Chapter3.pdf

โฟลเดอร์วิถีอโศกกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์340 KB
วันที่แก้ไข7 ธันวาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

62 บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย ประชำกร ประชากรที่ใช้ในงานวิจัยคือ สมาชิกชุมชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนราชธานีอโศก ต าบลบุ่งหวาย อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มผู้ความคิดของชุมชน และกลุ่มนักวิชาการ กลุ่มตัวอย่ำง 1. มีความพร้อมในการให้ความรู้ได้ 2. เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในกำรรวบรวมข้อมูล ในด้าน “พื้นฐานทางปรัชญาของการวิจัยสังคม” Crotty (1998 : 5-10) เสนอว่า ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยแบบไหน ผู้วิจัยจะต้องถามค าถาม 4 ข้อด้วยกัน คือ 1. ใช้ญาณวิทยาแนวไหน 2. ใช้ทฤษฎีอะไร 3. ใช้วิธีวิทยาแบบไหน 4. ใช้วิธีการ/ เทคนิคอะไรบ้าง ในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสังเคราะห์ข้อมูล ค าถาม 4 ข้อนี้ซึ่งเกี่ยวโยงกันจะเป็นตัวชี้ว่า แนวทางการวิจัยของเราจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ในงานวิจัย “วิถีอโศกและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนราชธานีอโศก” นี้ ผู้วิจัยจะขอใช้แนว Interpretive Social Science หรือ Interpretive Paradigm “พาราไดม์ของการตีความ” แนวนี้เหมาะส าหรับการวิจัยวิถีชุมชนมากกว่าแนวอื่นๆ เพราะวิถีชุมชนเป็นเรื่องของการสร้างสังคม เราจะค้นหาความรู้โดย “การมองแบบอัตวิสัยนิยม” (subjectivism) 63 แผนภูมิที่ 3.1 แผนผังของ Crotty ตามแผนผังของ Crotty ผู้วิจัยจะใช้หลักการ ดังต่อไปนี้ - Subjectivist Epistemology : วิเคราะห์ความคิด ความเชื่อ จิตส านึก อุดมการณ์ อารมณ์ความรู้สึกของผู้คน - Interpretivist Theory : ท าความเข้าใจ (ตีความ) ปรากฏการณ์ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้คน - Grounded –Theory- Methodology : ส ารวจข้อมูลภาคสนาม เพื่อหาทางสร้างทฤษฎี วิจัยไปสร้างทฤษฎีไป Epistemolgy (ญำณวิทยำ) Theory (ทฤษฎี) Methodology (วิธีวิทยำ) Method (วิธีวิจัยและเทคนิค) 64 - Va

อ่านต่อ

riety of Methods : ใช้วิธีวิจัยที่หลากหลาย กรณีศึกษาระดับชุมชน สัมภาษณ์เชิงลึก วิธีการตีความ วิเคราะห์ค าบอกเล่า บทสนทนา และวาทกรรมวิเคราะห์รวมทั้งวิธีการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงบูรณาการ หลักคิดของพาราไดม์การตีความ มีดังนี้ (Crotty 1998: 101) 1. ชีวิตสังคมของมนุษย์ ไม่เหมือนกับชีวิตในโลกธรรมชาติ ดังนั้น การวิจัยจึงไม่อาจใช้แนววิทยาศาสตร์นิยมได้ 2. การวิเคราะห์ความเป็นจริงของสังคม ต้องเน้นไปที่สัญลักษณ์ ความคิด ความเชื่อ การรับรู้ การมองโลก ของผู้คนในสังคม ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคิดและการมองโลกของผู้คนเหล่านั้น 3. นักวิจัยจะเข้าใจสังคมได้ ก็ต้องศึกษาว่า ผู้คนเหล่านั้น เขา “สร้าง” สังคมกันอย่างไรวิถีชีวิตถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร นักวิจัยต้องเข้าใจความหมายของ “ปรากฏการณ์” ที่เห็น ซึ่งครอบคลุมไปถึงอารมณ์ ความรู้สึก ค่านิยม อุดมการณ์ ภาพลักษณ์ และสัญญะ สรุปแล้ว ค าส าคัญ คือ “เข้าใจ” และ “ท าความเข้าใจ” โดยการตีความ ถามหาความหมายของปรากฏการณ์จะเห็นได้ชัดว่าพาราไดม์การตีความ เป็นพาราไดม์ที่เหมาะส าหรับการศึกษา “วิถีชีวิต” ของผู้คนในระดับชุมชน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่ผู้คนในชุมชนใฝ่ฝัน คิด และสร้างขึ้นมาด้วยการกระท าและกิจกรรมรวมหมู่ของพวกเขาเอง อนึ่ง ตามแนวคิดของ Habermas การผสมผสานพาราไดม์ตีความเข้ากับพาราไดม์วิพากษ์ จะช่วยให้เรามองเห็นความเป็นจริงที่ซ่อนเร้นได้ดีขึ้น Habermas (อ้างใน ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ 2557 : 17-30) วิธีวิจัยแนวกรณีศึกษำ ในการศึกษาเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ผู้วิจัยจะใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพแนวกรณีศึกษา (Case-Study- Approach) โดยที่ผู้วิจัยเลือกศึกษาพื้นที่ชุมชนในชนบท กรณีศึกษาจะช่วยตอบค าถามวิจัยหลักและวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ข้อได้อย่างน่าพอใจ การศึกษากรณีเล็กๆระดับจุลภาค (Micro-level) สามารถเป็นตัวแทนในการอธิบายเข้ากับกรณีใหญ่ๆ ระดับมหภาค (Macro-level) ได้การใช้วิธีวิทยาแนวกรณีศึกษาเช่นนี้จะช่วยท าให้ผู้วิจัย สามารถเจาะลึกถึงข้อมูลตลอดจนสามารถ สืบค้นและรวบรวมรายละเอียดได้ดีกว่าวิธีวิทยากรณีอื่นๆ กล่าวโดยสรุป วิธีวิจัยกรณีศึกษามีประโยชน์ ในการช่วย 65 เชื่อมโยงข้อมูลในระดับจุลภาคไปสู่ระดับมหภาค เป็นการสรุปจากรูปธรรมที่เป็นลักษณะเฉพาะไปสู่ข้อสรุปนามธรรมทั่วไป กำรเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยนี้จะใช้วิธีการต่างๆ ดังนี้ 1. กำรศึกษำเอกสำร (Documentary Research) นั้นเป็นการศึกษาจากเอกสารชั้นต้นและชั้นรอง ดังนี้ 1.1 เอกสารชั้นต้น (Primary Document) เป็นข้อมูลดิบที่ยังไม่ได้ผ่านการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ข้อมูลส่วนนี้ได้จากการเก็บรวบรวมเอกสารที่ส าคัญ เช่น หนังสือและเอกสารของส านักสันติอโศกเกี่ยวกับการบรรยายธรรมะของท่านโพธิรักษ์เป็นต้น 1.2 เอกสารชั้นรอง (Secondary Document) เป็นข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วระดับหนึ่งและเพื่อช่วยให้วิเคราะห์สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เอกสารชั้นรองที่ส าคัญ คือ บทความวิชาการ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้องวิถีอโศก เป็นต้น 2. กำรสัมภำษณ์ วิธีการสัมภาษณ์ที่จะใช้ในการวิจัยนี้มีลักษณะเป็นการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structure Interview) โดยอาศัยแนวการสัมภาษณ์ (Interview Guide) เป็นเครื่องมือในการสัมภาษณ์มีรูปแบบต่าง ๆ คือการสัมภาษณ์รายบุคคล จะใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interviews) โดยอาศัยผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key - informants) ได้แก่ ผู้น าทางความคิดของชุมชนราชธานีอโศก สมาชิกชุมชนของราชธานีอโศก และนักวิชาการที่รู้เรื่องราวของวิถีอโศก 3. กำรสังเกตกำรณ์ (Observation) จะเป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลเสริมวิธีการอื่นๆ โดยใช้ในกระบวนการสังเกตในชุมชน กระบวนกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ในส่วนของกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น ผู้วิจัยได้ก าหนดขั้นต้อนของการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ดังต่อไปนี้ 66 1. กำรเข้ำสู่พื้นที่วิจัย มีดังนี้ 1.1 การเตรียมอุปกรณ์ ผู้วิจัยเตรียมอุปกรณ์ส าหรับช่วยเก็บข้อมูล คือ เทปบันทึกเสียง โดยการบันทึกนั้นต้องได้รับอนุญาตจากผู้ให้สัมภาษณ์ 1.2 การแนะน าตัว ผู้วิจัยได้รับการแนะน าตัวต่อผู้น าชุมชนโดยการน าพาของอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย หลังจากนั้นผู้วิจัยจะอธิบายว่าท าไมถึงเลือกมาท าวิจัยในพื้นที่ดังกล่าว โดยจะบอกถึงจุดประสงค์และผลที่ตามมาจากการวิจัย 1.3 การสร้างความสัมพันธ์ (Rapport) เป็นกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยกับกลุ่มผู้น าชาวชุมชนให้มีความไว้วางใจในการให้ข้อมูล 2. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ในการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นผู้วิจัยจะเลือกผู้ให้ข้อมูลหลัก หรือผู้ที่รู้เรื่องนั้นดี จะสัมภาษณ์โดยการสนทนาซักถามอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ได้ข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ต้องการโดยอาศัยแนวการสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ 3. กำรสรุปผลกำรวิจัย ในขั้นนี้จะเป็นกระบวนการของการตกผลึกที่ได้จากการสัมภาษณ์ การอ่านเอกสาร และการสังเกตการณ์ต่างๆ ซึ่งข้อมูลที่ได้เหล่านี้จะน ามาวิเคราะห์โดยใช้หลักการตีความ (Interpretive Analysis) เพื่อให้ได้ข้อสรุป กำรตรวจสอบข้อมูล ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ จะใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลมีความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือ การตรวจสอบข้อมูลเชิงคุณภาพผู้วิจัยจะใช้วิธีการดังนี้ 1. การตรวจสอบจากผู้ให้ข้อมูลที่มีจุดยืนต่างกัน ในการวิจัยนี้จะดูข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลที่มีจุดยืนที่หลากหลาย 2. การตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน ในการวิจัยนี้จะใช้แหล่งข้อมูลจากเอกสาร จากการสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์มาเปรียบเทียบเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล กำรวิเครำะห์/ สังเครำะห์ข้อมูล การวิเคราะห์/สังเคราะห์ข้อมูลขั้นตอนนี้เป็นการน าเอาข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้าวิจัย มาจัดกระท าให้เป็นระบบและหาความหมาย รวมทั้งเชื่อมโยงและหาความสัมพันธ์ของข้อมูล เพื่อตีความข้อมูล 67 เหล่านั้น (interpretive analysis) อันจะน าไปสู่ความเข้าใจต่อการด ารงอยู่และการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ที่ศึกษาโดยงานวิจัยฉบับนี้ผู้วิจัยจะวิเคราะห์/สังเคราะห์ข้อมูลแบบการสร้างข้อสรุป โดยผู้วิจัยจะอาศัยรูปแบบต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. การวิเคราะห์แบบอุปนัย (Analytic Induction) คือ การตีความสร้างข้อสรุปข้อมูลจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือปรากฏการณ์ที่มองเห็น เมื่อผู้วิจัยได้เห็นหรือสังเกตหลาย ๆ เหตุการณ์ต่าง ๆ แล้วจึงลงมือสรุป โดยมองว่า ผลที่ได้เป็นสมมติฐานชั่วคราว (Working Hypothesis) เท่านั้นในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นข้อสรุปที่ถาวร 2. การวิเคราะห์โดยการจ าแนกชนิดข้อมูล (Typological Analysis) คือ การจ าแนกข้อมูลเป็นชนิด (Typologies) ซึ่งจะเป็นการแยกชนิดของเหตุการณ์นั้น ๆ โดยการยึดแนวคิดทฤษฎีเป็นกรอบดังต่อไปนี้ - การวิเคราะห์การกระท า (Acts) คือเหตุการณ์หรือสถานการณ์ หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ไม่ยาวนานหรือต่อเนื่อง - การวิเคราะห์ความหมาย (Meaning) คือการที่บุคคลอธิบายหรือสื่อสาร หรือให้ความหมายเกี่ยวกับการกระท าหรือกิจกรรม อาจเป็นการให้ความหมายในลักษณะเกี่ยวกับโลกทัศน์ ความเชื่อ ค านิยม บรรทัดฐาน อุดมการณ์ - การวิเคราะห์สภาพหรือสถานการณ์ (Setting) คือ สภาพการณ์ที่การกระท าหรือกิจกรรมเกิดขึ้นจริง ขณะที่ท าการศึกษา 68 แผนภูมิที่ 3.2 แผนผังการวิจัยแนว Interpretive social science ที่มำ : ดูจากการน าเสนอของผู้วิจัยในบทที่ 3 ตอนต้นนี้ กระบวนกำรวิจัย  ค าถามวิจัย  ทฤษฎีที่ใช้  การรวบรวมข้อมูล  การวิเคราะห์ข้อมูลและสังเคราะห์ข้อสรุป  การน าเสนอข้อค้นพบเชิงสหวิทยาการ องค์ประกอบของกำรศึกษำ  ญาณวิทยา  ทฤษฎี  วิธีวิทยา  วิธีศึกษาและเทคนิคการวิจัย แนวกำรวิจัย  การวิจัยเชิงคุณภาพ  แนวสหวิทยาการ  พาราไดม์แนว การตีความ  พาราไดม์แนว การวิพากษ์ 69 แผนภูมิที่ 3.3 การวิจัยแนวสหวิทยาการ ที่มำ : ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ การบรรยายพิเศษเรื่อง สหวิทยาการเพื่อความยั่งยืนทางนิเวศ และ ความยุติธรรมทางสังคม, มหาวิทยาลัยราชภัฏร าไพพรรณี, เอกสารสัมมนา เมษายน 2558 ควำมหลำกหลำยทำงทฤษฎี วิธีวิพำกษ์ ควำมรู้ท้องถิ่น สหวิทยำกำร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน