Chapter1.pdf
เนื้อหาในไฟล์
1 บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ยึดอ านาจรัฐเพื่อโค่นล้มระบอบศักดินา ในขณะเดียวกันได้ประกาศต่อประชาชนถึงวัตถุประสงค์หลัก 6 ประการ ที่จะด าเนินการต่อไปใน การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย หลักซึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของประเทศมีความว่า “จะต้องบ ำรุงควำมสุขสมบูรณ์ของรำษฎรในทำงเศรษฐกิจ โดยรัฐบำลใหม่จะหำงำนให้รำษฎรทุกคนท ำ จะวำง โครงกำรเศรษฐกิจแห่งชำติ ไม่ปล่อยให้รำษฎรอดยำก” หลวงประดิษฐ์มนูธรรมหรือนายปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่าความข้อนี้ ย่อมฝังอยู่ในใจประชาชนถ้วนหน้าและจะจารึกลงในประวัติของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ข้าพเจ้ายังคงยืนยันความข้อนี้อยู่เสมอและเห็นว่าถ้ารัฐบาลได้จัดวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติให้เหมาะสมแล้ว การหางานให้ราษฎรทุกคนท า ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดยากนั้น ย่อมเป็นทางที่รัฐบาลจะท าได้หาใช่เป็น การสุดวิสัยไม่ การบ ารุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรนี้เป็นจุดประสงค์อันใหญ่ยิ่งของข้าพเจ้า ในการท าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาที่จะเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวมาเป็นหลายองค์ ซึ่งเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยแต่เปลือกนอกเท่านั้น ข้าพเจ้ามุ่งต่อสาระส าคัญ คือ “บ ารุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร” และถือว่ารัฐธรรมนูญเปรียบประดุจกุญแจที่จะไขประตูเปิดช่องทางให้ราษฎรได้มีส่วนมีเสียงในการปกครองให้จัดถูกต้องตามความต้องการของตน และเมื่อประตูที่กีดกั้นอยู่ได้เปิดออกแล้ว รัฐบาลก็จะต้องน าราษฎรผ่านประตูนั้นเข้าไปสู่ชัยภูมิแห่งความสุขสมบูรณ์ ประมาณหนึ่งปีหลังการยึดอ านาจ อาจารย์ปรีดีได้น าเสนอเอกสารที่ส าคัญฉบับหนึ่งชื่อว่า เค้าโครงการเศรษฐกิจ ออกเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่า ประเทศไทยจะเดินไปทางไหน ในหมวดที่ 2 ของเอกสาร มีการกล่าวถึงความไ
อ่านต่อ
ม่เที่ยงแท้แห่งเศรษฐกิจในยุคนั้น (ปี 2475/76) อาจารย์ปรีดี อธิบายความแร้นแค้นของราษฎร ไว้ดังนี้ “ผู้ที่มีจิตใจเป็นมนุษย์ประกอบด้วยเมตตำกรุณำแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อเห็นสภำพชำวนำในชนบทก็ดี เห็นคนยำกจนอนำถำในพระนครก็ดี ก็จะปรำกฏควำมสมเพชเวทนำขึ้นในทันใด ท่ำนคงจะเห็นว่ำอำหำร เครื่องนุ่งห่ม สถำนที่อยู่ ฯลฯ อันเป็นปัจจัยแห่งกำรด ำรงชีวิตของบุคคลเหล่ำนี้แร้นแค้นปำนใด แม้วันนี้มีอำหำรรับประทำน แต่พรุ่งนี้และวันต่อไปจะยังคงมีหรือขำดแคลน 2 ก็ยังทรำบไม่ได้ อนำคตสังคมไทยย่อมไม่แน่วแน่” เมื่อท่ำนปลงสังขำรต่อไปว่ำ ชีวิตของเรำนี้ย่อมชรำ ย่อมเจ็บป่วย เมื่อบุคคลเข้ำอยู่ในสภำพเช่นนี้จะยังคงมีอำหำรรับประทำนอีกหรือ เพรำะแม้แต่ก ำลังวังชำก็ยังขำดแคลนอยู่แล้ว ควำมไม่เที่ยงแท้แห่งกำรด ำรงชีวิตนี้ มิใช่จะมีแต่ในหมู่รำษฎรที่ยำกจนเท่ำนั้น คนชั้นกลำงก็ดี คนมั่งมีก็ดี ย่อมจะต้องประสพควำมไม่เที่ยงแท้ด้วยกันทุกรูปทุกนำม” ข้อความดังกล่าวนับว่า เป็นปฐมบทของการวิเคราะห์เรื่องความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนในสังคมไทย เป็นครั้งแรกที่มีการฉายภาพของการด ารงชีวิตที่ไม่ค่อยมีความมั่นคง อาจารย์ปรีดียังกล่าวต่อไปว่าท่านคงจะต้องเห็นแล้วว่า เงินนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ อันจะเป็นประกันการด ารงชีวิตของท่านได้ ท่านจะรู้แน่หรือว่า สังขารของท่านจะยังคงแข็งแรงท างานได้ตลอดชีวิต ถ้าท่านป่วยหรือพิการอย่างใดขึ้นมา ท่านท างานไม่ได้ ท่านต้องใช้เงินของท่านที่มีอยู่แล้ว เงินนั้นย่อมสูญสิ้นหมดไป เช่นนี้แล้วท่านจะได้อาหารที่ไหนรับประทาน เพราะท่านป่วยหรือพิการท างานไม่ได้ ท่านลองนึกว่าถ้าท่านตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นท่านจะรู้สึกอย่างไร ในหมวดที่ 3 ของเอกสารเค้าโครงการเศรษฐกิจ อาจารย์ปรีดีกล่าวถึงการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร โดยย้ าว่า ราษฎร์ทุกคนควรได้รับประกันจากรัฐบาล อาจารย์ปรีดีเขียนไว้ว่า “ควำมไม่เที่ยงแท้ในกำรเศรษฐกิจเป็นอยู่เช่นนี้ จึงมีนักปรำชญ์คิดแก้โดยวิธีให้รัฐบำลประกันควำมสุขสมบูรณ์ของรำษฎร (Social Assurance) กล่ำวคือรำษฎรที่เกิดมำย่อมจะได้รับประกันจำกรัฐบำลว่ำ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งสิ้นชีพซึ่งในระหว่ำงนั้นจะเป็นเด็ก หรือเจ็บป่วย หรือพิกำร หรือชรำ ท ำงำนไม่ได้ก็ดี รำษฎรจะได้มีอำหำร เครื่องนุ่งห่ม สถำนที่อยู่ และปัจจัยแห่งกำรด ำรงชีวิต กำรประกันนี้ย่อมวิเศษดียิ่งกว่ำกำรสะสมเงินทอง เพรำะเงินทองนั้นย่อมเป็นของไม่เที่ยงแท้ดั่งได้พรรณนำมำแล้ว” จากข้อความทั้งหมดนี้ที่เราได้มาจากเค้าโครงการเศรษฐกิจ อาจารย์ปรีดีได้ชี้ทางให้เราเห็นว่า ในการวิเคราะห์เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราต้องเริ่มต้นจากการมองสภาวะของความไม่มั่นคง นั่นก็คือ ความผันแปร ความไม่แน่นอนของการด ารงขีวิตและต้องดูด้วยว่า ความไม่มั่นคงยิ่งจะมีมากขึ้น ถ้าประชาชนไม่มีหลักประกันในการด ารงชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีการประกันสังคมหรือไม่มีสวัสดิการสังคมจากรัฐบาล อาจารย์ปรีดี (ออนไลน์) จากเค้าโครงการเศรษฐกิจของอาจารย์ปรีดี (2475/ 76) มาถึงวันนี้ (2558) เวลาได้ล่วงเลยมา 80 ปีกว่า จะเห็นได้ว่า ประชาชนเรายังคงมีความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจเหมือนเดิม ความผันแปร ความไม่เที่ยงแท้และความไม่แน่นอนยังคงปกคลุมประเทศไทยต่อไป ในยุคของอาจารย์ปรีดี ความไม่มั่นคงในการด ารงชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากการกดขี่ขูดรีดโดยระบบศักดินา แต่ในยุคนี้ โคร งสร้างเปลี่ยนไป ความไม่มั่นคงส่วนหนึ่งถูกก าหนดโดยระบบทุนนิยมสมัยใหม่:ซึ่งท าการสะสมทุนอย่างเคร่งเครียดโดยการกดขี่ขูดรีดแรงงานอย่างไม่หยุดยั้ง 3 ในขณะเดียวกัน ชาวนาชาวไร่และผู้คนส่วนใหญ่ในชนบทไทยก็ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยกลไกการขูดรีดที่หลากหลายและซับช้อนตั้งแต่กลไกของรัฐ ทุนนิยมการเกษตร เจ้าที่ดินใหญ่ไปจนถึงพาณิชย์นิยมและนายทุนเงินกู้ทั้งนอกระบบและในระบบ (ธ.ก.ส. และธนาคารพาณิชย์) คนชนบทจึงกลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากที่สุดในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ข้อสรุปนี้สอดคล้องกับข้อมูลที่ปรากฏในรายงานของสหประชาชาติในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย UN/ ESCAP (2015 : 87 - 88) : UNDP (2014 : 1 - 7) ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยนอกจากจะเป็นผลผลิตของระบบทุนนิยมและกลไกการขูดรีดที่หลากหลายแล้ว ยังเป็นปรากฎการณ์ที่โยงไปถึงเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวพันกันด้วย นั่นคือ เรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาและแนวทางการพัฒนาในสาขาเศรษฐกิจต่างๆชึ่งเดินตามแนวทุนนิยมมา ตลอดนับตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 11 (2504 - 09 จนถึง 2555 - 2559) ลักษณะเด่น ของการพัฒนา แนวทุนนิยมแบบไทย คือ - เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเพิ่มรายได้ประชาชาติต้องมี่อัตราสูง แต่ใครได้ประโยชน์เป็นเรื่องที่ไม่ส าคัญ - การพัฒนาเน้นสาขาอุตสาหกรรมและสาขาที่เกี่ยวพันกัน - การพัฒนาเศรษฐกิจเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองใหญ่ - เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามแบบสังคมตะวันตก (อเมริกัน) ที่มีค่านิยมไปในแนววัตถุนิยมและบริโภคนิยม เวลาผ่านไป 55 ปี ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการพัฒนาตามแนวทุนนิยมแบบนี้ คือ ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุปรากฏเคียงข้างกับความเหลื่อมล้ าในหลายด้านพร้อมๆกับความเสี่ยงในหลายๆเรื่องโดยเฉพาะทางสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ (2555 : 167) ในรายงานของ UNDP การพัฒนามนุษย์ในประเทศไทย 2557 มีการสรุปว่า การพัฒนาของไทยในรอบ 50 กว่าปีมานี้ คนไทยมีรายได้เฉลี่ยสูงขึ้น ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง แต่การด ารงชีพเต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมากขึ้น กลุ่มคนที่ร่ ารวยมีรายได้มากกว่ากลุ่มคนที่ยากจนถึง 12 เท่า ในภาคอีสาน มี 4 จังหวัดที่ไม่ประสบความส าเร็จในการพัฒนาคน นั่นหมายความด้วยว่า ประชาชนมีความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจมากที่สุดในประเทศไทย คือ บุรีรัมย์ สุรินทร์ นครพนม และ ศรีสะเกษ UNDP (2014 : 1-7) การพัฒนาที่ล้มเหลวและผลกระทบเชิงลบที่ตามมาหลายๆ ด้าน กระตุ้นให้ผู้คนหลายวงการภายในกลุ่มประชาสังคมที่หลากหลายท าการวิพากษ์วิจารณ์ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาของไทยกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิกฤตเศรษฐกิจการเงินไทยปี 2540 ได้สร้างความหายนะอย่างใหญ่หลวงให้แก่เศรษฐกิจสังคมไทยทั้งระบบ ความไม่มั่นคงในการด ารงชีวิตขยายตัวในวงกว้าง ปรากฎการณ์เหล่านี้ท าให้หลายกลุ่มเริ่มมองเห็นความไม่ยั่งยืนของระบบทุนนิยมและแสวงหา 4 ทางเลือกใหม่ชึ่งมีให้เราเห็นมาตลอดจนถึงปัจจุบัน บางกลุ่มบางขบวนการละทิ้งแนวทางการพัฒนาแบบกระแสหลักมาก่อนที่จะเกิดวิกฤตต้มย ากุ้งปี 2540 เสียอีก โดยมองว่า ทุนนิยมและโลกาภิวัตน์ที่มาพร้อมกับแผนพัฒนาประเทศไทยตั้งแต่ 2504 ก าลังท าให้สังคมไทยและจิตวิญญาณของคนไทยพังพินาศ หนึ่งในตัวอย่างของขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ คือ ขบวนการสร้างชุมชนแนวใหม่ของชาวอโศกภายใต้การน าของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ธ ารง แสงสุริยจันทร์ (2556 : 1-11) ผู้น าคนหนึ่งในกลุ่มนักคิดของขบวนการสันติอโศกอธิบายในบทวิเคราะห์ วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงบนพื้นฐานแนวทางบุญนิยมไว้ว่า หมู่บ้านชนบทไทยในอดีต ส่วนใหญ่ล้วนมีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ คนในชุมชนมีภูมิปัญญาพื้นบ้านสามารถพึ่งตนเองได้ โดยไม่ต้องซื้อหาพึ่งพาภายนอก มีวิถีชีวิตในลักษณะ “พออยู่ พอกิน” ใช้ชีวิตกลมกลืนและพึ่งพิงธรรมชาติ พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ ความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านเป็นแบบระบบเครือญาติ รู้จักกันใกล้ชิด มีความเอื้อเฟื้อต่อกัน ช่วยกันท างานแบบรวมแรงกันมากกว่าการว่าจ้างแรงงาน รายได้มีน้อย รายจ่ายก็มีน้อย ไม่มีหนี้สิน มีความมั่นคงในชีวิต เมื่อมองผลของการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย ปรากฏว่า กระแสทุนนิยมและบริโภคนิยม ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยิ่งพัฒนาประชาชนในชนบท ส่วนใหญ่ยิ่งยากจนลง มีหนี้สินล้นตัว ชุมชนอ่อนแอ การด ารงชีวิตมีความไม่มั่นคง ประชาชนจ านวนหนึ่งได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้พยายามแก้ปัญหาโดยการปรับวิธีคิด กลับไปหาคุณค่าดั้งเดิม แสวงหาแนวทางที่เหมาะสมในการด ารงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และสามารถด ารงชีวิตที่พอใจกับความพอเพียง เช่น กลุ่มอินแปง ต าบลกุดบาก อ าเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยมุ่งเน้นการกลับคืนสู่ฐานรากเดิมด้วยการค้นหาสิ่งที่มีคุณค่าในอดีตน ามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับปัจจุบัน อีกตัวอย่างคือ ชุมชนไม้เรียง ต าบลไม้เรียง อ าเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวชุมชนร่วมกันคิดกิจกรรมต่างๆ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของคนในชุมชนและวิถีชุมชนที่มีในอดีต (ธ ารง แสงสุริยจันทร์ 2556 : 3) ส่วนชุมชนบุญนิยมชาวอโศก 24 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นใหม่ จากการรวมกลุ่มของผู้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางพุทธศาสนา มาสร้างที่อยู่อาศัยร่วมกันเป็นชุมชน โดยมีความคิดเห็นร่วมกันว่า จะพยายามพึ่งตนเองในด้านต่างๆให้มากที่สุด ด าเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ถือศีล 5 เป็นอย่างต่ า รับประทานอาหารมังสวิรัติ ไม่มีอบายมุข และไม่เลี้ยงสัตว์ทุกชนิด ยึดถือหลักในการปฏิบัติตนตามแนวทางบุญนิยม คือ ลดละกิเลส ขยัน เสียสละ เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน (ธ ารง แสงสุริยจันทร์ 2556 : 4) ในบรรดาชุมชน 24 แห่งนี้ ผู้วิจัยมีความเห็นว่า ชุมชนราชธานีอโศกก็เป็นชุมชนที่น่าสนใจส าหรับการศึกษาบางมิติบางเรื่องที่ยังไม่มีใครท ามาก่อน 5 วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อศึกษาหลักการและความคิดของวิถีอโศก พุทธปรัชญาแห่งความพอเพียง รวมทั้งแนวคิดเกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนราชธานีอโศก 2. เพื่อศึกษาวิธีการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนราชธานีอโศก 3. เพื่อศึกษาวิธีการบริหารความเสี่ยง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของชุมชน โดย เฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางภาวะโลกร้อน เพื่อน าไปประยุกต์ใช้ในชุมชนอื่นๆ ต่อไป ควำมส ำคัญของกำรวิจัย ส าหรับงานวิจัยชิ้นนี้ ผู้วิจัยมีจุดมุ่งหมายที่จะน าเสนอการศึกษาวิถีการด าเนินชีวิตเศรษฐกิจที่มีแนวทางบุญนิยมเป็นพื้นฐาน ในชุมชนราชธานีอโศก ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นชุมชนที่มีองค์ประกอบเกี่ยวกับการด าเนินชีวิตเศรษฐกิจแนวบุญนิยมที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งของชุมชนชาวอโศก และยังเป็นชุมชนชาวอโศกชุมชนแรกที่จัดการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการด าเนินชีวิตเศรษฐกิจแนวบุญนิยมให้แก่เกษตรกร ผู้สนใจ และเยาวชน เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ในงานวิจัยนี้เราจะให้ความสนใจแก่เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนชาวอโศก โดยมองเรื่องนี้ให้ไปสัมพันธ์กับเรื่องวิถีอโศกที่อยู่บนพื้นฐานของอุดมการณ์บุญนิยมและความคิดความเชื่อที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อให้เป็นวิถีทางเลือกในการพัฒนาแก่ชุมชนอื่นๆ ต่อไปได้ ขอบเขตกำรวิจัย ในการศึกษาเรื่อง วิถีอโศกกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนราชธานีอโศกนั้น ผู้วิจัยได้ก าหนดขอบเขตของการศึกษาที่ส าคัญ ดังนี้ 1. ขอบเขตในแง่เวลาของการศึกษา ในการศึกษาจะก าหนดช่วงเวลาปัจจุบัน เดือนกันยายนถึงปลายเดือนธันวาคม 2558 2. ขอบเขตในแง่เนื้อหาของการศึกษา ผู้วิจัยมุ่งศึกษาในเนื้อหาของวิถีอโศกกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยจะเน้นการวิเคราะห์ความหลากหลายของกิจกรรมการผลิตและโครงการเศรษฐกิจสังคมต่างๆ ในชีวิตของชุมชนราชธานีอโศก 3. ขอบเขตในแง่พื้นที่ของการศึกษา ในการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดพื้นที่กรณีศึกษาไว้ที่ หมู่บ้านบุญนิยมราชธานีอโศก ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี 6 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1. จะได้องค์ความรู้ของหลักการและความคิดของวิถีอโศก พุทธปรัชญาแห่งความพอเพียง รวมทั้งแนวคิดเกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนราชธานีอโศก 2. จะได้องค์ความรู้ของวิธีการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนราชธานีอโศก 3. จะได้องค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการบริหารความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของชุมชนราชธานีอโศก เพื่อที่จะน าไปประยุกต์ใช้ในชุมชนอื่นๆ ต่อไป กรอบแนวคิดในกำรวิจัย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชน (Community Economic Security) ที่ปรากฏอยู่ข้างล่างนี้เป็นการสังเคราะห์แนวสหวิทยาการโดยผู้วิจัย (จากปริทัศน์บทที่ 2) 7 แผนภูมิที่ 1.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย วิถีอโศกบุญนิยม พุทธปรัชญำแห่ง ควำมพอเพียง วิถีอโศกสาธารณโภคี กิจกรรมการผลิตพึ่งตนเองที่หลากหลาย ควำมมั่นคงทำงเศรษฐกิจของชุมชน การท างานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ควำมมั่นคงของ กำรด ำรงชีพอย่ำงยั่งยืน กำรบริหำรจัดกำรควำมเสี่ยง และควำมไม่แน่นอนโดยชุมชน ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางสังคม/เครือข่ายสวัสดิการสังคมสังคม/ วัฒนธรรม ความมั่นคงทางนิเวศ ความมั่นคงทางการศึกษา/ สุขภาพอนามัย 8 นิยำมศัพท์เฉพำะ วิถีอโศก หมายถึง ปรัชญาของชุมชนอโศกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานหลักคิดของพุทธปรัชญาแห่งความพอเพียงผสมผสานกับแนวคิด 2 แนว คือ บุญนิยมและสาธารณโภคี อันเป็นหลักการชี้ทิศน าทางในการสร้างชุมชนที่มีความมั่นคง และมีความยั่งยืนรอบด้าน พุทธปรัชญำแห่งควำมพอเพียง หมายถึง ปรัชญาของชาวพุทธที่เน้นหลักการของความพอเพียงในการด ารงชีวิตชึ่งชุมชนอโศกยึดถือเป็นหลักธรรมในการสร้างชุมชนเข้มแข็งที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคม ชุมชนเข้มแข็ง หมายถึง แนวคิดของท่านสมณะโพธิรักษ์ 14 ข้อ ที่จะน าไปสู่การสร้างชุมชน ให้มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจสังคม และคุณธรรม (ดูรายละเอียด 14 ข้อในภาคผนวก) ปรัชญำบุญนิยม หมายถึง ปรัชญาของสันติอโศกที่เน้นการกระท าเพื่อความสุขของชุมชน ไม่ใช่เพื่อแสวงหาก าไร บุญนิยมเป็นปรัชญาที่อยู่ตรงกันข้ามกับทุนนิยม สำธำรณโภคี หมายถึง ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรของชุมชนโดยชุมชน เพื่อชุมชน โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการปฏิบัติการรวมหมู่ เพื่อให้ชุมชนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิดของท่านโพธิรักษ์ เศรษฐศำสตร์แนวพุทธ หมายถึง เศรษฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนหลักการของพุทธธรรม ตามแนวคิดของท่านโพธิรักษ์ โดยมี 3 แนวคิดคือ บุญนิยมและสาธารณโภคี รวมทั้งความพอเพียง เป็นแนวทางหลักในการก ากับดูแลชีวิตทางเศรษฐกิจของชุมชน ยุทธศำสตร์เพื่อควำมอยู่รอด หมายถึง การที่สมาชิกชุมชน มีแนวคิดและวิธีการในการจัดการบริหารความเสี่ยง และความไม่แน่นอนในการด ารงชีพ (อันเกิดจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม) ท่ามกลางโลกร้อน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรับมือกับอนาคตที่ผันแปร เพื่อร่วมกันสร้างความคงทน และความมั่นคงให้แก่ชุมชน ควำมมั่นคงทำงอำหำร (Food Security) คือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและกายภาพ (Economic and physical assets) อย่างพอเพียงในการเข้าถึงความมั่นคงทางอาหารเพื่อสนองความต้องการทางโภชนาการ เพื่อชีวิตที่มีสุขอนามัย และมีพลังในการด ารงชีพ ควำมมั่งคงในกำรด ำรงชีพในครัวเรือน (Livelihood Security) หมายถึง การมีรายได้อยู่ อย่างพอเพียง เพื่อสนองความต้องการของครัวเรือน และทรัพยากรอื่นๆ ซึ่งครอบคลุมไปถึง อาหาร น้ าดื่ม สุขอนามัย การศึกษา ที่อยู่อาศัย และโอกาสที่เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนและเครือข่ายสังคม การด ารงชีพอย่างยั่งยืนมีองค์ประกอบที่ส าคัญดังนี้ สมรรถนะ สินทรัพย์ และกิจกรรมที่สามารถรับมือกับความผันแปร และแรงเสียดทานจากวิกฤติการณ์หลายรูปแบบได้ นิยามนี้เน้นการสร้างสมรถนะเพื่อความคงทน 9 ควำมมั่นคงทำงสิ่งแวดล้อมทำงธรรมชำติ (Environmental Security) หมายถึง การเข้าไป มีบทบาทในการปกป้องพิทักษ์รักษา ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศของชุมชน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึงการน าเอาแนวคิดของพระเจ้าอยู่หัวมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน และในการประกอบอาชีพในสังคมชนบท โดยยึดหลักความพอเพียง และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และทางนิเวศ ควำมมั่นคงทำงสุขภำพอนำมัย (Health Security) หมายถึง การมีชีวิตที่มีสุขภาวะซึ่งคลอบคลุมความมั่นคงในการด ารงชีพ และความมั่นคงทางอาหารโดยมีหลักประกันที่แน่นอนที่จะได้ รับการบริการจากกองทุนสุขภาพของชุมชน ควำมมั่นคงทำงเศรษฐกิจ (Economic Security) หมายถึง การมีรายได้ มีงานท าอย่างสม่ าเสมอ ไม่ค่อยมีความผันแปร สามารถสนองความต้องการของครอบครัวได้อย่างพอเพียงและยั่งยืน ความมั่นคงแบบนี้คลอบคลุมไปถึงไปถึงความมั่นคงด้านอื่น ๆ อีกด้วย มีหลายมิติ ตั้งแต่สังคมวัฒนธรรม ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ควำมมั่นคงทำงสังคมและเครือข่ำยสวัสดิกำรสังคม (Social Security and social welfare network) หมายถึง การเข้าไปมีส่วนร่วม มีกิจกรรมในเครือข่ายของชุมชน เพื่อร่วมตัดสินร่วมกัน เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาสังคม การจัดระบบสวัสดิการสังคมของชุมชน และการเปลี่ยนแปลงของชุมชน กิจกรรมทำงเศรษฐกิจของชุมชน หมายถึง กิจกรรมทุกประเภท ที่ชุมชนด าเนินการ เพื่อ ให้เกิดความมั่นคงแก่ชุมชน ผสมผสานกับกิจกรรมทางสังคม ทุกๆด้านที่สนับสนุนการปฏิบัติการเพื่อให้เกิดความสุขสมบูรณ์ของชุมชน ระบบกำรท ำงำนที่สร้ำงสรรค์ หมายถึง ระบบที่มีจุดประสงค์เพื่อท าให้ชุมชนเป็นระบบ ที่พึ่งตนเอง ไม่พึ่งทุนนิยม ไม่พึ่งระบบราชการ แต่เน้นการท างานที่รับใช้ชุมชน เป็นการท างานที่มีความหมาย สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ท างาน ไม่ต้องอยู่ในภาวะที่มีความแปลกแยก