Chapter9.pdf

โฟลเดอร์วิถีอโศกกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์431 KB
วันที่แก้ไข7 ธันวาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

165 บทที่ 9 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง วิถีอโศกกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราธานีนี้ เป็นการศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างวิถีอโศก กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพแนวการตีความแบบวิพากษ์ (critical interpretive paradigm) โดยในการศึกษาวิจัย ได้ท าการศึกษาเอกสารจากเอกสารชั้นต้นและชั้นรอง การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interviews) โดยอาศัยผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key - informants) ได้แก่ สมาชิกชุมชน กลุ่มผู้น าหมู่บ้านในชุมชนราชธานีอโศก กลุ่มผู้น าทางความคิดของสันติอโศก และกลุ่มนักวิชาการรวม นอกจากนี้ยังใช้วิธีการสังเกตการณ์ (Observation) โดยการเข้าไปร่วมพูดคุยในชุมชนราชธานีอโศกเป็นระยะๆ ซึ่งผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์มีดังนี้ สรุปผลการวิจัย ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ได้แก่ ศึกษาหลักการและความคิดของวิถีอโศก พุทธปรัชญาแห่งความพอเพียง รวมทั้งแนวคิดเกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนราชธานีอโศก พบว่า ชุมชนราชธานีอโศกนั้นเป็นชุมชนที่เกิดจากญาติธรรมที่มีความศรัทธาในการปฏิบัติธรรมรวมตัวกันเพื่อก่อตั้งชุมชนขึ้นมา หลังจากนั้นแล้ว ท่านสมณะโพธิรักษ์ได้ตั้งใจที่จะใช้ชุมชนราชธานีอโศกเป็นตัวแบบของระบบเศรษฐกิจชุมชนแนวใหม่ที่มีพุทธธรรมเป็นตัวก ากับ ชุมชนราชธานีได้มีการพัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งก่อตั้งเป็นหมู่บ้านอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2539 และได้พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของพุทธปรัชญาแห่งความพอเพียงผสมผสานแนวคิดแบบบุญนิยม สามารถพึ่งตนเองได้จนกระทั่งได้เป็นต้นแบบในเรื่องของการพึ่งตนเองให้กับหน่วยงานรัฐและชุมชนต่างๆ ซึ่งชุมชน ราชธานีอโศกนั้นด าเนินชีวิตอยู่บนฐานแนวคิดที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากส านักสันติอโศกซึ่งม

อ่านต่อ

ีปรัชญาและหลักปฏิบัติในการจัดการชุมชนและการด ารงชีวิตดังต่อไปนี้ 166 บทเรียนพื้นฐาน หลักปรัชญาของชุมชนบุญนิยม สิ่งที่เด่นที่สุดในแนวคิดของท่านสมณะโพธิรักษ์ คือการย้ าว่า ชุมชนต้องประกอบอยู่ด้วยธรรมะ เราอาจชี้ให้เห็นถึงหลักการขั้นพื้นฐานที่ส าคัญๆ ของการสร้างความมั่นคงแบบชุมชนบุญนิยมได้ดังนี้ 1. ปรัชญาข้อหนึ่งเน้นว่า ชุมชนต้องเป็นระบบศีลธรรม เราต้องมองว่าระบบเศรษฐกิจไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปากท้องเพียงด้านเดียว เศรษฐกิจต้องประกอบอยู่ด้วยศีลธรรมจึงจะเป็นระบบเศรษฐกิจที่ดี เรื่องการบริโภค การผลิต การลงทุน การใช้จ่าย การออมทรัพย์ เป็นเรื่องที่ต้องประกอบไปด้วยศีลธรรมโดยตรง โดยเน้นธรรมนิยมหรือบุญนิยม ไม่เน้นวัตถุนิยม 2. ปรัชญาอีกข้อหนึ่งคือ เราจะต้องสร้างชุมชนตามหลักแห่งธรรมชาติ คือ ยึดถือหลักปรัชญาแห่งความพอเพียง นั่นคือการไม่เอาส่วนเกินตามกฎของธรรมชาติทุกอย่างควรจะอยู่ ณ จุดที่พอเหมาะพอดี ธรรมชาติจัดให้ทุกคนได้มีทรัพยากรในสัดส่วนที่เพียงพอไม่เกินความจ าเป็น ไม่มีการกอบโกย 3. ปรัชญาหลักข้อสามของชุมชนบุญนิยมเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราเรียกว่า “เศรษฐศาสตร์แห่งความรัก” การสร้างชุมชนต้องประกอบอยู่ด้วยธรรม ความถูกต้องมีรากฐานอยู่บนความรักและ ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติ ปรัชญาแห่งการปฏิบัติ ในระบบเศรษฐกิจชุมชนบุญนิยม ท่านสมณะโพธิรักษ์ได้วางหลักปฏิบัติไว้ 2 ระดับ คือ - หลักปฏิบัติส าหรับปัจเจกชนในด้านการท างานและการด ารงชีวิต - หลักปฏิบัติส าหรับการจัดองค์กรทางเศรษฐกิจสังคม ก. หลักปฏิบัติส าหรับปัจเจกชน ด้านการท างาน เราต้องเข้าใจความหมายของเศรษฐกิจให้ถูกต้อง นั่นคือการงานที่เราท ามีความสนุก ในการท างานนั้น ได้ผลมาแล้วกินเก็บแต่พอดี ที่เหลือช่วยผู้อื่น การท างานคือการปฏิบัติธรรม ท างานให้สนุกให้ได้ผลดี เราควรจะพอใจในการท างาน การงานคือหน้าที่ของเรา และข้อส าคัญที่สุดคือเราไม่ได้ท างานเพื่อสะสม หากแต่เพื่อการด ารงชีวิตที่ถูกต้อง การด ารงชีวิต การด ารงชีวิตทางเศรษฐกิจส าหรับตัวบุคคลจะมีลักษณะไม่ยากจน ไม่เดือดร้อน กินอยู่แต่พอดี เก็บไว้กินแต่พอดี โดยยึดหลักว่า เป็นอยู่พอดี ไม่มากไม่น้อย ไม่สูงต่ า ไม่ฝืดเคือง ไม่ฟุ่มเฟือย 167 ข. หลักปฏิบัติส าหรับการจัดองค์กร นอกจากจะมีข้อปฏิบัติในการท างาน การด ารงชีพ และการแบ่งปันส าหรับปัจเจกชนแล้ว ส าคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ ต้องมีการจัดระเบียบเศรษฐกิจเสียใหม่ด้วยปรัชญาหลักที่ส าคัญที่สุดใน การจัดระบบ ซึ่งหมายความว่า ทรัพย์สมบัติและปัจจัยการผลิตที่ส าคัญๆ น่าจะมีลักษณะเป็นสมบัติของสังคมส่วนรวม ดังจะเห็นได้จากแนวทางปฏิบัติ 4 ข้อด้วยกัน ดังนี้ 1. ด าเนินการใช้ระบบการถือกรรมสิทธิ์ส่วนรวมในทรัพย์สมบัติ 2. จัดสรรที่ดินและใช้ที่ดินเพื่อส่วนรวม 3. ท าตามเจตนารมณ์ของสหกรณ์ของการท างานร่วมกัน 4. สร้างระบบเศรษฐกิจแบบสามัคคีธรรม นิเวศวิทยา และเศรษฐกิจชุมชนบุญนิยม ในการสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่มีความมั่นคง ปรัชญาพื้นฐานที่ส าคัญและจ าเป็นอย่างยิ่งคือ ยึดถือหลักการของ “พุทธปรัชญาแห่งความพอเพียง” ผสมผสานกับแนวคิดบุญนิยมและ สาธารณโภคี มองในแง่นี้แล้ว แนวคิดของท่านสมณะโพธิรักษ์ก็มีเนื้อหาสอดคล้องกับท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ คือ เน้นธรรมสัจจะแห่งความหลุดพ้นนั่นเอง เมื่อรู้แจ้งเห็นชัดว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เราก็จะมีจิตใจอยู่เหนือความหลอกลวงของวัตถุ ไม่เกิดความหลงใหลในรสของวัตถุ ไม่มีความยึดติดกับความคิดที่เอาวัตถุเป็นหลัก ไม่มี “จิตส านึกแห่งวัตถุ” ธรรมนิยมจึงเป็นสิ่งที่จ าเป็นในการสร้างระบบเศรษฐกิจ ท่านพุทธทาสสรุปว่า “ระบบเศรษฐกิจนั้นอย่าให้เป็นเรื่องวัตถุไปเสียหมด ให้เป็นเรื่องของจิตใจด้วย มีความถูกต้องทางวิญญาณ ในระบบเศรษฐกิจ มีธรรมะช่วยให้ไม่ต้องวุ่นวายอะไร เราก็มีความสุขอย่างยิ่ง นี่เป็นเศรษฐกิจสูงสุด” ด้วยเหตุนี้ เราจึงอาจกล่าวได้ว่า ธัมมิกสังคมนิยมของท่านพุทธทาสหรือบุญนิยมของท่านสมณะโพธิรักษ์เป็นแนวคิดที่ผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับแนวคิดของนิเวศวิทยาของธรรมชาติ รวมไปถึง “นิเวศวิทยาทางจิต” Spiritual Ecology นั่นคือ ธรรมสัจจะหรือตัวแท้จริงของธรรมชาติ ย่อมมีลักษณะเป็นสังคมรวมหมู่อย่างชัดเจน คือ “ไม่มีอะไรที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ ต้องอาศัยกันและกัน” ทุกอย่างมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน จึงมีชีวิตอยู่ได้ในสังคมของมนุษย์ก็เป็นเช่นเดียวกัน ทุกคนต้องท างานร่วมกันอย่างที่จะแยกกันไม่ได้เลย ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ได้แก่ ศึกษาวิธีการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนราชธานีอโศก พบว่า ในภาคปฏิบัติ ชุมชนนี้จะเน้นความส าคัญของการสร้างความมั่นคงในการด ารงชีพอย่างยั่งยืนโดยการสร้างกิจกรรม 168 ชุมชนที่หลากหลายคลอบคลุมหลายมิติตั้งแต่เศรษฐกิจสังคม อาหารและโภชนาการ สวัสดิการสังคม สิ่งแวดล้อม พลังงาน การศึกษาไปจนถึงสุขภาพและอนามัย แนวทางของชุมชนราชธานีอโศกได้เตือนให้เราต้องคิดถึงสัจธรรมข้อหนึ่งซึ่งบ่งว่า ถ้าจะให้ชุมชนมีความมั่นคง เราจะต้องให้ความส าคัญแก่เรื่อง ความมั่นคงในการด ารงชีพอย่างยั่งยืนในเขตชนบท นิยามของแนวคิดนี้ คือ - การด ารงชีวิต (Livelihood) หมายถึง มีอาหารพื้นบ้านเพียงพอที่จะสนองความต้องการพื้นฐานของชาวชุมชน - ความมั่นคง (Security) หมายถึง มีปัจจัยการผลิต ทรัพยากร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะจัดการกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ - ความยั่งยืน (Sustainability) หมายถึง มีแรงจูงใจที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความคงทนทางนิเวศได้ในระยะยาว แนวคิดนี้ต้องการย้ าว่า เราจะมองปัญหาชุมชนชนบทแบบแคบๆ มองระยะสั้นและละเลยปัญหาของผู้ยากไร้ในชนบทต่อไปไม่ได้แล้ว แนวทางชุมชนชนบทต้องมองระยะยาว เน้นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และต้องมีหลักประกันเพื่อให้ชาวชุมชนมีสิทธิ มีเสียง มีโอกาสเข้าถึงปัจจัยการผลิตต่างๆ และสามารถมีการด ารงชีพอย่างเพียงพอ แบบยั่งยืนและมั่นคง ความยั่งยืนทางนิเวศในชนบท ชาวชุมชนราชธานีอโศกภายใต้การน าของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์เตือนเราว่า การสร้างกิจกรรมชุมชนที่หลากหลายจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของระบบนิเวศของชุมชน อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ อยู่อย่างพอเพียงบนหนทางพุทธธรรมของวิถีอโศก ดังนั้น แนวคิด “การด ารงชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นี้ จะต้องประกอบด้วยมิติที่ส าคัญอีกมิติหนึ่ง นั่นคือ : จะต้องมีการคิดกันใหม่เกี่ยวกับระบบเกษตรกรรม เราควรจะต้องละทิ้งแผนใหม่ที่ใช้วิทยากรสมัยใหม่ ใช้พลังงานมากมาย ใช้เทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมโดยหันกลับคืนสู่ “วิถีธรรมชาติแห่งเกษตรกรรม” หลายคนพูดถึง “เกษตรกรรมทางเลือก” ชาวชุมชนราชธานีอโศกมองว่า ปัญหาส าคัญของเกษตรกรรมธรรมชาติไม่ใช่เป็นเรื่องเทคนิค แต่เป็นปัญหาจิตส านึก และโลกทัศน์มากกว่า เกษตรกรรมไร้สารพิษจะท าให้ธรรมชาติ ผู้ผลิตและผู้บริโภค มีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย ในขณะเดียวกันชาวชุมชนจะต้องปลอดจากวัตถุนิยมด้วย เน้นการด ารงชีวิตเรียบง่าย ไม่แสวงหา อยู่อย่างพอเพียง ไม่ครอบครองส่วนเกิน มีแต่แบ่งปันและท างานร่วมกัน เพื่อสร้างเกษตรกรรมธรรมชาติบนพื้นฐานของนิเวศวิทยาพื้นบ้านในแต่ละท้องถิ่น 169 ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ได้แก่ ศึกษาวิธีการบริหารความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของชุมชนเพื่อน าไปประยุกต์ใช้ในชุมชนอื่นๆ ต่อไป ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนที่ก าลังจะมาถึง พบว่า พุทธปรัชญาแห่งความพอเพียงเป็นพื้นฐานส าคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ชุมชน แต่ในขณะเดียวกัน ชุมชนต้องรีบริเริ่มสร้างระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงและความไม่แน่นอนขึ้นมาท่ามกลางภาวะโลกร้อน แนวทางดังกล่าวปรากฏในข้อความข้างล่างดังต่อไปนี้ - ตัวแบบเศรษฐกิจชุมชนเพื่อความมั่นคงและเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ในการวิเคราะห์ชุมชนราชธานีอโศก ผู้วิจัยได้ตั้งค าถามด้วยว่า ชุมชนนี้ให้บทเรียนอะไรบ้างแก่เราค าถามที่ส าคัญคือ ถ้าชุมชนอื่นๆในพื้นที่ของภาคอีสาน (หรือในภาคอื่นๆ ของประเทศไทย) ต้องการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ชุมชนจะต้องท าอย่างไรบ้าง และค าถามที่ตามมาคือ ท่ามกลางภาวะโลกร้อน ชุมชนราชธานีอโศกให้แนวคิดอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนอื่นๆ ของไทยใน การสร้างระบบบริหารความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากความผันแปรของภูมิอากาศ 1. บทเรียนจากชุมชนราชธานีอโศกส าหรับชุมชนอโศกอื่นๆ ของไทย ท่ามกลางความผันแปรของภูมิอากาศ ในขณะที่โลกก าลังร้อนรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบเสียหายหลายอย่างต่อชุมชนทั่วไป ผู้วิจัยค้นพบว่า ชาวชุมชนราชธานีอโศกรวมทั้งผู้น าชุมชนและนักวิชาการที่ให้ความคิดเห็นหลายท่านต่างเชื่อว่าพุทธปรัชญาแห่งความพอเพียง และโลกทัศน์แห่งความยั่งยืนของชาวอโศกสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างดีในยามวิกฤตทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นโลกร้อนหรือวิกฤตเศรษฐกิจทั่วไป การด ารงชีวิตอย่างพอเพียงและเรียบง่ายเป็นหลักการส าคัญของการบริหารความเสี่ยงเพื่อรับมือกับโลกร้อน แต่ผู้วิจัยมีความเห็นว่าในสถานการณ์อนาคตของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น หลักการแห่งความพอเพียงและ การสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนอย่างเดียวคงจะไม่พอ ชุมชนอโศกจ าเป็นที่จะต้องคิดเชิงนวัตกรรมด้วย นั่นคือต้องสร้างระบบการบริหารความเสี่ยงและความไม่แน่นอน โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้ - เน้นเรื่องการสร้างความคงทนทางสังคมให้แก่ชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างความสามารถของกลุ่มชนหรือชุมชนในการรับมือกับผลกระทบ (ความเสียหาย) อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม (โลกร้อน) - คิดเตรียมการล่วงหน้าว่าจะมีการปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับผลกระทบที่ก าลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ความคงทนดังกล่าวนี้ยืนอยู่บนหลักการที่เรียกว่า “Precautionary and Pro-Active Governance” ผสมผสานกับหลักการ“ความคงทนของชุมชน” (Community Resilience) ที่เน้นมิติ 170 ทางสังคมของ กระบวนการปรับตัวของกลุ่มคน/ กลุ่มชน สถาบันสังคมและเครือข่ายของชุมชน ปัจจัยที่ส าคัญๆมีหลายประการ คือ - มีการวางแผนที่ยาวไกล - มีการคิดเชิงยุทธศาสตร์ในการเลือกแนวทางการปรับตัวที่เหมาะสมที่สุดส าหรับชุมชน - มีการคิดถึงความหลากหลายของวิธีการแก้ปัญหาระดับรากหญ้า - มีการสร้างความสามารถในการปรับตัวของชุมชนท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปโดยการค้นหาสิ่งใหม่ๆทางด้านกิจกรรมเศรษฐกิจชุมชน - มีการเรียนรู้ที่จะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยง (โดยการสร้างระบบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ) - มีการน าความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ชุมชนอโศกควรศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ของชุมชนต่างๆ ทั่วโลกที่มี การริเริ่มนวัตกรรมและการปรับตัวเพื่อสู้กับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เช่น การสร้างระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมและเศรษฐกิจสามัคคีธรรม (Social and Solidarity Economy) ส าหรับเครื่องมือส าคัญที่จะใช้เพื่อสร้างความคงทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศนั้น ก็คือ การสร้างระบบท้องถิ่นแบบใหม่ที่เรียกว่า “ระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อความคงทนทางนิเวศ” เราไม่อาจบอกได้ว่า เนื้อหารายละเอียดของระบบเช่นว่านี้จะเป็นอย่างไร ชุมชนราชธานีอโศกเท่านั้นจะต้องร่างออกแบบระบบนี้ด้วยตนเอง ทั้งหมดนี้ คือข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางในการสร้างความคงทนของชุมชนราชธานีอโศกท่ามกลางภาวะโลกร้อนซึ่งสามารถเป็นบทเรียนให้แก่ชุมชนอโศกอื่นๆได้ด้วย 2. บทเรียนจากชุมชนราชธานีอโศกส าหรับชุมชนอื่นๆ ของไทย การถอดบทเรียนส าหรับชุมชนทั่วไป ส าหรับชุมชนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชุมชนชาวอโศกใน การเปลี่ยนผ่านไปสู่ชุมชนที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ผู้วิจัยเห็นว่าจะต้องด าเนินการภายใต้แนวทางที่ส าคัญๆ ดังต่อไปนี้ 2.1 การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของชาวชุมชน การเปลี่ยนผ่านชุมชนสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในสังคมที่คงทน ยั่งยืน พอเพียงและยุติธรรม ผู้วิจัยเห็นว่าจะต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์และจิตส านึกของผู้คนในสังคมและชุมชน จุดเริ่มต้นในการถอดบทเรียนครั้งนี้ ผู้วิจัยมีเข็มมุ่งไปที่โลกทัศน์ (วิถีการมองโลก มองธรรมชาติ) สีเขียวในจินตนาการของชาวชุมชนท้องถิ่น รวมถึงความใฝ่ฝัน ความปรารถนาที่จะด ารงชีวิตอยู่ของผู้คนในชุมชนโดยการให้ 171 คุณค่าแก่บางสิ่งบางอย่าง เช่น ความพอเพียง ความยั่งยืนของชีวิต เสรีภาพ ความยุติธรรม สามัคคีธรรม ประชาธิปไตยของชุมชนรากหญ้า เป็นต้น จากการศึกษาโลกทัศน์ของชาวชุมชนราชธานีอโศกผู้วิจัยเห็นว่าชาวชุมชนมีค่านิยมในเรื่องของธรรมชาติที่ครอบคลุม 3 มิติ คือ - ปรัชญาสีเขียวของชุมชน คือ การที่มนุษย์และชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของโลกธรรมชาติ - ความเป็นสีเขียว คือ การอยู่อย่างสอดคล้องผสมกลมกลืนกับธรรมชาติ - เศรษฐกิจสีเขียว คือ ระบบเศรษฐกิจแบบธรรมชาติ บนพื้นฐานของธรรมชาติและระบบนิเวศน์ท้องถิ่น โลกทัศน์ที่ชาวชุมชนมีอยู่เช่นนี้ น าไปสู่การปฏิบัติการสีเขียว 2 ด้านด้วยกัน คือ - การมองว่าธรรมชาติเป็นศูนย์กลางของความคิด การท ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนจึงอยู่บนพื้นฐานของธรรมชาติเป็นส าคัญ - การให้ความส าคัญกับการบริหารจัดการสีเขียว (Green Governance) ของชุมชน คือ จัดระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมให้สอดคล้องกับธรรมชาติ 2.2 การให้ความส าคัญแก่การปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนท้องถิ่น โดยการให้ความส าคัญและท าให้ธรรมชาติเป็นศูนย์กลางของการบริหารจัดการชุมชนอย่างเป็นระบบ/อย่างเป็นองค์รวม และค านึงถึงความซับซ้อนของปัญหาต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน รวมถึงใช้วิธีการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของธรรมชาติท้องถิ่น การปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนท้องถิ่นจ าเป็นต้องอาศัยหลักการที่ส าคัญ 2 ประการ คือ - หลักการ “สิทธิชุมชน” ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดและผูกพันกับธรรมชาตินั้นย่อมตระหนักว่าแนวทางแบบใดที่เหมาะส าหรับส าหรับชุมชนและชุมชนจะจัดการตนเองอย่างไรเพื่อให้เกิดความยั่งยืนแก่ชุมชนและธรรมชาติ ขณะเดียวกันสิทธิชุมชนในความหมายของผู้วิจัยนี้ยังคลอบคลุมไปถึงการปกป้องธรรมชาติท้องถิ่น ไม่ให้พลังอ านาจจากภายนอก (ทุนนิยมหรือต่างชาติ) มารุกรานหรือยึดครองทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนท้องถิ่น - หลักการ “สิทธิธรรมชาติ” คือ การส่งเสริมให้การปกป้องและการอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ท้องถิ่นเป็นเป้าหมายที่ส าคัญที่สุดของการบริหารจัดการชุมชน ท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นและมีแนวโน้มท าให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ความเสื่อมของระบบนิเวศน์ รวมถึงการท าลายความมั่นคงทางอาหารของชุมชมท้องถิ่น ดังนั้นหลักการสิทธิธรรมชาติ ก็คือ การที่ชุมชนจะต้องออกแบบกิจกรรม/โครงการทางเศรษฐกิจ สังคมของชุมชนท้องถิ่น โดยให้ความส าคัญกับหลักการที่ส าคัญ ดังต่อไปนี้ 172 - กิจกรรมเศรษฐกิจต้องตั้งอยู่บนกฎของนิเวศวิทยารู้ถึง “ขีดจ ากัดของระบบนิเวศ” - สร้างกิจกรรมที่ปกป้องคุ้มครองระบบนิเวศท้องถิ่น - ปฏิเสธการเอา “ธรรมชาติ” มาท าเป็น “สินค้า” - ด ารงชีพอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติโดยเน้นความพอเพียง ปฏิเสธระบบบริโภคนิยม 2.3 การปรับโครงสร้างสังคมเพื่อสร้างความเป็นธรรมในท้องถิ่น ในการอภิปรายนิยามและความหมายของเศรษฐกิจสีเขียวในบทต้นๆของงานวิจัยนี้ นักวิชาการหลายคนได้ย้ าแล้วว่า แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวต้องบรรจุมิติสังคมเอาไว้ด้วยอันเป็นผลให้ปฏิบัติการภายใต้กรอบเศรษฐกิจสีเขียวนั้นจะต้องน าไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคม สถาบันการเมืองท้องถิ่นและโครงสร้างอ านาจ เพื่อท าให้สังคมทั้งหมดของชุมชนมีความคงทน/ยั่งยืน มีความเป็นธรรม มีความเสมอภาค ในสถานการณ์อนาคตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น มีแนวโน้มว่ากลุ่มคนที่ยากไร้ที่สุดของชุมชนจะได้รับผลกระทบร้ายแรงมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ เพราะคนเหล่านี้มีศักยภาพน้อยที่สุดและเปราะบางมากที่สุดในการรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หากมาตรการเพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงไม่ค านึงถึงผลกระทบที่แตกต่างกันดังกล่าว ช่องว่างความยากจน/ ความร่ ารวยในชุมชนก็จะด ารงอยู่เช่นเดิม ชีวิตของผู้ยากไร้ก็จะเป็นชีวิตที่ไม่มั่นคงที่สุด 2.4 การปรับเปลี่ยนให้ชุมชนเกิดความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมและมีความคงทนต่อความผันแปรของภูมิอากาศ กล่าวคือ ชุมชนท้องถิ่นจะต้องก้าวข้ามพ้นความคิดแบบเทคโนโลยีนิยมและละทิ้งแนวทางที่เน้นการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจแบบที่เคยท ากันมา โดยการเปลี่ยนผ่านจะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านและน าไปสู่ความมั่นคงและความยั่งยืนในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางนิเวศน์ ทางสังคมและวัฒนธรรม ทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง อย่างไรก็แล้วแต่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและระบบเศรษฐกิจที่มีวิกฤติการณ์อยู่ตลอดเวลา การสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้แก่ชุมชนเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ชุมชนจ าเป็นที่จะต้องน าแนวคิด “ความคงทน” มาบรรจุไว้ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้วยเพื่อแสวงหาแนวทางในการท าให้สังคม ชุมชนมีความคงทนต่อผลกระทบที่เลวร้ายจากวิกฤติการณ์ต่างๆ ที่ก าลังจะเกิดขึ้นในอนาคต 173 โดยความคงทนในที่นี้ผู้วิจัยหมายถึงความคงทนทางสังคมของชุมชน ซึ่งเป็นเสมือนความสามารถของกลุ่มชนหรือชุมชนในการรับมือกับผลกระทบ (ความเสียหาย) อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม (โลกร้อน) หรือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ (วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ) ตามนิยามดังกล่าวนี้ความคงทนทางสังคมของชุมชนจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความคงทนทางนิเวศน์ด้วย (Ecological Resilience) กล่าวได้ว่าความคงทนทางนิเวศ ก็คือ ความสามารถของระบบนิเวศน์ที่ด ารงอยู่ได้ท่ามกลางผลกระทบรุนแรงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นถ้าระบบนิเวศน์มีความแข็งแกร่งคงทน ชุมชนก็ย่อมที่จะสามารถด ารงชีพได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วความคงทนทางสังคมของชุมชนและความคงทนทางนิเวศจึงเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น แต่ที่ผ่านมาการขยายตัวของทุนนิยมและการค้าในชุมชนท าให้ความคงทนทางสังคมของชุมชนลดน้อยลง และกระเทือนต่อความคงทนทางนิเวศท าให้การด ารงชีพของชุมชนเกิดความเปราะบาง ดังนั้นความคงทนทางสังคมของชุมชนจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความเปราะบางทางสังคม (Social Vulnerability) กล่าวได้ว่าสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อการด ารงชีพ (การท ามาหากิน) และความมั่นคงของชีวิต (ทรัพยากรมีน้อยลง รายได้ลดลง ความมั่นคงทางอาหารหายไป) ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม กล่าวโดยสรุปแล้ว ในการสร้าง “ความคงทนของชุมชน” (Community Resilience) เราจะเน้นมิติทางสังคม กล่าวคือ ให้ความส าคัญแก่เรื่องกระบวนการปรับตัวของกลุ่มคน/ กลุ่มชน สถาบันสังคมและเครือข่ายของชุมชนโดยการสร้างบางสิ่งบางอย่างที่ท าให้ชุมชนสามารถลดความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมที่มาจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ แนวทางใน การสร้างความคงทนนี้จ าเป็นต้องค านึงถึงประเด็นต่างๆ ดังแสดงในแผนภูมิข้างล่าง 174 แผนภูมิที่ 9.1 แนวทางในการสร้างความคงทนของชุมชน (ผู้วิจัยสังเคราะห์จากข้อมูลในบทที่ 8 ผสมผสานกับแนวคิดของปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ 2559 : 99-115) บทสรุป : ชุมชนจะไปทางไหน จากการสังเคราะห์เอกสารและประสบการณ์ที่ได้จากการวิจัยภาคสนามของชุมชน ราชธานีอโศก (ดังที่ผู้วิจัยได้น าเสนอมาในบทต่างๆแล้วนั้น) การวิเคราะห์ทั้งหมดได้น ามาสู่การสร้างตัวแบบชุมชนเพื่อก้าวไปสู่การเป็นชุมชนที่มีการบริหารจัดการภายใต้แนวคิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเพื่อรองรับความผันแปรของสภาพภูมิอากาศ (โลกร้อน) ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ตัวแบบด้วยกันคือ 1. ตัวแบบการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจชุมชนที่มีความยั่งยืนทางนิเวศ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีความคงทนต่อภูมิอากาศส าหรับชุมชนที่มีประสบการณ์สีเขียวแล้ว (ดังกรณีของชุมชนราชธานีอโศก) ตัวแบบนี้จะเป็นแนวทางในการสร้างความเข้มข้นให้กับกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เพื่อที่จะท าให้เกิดความเข้มแข็งแก่ชุมชนท้องถิ่นภายใต้ภาวะโลกร้อน การสร้างจิตส านึกสีเขียวของชุมชน การปกป้องสิทธิชุมชน การสร้างเศรษฐกิจสีเขียว จากรากหญ้า การสร้างเครือข่ายภายในชุมชนและระหว่างชุมชน : สามัคคี ความคงทนของชุมชน 175 2. ตัวแบบการเปลี่ยนผ่าน ส าหรับชุมชนที่ไม่เคยมีประสบการณ์สีเขียวมาก่อน ตัวแบบนี้เหมาะส าหรับชุมชนที่ยังไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม (กิจกรรมสีเขียว) หรือมีกิจกรรมสีเขียวแล้ว แต่ไม่เข้มข้นหรือเข้มแข็ง การเรียนรู้จากประสบการณ์จากพื้นที่อื่นๆ เช่นจากชุมชนราชธานีอโศกจะท าให้ชุมชนมีศักยภาพในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ อย่างไรก็ตาม ตัวแบบที่ผู้วิจัยน าเสนอมานี้ไม่ใช่ตัวแบบที่มีความเป็นสากลอยู่เหนือพื้นที่ (Space) และกาลเวลา (Time) หรือเป็นตัวแบบในลักษณะที่ใช้ได้ทั่วประเทศไทย ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ใช้ได้ทุกหนทุกแห่งทุกกาลเวลา ทั้งหมดขึ้นอยู่กับบริบททางเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม ระบบภูมินิเวศท้องถิ่น รวมถึงการเมืองท้องถิ่น แต่ละพื้นที่ย่อมมีความหลากหลายและความแตกต่างกันไป ตัวแบบที่ผู้วิจัยน าเสนอเป็นเพียงข้อแนะน าเบื้องต้นส าหรับชุมชนที่ต้องการจะสร้างเศรษฐกิจสีเขียวจากรากหญ้า โดยยึดแนวทางธรรมนิยมหรือพุทธปรัชญาแห่งความพอเพียง ซึ่งแตกต่างไปจากแนวทางชุมชนทุนนิยม แต่สุดท้ายแล้วในภาคปฏิบัติชุมชนท้องถิ่นจะเลือกเส้นทางเดินของตนเองอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของชุมชนเอง อภิปรายผล บทวิพากษ์เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ : ชุมชนบุญนิยมราชธานีอโศกกับเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ มองว่า การบริโภค คือ จุดมุ่งหมายสุดท้ายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งปวง โดยมีปัจจัยการผลิต ที่ดิน แรงงาน และทุน เป็นเครื่องมือไปสู่จุดหมายในเศรษฐศาสตร์แนวนี้ เทคโนโลยีและธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ไร้ขีดจ ากัด ปัญหาของเศรษฐศาสตร์ตะวันตก คือ มองว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ดี และสามารถด าเนินได้อย่างไร้ขอบเขต ความคิดนี้อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อ 3 ด้าน - พลังงานเชื้อเพลิง มีมากมายไร้ขีดจ ากัด - แรงงาน มีมากมายเช่นกัน พร้อมที่จะท างานรับใช้ระบบอุตสาหกรรมตลอดเวลา - วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สร้างความเจริญให้แก่ระบบและสร้างความร่ ารวย ให้มนุษย์ได้อย่างไม่มีปัญหา เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งกลายเป็นศาสนาและความเชื่อไปแล้วได้สร้างปัญหาวิกฤต อย่างรอบด้านไม่ว่าจะเป็น วิกฤตทรัพยากร วิกฤตนิเวศ วิกฤตชีวิตมนุษ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน