Chapter2.pdf

โฟลเดอร์วิถีอโศกกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์839 KB
วันที่แก้ไข7 ธันวาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

10 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตามที่กล่าวไว้ในวัตถุประสงค์ งานวิจัยนี้เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องใหญ่ๆคือ “พุทธปรัชญาแห่งความพอเพียง” (หลักธรรมส าคัญของวิถีอโศกนักเศรษฐศาสตร์) ความมั่นคงทางเศรษฐกิจระดับชุมชน และการแสวงหาแบบจ าลองของชุมชนที่มีความมั่นคง ดังนั้นเพื่อการนี้ จึงต้องมีตัวช่วยทางทฤษฎีที่เหมาะสม ผู้วิจัยขอเสนอแนวคิดทฤษฎี 4 ชุดใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่ 1. ปรัชญาและแนวคิดทฤษฎีว่าด้วยความพอเพียง 2. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 3. วิถีอโศกและปรัชญาหลักของสันติอโศก 4. การสร้างเศรษฐกิจชุมชนตามแนวทางของสันติอโศก ปรัชญาและแนวคิดทฤษฎีว่าด้วยความพอเพียง - มหาตมะ คานธี และการพัฒนาแบบตะวันออก: พอเพียงและยั่งยืนคงทน - เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธสีเขียวของ E.F. SCHUMACHER - ท่านพุทธทาสภิกขุ: พุทธเศรษฐศาสตร์แห่งความพอดี - พุทธปรัชญาแห่งความพอเพียงของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ มหาตมะ คานธี และการพัฒนาแบบตะวันออก : พอเพียงและยั่งยืนคงทน ในปี ค.ศ. 1973 E.F.SCHUMACHER (ชูมาเคอร์) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน (ซึ่งภายหลังกลายเป็นชาวอังกฤษ) ได้เสนอบทวิเคราะห์สั้นๆ ชื่อว่า Buddhist Economics จนเป็นที่เลื่องลือทั่วโลก โดยบอกว่า เศรษฐศาสตร์ตะวันตก และการพัฒนาแบบตะวันตกมีจุดอ่อนมากมาย และเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน ชูมาเคอร์ เสนอว่า ประเทศที่ยากจนควรจะมีเศรษฐศาสตร์ของตนเอง และมีวิถีทางการพัฒนาของตนเอง แนวคิดที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมและเงื่อนไขของท้องถิ่น ก็เห็นจะเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ” (Buddhist Economics) แม้ว่าชูมาเคอร์จะใช้ค าว่า “แนวพุทธ” ซึ่งเขาได้เคยไปสัมผัสมา เมื่อครั้งไปเยือนพม่า (ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2) แต่ในความเป็นจริงแล้ว เศรษฐศาสตร์ 11 แนวพุทธของชูมาเคอร์นั้น ส่วนใหญ่ได้รับอ

อ่านต่อ

ิทธิพลมาจากความคิดของ “มหาตมะ คานธี” ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ (2555 : 47 - 49) อาจกล่าวได้ว่า “เศรษฐศาสตร์คานธี” หรือ “นิเวศวิทยาของคานธี” เป็นต้นตอส าคัญของความคิดของชูมาเคอร์ ที่ต้องการเสนอวิถีการพัฒนาแบบตะวันออก ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวิถีการพัฒนาแบบอุตสาหกรรมตะวันตก ดังนั้นจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องท าความรู้จักกับแนวคิดของคานธี ก่อนที่จะเข้าใจ “เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ” ของชูมาเคอร์ บรรดานักคิดอินเดีย ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของคานธี ต่างมีข้อสรุปเหมือนกันว่า ตั้งแต่คานธีกลับคืนสู่อินเดียในปี 1914 หลังจากที่ไปมีชีวิตอยู่ที่แอฟริกาใต้เป็นเวลา 21 ปี คานธีได้เดินทางไปศึกษาปัญหาชนบทของอินเดียหลายปี จนได้มองเห็นโฉมหน้าของระบอบอาณานิคมที่ก าลังครอบง าอินเดียในขณะนั้น คานธีรู้สึกว่า อาณานิคมไม่ใช่เป็นระบบการแบ่งแยกเชื้อชาติเท่านั้น หากแต่ยังเป็นระบบการกดขี่ขูดรีดทางเศรษฐกิจอีกด้วย ในช่วงทศวรรษที่ 20 ถึง 40 คานธีมองเห็นแล้วว่า วิธีการพัฒนาแบบตะวันตกที่ด ารงอยู่เป็นวิถีที่คนขูดรีดคน และคนขูดรีดธรรมชาติ การแสวงหาทางเลือกใหม่จึงเป็นสิ่งที่จ าเป็น การพัฒนาอุตสาหกรรมตามแบบตะวันตกไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรแก่มวลชน สิ่งที่พบเห็นมีแต่การแข่งขัน การกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน และความทุกข์ยากของมวลชน นอกจากนั้นการพัฒนาแบบตะวันตกยังน าความหายนะมาสู่ธรรมชาติอีกด้วย ถ้าอินเดียจะเดินหนทางการพัฒนาแบบตะวันตก อย่างเช่น อังกฤษ อเมริกา อินเดียก็คงต้องมีการขูดรีดทางเศรษฐกิจมากขึ้น คงต้องไปแสวงหาอาณานิคมอื่นๆ เพื่อการขูดรีดแรงงาน และธรรมชาติ เหมือนกับที่ตะวันตกก าลังท ากับอินเดีย อินเดียจะต้องพบกับชะตากรรมแบบไหน ถ้าขูดรีดอาณานิคมไม่ได้ก็คงต้องหันมาขูดรีดพวกเดียวกันเองมากขึ้น ท าลายล้างธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในประเทศของตนเองมากขึ้น คานธีมองว่า วิถีการพัฒนาแบบตะวันตกเน้นการขูดรีดทรัพยากรชนบทเพื่อมาเลี้ยงดูคนเมือง และชนชั้นที่ร่ ารวย ดิน น้ า ป่า ถูกใช้ ถูกท าลายเพื่อสังคมเมือง/อุตสาหกรรม จนเกิดความเสื่อมโทรมในชนบท ในขณะเดียวกันชาวนาไร่ก็ไร้สิทธิ์ ไร้เสียง ไร้ทรัพยากร การพัฒนาแบบนี้มีแต่จะน าความหายนะมาสู่ชนบท เราสร้างเมือง/อุตสาหกรรมบนหยาดเลือดของชุมชน หมู่บ้าน เราก าลังเผาผลาญทรัพยากรเพื่อประโยชน์สุขของเศรษฐกิจสังคมเมือง บนความทุกข์ยากของชาวชนบท คานธีมีแนวคิดว่า การพัฒนาจะต้องมีจุดหนักอยู่ที่หมู่บ้านในชนบท ค าตอบอยู่ที่หมู่บ้าน เส้นเลือดเศรษฐกิจหมู่บ้านจะต้องเป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจของชาติ จะเกิดสิ่งนี้ได้ก็จะต้องมีการกระจายอ านาจทางเศรษฐกิจการเมืองไปยังหมู่บ้าน ชาวนา ชาวไร่ ชาวชนบทจึงจะสามารถก าหนดชะตากรรมของตนได้ และมีสิทธิจัดการทรัพยากรทุกชนิดโดยตรง หมู่บ้านในอุดมคติของคานธี เป็นหมู่บ้านที่พึ่งตนเอง ผลิตอาหารเอง ผลิตเครื่องนุ่งห่มเอง ใช้ทรัพยากรท้องถิ่น มีปัจจัยการผลิตของ 12 ตนเอง มีทุ่งหญ้าวัวควายของตนเอง มีบ่อน้ า มีโรงเรียนชั้นประถม โรงเรียนฝึกอาชีพหัตถกรรมพื้นบ้าน และมีสภาหมู่บ้านอันเป็นศูนย์รวมทางประชาธิปไตยระดับรากหญ้า ในหมู่บ้านอุดมคตินี้ ชาวบ้านจะรวมตัวร่วมกันจัดการใช้ทรัพยากร ดิน น้ า ป่า ทุ่งหญ้า เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมของประชาคม และท าการเกษตรแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีพัฒนาหมู่บ้านให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ไร้มลภาวะทั้งปวง กล่าวโดยสรุปแล้ว มีการจัดการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของนิเวศวิทยาท้องถิ่น ในการวิพากษ์ระบอบอุตสาหกรรมนิยม และอารยธรรมตะวันตก คานธีได้ชี้ให้เห็นถึงความส าคัญที่เราจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ การพัฒนาแบบตะวันตกกระตุ้นให้มนุษย์มีความต้องการมากขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายต่อธรรมชาติ แต่อารยธรรมตะวันออกของเราสอนเสมอว่า ให้มนุษย์มีความต้องการที่พอดี มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ท าลายธรรมชาติ เพื่อไม่เห็นแก่ความอยากที่บ้าคลั่ง วิถีของคานธีที่ดังไปทั่วโลก คือ : The world has enough for everybody’s need, but not enough for everybody’s greed. นี่คือ จริยธรรมทางสิ่งแวดล้อม ที่เป็นหลักธรรมน าชีวิตในภาคปฏิบัติ ในการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติอย่างระมัดระวัง พร้อมๆ กับลดความต้องการการบริโภคให้มากที่สุดเท่าที่จะท าได้ และวลีนี้ก็คงจะเป็นหลักจริยธรรมที่ส าคัญในการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมในศตวรรษที่ 21 ของยุคเราด้วย คานธึกล่าวสรุปสั้นๆว่า ปรัชญาทุนนิยม คือ สะสม สะสม ส่วนปรัชญาตะวันออก คือ ไม่สะสม ไม่สะสม คือความพอเพียงนั่นเอง ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ (2555 : 47 - 49) เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธสีเขียวของ E.F. SCHUMACHER ผลงานส าคัญของ ชูมาเคอร์ “Small is Beautiful”(1973) เป็นหนึ่งในหนังสือ 100 เล่มที่ส าคัญที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน Small is Beautiful น าเสนอสรรนิพนธ์หลายเรื่องซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาสีเขียวของชูมาเคอร์เกี่ยวกับความคิดทางเศรษฐกิจทางนิเวศ และทางจิตวิญญาณ ในผลงานชิ้นนี้ชูมาเคอร์ได้ท าการวิพากษ์อุดมการณ์และระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่เรียกว่า อุตสาหกรรมนิยม อุดมการณ์เศรษฐกิจสมัยใหม่ มองว่า GDPGrowth เป็นสิ่งที่ดี เป็นตัวชี้วัดความเจริญและความก้าวหน้าของสังคม เพื่อให้เกิดการขยายตัวของ GDP อย่างต่อเนื่อง มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบไร้ขีดจ ากัด แบบเผาผลาญและแบบท าลายล้าง จน “ทุนธรรมชาติ” อยู่ในภาวะที่น่าวิตก การลุ่มหลงในเรื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการท าลายล้างธรรมชาติ ด าเนินไปควบคู่กับโลกทัศน์ที่เชื่อว่ามนุษย์กับธรรมชาติ มีชีวิตแยกกัน ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน มนุษย์มีพลังอ านาจในการควบคุมธรรมชาติ เพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุของมนุษย์ 13 Keynesian Economics (สมัยนั้นช่วง 1936 – 40 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) มีบทบาทส าคัญในการเสนอความคิดที่ให้ผู้คนหลายวงการ มีจิตส านึกที่เรียกว่า Growth Mentality ปัจจุบันจิตส านึกแบบนี้ ก็ไม่ได้หายไปไหน ผู้คนก็ยังเชื่อในเรื่องความมั่งคั่งและวัตถุนิยมต่อไป เกี่ยวพันกับเรื่อง การขยายตัวทางเศรษฐกิจ คือ ความลุ่มหลงในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งมีขนาดใหญ่ ชูมาเคอร์เชื่อว่าการแก้ไขปัญหาโดยใช้วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ว่าจะดีเยี่ยมแค่ไหน แต่ถ้าไปท าลายสิ่งแวดล้อม ท าลายสังคมหรือท าลายตัวมนุษย์เองก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรสนับสนุนให้ด าเนินการ ชูมาเคอร์ กล่าวว่า คนเราเป็นตัวของตัวเองได้ในองค์กรขนาดเล็กเท่านั้น ดังนั้นระบบการผลิต ควรจะเป็นระบบที่ประกอบด้วยหน่วยขนาดเล็กที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้คนท างานได้อย่างมีอิสระเสรี ในหน่วยเล็กๆ เหล่านี้ คนจะท างานได้อย่างสอดคล้องกับคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ปัญหาเกี่ยวกับ “ขนาด” ของการผลิตและเทคโนโลยี เป็นเรื่องที่ส าคัญ ส าหรับชูมาเคอร์ “ลัทธิการบูชา ความใหญ่โต” (Idolatry of Gigantism) เป็นหลักการส าคัญของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ ที่สอนให้ผู้คนนิยมลัทธินี้ ชูมาเคอร์ ไม่ได้ท าการวิพากษ์ระบบเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมนิยมอย่างเดียว หากแต่ยังได้วิพากษ์เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ หรือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักด้วย นอกจากนั้นยังได้บุกเบิกความคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ทางเลือกอีกด้วย โดยใช้ปรัชญาของพุทธธรรมและคานธีเป็นพื้นฐาน ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ (2555 : 98 - 106) ชูมาเคอร์ เกิดที่กรุงบอนน์ แต่ส่วนใหญ่ ช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นเขาใช้ชีวิตที่มหานครเบอร์ลิน กับบิดาซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง นี่เองท าให้ชูมาเคอร์สนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์มาตั้งแต่ต้น และศึกษาเศรษฐศาสตร์อย่างจริงจังที่มหาวิทยาลัย Oxford University (อังกฤษ)และ Columbia University (สหรัฐอเมริกา) ในปี ค.ศ.1936 ชูมาเคอร์ ตัดสินใจมาตั้งรกราก ที่ประเทศอังกฤษ เพราะมีความรู้สึกว่า เยอรมนีก าลังจะล่มสลายภายใต้ระบอบเผด็จการนาซี ชีวิตในอังกฤษนับว่าเป็นการวางรากฐานส าหรับการพัฒนาความคิดเศรษฐศาสตร์เขาได้มีโอกาสรู้จักกับ J.M.KEYNES ซึ่งขณะนั้นเป็นปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการเศรษฐศาสตร์ของอังกฤษและของโลก ชูมาเคอร์ประกาศตัวเองว่าเป็นคนที่นิยม Keynesian Economics และใช้ทฤษฎีนี้เป็นพื้นฐานในการร่างแผนที่เขาเรียกว่า “ World Improvement Plans” (เกี่ยวกับการปฏิรูประบบเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศ) ในปี ค.ศ.1949 ชูมาเคอร์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของ British National Coal Board เขาท างานในองค์กรขนาดยักษ์แห่งนี้เป็นเวลา 20 ปีเต็ม ซึ่งสร้างประสบการณ์ที่ส าคัญให้ตัวเขาและความคิดทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับขนาดขององค์กร วิกฤตการณ์ทางการเมืองในเยอรมนียุคฮิตเลอร์ และประสบการณ์ของโลกชีวิตแบบตะวันตกท าให้ชูมาเคอร์มีความรู้ว่า สังคม 14 อุตสาหกรรมและความทันสมัยสร้างความสับสนทางความคิดให้แก่ตัวเขา เทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่ไม่สามารถให้ค าตอบที่น่าพอใจได้ การเดินทางเพื่อแสวงหาสัจธรรมสุดท้าย จึงเริ่มต้นขึ้น ในปี ค.ศ.1955 ชูมาเคอร์เดินทางไปประเทศพม่า ในฐานะเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของสหประชาชาติ มีหน้าที่ให้ค าแนะน าแก่รัฐบาลพม่า ทางด้านนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ ในช่วงที่พ านักอยู่ใน กรุงย่างกุ้ง 3 เดือน ชูมาเคอร์ ได้สัมผัสบรรยากาศและความคิดของพุทธศาสนา ซึ่งก่อให้เกิดผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวงแก่โลกทัศน์ของเขา ตลอดเวลาที่ผ่านมา จนถึง ปี ค.ศ.1955 ชูมาเคอร์ประกาศเสมอว่า เป็นคนที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น การเชื่อมั่นใน “เหตุผลนิยม” ก็เป็นการพอเพียงแล้ว ส าหรับการด ารงชีวิตอยู่ ประสบการณ์ในสังคมพม่า ท าให้เขากล่าวออกมาว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวพุทธไปแล้ว” ทางด้านความคิดเศรษฐศาสตร์ ประสบการณ์ในสังคมพุทธของพม่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ส าคัญที่สุด เขาเชื่อว่า เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ของสังคมตะวันตก มีข้อสมมติฐานที่เลื่อนลอย ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และไม่ค่อยจะค านึงถึงคุณค่าของความเป็นคน นอกจากนั้นเขายังเชื่อว่า ทฤษฎีการพัฒนาประเทศที่มาจากโลกตะวันตกไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นแบบจ าลองของการพัฒนาในประเทศที่มีวัฒนธรรมและประเพณีที่ต่างไปจากตะวันตกอย่างเช่น สังคมพม่าก็ควรจะมีเศรษฐศาสตร์ของตนเอง “บนหนทางพุทธธรรม” ชูมาเคอร์ คิดค านึงว่า บนหนทางพุทธธรรม เศรษฐศาสตร์น่าจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ในเอกสาร “Economics in a Buddhist Country”(ย่างกุ้ง 1955) ชูมาเคอร์น าเสนอว่า เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธมีหลักการที่ส าคัญ 2 ประการที่อยู่ตรงกันข้ามกับเศรษฐศาสตร์ตะวันตก เอกสารฉบับนี้ นับว่า เป็นการปูพื้นฐานทางความคิดในการน าเสนอ บทวิเคราะห์ที่ส าคัญ ภายใต้ชื่อว่า Buddhist Economics (1966 สิบปีต่อมา) ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ (2557 : 352 - 362) หลักการส าคัญ 2 ข้อ คือ 1. เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ จะต้องแยกแยะ 3 สภาวะของชีวิตความเป็นอยู่ คือ ความทุกข์ (มีน้อยเกินไป) ความพอเพียง (มีพอดี) ความมั่งคั่ง (มีมากเกินไป) การขยายตัวทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ใช้ได้ ถ้าไม่เกินจุดของความพอเพียง การขยายตัวที่ไร้ขีดจ ากัด และลัทธิบริโภคนิยม น่าจะน าไปสู่ความหายนะ 2. เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่เน้นหลักการของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานทดแทน ชูมาเคอร์มองล่วงหน้าแล้วว่า เศรษฐกิจตะวันตกที่เน้นการใช้พลังงาน น้ ามัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรการเกษตร/ป่าไม้/ประมง แบบล้างผลาญ เป็นเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน ในเอกสาร Economics in a Buddhist Country 1955 (เมื่อเกือบ60 ปีมาแล้ว) ชูมาเคอร์น่าจะเป็นนักคิดคนแรกที่น าเสนอ ทฤษฎีการพัฒนาทางเลือก และเป็นคนแรกที่ใช้ค าว่า Sufficiency และ 15 Economics of Permanence นอกจากจินตนาการทางพุทธศาสนาแล้ว ความคิดของคานธี ยังเป็นแรงกระตุ้นส าคัญให้ ชูมาเคอร์ได้แสวงหาแนวคิดใหม่ ในการสร้างทฤษฎีการพัฒนาทางเลือก เศรษฐศาสตร์ของคานธี เริ่มต้น จากจุดยืนของประชาชน หมายความว่า ความต้องการ ความรู้และความสามารถของประชาชนผู้ยากไร้ รวมทั้งทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่น เป็นพื้นฐานส าคัญของการพัฒนาของประชาชน ในปี ค.ศ.1962 นายกรัฐมนตรีเนห์รู ของอินเดีย ซึ่งอ่านเอกสารของชูมาเคอร์ที่เขียนไว้ใน ค.ศ. 1955 แล้วมีความประทับใจมาก ได้ขอร้อง ชูมาเคอร์ให้ค าแนะน าเกี่ยวกับการพัฒนาชนบทของอินเดีย ค าตอบคือ เทคโนโลยีสายกลาง ( Intermediate Technology) น่าจะเหมาะสมส าหรับเศรษฐกิจชนบทขนาดเล็ก เทคโนโลยีแบบนี้ มีขนาดเล็ก ง่าย ประหยัดต้นทุน เน้นการใช้พลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คนยากจนในชนบทก็สามารถครอบครองและควบคุมเทคโนโลยีแบบนี้ได้ (ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ 2555 : 98 - 99) ในปี ค.ศ.1973 ผลงานชิ้นส าคัญที่สุดปรากฏออกมา: Small is Beautiful – Economics as if People Mattered ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวง ต่อวงการเศรษฐศาสตร์การพัฒนาและการเคลื่อนไหวทางสังคม อาจกล่าวได้ว่า ชูมาเคอร์ และผลงานชิ้นนี้ ได้เปลี่ยนแปลงความคิดของคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น (ทศวรรษที่ 1970/ 80) Buddhist Economics บทวิเคราะห์ที่มีความยาวไม่ถึง 10 หน้า ในหนังสือชุดนี้ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และกระตุ้นให้มีการแสวงหาเศรษฐศาสตร์ทางเลือกและทฤษฎีการพัฒนาทางเลือกอย่างกว้างขวาง ในปี ค.ศ.1977 ประมาณ 2 เดือน ก่อนที่จะเสียชีวิต ชูมาเคอร์ได้ผลิตภาพยนตร์เรื่องสั้นขึ้นมา ชื่อ On the Edge of the Forest ถือได้ว่า เป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่บรรจุสาระส าคัญของความคิดของเขา : การด าเนินชีวิตบนหนทางอหิงสธรรม ที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และมีชีวิตอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ ชูมาเคอร์ย้ าว่า ตราบใดที่มนุษย์มีความรักและความห่วงใยในธรรมชาติและพลังธรรมชาติทั้งหมด โลกธรรมชาติที่สวยงามก็จะด ารงอยู่ต่อไปได้ แต่ถ้ามีแนวโน้มว่า มนุษย์นึกถึงผลประโยชน์ของตนเอง ใช้ความรู้ในทางที่ผิด และใช้ความรุนแรงต่อธรรมชาติ ก็ย่อมหมายความว่ามนุษย์ก าลังท าลายรากฐานของการด ารงอยู่ของเขา ในช่วงทศวรรษ การโค่นล้มท าลายป่าพื้นเมืองดั้งเดิมก าลังด าเนินไปอย่างกว้างขวาง ชูมาเคอร์มองเห็นความหายนะที่ก าลังเกิดขึ้นต่อชีวิตของมนุษย์ ถ้าเขาอยู่ในวันนี้ ก็คงจะต้องบอกว่าภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่รุนแรง ซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งให้มีการปลูกป่าขยายกว้างให้มากที่สุด On the Edge of the Forest มีส่วนส าคัญที่กระตุ้นให้มีการคุ้มครองระบบนิเวศของป่าใน 16 เขตออสเตรเลียตะวันตก ในขณะเดียวกันมีการรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันปลูกต้นไม้นับเป็นสิบล้านต้น เราอาจกล่าวได้ว่า ชูมาเคอร์ คือบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์สีเขียว (Green Economics) ผู้กระตุ้นจินตนาการทางนิเวศให้แก่คนรุ่นใหม่ในวงการวิชาการและการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า green movements ในปี ค.ศ.2011 มีการจัดงานสัมมนาทางวิชาการทั่วโลกเพื่อระลึกถึงวันเกิด 100 ปีของชูมาเคอร์ ท่านพุทธทาสภิกขุ: พุทธเศรษฐศาสตร์แห่งความพอดี การครอบง าของวัตถุนิยมกับความไม่พอเพียง แนวคิดความพอเพียงเป็นหลักการที่ส าคัญในพุทธปรัชญา ในวงการสงฆ์ไทยบุคคลที่อธิบายแนวคิดนี้ไดอย่างชัดเจนน่าจะเป็นพระอาจารย์จากสวนโมกข์ ไชยยา สุราษฎธานี ในทรรศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ (ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ 2555 : 28-40) โลกของเราขณะนี้ก าลังอยู่ในยุคที่มีปัญหามากที่สุด ท่านเรียกว่า ยุควัตถุนิยม ในยุคนี้สังคมก าลังก้าวหน้าไปในทางวัตถุนิยม ความเจริญทางวัตถุได้เข้ามาครอบง าจิตใจมนุษย์อย่างเบ็ดเสร็จ มนุษย์ไม่สนใจไม่ต้องการสิ่งอื่นต่อไปแล้ว มนุษย์มองแต่เรื่องวัตถุ รู้จักแต่ในด้านวัตถุและศึกษาเรียนรู้กันแต่เรื่องความก้าวหน้าทางวัตถุทั้งนั้น ปรัชญาทั้งหลายก็เป็นปรัชญาทางวัตถุนิยม สรุปแล้วโลก และสังคมต้องตกอยู่ใต้อ านาจของวัตถุนิยม มนุษย์จึงมีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ต้องพบกับวิกฤตการณ์ทางจิตวิญญาณ บางส่วนของคณะสงฆ์เองก็ตกเป็นทาสของวัตถุนิยม สัจจะที่เป็นตัวจริงของศาสนาก าลังพ่ายแพ้แก่สัจจะของวัตถุนิยม วัตถุนิยมของท่านพุทธทาสเป็นเรื่องของคนที่หลงโลกหลงในภาพลวงตาหรือมายา หลงในสิ่งที่ไม่มีตัวตน โดยท่านได้ให้ความหมายของวัตถุนิยมไว้ 2 ทางด้วยกันคือ ในความหมายที่หนึ่งนี้ วัตถุนิยม คือ การยึดวัตถุเป็นหลัก มนุษย์ไม่มีปัญญาที่จะรู้เรื่องทางจิตใจ ดังนั้นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ มนุษย์จึงถือเอาวัตถุเป็นหลัก วัตถุนิยมแบบนี้ อาจพัฒนาไปสู่ข้อสรุปที่น่าวิตกได้ นั่นคือมนุษย์มีความเชื่อว่า วัตถุเป็นเครื่องน าจิต เป็นความเชื่อที่บอกว่า