พระป่าสายหลับตาคืออัญญเดียรถีย์ในปัจจุบัน.docx
เนื้อหาในไฟล์
พระป่าสายหลับตาคืออัญญเดียรถีย์ในปัจจุบัน _เซียนเบิร์ด ระเบิดแจ็คพอต : ท่านบอกว่าพระอรหันต์ของแท้แล้วบอกว่าหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน หลวงตามหาบัวทั้งหมดเป็นของเก๊ กรรมหนักท่านพูดแบบนี้ประชาชนเขารู้ไตรก็รู้ครับฟังจากคำสอนของหลวงปู่มั่นปฏิบัติแล้วเห็นจริงครับแล้วท่านไม่ได้ว่าไครด้วยท่านพูดเเบบนี้ผมบอกเลยว่ากรรมหนักมากเลยครับแต่ผมไม่กล้าด่าท่านหรอกครับเพราะยังไงท่านก็เป็นพระแต่ท่านไม่ควรพูดอย่างนี้ครับมันจะกลับย้อนเข้าไปหาท่านเองนะครับ พ่อครูว่า…ขอบคุณที่แสดงความเป็นห่วงอาตมา ท่านบอกว่าพระอรหันต์ของแท้แล้วบอกว่าหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน หลวงตามหาบัวทั้งหมดเป็นของเก๊ ก็ขอยืนยันอีก ด้วยความจริงใจ ไม่ได้มีอคติในจิตใจ พูดอีกทีว่าอรหันต์หลวงปู่มั่นหลวงปู่แหวน หลวงตามหาบัว สายหลับตาทั้งหลายแหล่เป็นโมฆะทั้งนั้น สายหลับตาไม่ใช่ศาสนาพุทธตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่มีอปัณกปฏิปทา ไม่เป็นไปตามจรณะ 15 วิชชา 8 ก็หลวงตามหาบัว หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวนก็ปฏิบัติหลับตา มันไม่มีชาคริยา มันไม่ตื่น ไม่มีการสัมผัส ไม่มีการสังวรอินทรีย์ ไม่มีโภชเนมัตตัญญุตา ไม่มีชาคริยานุโยคะ มหาบัวก็กินหมากปากเปรอะ เป็นสิ่งเสพติดอยู่ก็รู้ง่ายๆ แต่ก็ยังเสพติด มันเป็นจิตแบบเดียรถีย์ ออกนอกขอบเขตพุทธ มันไปยึดสิ่งเหล่านั้นว่าถูกอย่างยึดมั่นถือมั่น อาตมาพูดอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ เพราะว่าปิดประตูแล้วไม่มี ปรโตโฆษะ ไม่มีทางจะโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจได้อย่างถูกต้องของแท้ตามของพระพุทธเจ้าหรอก อย่างไรก็ยาก เพราะฉะนั้นมิจฉาทิฏฐิในคู่ที่บอกว่าเป็น ปรโตโฆษะ กับ โยนิโสมนสิการ เขาไม่มี เขาก็ไม่มีทางได้สัมมาทิฏฐิ อาตมาพาทำอย่างโยนิโสมนสิการไปถึงที่เกิดกิเลส เขาทำไม่ได้ ไปนั่งหลับตาไม่มีวันเข้าถึงที่เกิดเหตุ ไม่มีวันท
อ่านต่อ
ี่จะถ่องแท้ แยบคาย ไม่มีวันที่จะมีการปฏิบัติจิตได้ เพราะมันไม่เป็นวิญญาณฐีติ อย่างนี้ เป็นต้น ที่อาตมาอธิบายอย่างนี้ 100 อาจารย์มั่น 100 มหาบัว ก็อธิบายอย่างอาตมาไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ธรรมะพระพุทธเจ้า อาตมาอธิบายตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า ตรวจสอบตาม พระไตรปิฎกได้ทุกตัว แต่เขาพูดไปอย่างโวหาร วาทกรรม ลิงตกต้นไม้ มันง่ายเข้าใจง่ายตื้นๆรู้ตีหัวเข้าบ้านเป็นพระอรหันต์อย่างนี้เป็นต้น พูดอย่างอื่นๆที่คนเขาฟังเข้าใจกันได้ง่ายๆ ซึ่งธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ ทุรนุโพธา รู้ตามได้ยาก คัมภีรา (ลึกซึ้ง), ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก), ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก), สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่), ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น), อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้), นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน), ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ขออภัยที่ต้องพูดอย่างแข็งแข็งยืนหยัดยืนยัน เพราะว่าครึ่งทศวรรษแล้ว 50 ปีอาตมาก็ยกระดับการเป็นผู้ใหญ่ ถือว่าเป็นรัตตัญญูแล้ว เป็นผู้อายุยาวทางธรรม ถึงขั้นนี้แล้ว เข้ารัตตัญญู ก็ต้องตามจริงพูดยืนยันความจริงอย่างผู้ใหญ่ อย่างเมตตาเอ็นดูเด็กๆ ที่ยังพาล ยังเยาว์ ยังไม่เดียงสา เถรสมาคมทั้งเถรสมาคม ท่านยังเยาว์ ยังพาล ยังไม่เดียงสา ยังไม่เข้าใกล้ธรรมะพระพุทธเจ้า หลงติดอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขทั้งนั้น
มีสูตร ว่าด้วย อัญเดียรถีย์ คือเดียรถีย์เป็นนักบวชนอกศาสนาพุทธ อ่านประกอบ เล่ม 19 ข้อ 117 อัญญติตถิยวรรคที่ 5 วิราคสูตร ข้อปฏิบัติเพื่อสำรอกราคะ [๑๑๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พึงถามเธอ ทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในพระสมณโคดม เพื่อประโยชน์อะไร? เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงชี้แจงแก่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อสำรอกราคะ. [๑๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พึงถามเธอทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ทางมีอยู่หรือ? ข้อปฏิบัติเพื่อสำรอกราคะมีอยู่หรือ? เธอทั้งหลาย ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงชี้แจงแก่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น อย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ทางมีอยู่ ข้อปฏิบัติเพื่อสำรอกราคะมีอยู่. [๑๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางเป็นไฉน? ข้อปฏิบัติเพื่อสำรอกราคะ เป็นไฉน? อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เป็นทาง นี้ เป็นข้อปฏิบัติเพื่อสำรอกราคะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงชี้แจงแก่ พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น อย่างนี้ จบ สูตรที่ ๑ พ่อครูว่า…ฟังดีๆ เดียรถีย์ แปลว่า นักบวชนอกพุทธ ท่านทั้งหลายเป็นนักบวชนอกพุทธ แต่ชาวอโศกเป็นนักบวชศาสนาพุทธ ไม่มีใครไปจัดการท่านแต่ท่านปฏิบัติผิดเองก็เลยออกนอกขอบเขตพุทธกันไปจริงๆ ที่เป็นสัจจะ เอ้า เชิญท่านอัญญเดียรถีย์ทั้งหลายในเถรสมาคม ฟัง อาริยมรรคมีองค์ 8 มี สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ปฏิบัติให้พ้น สัมมาอาชีวะ 5 ปฏิบัติกัมมันตะให้พ้นมิจฉา 3 ปฏิบัติสัมมาวาจาให้พ้นมิจฉา 4 ปฏิบัติสังกัปปะ 7 ให้พ้นมิจฉาสังกัปปะ 3 แต่ท่านศึกษา แต่ท่านไม่ได้มีการรู้จักรู้แจ้งการศึกษา ท่านได้แต่บัญญัติภาษา ท่านไม่ชัดเจนถึงความหมายเมื่อรู้ความหมายแล้วก็ต้องเอาไปปฏิบัติให้ถึงสภาวะจิต เจตสิก รูป นิพพานจริง ท่านทำไมได้ เพราะแม้แค่นี้ ท่านก็ปิดประตู อาชีะคือหลับตา กัมมันตคือหลับตา วาจาคือปิดปากหลับตา สังกัปปะคือดับจิตหยุดนึกคิด นี่คือ การปฏบัติอย่างอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น สายหลับตาทั้งหลาย คือเดียรถีย์ แต่สายพระบ้านที่เข้าใจว่า ปฏิบัติอย่างหลับตาทั้งหลายเป็นเรื่องถูกต้องก็เป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ ขออภัยที่อาตมาพูดตรงมากพูดถูกหน้าแงเขาตลอดเวลา อาตมาไม่ได้พูดด้วยความโกรธเคืองชิงชัง แต่พูดด้วยความสงสาร อาตมาพ้นสงสารแล้ว คนไม่ต้องสงสารอาตมาหรอก คืออาตมาพ้นวัฏฏะต่างๆ อาตมาสะดวกมากในการบอกความจริงทุกวันนี้ เพราะอาตมาเป็นพระอรหันต์ พูดอย่างผู้ไม่มีอวิชชาก็พูดอย่างผู้มีวิชชาจริงๆตรงๆ พวกยึดอวิชชาเป็นวิชชาเขาก็แย้งๆๆ สัจจะมีหนึ่งเดียว ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาจะแย้งอาตมาไม่ได้จะฟังอย่างสงบแต่ผู้ที่ไม่มีปัญญาก็จะแย้งๆๆ มันเป็นสัจจะนะตรงนี้ อาตมาพูดก็ยกอ้างธรรมะพระพุทธเจ้าสัจจะมีหนึ่งเดียว เถรสมาคม พระที่บริหารศาสนาพุทธอยู่ในเมืองไทย คือกลุ่มเถรสมาคมหรือคณะใหญ่นี้ กับทางพระปฏิบัติคือสายหลับตาทั้งหลายไม่ใช่เฉพาะสายอาจารย์มั่น สายอื่นก็สายหลับตา แต่ถือว่าอาจารย์มั่นเป็นอาจารย์ใหญ่มาก ซึ่งพากันออกเป็นเดียรถีย์ กันหมดแล้ว ก็ท่านจมวนอยู่ในวัฏสงสารที่ยังไม่ผุดไม่เกิด ยังจมอยู่ในวังวนโลกียะต่ำ โลกียะลงนรกมืดด้วย เรียกว่าอเวจี เอาอินทริย์ภาวนาสูตร อินทรีย์ภาวนา แปลว่า ปฏิบัติให้เกิดผล แล้วเป็นการเจริญอินทรีย์เจริญอย่างไร วิธีปฏิบัติพลังกำลังของการจะเกิดพลังทางจิต เจตสิก รูป นิพพาน เกิดพลังไปกำจัดกิเลสจะเจริญอินทรีย์อย่างไร หมายความว่าอินทรีย์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทางทวารทั้ง 6 จะปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติกับอินทรีย์ทั้ง 6 อย่างไร ทีนี้ ในเรื่องนี้ท่านว่าไว้ใน อินทริยภาวนาสูตร ล.14 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร (๑๕๒) [๘๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๘๕๔] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกรอุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ พ่อครูว่า…ท่านอุตระมีปฏิภาณปัญญา ฟังพระพุทธเจ้าก็เข้าใจ สะดุ้งสุดตัวเลย เราเรียนมาผิดหรือ แต่ชาวเถรสมาคม สายพระป่า สายอาจารย์มั่นก็ตาม หรือสายหลับตาทั้งหลาย คอตกซบเซานั่งนิ่งที่ไหน ก็มีแต่แย้งว่า อรหันต์หรือ? ก็คนตาบอดหูหนวกจะไปเห็นพระอรหันต์ได้อย่างไร คนตาบอดไม่เห็นหรอกเมฆ แต่คนตาบอดสอดตาเห็นก็พากันมาชมเมฆกันใหญ่ บอกว่า สวยจริง ปฏิบัติธรรมของเขาทุกวันนี้ไม่มีมรรคมีองค์ 8 เข้าได้ปฏิบัติอาชีพ 5 ที่ไหน ปฏิบัติกัมมันตะที่มีมิจฉา 3 ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร เขาไม่ได้ปฏิบัติเลย เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เขาไม่ได้ปฏิบัติกัมมันตะที่ให้พ้นมิจฉาชีพ 5 เขาก็กุหนา ลปนากันอย่างหลงงมงายเลย เกิดเรื่องเกิดราวสารพัดกัน ที่จริงเขาประนีประนอมซูเอี๋ยกัน ถ้าไม่ประนีประนอมกัน เขาปราชิกกันไปเยอะแล้ว โดยเฉพาะเรื่องเงินทอง เอาอีกอัน อวดอุตรมนุสธรรมที่ไม่มีจริงในตนก็ปาราชิกเหมือนกัน อวดอรหันต์เก๊ มีในตนแต่เป็นของเดียรถีย์ แล้วมาบอกว่าของพระพุทธเจ้าอีก ฟังดีๆ คุณเซียนเบิร์ด คุณบอกว่า อรหันต์ของแท้ แต่อาตมาว่าอรหันต์ของเก๊ คุณบอกว่าอาตมามีกรรมหนัก อาตมาว่า อาตมาหนักที่มีกุศลธรรม แต่ทางโน้นอกุศลกรรมหนักกว่าอาตมา อาตมาต้องช่วย เขาว่า ประชาชนก็รู้ใครก็รู้...ที่ว่าท่านไม่ได้ว่าใคร ท่านจะไปว่าใครได้ เพราะท่านไม่รู้เรื่อง เป็นยังไงท่านไม่รู้เรื่องธรรมะพระพุทธเจ้าเลยจะไปว่าใครได้ แต่อาตมานั้นรู้ลึกซึ้งจึงว่าได้ ยังหยิบเอาความละเอียดมาว่าได้อีกนะ อาตมารู้ก็ว่าได้ แต่ท่านไม่รู้จะเอาอะไรมาว่าเขาได้ อาตมามีกุศลกรรมหนักมาก แต่ที่คุณไม่กล้าด่า ก็เป็นความดีของคุณ ก็ยังรู้จักไว้ รู้จักฐานะ อาตมาก็ขอบอกว่า อาตมาควรพูดอย่างนี้ เพราะสมัยพระพุทธเจ้านั้น ท่านด่าเดียรถีย์อย่างกับอะไรดี แต่คุณบอกว่าท่านไม่ด่า แต่ท่านว่า ท่านบริภาษก็คือด่า แล้วคนมาแปลพระบาลีเป็นไทยก็แปลด้วยคำวิจิตรไพเราะที่ไม่เป็นโลกุตระธรรม ที่จริงมันต้องแปลแรงกว่านั้นแต่ถ้าท่านแปลให้ดูนิ่มนวลให้ ดูไม่แรง เลยทำให้น้ำหนักของความผิดมันหนัก ความผิดมันมันหยาบก็เลยกลายเป็นเบานุ่มนิ่มไปหมดเลย นี่ก็เป็นบาปของผู้แปล เป็นความผิดของผู้แปลที่เจตนาดี แต่เป็นการทำอกุศลใส่ตัว ทำผิด ยกตัวอย่าง อย่างพระสารีบุตร เป็นคนไม่เรียบร้อยสุภาพ เดินไปก็ไปโดนคนนั้นคนนี้ ท่านก็แปลว่าพระสารีบุตรเอา สู่แดนธรรม...ในอัมพัฏฐสูตร ที่แปลอาจารย์ของอัมพัฏฐะ ถีบหรือเตะ แต่ท่านแปลว่าเอาเท้าปัด พ่อครูว่า…อันนั้นก็ได้ แต่พระสารีบุตร ท่านกระโดกกระเดก ท่านก็เดินไปชนได้ แต่ท่านไปแปลว่า เอาชายผ้าไปกระทบ ก็เป็นเจตนาดีของท่าน อยากให้สุภาพ สวยดูดี แต่มันผิดสภาวธรรมก็เลยเพี้ยนไปเรื่อยๆ
640423_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มรรคมีองค์ 8 ทำให้พ้นจากอัญญเดียรถีย์