Chapter6.pdf

โฟลเดอร์วิถีอโศกกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์515 KB
วันที่แก้ไข7 ธันวาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

103 บทที่ 6 พุทธปรัชญาแห่งความพอเพียง เศรษฐศาสตร์ของชาวพุทธ บทที่ส ำคัญที่สุดในผลงำน “Small is Beautiful” ของ E.F. Schumacher คือ บทที่ 4 : Buddhist Economics เศรษฐศำสตร์เชิงพุทธ บทนี้ควำมยำวแค่ 8 หน้ำ สร้ำงชื่อเสียงให้แก่ Schumacher ดังทั่วโลกในฐำนะเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดใหม่ทำงเศรษฐศำสตร์ Schumacher เริ่มต้นบทที่ 4 : กำรด ำรงชีพอย่ำงถูกต้อง เป็นค ำสอนที่ส ำคัญข้อหนึ่งของพระพุทธเจ้ำ ในมรรค มีองค์ 8 ดังนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่ำ ต้องมีบำงสิ่งที่เรำเรียกว่ำ “เศรษฐศำสตร์เชิงพุทธ ” เศรษฐศำสตร์เชิงพุทธ ในบทที่ 4 จบลงด้วยประโยค: (Schumacher 1973 : 43) - “ For it is not a question of choosing modern growth and traditional stagnation. It is a question of finding the right path of development, the Middle Way between materialist heedlessness and traditionalist immobility, in short, of finding Right Livelihood ” ส ำหรับ Schumacher แนวคิดหลักของเศรษฐศำสตร์เชิงพุทธ คือ ควำมเรียบง่ำยและ อหิงสธรรม แปลว่ำ อยู่อย่ำงพอเพียง - ไม่เบียดเบียนคน - ไม่เบียดเบียนธรรมชำติ บนหนทำงใหม่ : พอเพียง/ยั่งยืน ในประวัติศำสตร์ควำมคิดเศรษฐศำสตร์เชิงพุทธ Schumacher นับว่ำเป็นคนแรกที่ใช้ค ำว่ำ Sufficiency: ควำมพอเพียง ในบทรำยงำน : เศรษฐศำสตร์ในประเทศของชำวพุทธ ปี 1955 (60 ปีมำแล้ว) ในค ำนิยำมของ Schumacher ควำมพอดี ก็คือ ควำมพอเพียง - ไม่มำกเกินไป ไม่น้อยเกินไป เศรษฐศำสตร์เชิงพุทธ ต้องเริ่มต้นด้วยแนวคิด “ควำมพอเพียง” เพรำะถ้ำไม่พอเพียง คนเรำมีแนวโน้มจะท ำ 2 ด้ำน คือ รุกรำนธรรมชำติ : ไม่ยุติธรรมต่อธรรมชำติ และรุกรำนผู้อื่น : ไม่ยุติธรรมต่อสังคมควำมพอเพียงกับควำมยุติธรรมจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอย่ำงแยกไม่ออกจำกกัน

อ่านต่อ

ปัจจุบัน ควำมพอเพียง กลำยเป็นแนวคิดหลักของทฤษฎีเศรษฐศำสตร์ทำงเลือก และกำรพัฒนำทำงเลือกรวมไปถึง (ปรีชำ เปี่ยมพงศ์สำนต์ 2555 : 98-106 , 2557 : 352-362) 104 - เศรษฐศำสตร์ของชำวพุทธสมัยใหม่ - เศรษฐศำสตร์สีเขียว - นิเวศเศรษฐศำสตร์ - นิเวศวิทยำกำรเมือง และ กำรเมืองสีเขียว นับว่ำเป็นอิทธิพลทำงควำมคิดที่ส ำคัญของ Schumacher พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ - เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ (ปี 2526) ในกำรอภิปรำยร่วมกับอำจำรย์ปรีชำ เปี่ยมพงศ์สำนต์ มีกำรย้ ำว่ำ ปรัชญำหลักของจริยศำสตร์ แห่งกำรพัฒนำ คือ ต้องมีควำมพอเพียงส ำหรับทุกคน (Sufficiency For All) และทุกคนควรมีชีวิตอยู่อย่ำงพอเพียงจึงจะสู้กับทุนนิยมและโลกำนิยมได้ (สัมภำษณ์ 19 ธันวำคม 2558) ต่อมำ เรำได้เข้ำมำสู่วิถีพุทธยุคเศรษฐกิจพอเพียงของ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ในงำนวันเกษตรแห่งชำติ ม.อุบลฯมีนำคม 2550 มีกำรบรรยำยธรรมเกี่ยวกับเรื่องจำกเศรษฐศำสตร์เชิงพุทธ สู่นิยำมใหม่ของควำมพอเพียง พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ แห่งสันติอโศกให้ค ำนิยำมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นัยของคนที่มี “เศรษฐกิจพอเพียงที่ดี” ที่ดีจึงก ำหนดกันที่ “ใจพอ” หรือสันโดษ ว่ำเรำ “พอเพียง” “พอ” พอเท่ำนี้ มำกกว่ำนี้ไม่เอำ เอำแค่นี้ มีแค่นี้ และต้องเสียสละ สร้ำงสรรค์ ท ำประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไปเรำไม่ต้องสะสมเกินนั้น เพรำะเท่ำนี้พอแล้ว” (พ่อครู 2552 : 65-70) ตำมควำมคิดพ่อครู คนที่มีจิตพอเพียง มีใจรู้จักพอ มีสันโดษ เป็นคุณธรรมในใจ “แม้อยู่ท่ำมกลำงกลไกสังคมทุนนิยม ก็สำมำรถยืนหยัดอยู่ได้” ในช่วงเดียวกัน เดือนมีนำคม 2550 ที่ ม.อุบล ท่ำนจันทร์ (สมณะเพำะพุทธ) : หลักกำรส ำหรับผู้ครองเรือน (ที่สอดคล้องกับเศรษฐศำสตร์เชิงพุทธ) คือ “จงแสวงหาโภคทรัพย์ โดยชอบธรรม ใช้อย่างรู้เท่าทัน เป็นอิสระคือ ไม่ทารุณข่มขี่ ได้มาแล้วเลี้ยงตนให้อิ่มหน าเป็นสุขด้วย แจกจ่าย แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นท าความดีด้วย อีกทั้งไม่สยบมัวเมา ไม่หมกมุ่นบริโภคโภคะเหล่านั้นทรัพย์สมบัติเหล่านั้นโดยรู้เท่าทัน เห็นโทษ มีปัญญาท าตนให้เป็นอิสระหลุดพ้น เป็นนายเหนือโภคทรัพย์นั้น” ข้อควำมนี้ ปรำกฎในพระไตรปิฎก “กำมโภคีสูตร” กล่ำวถึง กำรแสวงหำโภคทรัพย์ 10 ขั้น ส ำหรับขั้นสูงสุด พ่อท่ำนตีควำมอธิบำยว่ำ เป็นกำรแสวงหำโภคทรัพย์อย่ำงพอเพียง “มีทรัพย์สินไม่อดอยำก ก็กินอยู่ให้ดี เป็นประโยชน์สุขอย่ำงพอเพียง” เศรษฐศำสตร์เชิงพุทธ ในภำคปฎิบัติ คือ กำรสร้ำงชุมชนใหม่ โดยใช้แนวคิด “สำธำรณโภคี” เป็นพื้นฐำนของกำรปฎิบัติ “ชุมชนของชำวอโศกทุกชุมชนเป็นสำธำรณโภคี” (พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ 2550 : 51) 105 พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ มีนาคม 2550 ได้กล่าวว่า “ในชุมชนของชาวอโศกทุกชุมชนเป็นสาธารณโภคี หมายความว่า ท างานแล้วไม่เอาเงินเป็นของส่วนตัว ไม่มีรายได้ส่วนตัว ท างานมาแล้ว รายได้เข้ากองกลางหมด ท างานฟรีในชุมชนกันทุกคน เป็นระบบสาธารณะ กินใช้ร่วมกันอยู่ในกองกลาง กินข้าวหม้อเดียวกัน ทรัพย์ศฤงคารใช้จ่ายกองเดียวกันหมด หมู่บ้านทุกหมู่บ้านใช้เงินกองกลาง ทุกคนไม่สะสมบ้านช่อง เรือนชาน ทรัพย์ศฤงคารก็ไม่มี เป็นอนาคาริกชน เป็นคนที่ไม่ต้องสะสมแล้วอะไรเป็นของตนเองแล้ว มอบชีวิตไว้กับสังคมที่ตนอยู่ด้วย มอบชีวิตไว้กับหมู่บ้าน” (พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ 2550 : 52) บทสรุป : แนวทาง 4 ล. ไปสู่ความยั่งยืนและความพอเพียงมีเนื้อหาเรียบง่าย คือ 1. ลดกำรใช้ทรัพยำกรธรรมชำติที่ฟุ่มเฟือย ใช้พลังงำนสีเขียวทดแทนมำกขึ้น 2. ละทิ้ง จิตส ำนึกบริโภคนิยม 3. เลิกลุ่มหลงในวัตถุ และเลิกควำมคิดวัตถุนิยม 4. ลำจำกหนทำงทุนนิยมสู่บุญนิยม สรุปแล้ว เศรษฐศำสตร์เชิงพุทธก็คือ “เศรษฐศำสตร์แห่งทำงสำยกลำง” ของท่ำนพุทธทำสภิกขุ ซึ่งหมำยถึง ควำมพอดีนั่นเอง ตารางที่ 6.1 ควำมหมำยของ “ควำมพอเพียง” - ควำมพอ ต้องเพียรพอ จนพอเพียง - คนรวยไม่รู้จักพอ คนจนรู้จักพอ - พอเพียงแบบพุทธ - วลีของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ บุคคล ความหมายค าว่า “ความพอเพียง” (Sufficiency) คำนธี ไม่สะสม อยู่อย่ำงเรียบง่ำย ชูมำร์คเคอร์ ไม่มำกเกินไป ไม่น้อยเกินไป พุทธทำสภิกขุ อยู่อย่ำงพอดี พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ อยู่อย่ำงถูกต้อง อยู่บนหนทำงธรรม 106 ชาวชุมชนบ้านราชกับการตีความเรื่องพุทธปรัชญาแห่งความพอเพียง จำกกำรสัมภำษณ์สมำชิกชุมชนรำชธำนีอโศก ผู้วิจัยได้รับฟังควำมหมำยเกี่ยวกับควำมพอเพียงที่หลำกหลำยพอสมควร ดังรำยละเอียดต่อไปนี้ 1. พอเพียงคือใจพอ - ความพอเพียงอยู่ที่ใจ นำงประตรงเตือน นำวำบุญนิยม อำยุ 47 ปี บ้ำนเลขที่ 4 หมู่ 10 ต ำบลบุ่งไหม อ ำเภอวำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี ชำวอโศกด ำเนินตำมปรัชญำหรือว่ำตำมทฤษฎีของพระพุทธเจ้ำตำมปรัชญำถ้ำหำกว่ำพอเพียงภำษำเรำรุ่นใหม่คือควำมพอเพียงใช่ไหมแต่ถ้ำหำกว่ำตำมค ำสอนพระพุทธเจ้ำก็คือกำรเป็นคนวรรณะ 9 ซึ่งข้อ 1 ก็คือ สันโดษก็คือควำมเป็นผู้มีใจพอซึ่งค ำว่ำใจพอนี้มันส ำคัญมำกกับกำรที่จะมีวิถีชีวิตแบบพอเพียงคนนะจะต้องมีควำมใจพอซึ่งกำรที่จะเข้ำซึมสู่กำรที่เป็นคนมีใจพอได้แน่นอนเลยว่ำเรำเป็นคนที่สั่งสมกิเลสมำเยอะตำมจะมีกิเลสมำกมำยใช่ไหมทีนี้เมื่อเรำจะเริ่มเป็นคนมีทิศทำงว่ำเรำจะกลับมำเป็นคนใจพอสู่วิถีพอเพียงมันก็ต้องมีกรอบของศีลที่จะมำก ำกับให้เรำได้ฝึกฝนที่จะเริ่ม ลด ละ เลิกสิ่งที่มันเป็นสิ่งฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยของเรำ เพรำะฉะนั้นปรัชญำตรงนี้มันจะเริ่มจำกเรำที่ได้ค้นพบใจจริงๆที่ได้พบสัจธรรมนี้และใจเรำก็ยินดีที่จะเข้ำสู่ภำวะของคนที่มีใจพอค่อยลดละเรื่อยๆมันก็จะสู่ควำมพอเพียงซึ่งแต่ละระดับของคนชำวอโศกควำมพอเพียงก็จะหลำกหลำยไปตำมฐำนศีลตำมมุมมองของอำประก็จะเป็นแบบนี้ก็คือแต่ว่ำมันก็จะเป็นแกนของผู้มีวรรณะ 9 ก็คือ มักน้อย เลี้ยงง่ำย บ ำรุงง่ำยมักน้อยสันโดษ ขัดเกลำมีศีลเคร่งแก่กำรน่ำเลื่อมใสสะสมยอดขยันซึ่งเมนนี้แหละจะเป็นเมนใหญ่แต่ว่ำตำมฐำนะ ตำมก ำลังก็จะเป็นไปตำมพื้นฐำนของแต่ละคนมันก็จะไปสู่ควำมใจพอสู่ควำมพอเพียง (สัมภำษณ์ 6 พ.ย. 2558) 2. พอเพียงคือ ใช้ชีวิตของศีลเด่น นำงสำวดินดินเย็น ชำวหินฟ้ำ อำยุ 60 ปี บ้ำนเลขที่ 14 หมู่ 10 ต ำบลบุ่งไหม อ ำเภอวำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี พุทธปรัชญำแห่งควำมพอเพียงก็คือ ศีลเด่น เป็นวิชำ ศีลเด่นเป็นงำนชำญวิชำ โดยทั่วไปแล้วก็โดยให้ชำวอโศกเด่นตำมพุทธศำสนำที่เรำนับถือมำที่เคยไปมำแต่ละวันที่เรำไปผ่ำนมำแล้วแล้วเรำก็คิดว่ำตรงนี้ดีที่สุดในเรื่องกำรถือศีลเด่น ถ้ำเรื่องเป็นงำนนี้มันก็ยังถ้ำจะสู้กับทำงชำวโลกคงจะแค่ 50% ก็ยังไม่เก่งชำญวิชำถ้ำจะเอำชำญวิชำควำมรู้ทำงโลกนั่นก็ยังไม่สำมำรถที่จะได้ดีอย่ำงที่สุดแต่ถ้ำจะมำเรียนรู้เรื่องชำญวิชำเกี่ยวกับศำสนำนั่นก็คือว่ำเรำมำเรียนรู้เรื่องกำรลดละกิเลสนี้เรำก็จะให้ 100 % ในกำรที่ควำมเป็นเป็นจริงของชีวิต กำรใช้ชีวิตของศีลเด่นเป็นงำนชำญวิชำชองชำวอโศก (สัมภำษณ์ 6 พ.ย. 2558) 107 3. พอเพียงคือลดละ แล้วแบ่งปัน นำยตะกำยธรรม พรมโสภำ อำยุ 39 ปี บ้ำนเลขที่ 22 หมู่ 10 ต ำบลบุ่งไหม อ ำเภอวำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี ปรัชญำก็คือชำวอโศกกินน้อยใช้น้อย ส่วนที่เหลือจุนเจือสังคมก็คือลดละที่ตนให้ได้มำกที่สุดแต่ว่ำก็ขยันท ำกำรท ำงำนแล้วก็ศักยภำพผลผลิตที่ได้มำนั้นถ้ำตัวเองพอแล้วที่เหลือเรำก็แบ่งปันให้กับสังคมรอบข้ำงแล้วก็มีปรัชญำว่ำกินน้อยใช้น้อยที่เหลือจุนเจือสังคมเข้ำใจง่ำยๆ (สัมภำษณ์ 6 พ.ย. 2558) 4. พอเพียงคือ มักน้อยสันโดษ นำยไทเทิดธรรม สีสุวรรณ์ อำยุ 43 ปี บ้ำนเลขที่ 16 หมู่ 10 ต ำบลบุ่งไหม อ ำเภอวำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี ปรัชญำพอเพียงของชำวอโศกก็คือมักน้อยสันโดษก็ศีลเด่นเป็นงำนชำญวิชำสิ่งนี้แหละเป็นหลักปรัชญำแห่งควำมพอเพียงก็คือมักน้อยสันโดษท ำให้มำกแล้วที่เหลือจุนเจือสังคมเพื่อที่จะด ำรงชีวิตให้อยู่อย่ำงพอเหมำะพอเพียงกับที่ตนเองต้องรู้จักควำมพอเพียงคือปรัชญำในทำงศำสนำนี้ก็มี วรรณะ 9 ก็มีตั้งแต่มันน้อยหลำยอย่ำงควำมพอเพียงนี้เป็นสิ่งที่ดีแก่ชำวอโศก (สัมภำษณ์ 7 พ.ย. 2558) 5. พอเพียงคือไม่เป็นหนี้ พึ่งตนเองให้รอด นำงสำวพิมพ์ตะวัน รักษ์นำวำบุญนิยม อำยุ 49 ปี บ้ำนเลขที่ 187 หมู่ 10 ต ำบลบุ่งไหม อ ำเภอวำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี พุทธปรัชญำแห่งควำมพอเพียงเท่ำที่สรุปได้จำกพระครูก็มี 4 ข้อ คือ - ไม่เป็นหนี้ คือชุมชนเรำจะไม่เป็นหนี้ พ่อครูบอกว่ำถ้ำใครเป็นหนี้ส่วนตัวมำก็เคลียร์ตัวเรำ ในชุมชนเรำจะไม่เป็นหนี้จะไม่กู้เงิน - นอกจำกไม่เป็นหนี้ พึ่งตนเองให้รอด ด้ำนกสิกรรม ด้ำนปุ๋ย ด้ำนขยะวิทยำ เอำตัวเองให้รอดในกำรท ำอยู่ท ำกินของพวกเรำ - ต้องท ำให้มำกผลิตให้มำก ที่ท ำอย่ำงนี้เพรำะเรำต้องเผื่อเด็กที่ดูแลตัวเองไม่ได้เผื่อผู้สูงอำยุที่ท ำงำนไม่ได้แล้วที่เป็นบรรพชนของพวกเรำเผื่อคนเจ็บคนป่วย - ถ้ำเหลือจำกกำรผลิต เรำก็สะพัดเข้ำสู่สังคม สะพัดสิ่งที่เรำผลิตด้วยควำมปลอดภัยเข้ำสู่ชุมชนอื่นหรือสังคมอื่น เป็นสินค้ำคุณภำพของเรำ เป็นกำรแจกจ่ำยเป็นกำรแจกฟรีต่ ำกว่ำท้องตลำดขำยต่ ำกว่ำทุนสิ่งที่เรำสะพัดไม่ว่ำจะเป็นกสิกรรมไร้สำรพิษผลิตภัณฑ์ชุมชุนต่ำงๆเกี่ยวกับสมุนไพร (สัมภำษณ์ 7 พ.ย. 2558) 108 6. พอเพียงคือ อยู่อย่างเรียบง่าย นำงสำวตำมพร พร้อมจน อำยุ 37 ปี บ้ำนเลขที่ 168 หมู่ 10 ต ำบลบุ่งไหม อ ำเภอ วำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี จำกที่มำอยู่ได้ประมำนสิบปีกับชำวอโศกควำมพอเพียงของชำวอโศกก็คือกำรอยู่อย่ำงเรียบง่ำยมีส่วนที่จ ำเป็นในชีวิตประจ ำวันก็คือปัจจัยสี่แล้วก็ที่ท ำให้ควำมพอเพียงของชำวอโศกรู้สึกว่ำเป็นแบบพุทธจริงๆก็คือในเรื่องของสำธำรณโภคีเรื่องกำรกินอยู่ร่วมกันหมู่บ้ำนมีของกินของใช้เป็นส่วนดกลำงได้รับสวัสดิกำรแล้วสิ่งที่นอกเหนือจำกควำมจ ำเป็นเรำก็พยำยำมเอำสิ่งที่นอกชุมชนเข้ำมำใช้นอกจำกที่จ ำเป็นเท่ำนั้น (สัมภำษณ์ 7 พ.ย. 2558) 7. พอเพียงคือ พอใจไม่อยากสะสม นำงสำวสุวิภำ ม่วงมนตรี อำยุ 25 ปี บ้ำนเลขที่ 129 หมู่ 10 ต ำบลบุ่งไหม อ ำเภอ วำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี คิดว่ำพุทธปรัชญำแห่งควำมพอเพียงของชำวอโศกก็คือเรำต้องรู้จักตนเองว่ำเรำไม่จ ำเป็นต้องสะสมมำกๆหรือว่ำเอำมำเก็บไว้กับตัวเองมำกๆเรำต้องรู้จักเป็นคนที่ก่อนพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีน้อยๆก่อนเรำจึงจะเริ่มไปท ำสิ่งที่มันใหญ่ขึ้นหรือว่ำมำกๆขึ้นกับส่วนรวมหรือว่ำสังคมถ้ำเรำเริ่มต้นจำกำรประหยัดใช้ของประหยัดใช้ทรัพยำกรไม่ว่ำจะเป็นน้ ำไฟน้ ำมันหรือว่ำอะไรที่อยู่รอบตัวเรำถ้ำเรำท ำได้ดีแล้วมันก็จะเป็นหนทำงที่จะท ำให้ชุมชนของเรำหรือว่ำสังคมของเรำเกิดควำมพอเพียงขึ้นมำได้ก็เลยคิดว่ำตัวเรำต้องเริ่มก่อน ชำวอโศกก็สอนให้เรำเป็นคนที่มีควำมมักน้อยสันโดษแล้วก็รู้พอใจไม่อยำกที่จะสะสมหรือว่ำเอำมำเป็นของตนเองมำก (สัมภำษณ์ 8 พ.ย. 2558) การตีความเกี่ยวกับความหมาย – มองจากชาวชุมชนบ้านราช กำรตีควำมที่หลำกกหลำยเกี่ยวกับควำมหมำยของพุทธปรัชญำแห่งควำมพอเพียงน ำไปสู่ข้อสรุปโดยผู้วิจัยดังต่อไปนี้ สมำชิกชุมชนบ้ำนรำชค่อนข้ำงจะมี่ควำมเข้ำใจในควำมหมำยของควำมพอเพียงเป็นอย่ำงดีและสอดคล้องกับค ำสอนของพ่อครูสมณะโพธรักษ์ดังที่ได้วิเครำะห์ไว้แล้วในตอนต้นๆของบทนี้ ควำมพอเพียงมิใช่เป็นจุดหมำย ควำมพอเพียงคือหนทำง คือกำรด ำรงชีวิตอย่ำงพอดี ไม่สะสม แบ่งปันให้สังคมตำมแนวทำง 7 ข้อที่ผู้วิจัยได้สรุปจำกกำรสัมภำษณ์สมำชิกชุมชนบ้ำนรำช นอกจำกนี้ ผู้น ำควำมคิดของชุมชนบ้ำนรำชบำงท่ำนยังได้ให้ควำมกระจ่ำงเพิ่มเติมเกี่ยวกับพุทธปรัชญำแห่งควำมพอเพียงดังต่อไปนี้ 109 สิกขมาตุผาแก้ว ชาวหินฟ้า อายุ 52 ปี บ้านเลขที่ 99 หมู่ 10 ต าบลบุ่งไหม อ าเภอ วารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้อธิบำยว่ำ “พุทธปรัชญำแห่งควำมพอเพียงและแนวคิดพอเพียงแบบพุทธของท่ำนสมณะโพธิรักษ์ มีเนื้อหำเหมือนกัน เพรำะว่ำท่ำนก็เอำค ำสอนของพระพุทธเจ้ำมำเผยแพร่ ถ้ำเรำลองนึกย้อนดูเจ้ำชำยสิตถัตถะ ท่ำนเป็นถึงลูกกษัตริย์ท่ำนมีเวียงมีวังอยู่มีปรำสำทสำมฤดู มีทุกสิ่งทุกอย่ำง แต่ท่ำนสละออกมำมำอยู่อย่ำงคนจน มีบำตรใบเดียวห่มผ้ำสำมผืน ใจท่ำนพอ ท่ำนถึงอยู่ได้อย่ำงสบำย แต่ว่ำไม่ได้หยุดกำรพัฒนำ เหมือนพระชำวอโศก ท่ำนไม่ใช้เงิน ท่ำนไม่รับเงิน เรำก็อยู่ได้ แต่เรำไม่หยุดพัฒนำ พระพุทธเจ้ำ พระอัครสำวกเบื้องซ้ำยขวำเป็นคนร่ ำรวยหมดเลย ทุกคนจำกคนรวยมำเป็นคนจน มำใช้ชีวิตพอเพียง ไม่โลภ เสียสละ มีแต่ควำมผำสุก นอนก็หลับสบำย ท ำบุญเยอะได้เยอะ กำรให้ทำนคือกำรพอเพียง พอเพียงต้องพอด้วยใจเรำจริงๆ ใช้น้อยที่เหลือจุนเจือสังคม” (สัมภำษณ์ 14 พ.ย. 2558) สมณะฟ้าไท นาวาบุญนิยม อายุ 57 ปี บ้านเลขที่ 99 หมู่ 10 ต าบลบุ่งไหม อ าเภอ วารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้สรุปว่ำ “เขำเข้ำใจหรือเปล่ำว่ำ ศำสนำพุทธเป็นอย่ำงไร เขำจะเข้ำใจว่ำ ศำสนำพุทธคือแค่กำรท ำพิธีไปไหว้พระพุทธรูปแล้วก็รีบกลับ เขำไม่รู้ว่ำ สอนให้คนมำลดกิเลส พุทธศำสนำไม่ใช่เป็นปรัชญำแต่เป็นค ำสอนที่ท ำให้คนละกิเลส ให้เป็นอำริยะบุคคลโสดำบัน คือคนที่มีศีลห้ำ ละอบำยมุข กินมังสวิรัติ หมดกิเลสโลภโกรธหลง พุทธศำสนำเป็นศำสนำที่ฝึกคนให้เสียสละ สังคมของชำวอโศกของเรำต้องกำรสร้ำงคนขึ้นมำใหม่ คนที่เรียนเศรษฐกิจพอเพียง คนที่ปฏิบัติธรรม” สรุปแล้ว พุทธธรรมแห่งควำมพอเพียงเป็นค ำสอนให้คนปฏิบัติธรรม ให้กลำยเป็นคนใหม่ เป็นคนพอเพียง ด ำรงชีพอย่ำงถูกต้อง เป็นคนที่ถือศีลห้ำและท ำงำนเสียสละเพื่อสังคมส่วนรวม (สัมภำษณ์ 14 พ.ย. 2558) พุทธปรัชญาแห่งความพอเพียง เศรษฐศาสตร์บุญนิยมและสาธารณโภคี แนวคิดทำงเศรษฐกิจของชุมชนอโศกมีรำกฐำนจำกกำรขยำยแนวค ำสอนของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ในเรื่องควำมพอเพียง อำจกล่ำวได้ว่ำ พุทธปรัชญำแห่งควำมพอเพียงมีควำมเชื่อมโยงอย่ำงแน่นแฟ้นกับเศรษฐศำสตร์บุญนิยม คือเป็นพื้นฐำนที่ส ำคัญที่สุดของหลักกำรทำงเศรษฐกิจสังคมและกำรปฏิบัติกำรรวมหมู่ที่ครอบคลุมกิจกรรมต่ำง ๆ ชองชุมชนชำวอโศก นั่นคือ พุทธปรัชญำแห่งควำมพอเพียงของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์เป็นหลักคิดส ำคัญชองเศรษฐศำสตร์บุญนิยมและเป็นแนวคิดใน กำรก ำกับดูแลเศรษฐกิจสังคมและวิถีชีวิตจริงของชุมชนบุญนิยมทั้งหมด ดังนั้น ผู้วิจัยจะได้น ำเสนอแนวคิดที่ส ำคัญๆของเศรษฐศำสตร์บุญนิยมและสำธำรณโภคี ดังต่อไปนี้ 110 เศรษฐศำสตร์บุญนิยมของชำวอโศก มีพื้นฐำนมำจำกหลักค ำสอนทำงพุทธศำสนำว่ำ คนเรำทุกคนล้วนตกอยู่ภำยใต้อิทธิพลของกิเลสมำตั้งแต่เกิด กิเลสนอกจำกจะท ำให้เกิดปัญหำกับตนเองแล้ว ยังเกี่ยวพันไปถึงสังคมวงกว้ำงด้วย อย่ำงไรก็ตำม มนุษย์ก็สำมำรถปลดปล่อยตนเองให้หลุดพ้นจำกกิเลสได้โดยกำรปฏิบัติธรรม เศรษฐศำสตร์บุญนิยมได้เสนอทำงแก้ไขปัญหำดังกล่ำวโดยเน้นกำรลดละควำมต้องกำรส่วนเกินในชีวิตลง หรือลดกิเลสตัณหำลงโดยกำรใช้หลักอริยมรรค 8หลักกำรส ำคัญในกำรด ำรงชีพที่ถูกต้อง มั่นคงและยั่งยืน จำกเอกสำรเรื่องเศรษฐศำสตร์บุญนิยมที่ปรำกฎใน web asoke info เรำพอจะสรุปแนวคิดนี้ได้อย่ำงเป็นระบบภำยใต้เค้ำโครงตังต่อไปนี้ (ออนไลน์) : http://www.asoke.info/50boonniyama/www_boon/econ_page4.html เค้าโครงของเศรษฐศาสตร์บุญนิยม - ก้ำวแรก: ธุรกิจบุญนิยม - ควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุญนิยมกับเศรษฐกิจพอเพียง - ทุนนิยมกับบุญนิยม - หลักกำรพัฒนำตนในระบบบุญนิยม - สำธำรณโภคี - ควำมพอเพียงและชุมชนบุญนิยม ก้าวแรกของระบบบุญนิยม ตัวแบบของ “ระบบบุญนิยม” ได้เริ่มคลี่คลำยปรำกฏให้เห็นเป็นรูปธรรมและพิสูจน์ยืนยันถึงควำมเป็นไปได้ เมื่อบริษัท พลังบุญ จ ำกัด ได้ถือก ำเนิดขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้ำนบำท จำกกำรดึงเอำ "มูลค่ำส่วนเกิน" ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบทุนนิยมเข้ำมำสู่ระบบบุญนิยม ของกลุ่มชำวพุทธจ ำนวนหนึ่ง ที่เป็นสมำชิกของ สมำคมผู้ปฏิบัติธรรม บริษัทพลังบุญจ ำกัด ท ำพิธีเปิดด ำเนินงำนอย่ำงเป็นทำงกำร เมื่อวันที่ 6 มิถุนำยน 2530 โดยประกอบกิจกำรจ ำหน่ำยสินค้ำ เครื่องอุปโภคบริโภคต่ำงๆ ส ำนักงำนตั้งอยู่ใกล้พุทธสถำนสันติอโศก แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหำนคร และมีร้ำนเครือข่ำยบุญนิยม ที่ด ำเนินนโยบำยเช่นเดียวกับบริษัทพลังบุญ รับสินค้ำจำกบริษัทแม่ไปจ ำหน่ำยในรำคำถูก อีกประมำณ 7 - 8 แห่ง นโยบำยส ำคัญ ของบริษัทพลังบุญนั้นเน้นกำรจ ำหน่ำยสินค้ำ รำคำถูก ไม่ฉวยโอกำส บริกำรลูกค้ำด้วยควำมสุขุม ประณีต และซื่อสัตย์ ธุรกิจบุญนิยมมีขั้นตอนกำรพัฒนำ 4 ระดับ คือ - ขั้นที่ 1 ขำยให้ต่ ำกว่ำรำคำท้องตลำดมำกที่สุดเท่ำที่จะท ำได้ เพียงแต่พอเป็นเครื่องอำศัยตำมควำมจ ำเป็นของชีวิต ซึ่งมีระดับควำมสันโดษไม่เท่ำกัน ไม่เหมือนกัน ซึ่งยังไม่ถือว่ำเป็นบุญนิยมทีเดียว 111 - ขั้นที่ 2 ขำยเท่ำทุน ยังไม่มีบุญแต่ก็ไม่มีบำป ให้พออำศัยต่อทุนท ำงำนต่อไป ถือว่ำ เป็นกำรเริ่มต้นบุญนิยมขั้นแรก - ขั้นที่ 3 ขำยต่ ำกว่ำทุนที่ลงไปโดยอำจไม่รวมค่ำแรง ค่ำโสหุ้ยต่ำงๆ ค่ำวัตถุดิบ ซึ่งผลิตเองหรือเก็บจำกธรรมชำติ ขำยต่ ำลงได้มำกเท่ำไรก็เป็นบุญมำกเท่ำนั้น - ขั้นที่ 4 แจกฟรี เป็นกำรสงเครำะห์เกื้อกูลกันไป ความแตกต่างระหว่างบุญนิยมกับเศรษฐกิจพอเพียง (สัมภาษณ์สื่อมวลชน) - เศรษฐกิจพอเพียง กับ บุญนิยม ต่างกันหรือไม่ เกี่ยวกับ บุญนิยม อำตมำตั้งใจให้เป็นชื่อระบบที่ลึกและครบพร้อมทุกอย่ำงในวงจรชีวิตของมนุษย์และสังคม ส่วนเศรษฐกิจพอเพียงมองในแง่เศรษฐกิจเท่ำนั้น ซึ่งในบุญนิยมก็มีเศรษฐกิจพอเพียง เพรำะเรำเตรียมตัว รู้ว่ำอะไรเป็นสำระ กินใช้เท่ำที่จ ำเป็น อะไรที่ควรผลิต ควรสร้ำง ควรท ำ ชำวอโศกไม่เน้นอุตสำหกรรม แต่เน้นกสิกรรม เรำไม่มีเรื่องกำรปศุสัตว์ ประมง อุตสำหกรรมเรำก็ท ำขนำดเล็ก เรำไม่มีเงินก้อนเหมือนทุนนิยมที่ได้เงินมำแล้วไปสร้ำงส ำนักงำนหรูหรำ มีหลักทรัพย์เท่ำนั้นเท่ำนี้ ของเรำมีอัตรำก้ำวหน้ำอยู่บ้ำง แต่ไม่เหมือนระบบทุนนิยม จึงดูเหมือนว่ำมันช้ำ แต่ที่ช้ำมันก็ไม่เสียหำย ช้ำเพรำะเรำรีบให้กับสังคมเร็วไปต่ำงหำก “เรำไม่กักตุน จึงไม่เกิดกำรติดขัดจำกเรำ ถ้ำจะบอกว่ำสภำพอย่ำงเรำปฏิบัติ สังคมได้สภำพคล่องจำกเรำสูงสุด แต่ระบบทุนนิยมต่ำงคนต่ำงกัก พอเห็นท่ำไม่ดี รีบระวังตัวเองแล้ว” - เป็นไปได้ไหมว่าบุญนิยมกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจะไปด้วยกัน “แน่นอนบุญนิยมกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอันเหมาะสม อาตมาว่าสังคมที่ประพฤติตามแบบทุนนิยมอย่างที่เห็น สรุปได้ว่าทุนนิยมนี้เป็นระบบงูกินหาง กินหางตัวเองจะถึงคอแล้ว จนไม่เหลือทรัพยากรวัตถุดิบของโลก เพราะต่างคนต่างกอบโกยเอาเปรียบ แต่ในระบบบุญนิยม คนถูกสร้างขึ้นให้เป็นคนรู้จักสันโดษ พอ มักน้อย ไม่ได้หมายความว่าท างานน้อยๆ ได้เท่าไรเอาเท่านั้น แต่หมายความว่าขยันหมั่นเพียรมากๆ บริโภคน้อยๆ ส่วนอื่นสะพัดไปสู่ที่ๆ ควรสะพัด ที่ควรเกื้อกูลเผื่อแผ่ “ถ้าเป็นเซลส์ก็ไม่เหมือนกับทุนนิยมทุนนิยมจะมองว่าจุดไหนจะซื้อของเราที่มีดีมานส์สูงได้ราคาดี แต่เซลส์เราจะมองว่าจุดไหนสมควรจะได้สินค้า ผลิตผลอย่างนี้เป็นคุณค่ากับเขา เหมาะสมกับเขา แม้เขาจะจนยาก ถ้าเราไม่จ าเป็นต้องได้แลกเปลี่ยนกลับคืนมาก็ให้หรือขายในราคาถูก เพราะเราพอเพียงแล้ว เราพึ่งตนเองได้คือ ต้องพึ่งตนเองให้รอดก่อนส่วนเกินเหลือจึงไปแจกจ่ายเจือจาน แก่ผู้ที่ควรให้ เพราะฉะนั้นการขายหรือให้ จึงไม่ใช่เพื่อค้าก าไรกลับคืนมา แต่เพื่อเกื้อกูลเผื่อแผ่ผู้อื่นเท่านั้น” (ออนไลน์) : http://www.asoke.info/50boonniyama/www_boon/econ_page4.html 112 พ่อครูสมณะโพธิรักษ์กล่าวอธิบายต่อไปว่า “ในการขายของเรา มีปรัชญาว่า ขายต่ าได้มากเท่าไร นั่นคือการเจริญของ การพาณิชย์บุญนิยมอย่างแย่ที่สุดคือขายให้ต่ ากว่าราคาตลาดและ ขายให้ได้ต่ ามากเท่าไร เข้าใกล้ต้นทุนมาก ยิ่งเจริญมากเท่านั้น มาถึงขั้นที่สามารถขายในราคาเท่าทุนได้ ถือว่าดีขึ้น แต่ยังไม่เข้าข่ายเป็นบุญ เพราะขายระดับเท่าทุน เท่ากับเราไม่มีบุญ ไม่ได้ช่วยใคร(ในการคิดทุน เราคิดค่าแรงด้วย ตามแบบสากลที่เขาคิด) ขาย แบบบุญนิยมต้องต่ ากว่าทุนจึงจะเรียกว่าก าไร ใครสามารถขายต่ ากว่าทุนได้มาก เท่าไร คือก าไร คุณอยู่รอดไหม ด าเนินชีวิตไปได้เองหรือไม่ดีคุณท า ไม่ถึงขั้นทรมานตน คนเขาก็งงว่าเราจะอยู่รอดได้อย่างไร อยู่ได้เพราะค่าแรงเรา สมมุติในราคาทุนหมื่นบาท ตามธรรมดาเป็นค่าแรงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เราก็ลดลงมาเรื่อยๆ เราตัดค่าแรงลงมาเรื่อยๆ คือส่วนที่เราให้แก่สังคม ใครตัดค่าแรงได้มากเท่าไร เท่ากับให้กับสังคมได้มากเท่านั้น นี่คือหลักส าคัญของบุญนิยม เราช่วยสังคมอย่างนี้ แต่ไม่มีหลักฐาน... เราเสียสละไปทันที ไม่มีอะไรบันทึก คนจึงไม่รู้ว่าเราช่วยสังคม คนท างานที่นี่ไม่ใช่คนสองคน แต่เป็นร้อย เป็นพันและเราท าอยู่เรื่อย ในบุญนิยมของเราที่เขาบอกไม่ช่วยสังคม ท าแต่ตัวของเราเอง เราก็ฟังเขา และพยายามเข้าใจเนื้อหาสาระ บางคนว่าถึงขนาดพวกอโศกบุญนิยมอะไร คนเขาท างานทางโลกดีๆ ก็ลาออกจากงานมาท างานฟรีๆ ไม่ได้อะไรเลย รัฐลงทุนกับข้าราชการไปเท่าไรและมาท างานนี้ไม่มีมรรคผลอะไรเลย เขากลับมองอย่างนั้น เรากลับมองว่าถ้าข้าราชการท างานอยู่ เงินเดือนของรัฐเขาต้องเอาไป เขาก็ท างานตีมูลค่าเป็นเงินแลกเปลี่ยนมาแล้วไม่เหลืออะไรให้โลกให้ผู้อื่น แต่ของเรากลับมาท างาน แต่ไม่ได้เงิน ไม่ได้เอาของรัฐ ที่นี่กินอยู่ด้วยกัน ท างานฟรีด้วยซ้ า คนก็มองไม่ออกว่าเราได้ให้แล้ว ไม่เอาเงินเดือนรัฐ นั่นคือให้รัฐอยู่แล้ว คืนให้สังคมแถมมาท างานที่นี่ ขายถูก คืนให้กับสังคมไปแล้ว” (ออนไลน์) : http://www.asoke.info/50boonniyama/www_boon/econ_page4.html การเปรียบเทียบระบบทุนนิยม - ระบบบุญนิยม หลักการทุนนิยม 1. ก ำไร คือ กำรได้เปรียบจำกผู้อื่น ยิ่งลงทุนน้อย แล้วเอำคืนได้หลำยเท่ำ เขำยิ่งถือว่ำเก่งและส ำเร็จผลยอดเยี่ยม 2. ขำดทุน คือเสียเปรียบคน เช่น เดินไปเดินมำได้ 5,000 แต่คนท ำงำนทั้งวัน ได้ 1,500 เทียบกันแล้ว คนที่ท ำมำกแต่ ได้น้อย ย่อมขำดทุนหรือสู้คนที่ท ำน้อยหรือ ไม่ต้องท ำอะไรเลย แต่ได้มำกไม่ได้ 3. เงิน คือพระเจ้ำ มีเงินอย่ำงเดียว เนรมิตดลบันดำลอะไรๆ ได้หมด ได้กินได้ใช้มำกเท่ำไร (บริโภคนิยม) ถือเป็นก ำไรชีวิต และเป็นทรัพย์แท้ยอดปรำรถนำของคน แม้ตำยจะเอำไปไม่ได้ แต่ก็ขอโกยให้ รวยไว้ก่อน 113 หลักการบุญนิยม 1. ก ำไร คือได้เสียสละ หรือได้เสียเปรียบให้กับผู้อื่น ยิ่งลงทุนไปมำก แล้วไม่รับอะไรตอบแทนกลับคืนมำเลย ยิ่งเป็นค่ำของตน 2. ขำดทุน คือเอำเปรียบคน เช่น ท ำงำนแบบเช้ำชำมเย็นชำม แต่จะเอำเงินเดือนเอำ สวัสดิกำรมำกๆ โดยสัจจะ ย่อมเป็นหนี้สังคมเพรำะเท่ำกับกินแรงคนอื่น 3. กรรม คือพระเจ้ำตัวจริง จะเป็นบำปกรรม หรือบุญกรรมที่ท ำไว้ตอนเป็นๆ ล้วนคือสมบัติทรัพย์แท้ของชีวิตที่ต้องติดตัวไปทุกๆ ชำติ จนกว่ำจะปรินิพพำน สัจจะของกรรมนั้น เมื่อท ำดี - ดีในตัว เมื่อท ำชั่ว ได้ชั่วทันที ไม่มีใครเบี้ยวได้ หลักการพัฒนาคนในระบบบุญนิยม เศรษฐศำสตร์บุญนิยมไม่ได้เน้นแต่เรื่องเศรษฐกิจอย่ำงเดียว หำกแต่ยังให้ควำมส ำคัญในเรื่องของจริยธรรมด้วย นั่นคือ ต้องถำมด้วยว่ำ เรำมีหลักกำรอะไรในกำรพัฒนำตน และตนในระบบบุญนิยมต้องเป็นต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน