ปฏิจจสมุปบาท อวิชชา สังขาร วิญญาณ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิจจสมุปบาท อวิชชา สังขาร วิญญาณ ทีนี้เข้าสู่ ปฏิจจสมุปบาท ย้ำอีก ซ้ำซากอีก เริ่มต้นที่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ สามเส้าแรก เพราะอวิชชาจึงไม่รู้จักสังขาร สังขารมันก็มีวิญญาณเป็นปัจจัย เขารู้เขาขานชื่อพยัญชนะว่าวิญญาณ แต่เขารู้แต่วิญญาณ แต่เขาตีวิญญาณไม่แตก เพราะว่ามันเป็นธาตุรู้ที่เป็นธรรมะ 2 ก็คือ เขาแยกวิญญาณไม่เป็น แยกสองไม่เป็น แล้วห้ามแยกด้วย เพราะว่าพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของ 2 นี้ไม่เรียน 2 เรียนแต่ความเป็น 1 ให้แน่นที่สุด จบที่สุด รู้ที่สุดแล้ว ก็เอามาอธิบาย แตกเท่าที่รู้ ตัวเองมีเท่าไหร่ก็เอามาสาธยาย เพราะฉะนั้นศาสดาของเทวะนิยมจึงมีความรู้ เทวะ แต่ศาสดาแต่ละองค์ของศาสนาแต่ละศาสนา จึงไม่ใช่หนึ่งเดียว สัจจะเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นสัจจะที่ แยกนิกายอกไปเยอะเลย ก็ยิ่งยาก เพราะมันมากเข้าๆ ก็ตามรู้ไม่ไหวไม่หมด เป็นโลกจินตา โลกจินตาคือ มันคิดแยกออกไปเท่าไหร่ก็ได้เพราะเป็นความคิด สร้างความรู้ความหมายขึ้นมา เป็นนิรมาณกายใส่เข้าไป กระจายไปอีกเท่าไหร่ก็ได้ จึงเรียกว่า หาที่สุดมิได้ แค่พูดก็เหนื่อยแล้ว ไม่ต้องไปตามรู้รายละเอียดที่จะหาที่สุดมิได้ พระเจ้าจึงรู้มากต่อให้รู้มากจริงๆเป็นศาสนาที่รู้มาก แต่ไม่มีที่จบ เพราะไม่รู้ที่จบคืออัตตา ตัวเอง ไม่รู้ ก็เลยกลายเป็นผู้ไม่ได้รู้จริง ไม่ได้รู้จริงอะไร ที่คุณรู้มากคือไม่รู้จริง ถ้าคุณรู้มากและรู้จริง คุณก็จบ คุณรู้มากนั้นจริงคุณจะมีรู้กระจ่างแล้วคุณจะรู้กระจก เพราะคุณรู้กระจ่างคุณก็เลยรู้อย่างกระจกเลย กระจกที่ใสที่สุด อาตมาใช้พยัญชนะมาสื่อภาษา เข้าใจไหม ใช้ได้ใช่ไหม โลกจินตา จะบัญญัติอะไรขึ้นอีกมากมายเป็นความรู้ที่หาที่สุดไม่ได้ เสร็จเลยคนนี้ คุณก็รู้ที่จบไม่ได้ 0 เท่ากลับล้านหรือว่า Infinity ไม่จบเลย ไม่มีทางหยุดแล้วคุณจะรู้ได้อย่า
อ่านต่อ
งไร คุณจะเปรียบเทียบได้อย่างไร ฉะนั้นจะสรุปไม่มีที่จบกับความจบ มันทำไม่ได้เพราะไม่มีจุดเปรียบเทียบ คุณรู้ไม่มีที่จบกับคุณรู้จบ คุณก็อย่าไปตามมันสิ ไม่มีที่จบคุณก็เอาที่จบให้ได้ เมื่อคุณรู้ว่ามันไม่มีที่จบ ตามมันไม่ได้ ก็ตัดสิมันก็มีที่จบ ง่ายจะตาย เอ้าจริงนะ อาตมาพูดความจริงเลย ปฏิภาณของอาตมาบอกได้เลย สรุปแล้วเอาตามคำสอนพระพุทธเจ้านี่แหละท่านสอนไว้ อาตมานำคำสอนของพระพุทธเจ้าเอามาใช้เท่าที่ความรู้ของอาตมามี มันก็ครบเป็นสัดส่วนไปได้เรื่อยๆ จนเกินตัวจบ ฉะนั้นจบอย่างอรหันต์ได้แล้ว จบอย่างโพธิสัตว์ระดับ 5 ระดับ 6 ระดับ 7 ระดับ 8 แม้อาตมาแต่ยังไม่ถึงระดับ 8 ก็ตาม มันก็นัยยะเดียวกัน เรารู้แล้ว ตั้งแต่ 4 5 6 7 มันก็เป็น 8 ก็นัยยะเดียวกัน 9 ก็นัยยะเดียวกันอีก เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงรู้จบและรู้ไม่มีที่สุดได้ดีที่สุด ท่านจึงมีที่จบแล้วเป็นอมตะ แล้วก็ตัดสินใจเองเลย จะตายหรือไม่ตายก็ได้ อมตะ เขาแปลอมตะแต่แค่ว่าไม่ตาย เพราะเขาแปลไปตามนัยยะของนิรันดร เขามีทิฏฐิที่เขาติดยึดตามแบบเทวนิยม มันไม่เป็นโลกุตระ เป็นโลกียะ เขาก็เลยแปลอมตะว่าไม่ตาย ก็ตรงกับนิรันดรสูงสุด ความจริงไม่ใช่ อมตะ เป็นเทวะ ตายก็ได้ไม่ตายก็ได้ สองอันเป็นเทวะคู่สุดท้าย ตายคืออย่างไร ความตายของวิญญาณ ความตายของจิตคืออย่างไร พระพุทธเจ้าก็รู้ความจริงของจิต พลังงานของจิตก็คือสังขารปรุงแต่งกันอยู่ แยกมันออกได้ เพราะฉะนั้นต่อจากอวิชชา สังขาร วิญญาณ คุณอวิชชาก็เลยไม่รู้สังขาร ก็เลยไม่รู้วิญญาณที่เป็นการปรุงแต่งของธาตุ ของเหตุปัจจัย ไม่รู้เพราะไม่ให้แยก พอมาปลดอวิชชาก็รู้ สังขารต้องแยกเป็น 2 เพราะฉะนั้นวิญญาณต้องแยกเป็น 2 คุณก็ใช้ 2 เป็นตัวเรียนรู้ ก็เลยได้เกิดเป็นตัว 2 คือ นาม รูป เริ่มมีวิชชาก็เป็นสังขาร วิญญาณ นามรูป สามเส้า เลื่อนชั้นออกมา ก็ใช้นามรูปมาเรียน ใช้เทวะมาเรียน อย่าไปใช้คำว่า 1 มาเรียน ที่อาตมาเรียกว่าหัวใจของศาสนาอยู่ที่พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ให้จับตัวเวทนาที่เป็นที่ตั้ง เป็นกรรมฐานของศาสนา หัวใจของศาสนา เวทนาเป็นหัวใจของศาสนา ไม่มีเวทนาก็ปิดประตูเลย นั่งหลับตาปฏิบัติเป็นวิญญาณสัมภเวสี ไม่มีที่ตั้งของวิญญาณ ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ซึ่งต้องเรียนรู้นามรูป 28 ท่านก็สอนแล้ว โคจรรูป วิสยรูป 5 คู่ แต่มันมีธาตุรู้ที่ซ้ำกันก็นับเหลือ 9 คือ กายเป็นตัวกลาง เพราะกายคือจิต จิตคือกาย โผฏฐัพพะ เป็นคู่ แล้ว 4 นี่ต้องมีตัว1 ตัวจิตนี้ร่วมไปหมด ธาตุรู้ 4 คู่ต้องมีใจร่วมไปด้วย ทั้งหมดก็เลยเป็น 9
จาก ปฏิจจสมุปบาทเป็นนามรูปแล้ว ก็ขยับไปเรียนวิญญาณ นามรูป อายตนะ เลื่อนไปเรื่อยๆ อย่าไปติดแต่บัญญัติภาษาเอาไปอ่านสภาวะให้เก่ง
640421_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เจโตปริยญาณ 16 และปฏิจจสมุปบาทโดยพิสดาร