ปฏิจจสมุปบาท อายตนะ ผัสสะ เวทนา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิจจสมุปบาท อายตนะ ผัสสะ เวทนา ขยับมาสามเส้าที่อายตนะ ผัสสะ เวทนา เวทนา จึงเป็นตัวตั้งที่เป็นฐานที่จะเรียน จึงเรียกว่าวิญญาณฐิติ วิญญาณเรียนที่ตัวเวทนาคือฐีติ ของวิญญาณ เวทนา เป็นที่ตั้งของวิญญาณ ถ้าคุณไม่มีที่ตั้งทางตาหูจมูกลิ้นกายคุณก็เป็นวิญญาณสัมภเวสี คุณจะมีวิญญาณ คุณต้องมีที่ตั้งกระทบสัมผัส มีผัสสะแล้วก็เกิดอายตนะคู่นามรูป แล้วเรียนรู้ได้ เรียนทีละคู่ ของตา ของหู ของจมูก ของลิ้น ของกาย บอกแล้วนะว่าใจเอาไว้ก่อน ให้จบกาย 5 นี้ก่อนเถอะ เหลือใจคู่สุดท้าย มนายตนะกับธัมมายตนะ เอาไว้ทีหลัง ไปเรียนลัดไม่ได้เรื่องเลย ผู้เรียนลัดเอาที่มนายตนะกับธัมมายตนะ พวกนี้ทิ้งเลย สุญโญ ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ หยาบก็ไม่รู้ รายละเอียดของความหยาบก็ไม่รู้ แล้วคุณจะไปเอารายละเอียดของความละเอียดทันที อาตมาเคยเปรียบเทียบว่าคุณจะเอามีดโกนยิลเลตต์ใบมีดโกนเล็กบาง ไปซัดกันกับทวน 80 ชั่งของกวนอู คุณจะยื่นยิลเล็ตต์เล็กๆโดนง้าว 80 ชั่งของกวนอูฟันคอขาด แล้วเข้ามาใกล้ไม่ได้แทงขาดไปหมดแล้ว เพราะหยาบมันจะมีรอบตัวเลย ทุกอย่างรายละเอียดต่างๆ ละเอียดมันก็ยิ่งมีน้อยเข้าๆๆ แล้วคุณจะเอาความน้อยไปสู้ความหยาบ มันเป็นไปไม่ได้เลย ฟังให้ดีนะท่านผู้หลับตาปฏิบัติทั้งหลาย โมฆะบุรุษทั้งหลายเอ๋ย อาตมาขอเรียกอย่างนั้นเลย โมฆะบุรุษหลับตาปฏิบัติเป็นโมฆะ ถ้าปฏิบัติดีๆจริงๆเลยไม่ต้องหลับตาเลย เตวิชโชก็ใช้แบบลืมตาได้ ขณะที่คุณนั่งฟังอาตมา คุณก็มีปฏิภาณ มุทุธาตุ เตวิชโช ก็มีอยู่แล้ว คุณนั่งฟังอาตมา เตวิชโช มุทุธาตุ ของคุณก็ทำงานอยู่ตลอดเวลา มีผู้ที่บรรลุธรรมขณะฟังธรรมได้ เป็นพระอรหันต์ได้ เพราะว่า มุทุธาตุของคุณเร็ว มุทุธาตุของคุณสำคัญ เมื่อคุณไม่มีผัสสะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตรเลยว่า ไม่มีที่ตั้งในการปฏิบัติเมื่อไม่

อ่านต่อ

มีที่ตั้งในการปฏิบัติ จิตของคุณก็มีแต่ตัวแส่หาของตัณหาเท่านั้น แสบมากเลยคำนี้ พวกนั่งหลับตามีแต่ตัณหาที่แส่หาเท่านั้น แล้วจะไปแส่รู้เท่านั้น ไม่พูด tiger G ก็ดีแล้ว

เมื่อได้ฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติคือ เวทนา พระพุทธเจ้าก็แจกเวทนาออกเป็น 108 ฟังดีๆ เวทนา 108 เอาให้ละเอียดโดยสภาวะ แบ่งเป็น 2 เวทนา ได้แก่.. 1. เวทนาที่มีกายเป็นเหตุ (กายิกเวทนา อาศัยมหาภูตรูป+นาม) 2. เวทนาที่มีใจเป็นเหตุ (เจตสิกเวทนา อาศัยนามรูป)

แยกเป็น 3 เวทนา ได้แก่.. 1. สุขเวทนา 2. ทุกขเวทนา 3. อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา)

เวทนา 5 (รู้กำลังของเวทนาทั้ง 5 ได้แก่) 1. สุขินทรีย์ เป็นสุขที่ต้องนับภายนอก เกี่ยวข้องกับภายนอกเป็นสุข 2. ทุกขินทรีย์ หรือเป็นทุกข์ก็เรียกว่า 3. โสมนัสสินทรีย์ ดับพลังงานสุขทุกข์ภายนอกก็เป็นโสมนัสกับโทมนัส 4. โทมนัสสินทรีย์ หมดโสมนัสโทมนัสก็เป็นอุเบกขา 5. อุเบกขินทรีย์ มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่เป็น 2 อุปะ + เอกข อุปะ คือใกล้ ข คือว่าง เอกคือ 1 ตัวว่างที่เป็นอย่างนี้แหละนี่แหละคือ ตัวกิริยาเต็มของ ม คือจิต คือ ป กิริยาเต็มแต่ไม่ได้หมายความว่าจบที่ ป เพราะมี ผ พ ภ ม อีก แยก ป เป็น 2 ทำงาน ได้ผลเป็น พ ตัว พ.พาน ส่วน ภ เจริญไปกว่า 3 อีก โภ หรือ ภ แล้วก็จึงเป็น ม ป ผ พ ภ ม จึงเป็นกระบวนการเจริญของจิต ที่ทำงานทุกอย่าง จน เป็น ม เต็ม ตั้งแต่ ป คือธาตุ 2 จนถึง ม คือธาตุ 1 ผ คือ ผัสสะ พ ตัวกลาง แล้ว ภ ตัวโต ผ เกิดขึ้น พ ตั้งอยู่ ภ ดับไ ป แต่ไม่ใช่ดับ เขายังจะเจริญต่อไปอีกจึงเป็น ภ.สำเภา ภ. เอาตัว ก.ไก่มาใส่หัว ตัว ก.ไก่ เป็นตัวเริ่มของสภาวะต่างๆทุกอย่าง กลายเป็น ภ.สำเภาคือตัวนี้มาใส่หัวขึ้น คือการเกิดของความเจริญที่ตัวเกิด มันเกิดมันเจริญ มันเจริญเกิด เจริญแล้วก็รวมไว้ที่ ม แยกพยัญชนะผสมผสานไปเรื่อยๆ ความหมายของพยัญชนะต่างๆมารวมทุกอย่าง ก็ค่อยๆขยายไปทีละหน่อย อัดทีเดียวไม่ได้ คุณมึนแน่

เวทนา 6 (แยกเป็น 6 เวทนา ได้แก่) 1. จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา 2. โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู 3. ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก 4. ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น 5. กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย 6. มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากใจปรุงแต่งเอง เวทนาเป็นฐานที่ตั้งแล้ว มีการรู้ 6 เรียกว่า ฉฬายตนะ ฉ หรือ ฉฬ แปลว่า 6 ฉ มันก็คือตัวรู้ ส่วน ฬ คือ ตัวมโหฬารที่สุดของเศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ ตัวรอจุฬาใหญ่มโหฬารเขื่องหรูที่สุดอลังการที่สุด บ่งบอกตัวเต็มที่สุดของ 6 คือเต็มด้วยอายตนะ ฉฬายตนะ กร่อน มาเป็นภาษาไทยก็คือคำว่า ฉลาด ฉลาด ในภาษาไทยมาจากคำว่า ฉฬายตนะ กร่อนไปเป็น ฉลาด หลายคนฟังแล้วอาจจะบอกว่า อาตมาใช้ปฏิภาณเก่งมาก พูดไปเอง ไม่มีในหลักวิชาที่เขาเรียนเลย เขาเรียนไวยากรณ์ วจีวิพากษ์ วากายะสัมพันธ์ อาตมาไม่ได้เรียนด้วย แต่อาตมาก็เอาสภาวะมาพูด ไปตามพยัญชนะของอาตมาเท่าที่รู้ บางทีก็เอามาเรียกผิดบ้าง ถูกบ้างเขาก็ท้วงมา ก็ยอมรับไม่มีปัญหา เอาให้ถูกอย่างที่เขายึดถือกันก็ได้ อาตมายังไม่เก่งก็ผิดบ้างไม่เป็นไร ให้มันถูกตรงกันแล้วก็จบ อาตมาไม่ได้ดื้อดึงดัน พอมาเป็นเวทนาฐานนี้แหละ พอ 6 ตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็ต้องมีใจ จึงเรียกว่ารวมสัมผัสแล้วต้องมี 6 ครบ เวทนา 6 ทีนี้ในเวทนา 6 นี่แหละ ตามันก็มีสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ หูมันก็มีสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ จมูกมันก็มีสุขทุกข์ ไม่สุขได้ 3 x 6 เป็น 18 ได้แก่ มโนปวิจาร 18 (คือ เวทนา๓ ร่วมกับอายตนะ๖) สุขเวทนาแบบโสมนัสสูปวิจาร (6ทวาร+โสมนัส) ทุกขเวทนาแบบโทมนัสสูปวิจาร (6ทวาร+โทมนัส) เฉยๆ ที่เป็นอุเบกขูปวิจาร (6ทวาร+อุเบกขา) ความรู้สึกทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มีความรู้สึก สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ สามอย่างใหญ่ๆ ก็เป็น 18 เรียกว่ามโนวิจารณ์ 18 พฤติกรรมของเจ้าจิต ป วิจาร รวมเต็มพฤติกรรมทั้งหลายของมโนมาอยู่ที่นี่ คนไม่รู้จักมโนปวิจาร 18 ไม่รู้กระบวนการ 18 อย่างนี้ ผู้นี้ไม่มีสิทธิ์เป็นอรหันต์ อาตมาพูดย้ำไม่รู้กี่ทีแล้ว เรียนรู้มาเวทนาในเวทนาไม่เคยรู้เรื่อง เพราะกายในกายเขาก็มิจฉาทิฏฐิแล้ว เพราะฉะนั้นเวทนาในเวทนาก็ผิด เพราะว่ากลัดกระดุมเม็ดแรกก็ผิดแล้ว ต่อไปไม่ต้องพูดเลย ศาสนาพุทธทุกวันนี้เป็นอย่างนั้น จิตในจิตยิ่งไปกันใหญ่เลย ธรรมในธรรมที่เป็นโลกุตระก็ยิ่งไม่มี อาตมาพูดธรรมะ ไม่ได้ไปกดขี่ดูถูกดูแคลนยกตนข่มท่าน ไม่ใช่ แต่โวหารลีลาการพูดของอาตมาเป็นเช่นนี้ มันไม่ค่อยนิ่มนวล ไม่ค่อยไพเราะ ไม่ค่อยจะชี้ชวนอะไร มีแต่ผ่า จึงได้รับฉายาว่า ขวานจักตอก มันสับโป๊กๆๆ เลย แต่มันเป็นจักตอกได้อย่างไรไม่รู้ เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถรู้ มโนปวิจาร 18 แล้วแยกได้ว่าอันนี้เป็นโลกียะ 18 กระบวนการทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ กับ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ คุณชัดเจนเลยทางตาก็เรียนรู้สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ที่เป็นแบบโลกีย์ หรือเป็นแบบเนกขัมมสิตเวทนา เริ่มลดกามเรียกว่า เนกขัมมะตัวที่ 1 เริ่มลดกิเลส ตั้งแต่สัมผัสกามภพ ตาหูจมูกลิ้นกายกิเลสมันเกิด ตั้งแต่ตัวหยาบเป็นอบายมุขอยู่ในกามภพ คุณก็เรียนรู้จนจับกิเลสได้ จนกระทั่งเห็นให้จริงเลยว่า พระพุทธเจ้าบอกว่าเรารู้หน้าตาแกแล้ว เราหักเรือนยอดของแกแล้ว แกจะมาก่อรูปร่างสร้างเรือนอยู่ในเราอีกไม่ได้ มาร คนที่เป็นมารฟังรู้เรื่องคือเทวปุตตมาร แต่มารแท้ๆเลย อเวจีมาร มารนรก มารอวิชชา ก็จะฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่คนที่มีปฏิภาณปัญญาก็จะฟังรู้เรื่อง ที่ยกอุทาหรณ์ว่า เราหักเรือนยอดของเธอหมดแล้วมาร เธอไม่มีสิทธิ์สร้างเรือนในใจเราแล้ว (เคหะคือเรือน) อธิบายเชิงรูปธรรมคือไม่เกิดเรือนขั้นอีกแล้ว เคหะเขาก็แปลว่า คือ ผู้อยู่เรือน ผู้ครองเรือน เมื่อล้างกิเลสกาม กิเลสพยาบาทคู่กัน ได้ จะเอาตัวไหนก่อนก็แล้วแต่ถนัด คนถนัดเอาพยาบาทเอาโทสะก่อนแล้วเอาราคะ ก็ตามใจ ของแต่ละคน แต่ละถนัด ได้ก่อน เนกขัมมสิตเวทนา เป็นตัวต้นของ มโนปวิจาร 18 ฝ่ายเนกขัมมะ ก็เหมือนกันนั่นแหละ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ มีนามรูป กายิก กับเจตสิกะ 3 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ 5 ก็คือรายละเอียดของความควบแน่น นอกในแล้วเป็นอุเบกขา จนมาถึง มโนปวิจาร แยกเป็น เคหสิตะกับเนกขัมมะสิตะ อย่างละ 18 รวมเป็น 36 คุณต้องรู้ตัวนี้โลกียะกับโลกุตตระ ถ้าคุณแยกสภาวะเหล่านี้ไม่ออกอ่านไม่ออกเรียนไม่เป็น ทำให้หมดไป ทำให้โลกียะหมดเหลือแต่โลกุตตระชนะเต็ม คุณทำไม่ได้ มันก็ทำให้เป็นอรหันต์ไม่ได้ เวทนา มโนปวิจาร คุณต้องดูสภาวะที่ละเอียดทั้ง 18 และ 18 นี้ให้ได้ เหลือสุดท้าย 18 กับ 18 รวมเป็น 36 เป็นคู่เป็นเทวะ(คู่ 18 โลกีย์กับคู่ 18 โลกียะ) คุณก็ปฏิบัติทุกปัจจุบัน ตาม กาละ 3 อดีต ปัจจุบัน อนาคต คุณจะต้องรู้ส่วนอดีต ส่วนอนาคต และส่วนปัจจุบัน หรือทำในปัจจุบันสำเร็จลงในปัจจุบัน จนจบ แต่ถ้าคุณไม่รู้ส่วนอดีต ส่วนอนาคต จบปัจจุบันแล้ว เลิกปัจจุบันแล้วไม่มีอะไรนะ โดยสัจธรรม ปัจจุบันเรียกว่า ทิฏฐธรรม ปัจจุบันชาติ ชาติเกิด ชาติตัวสุดท้าย อภินพพัตติ เกิดชาติแล้วรู้แจ้งจบ ใน 36 ปัจจุบันก็หายไปหมดเลย ปัจจุบันก็หายไป อดีต อนาคต ก็คือ สองฟาก สิ่งที่ยังมาไม่ถึง กับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว คุณทำให้ผ่านปัจจุบัน ทำให้เป็น 36 นี่แหละกระบวนการของเคหสิตะกับเนกขัมมะ ทำให้สมบูรณ์แบบ ทั้งความสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ของ กาม ตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วค่อยมาทำใจทีหลัง คุณทำได้หมดครบจนกระทั่งถึงใจ หมดจบ ในทุกปัจจุบันๆ เพราะการปฏิบัติธรรมทำในปัจจุบันชาติ จึงจะเป็นสัจจะความจริง ความจริงจริงๆที่สุดไม่มีที่ตั้งไม่ได้ ไม่มีการเกี่ยวข้องอยู่กับตาหูจมูกลิ้นกายใจไม่ได้ แม้แต่มนายตนะกับธัมมายต ตัวสุดท้าย ก็ไม่ใช่ว่า มนะ นั้นอยู่ข้างใน ธัมมะนี้อยู่ข้างในโดยไม่มีข้างนอก ไม่ใช่ ต้องมีข้างนอกอยู่ด้วย คุณจะล้างกิเลสตัวสุดท้าย มนายตนะกับธัมมายตนะ เหลือธรรมารมณ์ตัวสุดท้าย คุณก็ลืมตา มีตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัสทุกอย่าง แต่คุณเหลือตัว อรูป อรูป ตัวสุดท้ายคือ มนะ กับ ธัมมะ ใจที่มันทรงสภาพอยู่ ที่เป็นกิเลส อรูป คู่สุดท้าย แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องหลับตาปฏิบัติ แต่อยู่เหนือมันหมด ตาหูจมูกลิ้นกาย เหลือแต่ใจคู่สุดท้ายของใจ แต่ไม่ใช่ทิ้งกาย ไม่ได้ทิ้ง กายก็มีคู่สัมผัสทุกอย่างเต็มครบ เป็นวิญญาณฐีติไม่ใช่สัมภเวสี ไม่ใช่วิญญญาณจร คุณจะไปตรวจสอบทบทวนวิญญาณจรตอนหลับตาก็ได้ เป็นสัญญาทบทวน เป็นการช่วย อนุเคราะห์อุปการะมาก ซึ่งคนใช้เป็นแล้ว จะไม่ติดใจ ไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่างเช่นอาตมา เตวิชโช เป็นเรื่องอุปการะมาก แม้แต่ลืมตาอยู่ก็มีเตวิชโช เดี๋ยวนี้คุณก็มีได้ ไม่มีปัญหา ลืมตาก็เป็นเตวิชโชได้ หลับตาก็เป็นเตวิชโชได้ หลับตามันก็ดีขึ้นสิเพราะไม่ต้องห่วงข้างนอกเลย คิดรวมลงไปอ่านแต่ข้างใจจริงๆ มันก็ดีไม่เห็นเป็นปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นอรหันต์ด้วยกัน อาตมาพูดนี้ก็เข้าใจเลย ไม่แย้งเพราะสัจจะเป็นหนึ่งเดียว ตรงกันหมด เมื่อทำปัจจุบันได้ สั่งสมลงเป็นอดีตก็แข็งแรงเต็มรูป 36 ปัจจุบันเต็มรูปแบบ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อดีตก็ใส่คลังใส่เก๊ะ ไม่มีอะไรหักล้าง เป็นอย่างนี้ อนาคตไม่รู้มันจะมานี้ทำปัจจุบันได้สำเร็จไหม อนาคตมาถึงก็เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันก็จัดการ อภิสังขาร จัดการได้ ทำได้ เพราะมีปัญญา นิรันดรกุลเลย ทำได้ ได้อีกก็ส่งเป็นอดีต จนกระทั่งอนาคตเมื่อเดินทางมาถึงปัจจุบันเมื่อไหร่ เสร็จปัจจุบัน มีอัตโนมัติ มีความเร็ว ความเก่ง ความครบสมบูรณ์ ไม่ต้องทำอะไรเลย อัตโนมัติจัดการเอง สมบูรณ์แบบ กิเลส จนกระทั่งตั้งแต่อนาคตมันไม่กล้าเข้าไปรวมกับอนาคตมาหาเรา อนาคตจะมาถึงเรา มันมาสะอาดแล้ว เพราะกิเลสมันรู้อนาคตนี้เป็นเรา เพราะอดีตก็เป็นเรา ปัจจุบันก็เป็นเรา อนาคตมันรู้แล้วว่าเป็นของผู้นี้นะ อย่าเข้าใกล้นะเอ็งตาย อย่าเข้าใกล้แม้อนาคต มันไม่มาแล้ว นี่พูดเป็นภาษาคนๆ ภาษาไทยไทย เอาสภาวะมาคลี่กระจายอย่างสุภาพ ให้คุณฟัง รู้จักสุภาพ คลี่ขจาย ไหม นามปากกา ฉัตรเชิงดอย ทุกวันนี้ก็ยังออกอากาศอยู่

มาถึงขั้น กาละ 3 อดีต ปัจจุบัน อนาคต คุณก็ทำได้สำเร็จเสร็จสรรพเป็น 0 หมด ทำกิเลสให้เป็นอุเบกขาได้ 0 หมดอย่างเชี่ยวชาญชำนาญสุดยอด ก็จบเลย เพราะฉะนั้นในอวิชชา 8 มี 1. ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) 2. ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 3. ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) 4. ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) 5. ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง 6. ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง 7. ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) . 8. ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ)

มีคนให้อธิบายข้อที่ 7 ต้องแยกไปทำไม อาตมาเคยอธิบายขยายความไว้แล้ว ส่วนอดีตก็ยังไม่เที่ยง ส่วนอนาคตก็ยังไม่เที่ยง แต่ถ้าคุณสามารถสำเร็จเป็นเวทนา 108 ทั้งส่วนอดีต และส่วนอนาคตเที่ยง มันอยู่ด้วยกันเลยอดีตกับอนาคตหรือรวมลงที่ปัจจุบัน มันทำ 0 ได้ ฉะนั้นอดีตก็ศูนย์ 0 ปัจจุบันก็ 0 อนาคตมันจะมาถึงปัจจุบันเมื่อไหร่ไม่ต้องทำเลยบอกแล้วว่ากิเลสไม่มาด้วยหรอก มันปล่อยให้อนาคตตัว 0 มาได้สะดวกเลย เพราะว่ากิเลสมันกลัวรังสีรังสีกัมมันตภาพรังสี ของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นในส่วนที่เป็นอดีตส่วนที่เป็นอนาคตไม่เที่ยงอย่างไร ส่วนที่เป็นอดีต สมมุติว่าปัจจุบันอยู่ตรงนี้ กาละเดินทางมาถึงปัจจุบัน แม้ตัวอนาคต มันเดินทางมาถึงปัจจุบัน ถ้ามันยังไม่เที่ยง มันยังไม่เป็น 0 มันมาที่นี่ก็จัดการให้เป็น 0 คุณจัดการได้ก็เกิดอดีตเป็น 0 แต่ถ้าคุณจัดการไม่ได้มันก็ไม่เป็น 0 เพราะฉะนั้นอดีตก็ไม่เที่ยงได้ หรืออนาคต บางที เอ็งมาไม่ 0 บางทีมี 1 แฝงมาด้วย เพราะฉะนั้นคุณต้องเอาปัจจุบันเป็นหลักอย่าไปเอาอนาคตและอดีตเป็นหลัก ต้องเอาปัจจุบันให้ 0 อาตมาถึงบอกว่าความจริงที่จริงคือปัจจุบันที่เล็กที่สุด ไวที่สุด นิดที่สุด หายไปเลยปัจจุบัน ตัวความจริงในปัจจุบันมันจึงยากที่คนจะรู้จักปัจจุบัน แล้วยากที่จะทำความสำเร็จลงที่ปัจจุบัน ทั้ง 3 กาละนี้ ได้สมบูรณ์แบบ ผู้ทำได้จึงเป็นสุดยอดแห่งมนุษย์ เห็นไหมว่าอรหันต์นี้สุดยอดอย่างไรขนาดไหน แต่เอาเถอะอรหันต์ยังไม่เก่งอย่างที่อาตมาพูด อาตมาไม่ได้บอกว่าเก่งเหมือนอาตมานะ แต่ก็น่าจะเข้าใจได้ว่า ถ้าอาตมาไม่มีความจริงอันนี้ จะเอาอะไรมาพูด เพราะว่าคำอธิบายนี้ไม่ได้มีอยู่ในตำราไหน ฉะนั้นมันจึงเป็นผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลยในกระบวนการของทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้กิเลสหมดแล้วก็จบ แล้วไอ้กิเลสหมด จึงเห็นอนัตตา 0 ได้จริงๆ มันก็เกิดจากกระบวนการของการปรุงแต่งของเหตุและปัจจัย ของสังขาร ของทีละคู่ๆ จากสังขารทั้งนั้น อธิบายจาก 2 เป็น 3 อธิบาย 2 แล้วอธิบายการสังขารปรุงแต่งเป็น 2 เป็น 3 กี่ 3 กี่ 3 ไปแล้วล่ะ 3 ของอดีต อนาคต ปัจจุบัน กาละ 3 เพราะฉะนั้นผู้ที่จะรู้ส่วนอดีตเต็ม รู้ส่วนของอนาคตเต็ม แล้วรู้ได้ว่าอดีตกับอนาคตยังไม่จบ ต้องทั้งอดีตและอนาคตตัวที่ 7 มันเป็น 0 จึงจะจบเป็นตัวที่ 7 ของอวิชชา ที่จบ เห็นความต่างของตัวที่ 5 กับ 6 และ 7 ไหม 5 กับ 6 มันยังไม่เที่ยงทั้งคู่ ส่วนอนาคตตัวที่ 7 มันเที่ยง ท่านก็สรุปลงที่ ความไม่รู้หรืออวิชชา ท่านแปลว่า อกุศลเหตุของโมหะ(อวิชชา 8) นี่คือสาเหตุของโมหะ 8 ข้อ สรุปลง คุณจะมาเรียนรู้เหล่านี้จบด้วย ปฏิจจสมุปบาทข้อที่ 8

เข้ามาสู่ปฏิจจสมุปบาท ต่อ ขยายความไปถึงเวทนา สามเส้าของกลุ่มเวทนาคือ อายตนะ ผัสสะ เวทนา แล้ว ขยายความแล้วว่า อายตนะก็คือคู่ 2 เหตุปัจจัย นามรูป คืออายะกับตนะ ตนะ เป็นรูป, อายะ เป็นนาม, ตนะ เป็นบวก(เป็นเพศชาย), อายะ เป็น ลบ(อิตถีเพศ เพศหญิง) เมื่อคุณสามารถรู้นามรูปคู่นี้ และเวทนากับอายตนะก็คือนามรูป ถ้าเกิดตัวนี้ได้ต้องมีผัสสะ ต้องมีการกระทบ ก็ต้องกระทบหมดครบทั้ง 5 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วคุณก็ต้องทำกายก่อน ตากระทบรูป หูกระทบเสียง คุณก็สามารถจัดการกับ เส้า 3 อายตนะ ผัสสะ เวทนา แล้วจัดการกับตัวอะไร?.. ก็คือตัวตัณหา เมื่อผัสสะ แล้วอวิชชา มันก็เกิดตัณหาโดยที่คุณไม่รู้มีอวิชชา แต่ตอนนี้มาเรียนรู้ตามทฤษฎีกระบวนการพระพุทธเจ้าแล้ว มันก็จะรู้ตัว เหตุ ตัวมาร ตัวผี ตัวกลิ ตัวสำคัญ ไอ้เจ้าตัวการ คือ พลังงานตัวที่เรียกแปลเป็นภาษาไทยว่า ตัวเคลื่อนที่ของอุปาทาน อุปาทานคือ Static ส่วนตัณหาคือ Dynamic ตัวอย่างแล้วสั่งสมความอยากเป็นที่ตั้งที่ อุปาทาน อยากมาบำรุง อายตนะ คุณก็สามารถที่จะรู้ตัวเหตุคือความอยาก อาการ มันเป็นอย่างไร คุณก็ต้องดูอาการ ลิงค นิมิต จากคำสอนคำอธิบาย อุเทส ที่อาตมาอุเทส คุณก็ต้องจับผัสสะทุกผัสสะจับ อายะ คู่นี้มาแล้วรู้ให้ได้ ถ้าคุณเข้าใจเรื่องรูปกับนาม รูปเป็นเรา นามไม่ใช่เรา เป็นภาษาสิริมหามายา คุณก็ต้องดับรูปให้ได้ก่อน คุณก็ต้องดับตัวที่ไม่ใช่เราให้ได้ก่อน ฆ่ามันได้ คุณก็เหลือ 1 เป็นตัวตั้ง ตนะ อายะคือตัวนาม ตนะคือตัวรูป แต่จริงๆแล้วพยัญชนะมันก็บอกว่า มันไม่ใช่ตัวตนหรอก ตนะ เป็นพยัญชนะสิริมหามายา เป็นตัวตนแต่ไม่ใช่ตัวเราของเราหรอก พยัญชนะ หรือสิ่งที่สมมุติที่เรียกว่าตน สิ่งที่เป็นปรมัตถ์มันเป็น 0 มันไม่มีตัวตน คือ น ไม่มี ตัวตน ตัวที่ตั้งอยู่ มันก็ไม่มี ตะนะ สิริมหามายา ถ้ายังมีตัวตนก็ยังมีอวิชชา คุณเป็นผู้มีวิชาก็รู้ว่าอาศัยมันเท่านั้น ตัวนี้ตั้งอยู่นะ แต่มันไม่ใช่ตัวตนหรอก มันเป็นอนัตตาไม่มีตัวมีตนหรอก ไม่มี เพราะฉะนั้นคุณรู้แล้วสภาวะมันเป็นอย่างนี้ พยัญชนะมันเป็นอย่างนี้ พยัญชนะก็เหมือนกับมันมี แต่ตัวสภาวะจริงมันไม่มีหรอก คุณก็ไม่สงสัย คุณก็ไม่งง ว่าอาศัยความมี เพื่อจัดการความไม่มี ที่เป็นสภาวะธรรม ที่เป็น 0 ที่จบแท้ คุณก็ทำสูญได้ คุณก็อาศัยสิ่งที่ให้มันมี โดยที่คุณจะไม่สงสัย คุณก็อาศัยมันไป อาตมาก็เคยอธิบาย อาศัย อาสย จะเป็นอาศัย ก็ได้ ซึ่งมันเป็น ส รวมกันอยู่ ประชุมกันอยู่ ร่วมกันอยู่ ปรุงแต่งกันอยู่ เป็นไปกับสิ่งนั้นสิ่งนี้เรียกว่า ส กับพลังงาน ย พลังงานตัวต้นของเศษวรรคเลย ซึ่งมันเล็กละเอียดเล็กน้อยกว่า ก กับ ว สย สว สก มันต่างกันอย่างไร แล้วไม่ต้องไปขยาย ส อย่างอื่นอีกเยอะแยะเลย มันก็ขยายความเป็นสภาวะสมมุติได้อีกเยอะแยะ สรุปแล้ว คุณรู้จักตัณหา รู้จักตัวเหตุสำคัญ จนกระทั่งรู้หน้าตามัน แม้แต่ว่ามันจะเป็นตัว ตัณหา จริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่ตัวเรา มันก็ไม่ใช่ตัวจริง มันก็เป็นตัวไม่จริงหรอก คำว่า ไม่จริง นี่แหละ กับคำว่า จริง นี่แหละ คุณยืนยันว่า ยืนยันว่ามันมีจริงยืนหยัดว่ามันมีจริงมันก็มีจริงสำหรับกิเลส แต่คุณมีปัญญาจริงๆฉลาดรู้ว่าโธ่เอ๋ย เอ็งมันจรมา ประเดี๋ยวเดียวเองก็มาทำให้ข้าเป็นอวิชชาข้าก็หลงไปกับเอง ตอนนี้ข้ารู้แล้ว อย่ามาจรมาเสียให้ยาก ยิ่งประจำยิ่งไม่ได้เราไม่ให้เข้า เราเป็นเรา ตอนนี้เราเป็นรูปแล้วนะ นามเป็นตัวจรมา เราก็ไม่ให้เข้าก็จบ สุดท้าย ตน มันไม่มีหรอก มันอาศัยพยัญชนะเท่านั้น เมื่อคุณยังไม่ตาย กายสเภทาปรัมมรณา หลังจากการตายแล้ว คุณก็แยกธาตุไปเป็นอุตุธาตุไปเลยได้ อุ กับ ตุ นี่แหละคือ อะ อิ อุ สามเสา รัสสระ อะ มันก็คือ 0 สาม 0 ต คือตัวตั้ง สามตั้ง ขอยืมพยัญชนะอะ อิ อุ มาเรียกสภาวะนี้ มันคือ 0 จริงๆ อะ อา อิ อี อุ เอา อะ อิ อุ ตุ ก็คือเอาที่ตั้งสั้นๆนี่แหละ อะ อิ อุ ในสภาพพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 ที่บอกว่า เราอาศัย ความมีกับความไม่มีนี่แหละ โลกสมุทัย กับโลกนิโรธ ก็จะเกิดความตั้งอยู่วนอยู่ในสมุทัยหรือนิโรธ แล้วดับทุกอย่างหมดไม่มีอะไรอุบัติเลย จบความวน รู้จักความนิ่งแน่แท้ไม่มีเคลื่อน จับให้มั่นคั้นให้ตาย รู้แล้วคุณจะมีตัว 0 คุณจะมีตัว 1 ตัว 2 ตัว 3 คุณมี วสวัตติ มีจิตที่มีอำนาจเหนืออยู่แล้ว แม้กระทั่งพิสูจน์แล้วว่า เราสามารถแยกธาตุจิตนิยามให้มันเป็น 0 ได้จริงๆเลย แยกธาตุ ให้เป็นอุตุนิยามได้จริงๆตั้งแต่ตอนเป็นๆ เมื่อสามารถที่จะรู้ตัวเหตุคือตัวตัณหา ยิ่งถ้าจะขยายพยัญชนะของตัณหาอีก ถ้า ต ณ ตัว ณ ตัวนี้ไม่ใช่ น.หนูนะ แต่ตัณหา มีตัว ณ.เณร ไม่เต็มตัวไม่เป็นตัวเป็นตนกว่า ตน ซึ่ง ตน เป็นตัวตนกว่า ตณ ใครไปยึด ตณ ไปเป็นตัวจริง เป็น ห (ห ของแท้ของจริง) ห หิ โหติ เป็นสิ่งที่จริง คุณก็ไปยึดเป็น ตณ ห ห แล้วเป็นตัว ห ไม่พอ ตัณหา เป็นพหูพจน์เลย คุณก็ไปยึดตัวที่เท่าไหร่ แล้วแต่ ตน มันก็ไม่ใช่ตัวมัน มันยืมมาใช้เท่านั้นเอง คุณยังไปยึดเป็นตัวจริงอยู่ได้ ห ไม่พอ เป็นหา ไปอีก เป็นอเนกไปอีก ไม่ใช่ 1 เลย กลายเป็นหาที่สุดไม่ได้ มากจนไม่มีที่สุดเลย ไม่ใช่ 1 อย่าว่าแต่ 1 เลย 0 ก็ไม่เป็น 1 ก็ไม่เป็นเลย เป็น 2 3 4 5 ไปกันใหญ่เลย หาที่สุดไม่ได้ คุณก็เลยไม่จบ คุณต้องรู้ทันตัณหา คุณต้องรู้อาการตัวนี้แหละ ตัวอยาก แปลเป็นไทยว่าตัวใคร่อยากตัวต้องการ อาการมันเป็นอย่างไร สภาวะเป็นอย่างไร นี้แหละ ตัวการสำคัญ อย่าให้มีอาการนี้ เพราะฉะนั้นรู้ความจริงในความเป็นจริงเมื่อผัสสะ จิตก็เฉย ในขณะสัมผัส คุณผลักก็เป็นความอยากชนิดหนึ่ง อยากไม่มี อยากไม่เป็น อยากไม่ให้เกิด ผลัก ดูด ก็อยากให้มี อยากให้เป็น อยากให้เกิด ไม่มีก็อยากไม่ให้มี ไม่อยากให้เป็น ไม่อยากให้เกิด ใช่ไหมล่ะ มันไม่กลางๆ อ๋อ.. อันนี้เฉยๆ รู้ความจริงตามความเป็นจริงเฉยๆ คุณก็จบตรงนี้ ปฏิบัติอาการของจิตของคุณ ให้ได้เป็น อุเบกขา อย่างนี้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ !แหละ ให้เก่งอุเบกขาจนเป็น ปริโยทาตา สะอาดบริสุทธิ์หมดจดเรียบร้อยสมบูรณ์แบบนี้คือ ปริโยทาตา ไม่ลงลึกปริสุทธานะ ในพยัญชนะ ปริสุทธา ปริโยทาตา ทำเก่งขึ้นเรื่อยๆ สั่งสมเป็น มุทุภูตธาตุ ตัว มุ ตัว ทุ ไม่ขยายพยัญชนะต่อนะ จนกระทั่งเก่งเพราะมีตัวมุทุภูตธาตุ เป็นประธานใหญ่ของเรา เพราะจะทำ กรรมใดๆก็มีตัว มุทุ เป็นประธานของกรรมของเรา (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท...พ่อครู อธิบาย ปฏิจจสมุปบาทอย่างละเอียด พิสดาร แต่อย่าไปเน้นแต่พยัญชนะ พ่อครูว่า…เพราะฉะนั้นเรารู้จักหน้าตา อาการของตัณหาดี ว่ามันมีความไม่ดี ในความมีของมันนี้มันไม่ดีอย่างไร แล้วก็ไอ้ตัณหานี่แหละมันเป็นคู่ของอุปาทาน มันสั่งสมลง นิ่งไว้ตกผลึก เก็บใส่คลังไว้เป็นอุปาทาน เสร็จแล้วมันมีได้ทุกเหตุปัจจัยก็เคลื่อนมาเป็นตัณหา เป็นคู่สำคัญเลย ตัณหากับอุปาทาน อุปาทานเป็น Static ตัณหาเป็น Dynamic อุปาทานเป็นตัวตั้งตัณหาเป็นตัวเคลื่อน เป็นแรงเคลื่อน ขยับๆอยู่นี่ คุณรู้สภาวะเหล่านี้แล้วก็ทำให้มันไม่มีทั้งตัณหา อุปาทาน ไม่ให้มันมีอาการกิเลส ตัวโทษตัวภัยนี่แหละเป็นตัณหาอุปาทาน ไม่ให้มันเกิดจนได้ แต่ถ้ามันเกิดอยู่ก็ตกเป็น ภพ ตกเป็นตัวที่จะโตกันต่อไป ภว มาเป็น ภพ ตัว ว คือเศษวรรค ย ร ล ว คือพลังงานตัวที่ 4 ของ สามเส้า ตัวที่ยังไม่ยอมหยุดเสียที เป็นโลกีย์มันก็ยังไม่ไปต่อ มันก็ยังวนอยู่ มันก็ยังบ้าเท่าที่โลกีย์มันบ้า แต่ถ้าโลกุตระบ้า มันไม่ใช่โลกุตระแล้วล่ะ ขออภัยขยายความให้มันพิสดารไปเท่านั้นเอง ถ้าโลกุตระบ้าคือพวกที่เพี้ยนเลย ไปหยิบเอาอะไรมาหลงว่ามันเป็นโลกุตระ ก็จะบ้าเป็นโลกียะตามระบบระเบียบของมัน ดีคือดีชั่วคือชั่ว ถ้าโลกุตระแบบนี้ ไม่มีดีไม่มีชั่วเลย ก็เละเทะปนเปกันไป โอ้โห.. เรือหายเลย ไม่มีเรือเลย เพราะฉะนั้นอย่าให้เรือหาย อจินไตย อโศก ทำไม ต้องมาสะสมเรือ ทำไม ก็เพราะเรือนี้เป็นพาหนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สุดยอด เป็นเรือโนอาห์ น้ำท่วมใหญ่น้ำท่วมโลก เขาไม่เอาไฟประลัยกัลป์ แต่เขาเอาน้ำท่วมโลกก็ราบ อย่างที่เทวนิยมเขารู้ อาตมาว่าพวกคุณสะสมเรือเหมือนอย่างอาตมาหรือเปล่า คุณไม่ได้สะสม อาตมาต้องจ่ายเงินเรื่องเรือไม่รู้เท่าไหร่ แต่ทำไมเราต้องไปยุ่งกับเรือมันเป็น อจินไตย

640421_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เจโตปริยญาณ 16 และปฏิจจสมุปบาทโดยพิสดาร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน