จะเป็นอย่างนั้นตลอดไป เป็นความหมุนรอบเชิงซ้อนในกระบวนการปฏิบัติ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ต้องมี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ ปัญญาจะต้องเกิดจากการปฏิบัติมรรค ถ้าไม่มีการปฏิบัติมรรคเป็นสัมมา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 ปัญญาเกิดขึ้นง่ายๆไม่ได้ ถ้าแค่แยกแยะ ปัญญากับเฉกาไม่ออกก็ไม่มีทางเกิดปัญญา ปัญญาจะมีลักษณะแตกต่างอย่างไร แค่ปัญญาโลกุตระก็ไม่ชัดเจน ปัญญาไม่มีโลกียะ คนที่ฉลาดสามารถร่ำรวยเอาเปรียบเอารัด สามารถอะไรต่างๆนานา เก่งยอดทางโลกเป็นโลกจินตา ทั้งหมดความรู้ทางโลก ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นปัญญาเลย คิด คอมพิวเตอร์มาได้อย่างเก่ง แพร่หลาย เป็นสิ่งเสพติดทั่วโลกคือสมาร์ทโฟน คือสิ่งเสพติดที่ร้ายแรงที่มากในโลก ไม่ผิดกฎหมายค้าขายกัน เอาไปใช้ต่อหน้าต่อตา เป็นสิ่งเสพติดที่ร้ายแรงมากขณะนี้ เป็นความเสื่อมของสังคมโลกที่ถึงขีดแล้ว มันมีประโยชน์ แต่มันงมงายแล้ว ติดยึด เอาจริงเอาจัง ถ้าอาตมาจะใช้ก็รู้ว่ามีประโยชน์อย่างไร อาตมาทำไม่เป็นหรอก แต่ก็อาศัยพวกเราก็ใช้ได้แล้ว เหลือแหล่ แค่อาตมาใช้นิดหน่อยก็คุ้มกินคุ้มใช้ ไม่ต้องไปใช้มากมาย แต่เสพติดกัน ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรมากเอามาทำพิษภัยให้กับตัวเองอย่างร้ายกาจ มีความเป็นโทษแต่เอาประโยชน์มาครอบงำเป็นความหลง จริงๆแล้วไม่ใช่ประโยชน์ มันหลงผิด มันเป็นโทษเสียมากกว่ามาก แต่ก็ไม่รู้จะไปห้ามอย่างไรห้ามไม่ได้ มาพูดถึงปัญญา ปัญญานี้เป็นภาษาบาลีมีเฉพาะในศาสนาพุทธ ศาสนาเทวนิยมใดๆ ในโลก ศาสนาที่มีพระเจ้าเอาคำว่าปัญญา ภาษาบาลีตัวนี้ไปใช้ผิดหมด ไม่ใช่ เขามีแต่เฉโกทั้งนั้น แม้แต่ชาวพุทธเองก็ยังใช้คำว่าปัญญาอย่างผิดเพี้ยนมิจฉาทิฐิ ก็เฉโกเหมือนกัน เพราะเข้าใจสัมมาทิฏฐิไม่ได้ ปัญญาจะเกิดได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร ข้อ 258 จะเกิดปัญญาได้ต้องมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิมี 10 ข้อ ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 มหาจัตตารีสกสูตร ข้อ 257 ก่อนจะเป็นปัญญาต้องสัมมาทิฏฐิก่อน สัมมาทิฏฐิ ต้องเข้าใจอย่างถูกต้องในคุณสมบัติ ถ้าสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อนี้ไม่ได้ เข้าใจ 10 อย่างนี้ไม่ได้ คุณไม่มีทางที่จะไปสร้างปัญญาได้เลย ไม่มีทางบรรลุธรรมพระพุทธเจ้า แม้จะนั่งสมาธิจนก้นแตก เพราะสัมมาทิฏฐิ 10 นี้ไม่ได้ให้ไปนั่งหลับตา แต่ให้ไปลืมตาปฏิบัติทั้งนั้น ตั้งแต่ทาน ข้อที่1 เลย คุณไปหลับตาทำทานนี้ไม่มีหรอก การไปนั่งหลับตาสะกดจิตจะได้ทำทานที่ไหน ต้องรู้ว่าทำทานอย่างไรจึง อัตถิทินนัง ทานอย่างไรจึงมีผลถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าพาทำ การทำทานทุกวันนี้จะพูดได้เลยว่า จะหาสักครึ่งวัดได้มั้ย ไม่ต้องเอาเต็มวัดหรอก ที่สอนทำทานแล้วมีอานิสงส์เป็น อัตถิทินนัง หมายความว่าอะไร หมายความว่า คุณสอนทาน พากันทำทานแล้วจิตคุณไม่ได้ทาน จิตคุณไม่ได้มีอานิสงส์ในการทาน จิตคุณมีโทษในการทาน แทนที่จะได้กุศล ไม่ต้องพูดถึงบุญเลย โดยเฉพาะวัดธรรมกาย มีแต่อกุศลมีแต่นรกทั้งนั้นสอนให้ได้นรก คือ ไปสร้างภพ สร้างชาติ สอนทำทานแล้วให้อธิษฐานให้ได้สวรรค์ว่าเราทานอย่างบริสุทธิ์ใจ ความบริสุทธิ์ใจนี้อธิบายไม่เป็น บริสุทธิ์ใจคือให้ทานยังไม่มีกิเลสอยากได้อยากมีอะไรกลับมาเลย อย่างธรรมกายให้ทานแล้วก็จะได้หวังอะไรกลับมาตอบแทน แท้จริงการทานต้องไม่มีองศาแห่งความโค้งสักนิดเลย ให้ตรงแหน้วเลย เป็นไอโซโทป เป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน คุณอ่านจิตของคุณเป็นให้แล้วตรงแน่วเลย ไม่มีองศาแห่งความโค้ง ไม่เกิดพลังงานจิตที่เกิดองศาโค้งเลย ตรงไปเลย นี่เรียกว่าไม่มีสาเปกโขเลย ตรงแน่วอย่างเดียวให้เป็นให้ บริสุทธิ์ ไม่มีความโค้งงอแม้สัก .000001 องศาเลย จะลากไปกี่0 ก็ตามใจไม่มีโค้ง มีแต่ตรง ให้อย่าง 0 องศาเลย การให้อย่างนั้นจึงจะเรียกว่าการทานที่มีอานิสงส์เต็ม แต่ถ้าคุณให้ไปร้อยหนึ่ง คุณก็ยังหวังกลับคืนมา 90 ก็ยังมีอานิสงส์เรียกว่าส่วนบุญ 10 อธิบายส่วนบุญ เขาอธิบายส่วนบุญว่าเป็นสมบัติมันเป็นเรื่องผิด ส่วน เรื่องส่วนบุญนี้เป็นวิบัติ การได้ส่วนบุญคือทำทานไป 100 ก็ยังได้คืนมาสัก 90ก็เลยได้ให้ไป 10 สละไป 10 เสียไป 10 การเสียนั่นแหละคือการได้ ส่วนบุญที่ได้คือการเสีย สัจจะทุกวันนี้ เมื่อไม่เข้าใจคำว่าบุญคือสิ่งที่เป็นวิบัติ และเป็นวิบัติที่เป็น เอกังสเสนะด้วยนะ คือ เป็นวิบัติถ่ายเดียวทิศเดียว วิบัติแล้วทำเสร็จ จบ เป็นระเบิดปรมาณูที่ทำลายกิเลสเสร็จ พลังงานปรมาณูหมดไปไม่มีระเบิดลูกนั้นอีกแล้ว บุญลูกนั้นก็สูญหาย พร้อมกับที่ทำลายกิเลสได้สำเร็จ บุญก็ทำหน้าที่เสร็จจบ ถ้าทำลายไม่หมด เหลือเศษต้องเอามาทำลายต่ออีก เศษบุญต้องเอามาโยนต่อ เอามาทิ้งระเบิดทำลายสิ่งที่เหลือเศษอีก เหลือเท่าไหร่บุญก็ทำต่อ จนกว่าจะหมด 0 บุญก็หมดด้วย ปุญญปาปปริกขีโณ บาปหมดบุญหมด ไม่มีบุญไม่มีบาป ที่อาตมาพูดอยู่นี้มันน่าเหนื่อยไหม เหนื่อยแทนอาตมาบ้างไหม… มันแก้ได้ยากมากศาสนาพุทธทุกวันนี้ได้เบี้ยวบาลีไปมาก ที่พูดมาตั้งแต่ ศีลสมาธิ ปัญญา บุญ กาย ที่นับไม่ถ้วนแล้ว คือไม่รู้จะเอาคำไหนถูก แล้วคำสำคัญๆทั้งนั้นนะ แล้วมันจะไปเหลืออะไรศาสนาพระพุทธเจ้า เพราะมันได้ผิดสัจจะของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้แล้วเอามาเปิดเผย พูดไปแล้วก็น่าเห็นใจ น่าหมั่นไส้ ว่าอวดดีอวดเก่ง ว่าถ้าอย่างนั้นเถรสมาคมทั้งหมดก็ผิดสิ ...ถูกแล้ว ฟังอาตมาแล้วเถรสมาคมจะมาแก้ไขหรือไม่ องค์ไหนกล้าทำแล้วก็ไม่ต้องมาบอกอาตมาหรอก ถ้ายิ่งกล้าออกมาบอกว่า ทำอย่างโพธิรักษ์นี่แหละ สงสัย คิมจองอึน หยุดทดลองนิวเคลียร์แหงๆเลย ถ้าเถรสมาคมหยุดแล้วมาเอาอย่างพระโพธิรักษ์ คิมจองอึน สั่งหยุดพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ปรมาณูแล้ว จะมีสักองค์ไหม 600906_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องละเฉกาถึงเกิดปัญญาพาบรรลุธรรม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน