อัญญเดียรถีย์ของศาสนาพุทธยุคปัจจุบันคืออย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
อัญญเดียรถีย์ของศาสนาพุทธยุคปัจจุบันคืออย่างไร ที่ว่าอาตมาไม่ควรพูดอย่างนี้ แต่อาตมากลับเห็นว่าควรพูดให้ถูกต้องตามมหาปเทส มากเลย อาตมาพูดเกินที่พระพุทธเจ้าว่าไว้ เพราะมันมีเหตุปัจจัยต่างๆ เกินกว่าในยุคพระพุทธเจ้ามาก ยกตัวอย่างง่ายๆ ในยุคพระพุทธเจ้า ภิกษุทั้งหลายไม่เคยหลงลาภ ยศสรรเสริญ ในยุคนี้ไม่มี เกินกว่าที่พระพุทธเจ้าท่านจะห้ามหรือพูดถึง เพราะในสงฆ์หมู่อื่นไม่มี แต่มีศาสนาพราหมณ์ ที่เพี้ยนจากพุทธไปเป็นเดียรถีย์ มันกลับไปกลับมาด้วยสัจธรรม พุทธกับพราหมณ์ สองอันสลับไปมาตลอดกาล พราหมณ์คือ สายเทวนิยมของพุทธ แต่สายเทวนิยม100% อย่างสายทางยุโรป ทางตะวันออกกลาง มันไม่ใช่สายทางเอเชีย อินเดีย มันเป็นเทวนิยมคนละขั้ว เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านบริภาษเดียรถีย์ อย่าไปบอกว่าท่านไม่บริภาษ แต่ท่านบริภาษโดยสภาวะ เพราะว่าเดียรถีย์เขาไม่ใช่ชาวพุทธ ท่านว่าเนื้อหา ก็ไม่ต้องพูด สมาคมเดียรถีย์ แต่อาตมาก็ต้องว่า ในกลุ่มพุทธ ก็ต้องว่า เถรสมาคมเดียรถีย์ มันก็คนละยุค และก็คนละหน้าที่ หน้าที่พระพุทธเจ้าไม่ต้องมาว่าชาวพุทธหรอก ก็มีส่วนเล็กน้อยที่เกะกะเกเรอย่างพวกฉัพพัคคีย์ หรือลูกศิษย์พระเทวทัต ท่านก็ว่าแรง ว่าจะถูกแผ่นดินสูบลงนรกอเวจี จะบอกว่าท่านไม่ว่าได้อย่างไร ท่านว่า แต่คุณได้พยายามกลบเกลื่อนให้คนที่พร้อมจะตามฟังอย่างที่คุณพูด ให้มาฟังอาตมาบ้าง (ว่าภิกษุสาติ ท่านก็ว่าแรงอย่างเช่น เธอขุดเรา เป็นคำแรง) พ่อครูว่า…คือ ทำลายพระพุทธเจ้าถึงราก (ขุดเรา) ภิกษุสาติมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่าก
อ่านต่อ
ล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี. (มหาตัณหาสังขยสูตร พตปฎ. ล.12 ข.440) ภิกษุสาติ ไปหลงวิญญาณสัมภเวสี ไม่เอาวิญญาณฐีติ ที่เป็นของศาสนาพุทธ เอาปฏิบัติที่สัมผัสอยู่ปัจจุบันทางทวารทั้ง 6 จึงมีสถานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ แต่ว่าสัมภเวสีไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็คือไปนั่งหลับตา ถ้าคนฟังธรรมะเป็น อาตมาพูดนี้ชัดเจนนะ การหลับตาเป็นของเดียรถีย์ทั้งหมด แล้วทำไมศาสนาพุทธทุกวันนี้ไปหลงหลับตา ก็คือมันเป็นมิจฉาทิฐิไปหลงความผิดเป็นความถูก จึงไปหลงเดียรถีย์ ไม่ใช่อาตมาไปกล่าวโทษใส่ความ แต่มันเป็น อาตมาจึงหยิบความเป็นจริงเอามาพูดในฐานะเป็นชาวพุทธด้วยกัน อาตมาไม่ไปว่าหรอกเดียรถีย์ข้างนอกหรือเดียรถีย์ข้างนอก อาตมาจะพูดกับพี่น้องชาวพุทธ ว่า เธอมิจฉาทิฏฐิไปแล้วนะ พูดกับเขาก็ตรงหน้าแงเขาเลยก็เลยแรง แต่มันเป็นสัจจะ ที่อาตมาพูดซ้ำซากไม่ใช่อาตมาดื้อด้านดึงดัน แต่อาตมามีเมตตาสูง อาตมาจะมีเมตตาไม่มีประมาณอยู่ตลอด มาพยายามดึงพวกเดียรถีย์มาสู่ทางพุทธ สำหรับพวกหลงทาง แต่พวกที่เป็น อัญญเดียรถีย์อย่างสนิทแล้วเขาไม่ฟังอาตมาหรอก เขาตีทิ้งคนละส่วนเลย เขาจะอยู่ส่วนเขาเราก็อยู่ส่วนเรา เป็นนานาสังวาส จะเรียกว่าคนละนิกาย คนละศาสนาก็ไม่เป็นไร มันอยู่ในศาสนาเดียวกัน อาตมาก็ถือว่าเป็นนานาสังวาส อาตมาก็จบอยู่ 2 อย่างนี้ 1. ถ้าผู้ใดบรรลุธรรมด้วยกันก็เป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนผู้ไม่บรรลุธรรมเขาจะเห็นต่างกันหมด ไม่มีทางที่จะเป็นหนึ่งเดียวกันได้เลย เมื่อเราเห็นอย่างนั้นแล้วเราก็จบ คุณก็เห็นอย่างนึงเราก็เห็นอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่านานาสังวาส ก็จบ นี่คือความจบของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ไม่มีปัญหา คนที่เป็นนานาสังวาสคนละนิกาย คนละศาสนา คุณก็เป็นไปซิ ไปทำกับคุณอาตมาก็ไม่ได้ว่าพวกคุณ แต่อาตมาว่าพวกพุทธที่ควรทำให้ถูกตามพระอนุสาสนีของพระพุทธเจ้า แล้วอาตมาก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดสิ่งที่ถูก มันก็จะไปฟาดหัวผู้ที่ปฏิบัติผิด พูดเมื่อไหร่ก็ฟาดหัวผู้ที่ปฏิบัติผิด แต่คุณบอกว่าคุณปฏิบัติถูก คุณก็ไปอยู่กับพวกเดียรถีย์ แต่ถ้าคุณว่าไม่ใช่ คุณเป็นพุทธ ก็ต้องมาฟังสิ่งที่อาตมาพูดสิ นอกจากคุณจะบอกว่า ตกลงคุณไม่ยอมไปเป็นเดียรถีย์แต่คุณจะอยู่นี่แหละ คุณก็อยู่ของคุณเป็นนานาสังวาส อาตมาไม่ไปว่าคนละศาสนาหรอก คุณก็ยืนยันว่าคุณเป็นพุทธอาตมาจะไปว่าอะไรได้ แต่คุณก็คือพวกนอกคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำคำสอนพระพุทธเจ้าเรียนคำสอนพระพุทธเจ้าไม่ถูกไม่ตรง ไม่เข้าเป้าเลยแม้แต่แค่ กรรม 4 สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ก็ทำมิจฉากันอยู่ มิจฉาอาชีพ 5 ชาวอโศกพ้นมิจฉาอาชีวะ 5 ได้ 1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง . 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง . 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร) พ่อครูว่า…คุณทำงานทำการกับหมู่กลุ่มแต่ก็ยังเอารายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง คือยังไม่พ้น ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา ยังรับค่าแลกเปลี่ยนเป็นค่าแรงงานของคน ยังไม่พ้นมิจฉาชีพข้อที่ 5 แต่ชาวอโศกเป็นผู้พ้นมิจฉาชีพข้อ 5 เยอะ แต่ก็ยังมีผู้แฝงอยู่ก็ยังพอมี หาเลห์หาเหลี่ยมเอาให้แก่ตัวเองได้มากๆ พวกนี้ก็ยิ่งบาปหนัก เพราะว่ามาเอาจากผู้ที่ท่านบรรลุ ผู้ที่ท่านสูงส่ง ถ้าไปแย่งชิงจากผู้ที่ต่ำก็บาปไม่กระไร แต่นี่ไปแย่งชิงจากผู้ที่ท่านสะอาดบริสุทธิ์แล้ว ก็ยิ่งบาปหนักซับซ้อน เพราะฉะนั้นการมาทำแย่งรายได้ มาเบียดหรือแอบเอาจากในนี้มันบาปนะ ถ้าคุณจะเอารายได้ควรไปทำข้างนอก คุณจะมีความรู้ความสามารถอยากได้รายได้อยู่ก็ทำ แต่ถ้ามาอยู่ในนี้ไม่ควรจะมาเอารายได้อยู่ในนี้ จะมาทำเพื่อปฏิบัติตนให้ตนเองเป็นหนี้ซ้ำซ้อนมาเอารายได้อยู่ในนี้มันบาปเยอะ นี่ก็พูดสัจธรรมให้ฟัง เพราะฉะนั้นในสายของศาสนาเถรสมาคม เป็นอัญญเดียรถีย์ไป ทั้งหลับตาปฏิบัติก็เป็นเดียรถีย์ 100% ลืมตาก็เป็นเดียรถีย์ 100% เพราะไปหลงโลกีย์เต็มรูปด้วย พระปฏิบัติเค้าหลับตายังไม่หลงลาภยศสรรเสริญเท่ากับสายลืมตาเถรสมาคม สายนั้นจมอยู่ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอย่างเนียนสนิทเลย ซึ่งน่าสงสารมาก อาตมาพูดด้วยความสงสาร “เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา เมื่อเติบใหญ่เจ้าจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน” น่าสงสาร ยังเป็นเด็กผู้ไม่เดียงสาอยู่เลย อาตมาทำงานเมื่ออายุป่านนี้แล้ว จึงพูดได้เหมือนผู้เป็นผู้ใหญ่ พูดอย่างอื่นดูหรือสงสาร ท่านทั้งหลายที่อายุบางคนมากกว่าอาตมา ก็ยังเป็นเฒ่าทารกอยู่ พูดง่ายๆใช้ศัพท์ชัดๆทางโลก เป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นผู้เยาว์วัยอยู่ แม้แต่อายุมากก็เป็นผู้เยาว์วัย ไม่เดียงสาเลย งมอยู่กับ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ เห็นลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเป็นของสกปรก เป็นของไม่น่าไปแตะ เป็นของไม่ควรจะไปแปดเปื้อน
640423_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มรรคมีองค์ 8 ทำให้พ้นจากอัญญเดียรถีย์