สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาสมาธิโดยพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัมมาสมาธิโดยพิสดาร เราก็มาเรียนมหาจัตตารีสกสูตร สรุปงาน พุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 41 นี้ เราได้อ่านทวนไปทวนมา 6 วันแล้ว วันนี้วันสุดท้ายจะจบแล้ว มาถึงข้อ 280 มหาจัตตารี แปลว่า 40 สูตร 40 อันยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องของ สมาธิโดยตรง พระพุทธเจ้า ตรัสยืนยันกับภิกษุทั้งหลายว่า สมาธิที่ควรจะต้อง ศึกษากันของศาสนาพุทธ คือของพระพุทธเจ้า ชื่อว่า สัมมาสมาธิ จึงจะเป็นสมาธิอันประเสริฐสมาธิของพระอาริยะ เรียกกว่า อาริโยสัมมาสมาธิ แล้วสัมมาสมาธิอันประเสริฐ สมาธิที่จะทำให้เป็นพระอาริยะ เป็นไฉน ท่านก็บอกว่า เป็นสมาธิที่จะมีองค์ประกอบ สิ่งที่จะทำให้เกิดเป็นเหตุ นั่นก็คือ ต้องปฏิบัติ ทั้งในขณะที่มีอาชีพ ทำงาน จะทำไร่ทำนาทำสวน ทำราชการ ทำการค้าขาย ปัดกวาดเช็ดถู อะไรก็แล้วแต่ จะมีอาชีพของแต่ละคน ไม่ต้องปลีกตัว ไม่ต้องหนีไปจากชีวิตสามัญ อยู่กับชีวิตสามัญ เสร็จแล้วจะต้องทำใจในใจ มนสิกโรติ หรือ อภิสังขาร ต้องดูแลที่จิตใจ ที่มโนที่วิญญาณเสมอ มีการรู้จิตใจ ไม่ใช่แค่ไปนั่งหลับตา แล้วไปดูที่ใจ พยายามมีสติสัมปชัญญะ อยากรู้มีเท่าไหร่ ก็ไปนั่งหลับตา ยังงั้นมันง่าย ยิ่งกว่าอะไรหมด ยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ แค่นั้นมันไม่ถ้วนรอบ ไม่เกิดความชำนิชำนาญ ให้เกิดจิตเป็นมุทุภูตธาตุ มุทุภูตธาตุแปลว่า จิตหัวอ่อน เป็นธาตุที่เราฝึกฝนแล้ว จิตใจเราจะแววไว เร็ว ทั้งปฏิภาณปัญญา หรือเจโตก็ไว ก็จับได้ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามสัปปุริสธรรม มหาปเทส 4 นั่นคือ สมาธิของศาสนาพุทธ การจะมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม หรือ กัมมันตะ จิตจะมีมุทุภูตธาตุ จะมีทั้งสติสัมโพชฌงค์ มีทั้งธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีทั้งวิริยะสัมโพชฌงค์ ช่วยกันให้เกิดการรู้ (โพธิ โพธิญาณ) หรือสัมโพชฌงค์ จะรู้องค์ประกอบ มีอาการของจิตที่จะมี ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ
อ่านต่อ
มีกามหรือพยาบาทประกอบ เราก็มีจิต มุทุภูตธาตุ มีไหวพริบปฏิภาณ อ่านรู้ แยกออก วิเคราะห์วิจัยทัน ในขณะที่มีการสำรวมอินทรีย์ 6 และมีการประหาน สัมมัปปธาน 4 มีการรู้องค์ประกอบรูปนาม คือกายในกาย อ่านเร็ว ให้รู้เวทนาในเวทนา แยกแยะเวทนา มีเป้าหมายที่เวทนา วิเคราะห์วิจัยในเวทนาลงไป ให้เห็นเหตุปัจจัย ว่ามี จิตตัวที่เป็น สสังขาริกัง เป็นตัวนำให้เกิด คือตัวกิเลสตัณหา อ่านให้เจอคือ สราคะ สโทสะ สโมหะ แล้วทำให้เป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ คือทำให้ไม่มีราคะโทสะโมหะ ทำได้สูงขึ้น ก็จะเป็น สังขิตตังจิตตัง วิกขิตตังจิตตัง จะก่อตัวเหมือน fusion คือ สังขิตตังจิตตัง หรือกำลังฟุ้งซ่านกระจัดกระจาย เป็นวิกขิตตังจิตตัง ก็จับมันให้ได้ ก็รวม 2 อย่างนี้ ก็อย่าให้ฟุ้งกระจาย หรือเกาะกลุ่มกันแน่น จนตีไม่แตก แยกไม่ออก ต้องแยกแยะให้ได้ จนเจออกุศลจิตที่ทรงในตัวเรา เป็นสราค สโทสะ สโมหะ คือตัวเหตุแท้ ที่เราจะต้องประหาร พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม เจอกิเลสก็ประหารกิเลสให้ได้ ปหานปธาน สังวรปธาน ปหานปธาน จนได้ผลเป็นภาวนปธาน พากเพียรรักษาผลไป พากเพียรทำด้วยอิทธิบาท 4 ก็จะได้ผลสั่งสมลงเป็น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นอินทรีย์ 5 เจริญสูงสุด ย่อมเป็นผลก็คือ พละ 5 ศรัทธาผล วิริยะผล สติผล สมาธิผล ปัญญาผล วิธีปฏิบัติก็มีแกนของ โพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 คู่ทำงานร่วมกันตลอดเวลา ในการปฏิบัติธรรม นี่คือหลักในการทำให้เกิด การบรรลุธรรม เรียกว่า โพชฌงค์ 7 ขยายเป็นโพธิปักขิยธรรม 7 ข้อ แยกออกเป็น 37 ตั้งแต่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติการจะเกิดผลเป็นโลกุตระ ถ้าปฏิบัติแล้วไม่เกิดผลโลกุตระ ก็ไม่ได้ธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ได้ธรรมะของพุทธศาสนา ถ้าไม่เช่นนั้น ก็ไม่บรรลุธรรม ไม่ได้ประโยชน์เท่าไหร่ ไปปฏิบัติไม่สังวรระวัง ไม่ลดละ มีแต่เพิ่มกิเลส ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม สำนักไหนก็ตาม วัดวาไหนก็ตาม เพราะไม่มีความรู้ทิฏฐิ ความเห็นความเข้าใจ ว่าศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนา จะต้องทำใจในใจอย่างไร กายก็ต้องสัมมา ในภาคของกายมี อาชีวะ กัมมันตะ วาจา เป็นกายภายนอก กายภายในก็คือสังกัปปะ กายแปลว่า หมวดหมู่หรือองค์รวมหรือกอง ของเวทนา สัญญา สังขาร แล้วใช้สัญญากำหนดรู้เวทนา แยกแยะจัดการกับสังขาร ให้เป็นอภิสังขาร จะต้องจัดการ กับองค์รวมของเวทนา เป็นกรรมฐานแท้ อยู่ที่เวทนา วิจัยในสังขาร ว่ามีกามวิตก หรือพยาบาทวิตก เกิดในองค์ความคิด เรียกว่าสังกัปปะ แยกแยะให้ออก จัดการกิเลสได้ เรียกว่า สักกายะ ปหานโดยศีลพรต หรือวิธีปหาน คือปหาน 5 กดข่มไว้ก่อน แล้ววิจัย มีธัมมวิจัยได้แล้ว เห็นตัวกิเลส ก็ ปหาน กำจัด ด้วยการพิจารณาให้เห็นว่า อาการของกิเลส มันเป็นอาการที่ไม่เที่ยง เป็นอาการที่เกิดขึ้น แล้วมันก็ตั้งอยู่ แล้วมันก็จะดับไป โดยเฉพาะ เมื่อเราแยกแยะ จับเอาอาการของกาม หรืออาการของพยาบาท เป็นตัวกิเลสธาตุแท้ เป็นตัวเป้าหมาย ที่เราจะต้องค้นให้พบ อ่านอาการให้ออก แล้วจัดการ พิจารณา ว่า กามมันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ หรือพยาบาท เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันไม่เที่ยง แล้วมันมีตัวตนในจิตเรา จริงๆมันไม่มีตัวตน อนัตตา พระพุทธเจ้าพาพิสูจน์ อรหันต์ทุกองค์ จบวิชาการของศาสนาพุทธ ล้างกิเลสเป็นพระอรหันต์ ในจิตใจจะไม่มีกาม ไม่มีพยาบาท ไม่มีวิหิงสา เมื่อเป็นอรหันต์ กำจัด กาม พยาบาท ส่วนเหลือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชาก็กำจัดอีก จนหมด กิเลสหมดไม่ใช่ของจริง มันเป็นทุกข์ มันอนัตตา นี่คือเป้าหมายของศาสนาพุทธ พิสูจน์อนัตตาที่เราทำกาม พยาบาท วิหิงสาหมดไปได้ เราวิจัย เจอกาม พยาบาท ก็กำจัดเหลือวิหิงสา เป็นรูปราคะ อรูปราคะ สังโยชน์เบื้องสูง ก็กำจัดอีก จนหมดรูปราคะ อรูปราคะ เป็นอนาคามี เราก็อาจผยอง มีมานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ก็เป็นอุปกิเลสใหญ่ ก็ต้องลดมานะ จนเหลือเศษอุทธัจจะ เหลือฟุ้งฝอยอีก ก็เก็บให้หมด ตรวจสอบให้ครบ จนพ้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เก็บหมดเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา รู้รอบแล้ว สิ่งที่ไม่รู้ไม่มี ใช้สัญญากำหนดรู้ สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ ใช้สัญญาตรวจสอบ เคล้าเคลียอารมณ์ เวทนา 108 มันเกิดปั๊บแตะปั๊บ หล่นปุ๊บ เป็นปฏินิสสรณปหาน แตะปุ๊บมันปล่อย เหมือนเราเดินลุยน้ำ แล้วเอายาหม่องทาขา ปลิงมาแตะขาเรา ก็เกาะเราไม่ได้ เป็นปฏินิสรณปหาน หรือผ่านไปผ่านมา ไม่ทำปฏิกิริยากันเลย คือปฏินิสรณะ นิสรณะคือไม่ทำการรบอีกแล้ว สมบูรณ์แล้ว จบแล้ว แข็งแรงสมบูรณ์แล้ว กิเลสหรือศัตรูมาสัมผัสกับเรา เรามีปัญญาอยู่เหนือ มีโลกุตรจิต มีสติเป็นอำนจ มีปัญญาเป็นอุตตระ สมบูรณ์แบบ นี่คือความรู้ของพระพุทธเจ้า อาตมาอธิบายพิสดาร ประกอบให้ฟัง เราจะกระทำจิต ให้สมบูรณ์แบบด้วย สติ แล้วเราก็ สัมผัส สัมพันธ์ เกี่ยวข้องกับอะไร อยู่ตลอดเวลา มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีพลังของปัญญาสมบูรณ์ ปัญญาก็อยู่เหนือ ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้สึกตัวพร้อม มีพลังของจิต ที่ได้ฝึกพร้อมแล้ว เป็นฌาน สมาธิ วิมุติ ทุกอย่างก็เลยไม่มีภัยไม่มีโทษ กิเลส หรือเหตุที่ชื่อว่ากิเลส ลาภยศสรรเสริญ โลกีย การสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ จะได้ยินอะไร จะได้เห็นอะไร จะได้กลิ่นอะไร รับรสสัมผัสอะไร กระทบกระแทก สัมผัสเสียดสีในตัวเรา กิเลสก็ไม่เกิดสักอย่าง กิเลสตัณหาอุปาทาน ไม่เกิดสักอย่าง พระอรหันต์ จะเป็นคนเช่นนั้น จึงเป็นคนที่รู้ความจริง ตามความเป็นจริง กระทบกองเงิน หมื่นล้านแสนล้าน จิตใจก็รู้ความเป็นเงิน หมื่นล้านแสนล้าน เขาใช้ประโยชน์อะไร ที่จะไปทำ อ่านจิตที่อยากได้ เป็นเราเป็นของเรา ไม่มี ไม่ต้องพูดถึงการโกงเลย ก็รู้ว่าจะต้องมีหน้าที่ จัดการอะไรกับเงิน เราเป็นเจ้าของ มีสิทธิเข้าใช้ตามควร แม้แต่จะเป็นเงินของส่วนรวม ส่วนกลางของรัฐบาล เรามีเนื้อที่ใช้ ก็ใช้ให้ถูกต้องกับส่วนรวม ไม่ใช่เอามาใช้ส่วนตัว ก็รู้ความจริง ตามความเป็นจริง เจอมะนาว ก็รู้ว่า มะนาวใช้ทำอาหาร หรือทำประโยชน์อะไร ใช้ทำเป็นยาก็ได้ มะนาวลูกนี้เห็นบอกว่า ผ่ามาแล้ว ไม่มีรสเปรี้ยวเวลากิน เราก็รู้ว่า มะนาวนี้ไม่ได้เอาไปทำอาหาร แบบที่ใช้กับรสเปรี้ยว แต่ยังอุตส่าห์เรียกว่ามะนาว กลิ่นยังเป็นมะนาว แต่ในเนื้อ มันไม่มีรสเปรี้ยว
600217_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 6