ถ้าวัตถุดีแล้ว ทุกอย่างก็ดีหมด ถ้าแก้ไขปัญหาทางวัตถุได้ ปัญหาอื่นๆ ก็จะเรียบร้อยไปเอง ความเชื่อแบบนี้ผลักดันให้มีการระดมพลังการผลิตเพื่อพัฒนาวัตถุเป็นการใหญ่ ท่ามกลางความเจริญทางวัตถุ ผู้คนมีความรู้สึกว่า ถ้าโลกมีความสมบูรณ์ทางวัตถุแล้วมนุษย์เราก็จะมีความสุขมาก วัตถุนิยมของท่านพุทธทาสเป็นเรื่องของคนที่หลงโลกหลงในภาพลวงตาหรือมายา หลงในสิ่งที่ไม่มีตัวตน โดยท่านได้ให้ความหมายของวัตถุนิยมไว้ 2 ทางด้วยกันคือ ในความหมายที่หนึ่งนี้ วัตถุนิยม คือ การยึดวัตถุเป็นหลัก มนุษย์ไม่มีปัญญาที่จะรู้เรื่องทางจิตใจ ดังนั้นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ มนุษย์จึงถือเอาวัตถุเป็นหลัก วัตถุนิยมแบบนี้ อาจพัฒนา 17 ไปสู่ข้อสรุปที่น่าวิตกได้ นั่นคือมนุษย์มีความเชื่อว่า วัตถุเป็นเครื่องน าจิต เป็นความเชื่อที่บอกว่า ถ้าวัตถุดีแล้ว ทุกอย่างก็ดีหมด ถ้าแก้ไขปัญหาทางวัตถุได้ ปัญหาอื่นๆ ก็จะเรียบร้อยไปเอง ความเชื่อแบบนี้ผลักดันให้มีการระดมพลังการผลิตเพื่อพัฒนาวัตถุเป็นการใหญ่ ท่ามกลางความเจริญทางวัตถุ ผู้คนมีความรู้สึกว่า ถ้าโลกมีความสมบูรณ์ทางวัตถุแล้วมนุษย์เราก็จะมีความสุขมาก ในทรรศนะของท่านพุทธทาส วัตถุนิยมใน 2 ความหมายนี้ ก าลังครอบง าโลกนั่นหมายความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ การเป็นทาสของวัตถุนิยมก่อให้เกิดผลกระทบแก่มนุษย์และสังคมหลายประการ ที่ส าคัญคือ วัตถุนิยมย่อมน าไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการบริโภคในระดับที่เกินความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ “การด ารงชีพเปลี่ยนแปลง การครองชีพเปลี่ยนแปลง การเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง การกินอยู่ใช้สอยเปลี่ยนแปลง ระบบการมีชีวิตอยู่เปลี่ยนแปลง มนุษย์ไม่ได้ต้องการความสงบสุขอย่างใจจริง ต้องการความหรูหรา ความฟุ้งซ่าน ความสวยงามอะไรต่างๆ ฉะนั้นเราจึงเห็นว่ามีการเป็นอยู่ชนิดที่เกินความจ าเป็นมากขึ้นๆ ไม่พอเหมาะพอดี ไม่ใช่กินอยู่แต่พอดี กลายเป็นกินดีอยู่ดีที่ไม่มีขอบเขตจ ากัด” (ท่านพุทธทาส ในปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ 2555 : 30) ท่านพุทธทาสเรียกว่า มีการใช้สิ่งที่เป็นส่วนเกิน การกอบโกยส่วนเกินกับการไม่รู้จักความพอเพียงเป็นพฤติกรรมที่เคียงคู่กันเกี่ยวโยงกัน การไม่รู้จักพอน าไปสู่การกอบโกยส่วนเกิน การสะสมส่วนเกินยิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการของการไม่รู้จักพอมากขึ้น ไม่มีการถามว่า เท่าไรถึงจะพอ? ทุนนิยม - ธรรมนิยมกับความพอเพียง ส าหรับท่านพุทธทาสสิ่งที่ร้ายแรงที่สุด คือ วัตถุนิยม (ทั้ง 2 ความหมาย) เป็นตัวการส าคัญในการท าลายมนุษย์ให้สูญสิ้นความเป็นมนุษย์ จิตใจอย่างมนุษย์ คือจิตใจที่สะอาด สว่างสงบไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย การครอบง าของวัตถุนิยมท าให้มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น เกิดการเอาเปรียบผู้อื่น แย่งชิงผู้อื่น เกิดความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงวัตถุกัน มีการแสวงหาเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ไว้เพื่อช่วงชิงวัตถุ ครอบครองวัตถุ มีการใช้อ านาจใช้ก าลังความรุนแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุ ความเห็นแก่ตัวอันเกิดจากการครอบง าของวัตถุนิยมเช่นนี้ ก่อให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ า กลุ่มหนึ่งรวยเหลือประมาณ อีกกลุ่มหนึ่งมีไม่พอจะกิน ระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัตถุนิยมเป็นมูลเหตุส าคัญประการหนึ่งที่น าไปสู่ความแตกต่างเหลื่อมล้ ากันมากในสังคม ท่านพุทธทาสบอกว่า ในระบบนี้ โลกเศรษฐกิจการเมืองทั้งหมดก าลังถูกครอบง าจากกลุ่มนายทุน(ตามความหมายนี้ คนกลุ่มนี้คือกลุ่มคนผู้กอบโกยส่วนเกิน และผู้ครองอ านาจหลายๆด้าน) เมื่อเป็นเช่นนี้ระบบเศรษฐกิจการเมืองของเราจึงเป็นไปตามกฎเกณฑ์และปรัชญาของทุนนิยมดังกล่าว “สิทธิเสมอภาค คือ ใครกอบโกยได้ กอบโกยเอา ใครมีอ านาจได้ก็มีอ านาจเอา ฉะนั้น คนที่มีก าลังทรัพย์ ก าลังปัญญา ก าลังอาวุธ ก็มีความชอบธรรมที่จะท าร้ายผู้อื่น หรือแย่งชิงผลประโยชน์มาจากผู้อื่น” (ท่านพุทธทาส ใน ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ 2555 : 32) 18 ท่านพุทธทาสบอกว่า ในระบบนี้หลักการที่ส าคัญที่สุด คือ “เสรีภาพแห่งการกอบโกยส่วนเกิน”ท่านพุทธทาสชี้ให้เราเห็นว่า การสะสมส่วนเกินมากๆ ย่อมน าไปสู่การขาดแคลนอย่างใหญ่หลวง ผลกระทบทางสังคมที่ส าคัญที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่อง วิกฤตการณ์แห่งความยากจนอย่างถาวรนั่นเอง ท่านพุทธทาสมองเห็นปรากฏการณ์ ค่อนข้างชัดเจน “ถ้าแต่ละคนไม่เอาส่วนเกินแล้ว ก็จะเหลืออยู่มาก ส่วนเกินนั้นตกทอดไปเป็นของคนอื่นได้ คนอื่นก็ไม่ขาดแคลน ถ้ากอบโกยส่วนเกินกันไว้มากแล้ว ก็ต้องขาดแคลน พวกคนที่ยากจนจะเพิ่มขึ้นมากโดยเร็ว ทีนี้ถ้าว่าไม่เอาส่วนเกินก็ไม่เกิดคนยากจน” (ท่านพุทธทาส ใน ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ 2555 : 34) แล้วเราควรจะท าอย่างไร? เราควรจะมีระบบเศรษฐกิจแบบไหน? ท่านพุทธทาสมีความเห็นว่า ระบบเศรษฐกิจของชาวพุทธต้องเป็นระบบแห่งธรรมนิยม ระบบนี้จะต้องไม่ถือดอกบัวสีแดง ธรรมนิยมของชาวพุทธต้องถือดอกบัวสีเหลือง ต้องถือว่า ระบบเศรษฐกิจ คือ ระบบแห่งการจัดการท าเพื่อให้ทุกคนอยู่อย่างพอเพียง อยู่อย่างมีความผาสุก โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง บนหนทางของสันติธรรมและท าไปตามทางของสันติธรรม ท่านพุทธทาสย้ าเสมอว่า เราต้องเข้าใจความหมายของเศรษฐกิจให้ถูกต้อง “เศรษฐะ” แปลว่า ประเสริฐที่สุด ส่วน “กิจ” แปลว่า การงาน ดังนั้น “เศรษฐกิจ” แปลว่า การงานที่ประเสริฐที่สุด คือการงานที่ท าแล้วสนุก ในการท างานนั้น ได้ผลมาแล้วกินเก็บแต่พอดี ที่เหลือช่วยผู้อื่น ในความหมายนี้เราจะเห็นว่า มีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ การท างาน การบริโภคและการแบ่งปัน เราควรจะถือว่าการท างานคือการปฏิบัติธรรม ท างานให้สนุกให้ได้ผลดี เราควรจะพอใจในการท างาน การงานคือหน้าที่ของเรา และข้อส าคัญที่สุดคือเราไม่ได้ท างานเพื่อสะสม หากแต่เพื่อการด ารงชีวิตที่ถูกต้อง นั่นคือ การด ารงชีวิตทางเศรษฐกิจส าหรับตัวบุคคลจะเน้นหลักการของความพอเพียง มีลักษณะไม่ยากจน ไม่เดือดร้อน กินอยู่แต่พอดี เก็บไว้กินแต่พอดี โดยยึดหลักว่า เป็นอยู่พอดี ไม่มากไม่น้อย ไม่สูงต่ า ไม่ฝืดเคือง ไม่ฟุ่มเฟือย ท่านพุทธทาสสรุปว่า “กินอยู่พอดีเท่านั้นที่จะท าให้ส าเร็จประโยชน์ในการเป็นอยู่ แล้วท าหน้าที่ได้มากมาย ถ้ามีเหลือใช้ไปเพื่อประโยชน์ของสังคม หรือสาธารณะประโยชน์” ในการบรรยายแก่นักเศรษฐศาสตร์และนักทฤษฎีสังคมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ ณ ลานหินโค้งสวนโมกขะลาราม เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2529 (ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ 2555 : 39) ท่านพุทธทาสกล่าวสรุ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน