Chapter8.pdf

โฟลเดอร์วิถีอโศกกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์511 KB
วันที่แก้ไข7 ธันวาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

145 บทที่ 8 ชุมชนบุญนิยมราชธานีอโศก : ท่ามกลางความเสี่ยงของโลกร้อน พุทธปรัชญาแห่งความพอเพียงกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทั่วไป ในบทที่ 5 ได้มีการวิเคราะห์ปัญหาน ้าท่วมใหญ่ที่ชุมชนบ้านราชไว้บ้างแล้ว ในบทที่ 8 นี ผู้วิจัยจะน้าเสนอเพิ่มเติมว่า สมาชิกชุมชนที่นี่คิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจวิกฤต ในการสนทนาและการสัมภาษณ์ เมื่อวันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 เราได้ค้าตอบดังต่อไปนี นายไทเทิดธรรม สีสุวรรณ์ อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 16 หมู่ 10 ต าบลบุ่งไหม อ าเภอ วารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ที่ราชธานีอโศกนี เรามีการบริหารจัดการเรื่องน ้าดีพอสมควรและเศรษฐกิจตกต่้าถึงจะตกต่้าอย่างไรชาวอโศกก้อยู่อย่างพอเพียงไม่เดือดร้อนก็คือคนที่มาปฏิบัตินี ก็คือพอเพียงรวมแล้วคือเรามาอยู่ที่นี่เราไม่สร้างให้กับตัวเองเราสร้างให้กับส่วนรวมมันก็ไม่ต้องมาทุกข์ใจว่าเศรษฐกิจจะตกต่้า น ้ามันจะขึ นน ้ามันจะลงหรือเงินจะลดหรือไม่ลด บ้านราชธานีอโศกจะไม่วิตก ถึงแม้เศรษฐกิจจะตกต่้า แต่เราไม่ตกต่้าทางด้านจิตวิญญาณ (สัมภาษณ์ 7 พ.ย. 2558) นางสาวพิมพ์ตะวัน รักษ์นาวาบุญนิยม อายุ 49 ปี บ้านเลขที่ 187 หมู่ 10 ต าบล บุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า มีความเชื่อว่าในยามเศรษฐกิจตกต่้า เราไม่ได้รับผลกระทบมากมายเพราะว่ายังไงเราก็มีการใช้แรงงานฟรีอยู่แล้ว ต้นทุนการผลิตเรานี ก็จะต่้ากว่าข้างนอกอยู่แล้วไม่สูงมาก ถ้าถามคุ้มไหม ถ้าถามถึงทุนนิยม คนทุนนิยมก็อาจจะบอกว่าขาดทุน แต่ชาวบุญนิยมก็จะคิดว่าเป็นคุณค่าทาง จิตวิญญาณ คือว่าบุญนิยมไม่คิดเป็นมูลค่าเงิน คิดเป็นคุณค่าทางจิตวิญญาณ นี เราคิดว่าคุ้มใน การเสียสละของเรา (สัมภาษณ์ 7 พ.ย. 2558) นางสาวตามพร พร้อมจน อายุ 37 ปี บ้านเลขที่ 168 หมู่ 10 ต าบลบุ่งไหม

อ่านต่อ

อ าเภอ วารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า จริงๆแล้วน ้าท่วมฝนแล้งเศรษฐกิจตกต่้ามันค่อยๆพัฒนาจากเล็กๆก็คือความเข้าใจการอยู่กับธรรมชาติอย่างให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ตอนนี การบริหารจัดการความเสี่ยงเราเริ่มต้นได้ดี ในความรู้สึกของตนเองเรา รู้สึกว่าเศรษฐกิจตกต่้าไม่ค่อยมีผลกระทบอะไรกับเราเท่าไร เพราะว่าเราไม่ค่อยจะเอาผลผลิตหรือว่าเอาปัจจัยในการด้ารงชีวิตที่จะต้องเกี่ยวข้องกับปัจจัยสังคมภายนอกมาก พยายามที่จะผลิตสิ่งต่างๆบริโภคอุปโภคเอง (สัมภาษณ์ 7 พ.ย. 2558) 146 นางสาวสุวิภา ม่วงมนตรี อายุ 25 ปี บ้านเลขที่ 129 หมู่ 10 ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวเน้นเช่นเดียวกันว่า เรื่องเศรษฐกิจตกต่้าก็คือการท้าปัจจัยสี่ในชุมชนให้เข้มแข้งให้เพียงพอต่อชุมชน มีพอใช้แล้วเราก็จะไม่มีปัญหาเท่าไหร่ ถ้าสมมุติว่าในชุมชนเรายังพร่องเรื่องนี อยู่ แต่ว่าถ้าเรามีข้าวมียารักษาโรคมีที่พักอาศัยแล้วก็มีเสื อผ้าไม่ขาดอยู่แล้ว เราก็จะสามารถท้าหรือว่าด้าเนินกิจการอย่างอื่นได้ เริ่มขึ นจากหลักปัจจัยสี่ก่อน ก็คิดว่าเศรษฐกิจไม่ว่าจะตกต่้ายังไงเราก็ยังอยู่ได้ (สัมภาษณ์ 7 พ.ย. 2558) ในการตีความและการวิเคราะห์ของผู้วิจัย จากการน้าเสนอข้างต้นนี รวมทั งจากบทที่ 5 ชาวชุมชนบ้านราชคิดว่า ที่ผ่านมา สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากวิกฤตการณทั่วไปได้ ไม่ว่าจะเป็นน ้าท่วม ฝนแล้งหรือเศรษฐกิจตกต่้า และในอนาคตก็มีความเชื่อมั่นว่า จะรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี ได้โดยขอให้ยึดมั่นในวิถีอโศกก็แล้วกัน (หลักการพอเพียงผสมผสานกับบุญนิยมและสาธารณโภคี) ในบทนี ผู้วิจัยจะท้าการวิเคราะห์เรื่องที่ใหญ่กว่าวิกฤตการณ์ทั่วๆ ไปนั่นคือ จะมองปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน (Global Warming) ชึ่งจะส่งผลสะเทือนไปทั่วโลกและจะมีผลกระทบที่เสียหายร้ายแรงต่อชุมชนท้องถิ่นทุกหนทุกแห่งรวมทั งชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ของไทยด้วย 147 ปัจจัยเสี่ยงต่อชุมชน ความไม่มั่นคง ในการด้ารงชีพ แผนภูมิที่ 8.1 ภาพอนาคตของชุมชน ท่ามกลางความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อน ที่มา : แบบจ้าลองทางนิเวศเศรษฐศาสตร์และภาวะโลกร้อนของ Daniels (2010) ปัญหาที่ส้าคัญคือ ชุมชนราชธานีอโศกคิดอย่างไรกับเรื่องโลกร้อน และมองหนทางที่จะรับมือกับเรื่องนี อย่างไร ค้าถามที่ส้าคัญคือชุมชนบ้านราชมีแนวคิดอย่างไรในการบริหารความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอันเกิดจากผลกระทบที่ร้ายแรงของภาวะโลกร้อน เพื่อตอบปัญหานี ผู้วิจัยจะเริ่มต้นจากการมองความคิดหลักของส้านักสันติอโศก ภาวะโลกร้อน (Climate Change) ผลกระทบ (Impacts) ภัยแล้ง น ้าท่วม พายุ ร้อนจัด ผลกระทบจากโลกภายนอกชุมชน - วิกฤตเศรษฐกิจ - ความสัมพันธ์กับเครือข่ายอื่นๆ (เศรษฐกิจ/ การค้า) ปัญหาความมั่นคง - อาหาร/ น ้า/ สุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลน การแก้ไขปัญหาโลกร้อน ระบบการบริหารความเสี่ยงของชุมชน 148 จุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนกับการก่อตั งสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ นับตั งแต่เริ่มต้นของขบวนการเคลื่อนไหวของชาวอโศกมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการให้ความส้าคัญอย่างสูงเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในระยะหลังๆ ได้มีการพูดถึงปัญหาเรื่องโลกร้อนมากขึ น แต่ยังไม่มีการพัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบ ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้สังคมได้มองเห็นความเสี่ยงของการด้ารงชีวิตท่ามกลางภาวะโลกร้อน ตัวอย่างที่ส้าคัญคือ การก่อตั งสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ (สขจ.) เป็นองค์กรหนึ่งของชาวอโศกที่มีสาขาทั่วประเทศรวมทั งในชุมชนราชธานีอโศกด้วย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้เน้นให้เห็นถึงความส้าคัญของปัญหาขยะมาตั งแต่ราวปี 2530ทั งโดยการเทศน์และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ของชาวอโศกทั งได้ยกให้ญาติธรรมเห็นความส้าคัญของงานขยะว่า เป็นหนึ่งในสามอาชีพกู้ชาติ (นอกเหนือจากกสิกรรมไร้สารพิษ และปุ๋ยสะอาด) พ่อครูย ้าว่า “คนที่มาท้าเรื่องขยะนี ต้องรู้ด้วยปัญญา มีอิทธิบาท ต้องรู้ด้วยความยินดี มีภูมิธรรม และเข้า มีปัญญาเห็นว่าสิ่งนี จ้าเป็นจะต้องท้า ให้พยายามกันหน่อยเถอะ ให้มันเป็นผลพลอยได้ มาช่วยโทรทัศน์ให้พออยู่ได้จริงๆหน่อยนะ เราจะเอาขยะเป็นหลัก วัตถุดิบมีอยู่ไม่รู้จบ เราก็ต้องรีบช่วยกันให้มากขึ น ในอนาคต สัญญาณของอาตมาคือ เรื่องสื่อ และขยะจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ และส้าคัญของมนุษยชาติ ก็ขอบคุณที่เห็นคุณค่า เห็นความส้าคัญ” วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ 1. เพื่อพัฒนาจิตวิญญานของชาวอโศกในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 2. เพื่อเพิ่มความรู้ความช้านาญในการบริหารจัดการขยะให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการจิตอาสาดินอุ้มดาว โครงการนี กระตุ้นให้สมาชิกชุมชนอโศกที่มีจิตใจใฝ่ปฏิบัติธรรม รักธรรมชาติ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เปิดศูนย์รับบริจาคขยะและสิ่งของเหลือใช้ ช่วยกันหารายได้จากขยะรีไซเคิลที่ได้รับบริจาค เพื่ออุปถัมภ์ FMTV ให้มีทุนด้าเนินงานต่อไปอย่างยั่งยืน กิจกรรมที่ส้าคัญของชาวอโศกในการรณรงค์เพื่อลดปัญหาโลกร้อน คือส่งเสริมกิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษาในเครือข่าย FMTV และสื่อต่างๆของชาวอโศกเพื่อเตือนให้รับรู้ว่า เมื่อสิ นสุดศตวรรษนี อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ นระหว่าง 1.4 องศาเซลเซียส ถึง 6.5 องศาเซลเซียส เราจ้าเป็นต้องลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงมากกว่าร้อยละ 90 ภายในเวลาไม่เกิน 7 ปี เรามีความรู้ และวิธีแก้ปัญหาแล้ว เราต้องการเพียงความตั งใจจริง อย่าปล่อยให้ความเห็นแก่ตัว ความเพิกเฉยไม่เอาภาระและความโง่เขลา สร้างความหายนะแก่เผ่าพันธุ์มนุษย์ หมั่นศึกษาให้ความรู้แก่ตนเอง เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง และลงมือปฏิบัติเดี๋ยวนี ! 149 ภาวะโลกร้อน มลภาวะและการท าลายธรรมชาติ – มุมมองจากชุมชนบ้านราช ในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ผู้วิจัยได้สนทนาและท้าการสัมภาษณ์สมาชิกและผู้น้าขุมชนบ้านราชเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ค้าถามคือ ปัญหาโลกร้อนเคยทราบบ้างหรือไม่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรและชุมชนอโศกมีวิธีการที่จะเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบจากโลกร้อนอย่างไรบ้าง ค้าตอบคือข้อความข้างล่างนี 1. พ่อท่านจะสอนให้นักปฏิบัติธรรมมีภาชนะไว้ใช้ส่วนตัวใช้เสื อผ้าน้อยชุด เมื่อใช้สิ่งเหล่านี น้อย เราจะเห็นว่าชีวิตเรามันไม่ได้ไปสิ นเปลืองหาญค่าอะไรเลย แต่ตรงกันข้ามกับกระแสสังคมข้างนอกที่เขาสร้างกระแสให้เสพสุขซื อของ ซื อของมันก็เหมือนกับการขนขยะให้กับตัวเราเยอะแยะ เราเห็นเลยว่าการที่เราใช้ชีวิตอยู่แบบอโศกนี มันช่วยลดปัญหาโลกร้อนนะ แต่มันไม่ยิ่งใหญ่หรอก แต่มันเป็นพลังเย็นที่เล็กๆน้อยๆ (นางประตรงเตือน นาวาบุญนิยม) 2. ปัญหาโลกร้อนก็เกี่ยวกับขยะ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่อชาวอโศก ก็พยายามที่จะหันกลับมาปรับชีวิตในการลดขยะ ลดขยะอย่างไรในชุมชน ขยะท้าให้โลกร้อนก็พยายามที่จะปลูกต้นไม้ในการเตรียมตัวรับ แล้วก็เรื่องระบบน ้าเพราะว่ามันจะกระทบไปหมดทั งดินทั งน ้าทั งอากาศ อันนี เราก็เตรียมพร้อมในเรื่องน ้า ต้นไม้ อาหารการกินเราก็ต้องการที่ปลูกเอง เราจะมีการเตรียมตัวก่อนที่สังคมข้างนอกจะรู้ โลกร้อนนี เหมือนกัน มีการเตรียมพร้อมว่า เราจะท้าอย่างไรที่จะเป็นที่พึ่งให้ในสังคมได้ในต่อไป (นางสาวดินดินเย็น ชาวหินฟ้า) 3. เราพยายามที่จะไม่เป็นส่วนหนึ่งที่จะไม่เพิ่มขยะหรือว่าเพิ่มมลพิษ ไม่เป็นส่วนหนึ่งที่ท้าให้โลกร้อนมากขึ น อย่างเช่นทุกวันนี ตามร้านค้าต่างก็มีนโยบายลดการใช้ถุงพลาสติก นี คือสิ่งหนึ่งที่ในกลุ่มชาวอโศกพยายามท้าเพื่อลดภาวะโลกร้อน เราก็คงท้าได้เท่าที่ท้า เราคิดว่าในความเห็นส่วนตัวคิดว่า เราคงเลี่ยงไม่พ้นก็เหมือนกับว่ายังไงโลกมันก็ต้องเดินทางไปสู่ยุคที่มันเสื่อม ตราบใดที่คนเรายังไม่หันกลับมาเดินบนเส้นทางแห่งความพอเพียง หรือหันกลับมาลดละ ศึกษาศาสนา (นายตะกายธรรม พรมโสภา) 4. โลกร้อนนี มีหลายอย่าง โลกร้อนโดยการท้าลายป่าไม้นี ก็มีผล แต่ชาวชุมชนราชธานีอโศกก็มาร่วมกันตระหนักถึงเรื่องนี แล้วก็รักษาพลังงานหลายๆอย่าง คนเราทุกวันนี ไม่รักธรรมชาติ ชุมชนชาวอโศกของเรานี ก็มาสร้างธรรมชาติ ร่วมกันรักษาตันไม้และสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ น ก็ตระหนักถึงเรื่องภาวะโลกร้อนนี แหละถึงได้ปลูกต้นไม้ขึ นบ้าง อันไหนที่ไม่เป็นประโยชน์เช่นการเผาจะท้าให้เกิดภาวะโลกร้อนได้ ก็พยายามที่จะไม่เผาพวกเศษไม้ต่างๆ ก็น้าเศษไม้พวกนั นเอาไปหมกเป็นปุ๋ยหมักใช้ อันนี ก็เป็นส่วนหนึ่งที่วิถีชุมชนชาวอโศกต้องปฏิบัติว่า อย่าไปเผา มาช่วยกันปลูกต้นไม้ท้าความร่มรื่นให้กับชุมชน (นายไทเทิดธรรม สีสุวรรณ์) 150 5. ปัญหาโลกร้อนสิ่งที่ส้าคัญที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือเรื่องขยะ การใช้ถุงพลาสติก การใช้ของใช้ที่มีแพ็กเกจเยอะๆ ขยะพลาสติกคิดว่าตัวนี จะเป็นปัญหาตัวหนึ่งที่เห็นชัดเจน พ่อครูอยากให้มีสาขาวิชาขยะวิทยาเกี่ยวกับการจัดการขยะอย่างเช่นประเทศสวีเดนที่มาฉายวีดีทัศน์ให้ดูเขาจัดการขยะได้ดีมากได้ละเอียดมาก ประชาชนเขามีคุณภาพในการจัดการขยะจนไม่มีขยะในประเทศเขา เพราะว่าเขาใช้ขยะในการผลิตพลังงานทดแทน คนที่ท้างานเกี่ยวกับขยะ คนที่เก็บขยะ คนที่ไปก้าจัดขยะ คนที่ได้รับผลกระทบจากการเผาขยะ เขาก็จะได้รับผลกระทบที่ขัดเจนมากขึ น แต่คนที่ยังไม่ได้รับผลกระทบก็ยังไม่ตระหนักเท่าไหร่ (นางสาวพิมพ์ตะวัน รักษ์นาวาบุญนิยม) 6. ถ้าเราหันไปทางขวามือในชุมชน เราจะเห็นโซลาร์เซลล์ แล้วก็เห็นกังหันที่หมุน เรามีความรู้สึกว่าพลังงานที่เราใช้อยู่ทุกวันนี มันเป็นพลังงานที่ไปท้าลายสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นขยะที่เราผลิตกัน คนทั่วไปจะผลิตขยะมาก ชาวอโศกก็เช่นกันก็มีจ้านวนขยะที่มากเหมือนกัน การจัดการที่ดีขึ นจะลดความเป็นพิษเป็นภัย ภาวะที่สังคมก้าลังกลัวอยู่ตอนนี ก็คือปัญหาโลกร้อนที่เราคิดว่าเราจะช่วยได้มากขึ นแค่แยกขยะอย่างเดียวมันอาจจะไม่ทันเวลา เราสร้างโซลาร์เซลล์ เพราะว่าโซลาร์เซลล์เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมันจะไม่ต้องไปใช้พลังงานน ้าพลังงานฟอสซิล พลังงานทางธรรมชาติอื่นๆซึ่งมันสูญเสียไปทุกวัน แต่ว่าพลังงานแสงอาทิตย์ไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อนได้ ถ้ามันส้าเร็จแต่ตอนนี มันเป็นแค่การเริ่มต้น (นางสาวตามพร พร้อมจน) 7. ปัญหาโลกร้อนที่ทราบมาก็ คืออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย บางครั งก็มีฝนตกหรือว่าหนาวหรืออากาศแปรปรวน ก็ทราบว่า ฝนตกไม่ตามฤดูกาล ที่คิดว่าท้าไมถึงเกิดภาวะโลกร้อน ก็เพราะว่ามนุษย์เรานี แหละเป็นคนท้าเอง ทั งตัดต้นไม้แล้วก็ท้าลายระบบสิ่งแวดล้อมให้มันไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวมันอง คือมนุษย์เข้าไปท้าลายมากๆ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมถูกท้าลายแล้วก็สลายไป ส่วนเรามีวิธีการที่จะรับมือก็คือในชุมชนก็จะพยามลดใช้ถุงขยะหรือว่าถุงพลาสติกที่มันจะเกิดเป็นขยะแล้วก็ย่อยสลายได้ยา ในขณะเดียวกันเราก็จะรณรงค์ให้มีการปลูกต้นไม้เพื่อสร้างออกซิเจนให้กับชั นบรรยากาศให้กับตัวเรา คิดว่าวิธีการรับมือในเบื องต้นของเราก็สามารถท้าได้อยู่ในทุกๆวันถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้เป็นการท้าที่ยิ่งใหญ่แต่ก็เป็นจุดเล็กๆที่ช่วยทีละนิดก็คิดว่าเราท้าได้ (นางสาวสุวิภา ม่วงมนตรี) ส้าหรับความคิดเห็นของผู้น้าชุมชนบ้านราชเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน เราจะเห็นว่ามีเนื อหาไปในทางเดียวกันกับสมาชิกชุมชน ดังข้อความต่อไปนี 1. พ่อครูสมณะโพธิรักษ์บอกว่า ที่โลกร้อนไม่ได้เกิดจากพืชและสัตว์ช้างม้าวัวควายท้าให้โลกร้อนไม่ได้ไม่ว่าเสือร้ายกาจขนาดไหนแต่เกิดจากน ้ามือของคนและคนไหนที่เห็นแก่ตัวยิ่งมีผลท้าให้เกิดภาวะโลกร้อนเรามีวิธีการรับบริจาคขยะ ของที่ใช้ได้ เรียกว่าโครงการขยะด้วยหัวใจเรามีทั ง reuse 151 น้ากลับมาใช้ repair ซ่อม reject น้ามาใช้ โลกร้อนก็คือว่าเรารู้จักก้าจัดขยะไม่สร้างมลภาวะให้มากขึ น ขยะที่ส้าคัญที่สุดก็คือขยะในใจ (นายดินดอน ตั้งใจจน) 2. ปัญหาโลกร้อนเราเข้าใจเรารู้ เพราะว่าคนท้าลายสิ่งแวดล้อมท้าไมคนท้าลายป่า เพราะว่าคนเห็นแก่ตัวเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนในอุบลสร้างตึกเต็มมากขึ นร้อนขึ น เราสร้างตึกตัดป่าแทนที่จะปลูกต้นไม้เพราะว่าเราท้าลายสิ่งแวดล้อม แค่นี ก็รู้แล้วคืออะไร ในชุมชนเราพยามสร้างธรรมชาติไว้ให้มากๆ ปลูกต้นไม้มากๆจะไดรับมือกับโลกร้อนเขาประชุมเรื่องโลกร้อนกันที่โรงแรม ควรประชุมกันที่ทุ่งกุลาร้องไห้กลางแดด จะได้รู้ว่าควรปลูกต้นไม้อย่างไร ไม่ใช่ประชุมในห้องแอร์ ไม่ได้ท้าอะไร ปี 59 นี จะแห้งแล้งอย่างขนาดหนัก น ้าคนก็ไม่มีกิน จะได้แย่งกัน แต่เราผลิตเองเรา ไม่แย่งใคร โลกร้อนมาเราก็ปรับสภาพ เรามีต้นไม้เต็ม รู้เข้าใจแล้วก็ตะหนัก (สมณะฟ้าไท นาวาบุญนิยม) 3. เรื่องนี เป็นเรื่องใหญ่มากส้าหรับโลก ประเทศไทยได้รับผลกระทบไม่เยอะมาก ต่างประเทศนี จะเยอะมาก ก็คือหากต้องใจ ต้องท้าความเข้าใจทรัพยากร คิดให้มากๆ เราต้องช่วยกันประหยัดอะไร ช่วยลดอะไรที่เป็นมลภาวะ เราก็พยายามอย่าให้มีผลกระทบ เขาบอกว่าอย่าไปเผาไฟ ช่วยกันงดใช้ถุงพลาสติก พยายามปลูกสีเขียว ประหยัดไฟ เราต้องช่วยกันประหยัดทั งนั น ถ้าไม่ยึดแนวทางบุญนิยม ศีลธรรมมีแต่จะถอยหลังลงเรื่อยๆ (สิกขมาตุผาแก้ว ชาวหินฟ้า) การตีความและการวิเคราะห์วาทกรรมโลกร้อนของชุมชนราชธานีอโศกให้ข้อสรุปเบื องต้นแก่เราว่า ชาวชุมชนให้ความส้าคัญสูงแก่เรื่องปัญหาขยะล้นโลก ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้ผู้คนพัฒนาจิตส้านึกสีเขียวเพื่อปกป้องพิทักษ์รักษาธรรมชาติตามค้าสอนของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์โดยเน้นให้ผู้คนเดินหนทางธรรมของพุทธปรัชญาแห่งความพอเพียง อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นของชาวชุมชนเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนยังไม่ค่อยเป็นระบบเท่าใดนัก จึงเป็นการยากที่จะให้มี่การบริหารความเสี่ยงท่ามกลางโลกร้อนอย่างเป็นองค์รวม ดังนั น เพื่อค้นหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโลกร้อนระดับชุมชนที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับชุมชนบ้านราชจึงจ้าเป็นที่เราจะต้องมีแนวคิดและการวิเคราะห์เชิงระบบ การวิเคราะห์ในบทที่ 8 ตอนต่อไปนี มีจุดประสงค์ที่ต้องการให้เรามองปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นระบบ โดยมองจากจุดยืนของเศรษฐศาสตร์และนิเวศวิทยาของชาวพุทธ เพื่อน้าไปสู่ค้าตอบว่า ชุมชนราชธานีอโศกควรจะต้องท้าอย่างไรบ้างในการบริหารความเสี่ยงอันเกิดจากภาวะโลกร้อน ระบบทุนนิยม : ปัญหาโลกร้อนและเศรษฐศาสตร์ของชาวพุทธ ระบบทุนนิยมในยุคปัจจุบันเป็นระบบที่ครอบง้าความคิดของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม โดยมีการใช้อุดมการณ์ มีการปลูกฝังและหล่อหลอมให้เราหลงเชื่อว่า ทุนนิยมเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่น่านิยมชมชอบ การปลูกฝังค่านิยม หรือจิตส้านึกเพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของทุนย่อมมีผลเสียหลาย 152 อย่าง ที่เราสนใจในที่นี คือ ผลเสียหายต่อต่อระบบสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ กล่าวคือ การขยายตัวของทุนด้วยการควบคุมการผลิตหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เป็นไปตามความต้องการของทุนท้าให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันมีลักษณะเป็นไปอย่างกดขี่ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ ในรูปแบบต่าง ๆ ส้าหรับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติก็มีรากฐานมาจากความคิดที่ให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยน้าเอาธรรมชาติที่มีมารับใช้ความต้องการอันมีอยู่อย่างไม่จ้ากัดของมนุษย์ ก่อให้เกิดการท้าลายธรรมชาติ และระบบนิเวศอย่างรุนแรง ดังนั น เมื่อความต้องการของมนุษย์ไม่มีที่สิ นสุดนี ย่อมก่อให้เกิดการท้าลายต่อธรรมชาติและระบบนิเวศ ซึ่งโดยพื นฐานจะเห็นได้ว่า เมื่อมีความต้องการต่อสิ่งใดเพิ่มขึ น ก็ย่อมเป็นการท้าลายต่ออีกสิ่งหนึ่งเสมอ ในระบบทุนนิยม มนุษย์จึงมีการเร่งการผลิตในระบบอุตสาหกรรมเพื่อสนอง การบริโภค การบริโภคเพิ่มขึ นก็ยิ่งผลิตมากขึ น ยิ่งขยายตัว มลภาวะก็ยิ่งมีมากขึ น และเกิดปรากฏการณ์หลายอย่าง ที่น่าวิตกที่สุด น่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า ภาวะโลกร้อน ภาวะโลกร้อนเป็นภาวะของการที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ นจากปรากฏการณ์ที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า Green House Effect (GHE ภาวะเรือนกระจก) ซึ่งมีต้นเหตุจากการที่มนุษย์ ได้เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จาก การเผาไหม้เชื อเพลิงต่างๆ การขนส่งและการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนั น มนุษย์เรายังได้เพิ่มก๊าซกลุ่มไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโรคาร์บอน (CFC) เข้าไปอีก ด้วย พร้อมๆกับการที่เราตัดไม้ท้าลายป่าไม้จ้านวนมหาศาลเพื่อสร้างสิ่งอ้านวย ความสะดวกให้แก่มนุษย์ ท้าให้กลไกใน การดึงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป จากระบบบรรยากาศถูกลดทอนประสิทธิภาพลง และในที่สุดสิ่งต่างๆที่เราได้กระท้าต่อโลกได้หวนกลับมาสู่เราในลักษณะของ ภาวะโลกร้อนที่ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ น แม้ว่าเราจะมีการลงนามของพิธีสารเกียวโตขึ น ซึ่งเป็นพิธีสารภายใต้อนุสัญญาว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nationd Framework on Climate Change Convention: UNFCCC) ที่ร่างขึ นเพื่อผลักดันให้มีการลดปัญหาภาวะโลกร้อนอันเนื่องมาจากสภาวะเรื่อนกระจก เพื่อให้รักษาระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อระบบภูมิอากาศ โดยที่การรักษาระดับดังกล่าวต้องด้าเนินการในระยะเวลาอันเพียงพอที่จะให้ระบบนิเวศปรับตัวได้โดยไม่คุกคามต่อการด้ารงชีวิตของมนุษย์ กระนั นก็ดี ปัญหาโลกร้อนก็ยังไม่สามารถได้รับการแก้ไขได้ในปัจจุบัน อาจารย์ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ กล่าวแก่ผู้วิจัยว่า “สิ่งที่ควรจะท าควบคู่กันไปคือ เราน่าจะหันมองหาสาเหตุของปัญหาว่า เกิดจากการมีข้อจ ากัดใดบ้าง แน่นอนที่สุด ปัญหาหลักของโลกร้อนก็คือ ระบบทุนนิยมเป็นตัวการหลัก เพราะแนวคิดของระบบนี้เน้นการสะสมทุน เน้นการขยายการผลิตแบบอุตสาหกรรมและการบริโภคนิยม คิดและท าแบบนี้ย่อมส่งผลต่อระบบนิเวศวิทยาตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” 153 อาจารย์ย ้าว่า “การสะสมทุนก็คือการสะสมมลภาวะ เป็นมลภาวะที่ท าให้โลกร้อนขึ้น เมื่อระบบทุนนิยมเป็นตัวการที่ท าให้เกิดปัญหาโลกร้อน ดังนั้นระบบนี้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมก็ท าไม่ได้เช่นกัน เพราะทฤษฎีนี้สอนว่า ต้องขยายตัว ต้องสะสมทุน ต้องบริโภคให้มากๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราคงต้องแสวงหาทางเลือกใหม่ดีกว่า เราควรหันกลับมามองหลักธรรมทางศาสนาที่คิดตรงกันข้ามกับระบบทุนนิยม เช่นพุทธศาสนา เราได้เห็นแล้วว่า (ในบทที่ 6) Schumacher ได้ริเริ่มน าเอาพุทธธรรมมาผนวกกับเศรษฐศาสตร์จนกลายมาเป็น เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ โดยแนวคิดนี้สามารถเป็นอีกหนึ่งวิถีทางที่เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการมองโลกชีวิตธรรมชาติและกฎของธรรมชาติ สอนให้มนุษย์มีรูปแบบพฤติกรรมที่ไม่สร้างปัญหาแก่ธรรมชาติ อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ” (ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์, สัมภาษณ์) มนุษย์ในเศรษฐศาสตร์แนวพุทธเป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพในการเรียนรู้การด้ารงชีพที่สอดคล้องกับกฎนิเวศวิทยาและปรัชญาแนวพุทธซึ่งเน้นการมองปรากฏการณ์ทุกอย่างเป็นองค์รวม (Holism) นั่นคือ การมองว่า สิ่งทั งหลายมีความเกี่ยวเนื่องและเป็นปัจจัยแก่กันและกัน ทุกส่วนเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้แยกตัวโดดเดียวแต่อย่างใด ทุกส่วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันหมด เศรษฐศาสตร์แนวพุทธมีลักษณะส้าคัญคือ ถือว่าเศรษฐศาสตร์เป็นเพียงมรรคหรือเครื่องมือ (Means) ที่จะน้าให้เกิดคุณภาพชีวิตโดยเน้นที่ความถูกต้อง ความพอดี ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ไม่เบียดเบียนหรือท้าลายธรรมชาติ เน้นการด้ารงชีพและการจัดระบบเศรษฐกิจที่ด้าเนินไปในทางสายกลาง เมื่อมีการน้าหลักทางสายกลางมาใช้ในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ก็ย่อมน้าประโยชน์มาสู่ธรรมชาติและมนุษย์พร้อมๆ กันไป อาจารย์ปรีชากล่าวต่อไปว่า “เศรษฐศาสตร์ของชาวพุทธมีศักยภาพค่อนข้างสูงในการสร้างความร่มเย็นให้แก่มนุษย์ ในยุคโลกร้อน ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยย้ าเสมอว่า เราควรเดินหนทางสายกลางเสมอในยามที่ ต้องเผชิญกับวิกฤตไม่ว่าจะเป็นวิกฤตอะไรก็ตาม และท่านยังบอกว่า เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธก็คือเศรษฐศาสตร์แห่งความพอดี หรือเศรษฐศาสตร์แห่งทางสายกลางนั่นเอง” (ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์,สัมภาษณ์) มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง หมายถึง ความสมดุล ความเหมาะสม ความเสมอ ความพอดี ซึ่งเป็นความประสานสอดคล้องกันระหว่างข้อปฏิบัติปลีกย่อยต่างๆ รวมถึงความรู้จักประมาณ หรือรู้จักพอดีในการปฏิบัติต่างๆ โดยทั่วไป หรือรู้จักพอดีที่เป็นหลักกลางๆ จะเห็นว่าหลักพระพุทธศาสนาในทุกระดับมีเรื่องของความพอดี หรือความเป็นสายกลางนี ฉะนั นความเป็นสายกลาง คือ ความพอดีที่จะให้ถึงจุดหมาย และที่จะให้ตรงกับความจริง ดังนั นการศึกษาและท้าความเข้าใจหลักการทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) จึงเป็น การเรียนรู้ในแก่นแท้ของพุทธปรัชญาและเป็นแนวทางให้เกิดความรู้ใหม่ในเศรษฐศาสตร์แนวพุทธที่ให้ความส้าคัญแก่ คุณค่าทางจิตใจมากกว่าวัตถุ อย่างไรก็ตาม ในงานวิจัยนี เราไม่ได้มีความมุ่งหมาย 154 ทางด้านการพัฒนาทฤษฎีแนวนี จุดมุ่งหมายของเราคือ ท่ามกลางโลกร้อน ชาวชุมชนของราชธานีอโศกควรจะท้าอย่างไรเพื่อรับมือกับผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ นในอนาคต ชาวชุมชนควรจะด้าเนินการอะไรบ้างในการสร้างระบบการบริหารความเสี่ยง และความไม่แน่นอนอันเกิดจากโลกร้อน เกี่ยวกับเรื่องนี ผู้วิจัยมีความเห็นว่า เศรษฐศาสตร์แห่งความพอดีและพุทธปรัชญาแห่งความพอเพียงสามารถใช้เป็นทางเลือกของการแก้ปัญหาโลกร้อนจากวิกฤตการณ์ของทุนนิยมได้ในระดับหนึ่ง อาจารย์ปรีชาอีกครั งหนึ่ง คิดถึงค้าว่า พอดีและพอเพียง ก็ท้าให้เกิดความรู้สึกว่า ชีวิตนี คงทนและยั่งยืนมากขึ น แต่เราไม่รู้ว่า จะเสี่ยงน้อยลงแค่ไหน เพราะท่ามกลางภาวะโลกร้อน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน 155 แผนภูมิที่ 8.2 แบบจ้าลองแสดงต้นตอของปัญหาโลกร้อน และกระบวนการแก้ไขปัญหา โดยยึดเอา พุทธธรรมเป็นพื นฐานส้าหรับการปรับตัวไปสู่แนวทางใหม่ที่เน้นความถูกต้อง ความพอดี ความคงทน และยั่งยืน (Model เศรษฐศาสตร์แนวพุทธและการรับมือกับ ปัญหาโลกร้อนของ Daniels 2010) การใช้ทรัพยากรธรรม ชาติ ลัทธิบริโภค นิยม ประชากร เทคโนโลยีเพื่อ การผลิตและ กาบริโภค สุขภาวะ พุทธธรรม พฤติกรรม ทางเลือก แรงกดดัน ภาวะ (โลกร้อน) ผลกระทบ  การปรับตัว  นวัตกรรม ต้นตอของปัญหาจากระบบทุนนิยม 156 ปัญหาโลกร้อนและเศรษฐกิจสีเขียว (green economy) ในการสัมภาษณ์ อาจารย์ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ ให้ข้อคิดเห็นแก่ผู้วิจัยว่า ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโลกร้อนชุมชนจะต้องตัดสินใจว่า ควรจะใช้ระบบเศรษฐกิจแบบไหนเพื่อรับมือกับความเสี่ยงอันเกิดจากโลกร้อน อาจารย์ปรีชากล่าวว่า เศรษฐกิจสีเขียว green economy น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด แต่เราต้องมาถามกันว่า เศรษฐกิจสีเขียวคืออะไรกันแน่ เดี๋ยวนี ทุกวงการก็พูดถึงเรื่องนี นักธุรกิจก็ใช้แนวคิดทุนนิยมสีเขียว green capitalism นักพัฒนาก็บอกว่า เราต้องการการพัฒนาสีเขียว พัฒนาแนวนิเวศ อะไรท้านองนี ผมมองง่ายๆว่า เศรษฐกิจสีเขียวคือ เศรษฐกิจที่เจริญงอกงามไปตามธรรมชาติ เป็นเศรษฐกิจที่เคารพกฎของนิเวศวิทยา (สัมภาษณ์ 19 ธันวาคม 2558) นิยามว่าด้วยเศรษฐกิจ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน