Chapter4.pdf

โฟลเดอร์วิถีอโศกกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาชุมชนราชธานีอโศก
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์409 KB
วันที่แก้ไข7 ธันวาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

70 บทที่ 4 วิถีอโศกและการเคลื่อนไหวปฏิรูปพุทธศาสนา ขบวนการเคลื่อนไหวสังคมที่เรียกกันว่าสันติอโศกเกิดขึ้นมาภายใต้การน าของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ซึ่งบวชเป็นพระในสังกัดนิกายธรรมยุติ ณ วัดอโศการาม ก่อนการเข้าสู่เพศบรรพชิต ในปีพ.ศ. 2513 พ่อครูท่านให้ความสนใจในพุทธศาสนามาเป็นเวลานานพอสมควร จากวันนั้นถึงวันนี้ เราอาจกล่าวได้ว่า สันติอโศกได้กลายเป็นขบวนการสังคมที่ทรงพลังในการน าเสนอทางเลือกให้แก่ประเทศไทยทางด้านการปฎิรูปความคิดพุทธศาสนาแนวใหม่ผสมผสานกับพาราไดม์ใหม่ส าหรับ การเปลี่ยนแปลงชุมชนรากหญ้าบนพื้นฐานของพุทธปรัชญาแห่งความพอเพียง (กนกศักดิ์ แก้วเทพ, สัมภาษณ์) พ่อครูสมณะโพธิรักษ์และการก่อตั้งขบวนการเคลื่อนไหวสังคมของสันติอโศก พ่อครูสมฌะโพธิรักษ์ เดิมชื่อ มงคล รักพงษ์ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น รัก รักพงษ์ ในขณะที่เรียนหนังสืออยู่โรงเรียนเพาะช่างปีที่ 5 เกิดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ที่จังหวัดศรีษะเกษ แต่หลายคน คิดว่าว่า ท่านเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี (มารดาของท่านเป็นคนอุบล ตัวท่านเองก็อยู่ที่อุบลมาตั้งแต่วัยเด็ก) เมื่อจบการศึกษาในโรงเรียนเพาะช่างที่กรุงเทพ ได้ท าการสมัครที่เข้าเรียนที่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ไม่เคยเข้าเรียน แสดงว่า ท่านมีความสนใจในด้านเศรษฐศาสตร์มาก จะเห็นได้ว่า ท่านได้เขียนและบรรยายธรรมเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจเป็นจ านวนมากทีเดียว เช่น เศรษฐศาสตร์บุญนิยม สาธารณะโภคี เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ท่านยังเป็นผู้ที่นิยมชมชอบความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ E.F. Schumacher ด้วย โดยเป็นคนแรกที่น าเอา Small is beautiful ของ Schumacher มาเผยแพร่ให้พวกเรารู้จัก หลังจากที่ได้ท างานที่บริษัทไทยโทรทัศน์ระยะหนึ่ง พ่อครูสมฌะโพธิรักษ์ ได้ตัดสินใจ มุ่งเข้าสู่การแสวงหาทางธรรมอย่

อ่านต่อ

างเต็มตัวและออกบวชเป็นบรรพชิตในสังกัดนิกายธรรมยุติ เมื่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2513 ขณะอายุได้ 36 ปี ณ วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีฉายาว่า โพธิรักขิโต ส่วนนามว่า โพธิรักษ์ นั้นท่านได้ตั้งขึ้นเองภายหลัง จากการที่ท่านได้ไปแสดงธรรมที่ลานอโศกวัดมหาธาตุทุกสัปดาห์ ท าให้ผู้คนจ านวนหนึ่งมีความเลื่อมใสศรัทธาในประพฤติปฏิบัติและ จริยวัตรของท่าน และเมื่อนานเข้าหลักการปฏิบัติของท่านแพร่ขยายออกไป จนมีผู้คนสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งพระและฆราวาส จนเกิดเป็นกลุ่มคนที่จะมาปฏิบัติธรรมในขั้นที่สูงและมาร่วมงานเผยแพร่ 71 สัจธรรมตามแบบการปฏิบัติของท่าน และได้เรียกกลุ่มของตนเองว่า ชาวอโศก ซึ่งมาจากการที่ท่านเป็นพระที่วัด อโศการาม และจากการบรรยายธรรมจนที่ต้นอโศก ณ ลานอโศก วัดมหาธาตุ กิจกรรมอย่างแรกที่กลุ่มอโศกท าร่วมกันในงานด้านศาสนาเพื่อเผยแพร่ธรรมให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นคือการท าหนังสือชื่อว่า อโศก (ปิยนาถ วรศิริ 2533 : 35-40) ในช่วงเวลาต่อมาที่ต าบลทุ่งลูกนก อ าเภอก าแพงแสน จังหวัดนครปฐม พ่อครูสมฌะโพธิรักษ์ และชาวอโศกได้ก่อตั้ง ธรรมสถานแดนอโศก ขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2516 และได้ใช้สถานที่นี้เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่หลักปฏิบัติธรรมของตนเองเรื่อยมา จนกระทั่งได้มีค าสั่งจากพระผู้ใหญ่ ให้รื้อกุฏิออก เพื่อแก้ปัญหาในประเด็นดังกล่าว ท่านจึงประกาศตนเป็นเอกเทศไม่ขึ้นตรงกับมหาเถรสมาคม คือไม่อยู่ภายใต้อ านาจการปกครองของคณะสงฆ์ไทยต่อไปแล้ว เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2518 การหมุนกงล้อแห่งพุทธจักร ธรรมจักร สังฆจักร ไม่อาจด าเนินไปได้โดยสะดวก เพราะขัดข้องด้วยกฎและข้อบังคับต่าง ๆ ตามที่ฝ่ายการปกครองสงฆ์ก าหนดขึ้น อันไม่เอื้อต่อพระธรรมวินัยจึงไม่อาจที่จะร่วมสังฆกรรมกันต่อไปได้ ก็จ าเป็นต้องขอประกาศตนเป็นเอกเทศ ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของฝ่ายคณะการปกครองอีกต่อไป จะปกครองตนเองโดยอาศัยพระธรรมวินัยเป็นหลัก พ่อครูสฌะโพธิรักษ์ได้อ่านประกาศแถลงการณ์ของชาวอโศกในที่ประชุมที่อ าเภอก าแพงแสน ในวันที่ 6 สิงหาคม 2518 ที่วัดหนองกระทุ่ม มีใจความดังนี้ แถลงการณ์จากคณะสงฆ์ชาวอโศกถึงฝ่ายปกครองสงฆ์ (2518) เมื่อประกาศแยกตัวออกจากจากการปกครองของมหาเถรสมาคมแล้ว กลุ่มอโศกได้เริ่มวางระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในการปกครองคณะสงฆ์ของตน โดยยึดเอาพระธรรมวินัยเป็นหลักปฏิบัติ และกลุ่มหนุ่มสาวของชาวอโศกที่เป็นฆราวาสก็ได้เพิ่มขยายจ านวนมากขึ้น ชาวอโศกเหล่านี้อุทิศกับการศึกษา ปฏิบัติธรรมและท างานเผยแพร่ศาสนาตามปฏิปทาของท่าน ซึ่งพวกเขาเรียกด้วยความเคารพว่า พ่อท่าน และต่อมาจนถึงปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็น “พ่อครู” “พระสงฆ์ชาวโศกไม่ขอขึ้นกับคณะสงฆ์นับตั้งแต่เจ้าคณะต าบล เจ้าคณะอ าเภอ เจ้าคณะจังหวัด ตลอดจนถึงมหาเถรสมาคม ทั้งนี้เพราะขัดข้องด้วยกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่ฝ่ายปกครองบัญญัติขึ้น อันไม่เอื้ออ านวยต่อการเผยแพร่พระธรรมวินัยจึงไม่อาจท าให้ร่วมสังฆกรรมต่อกันได้” 72 การตีความใหม่เกี่ยวกับค าสอนทางพุทธศาสนา การปฏิบัติของขบวนการสันติอโศกมีเป้าหมายเพื่อบรรลุความเป็นพระอริยบุคคลเป็นส าคัญ โดยมีหลักการและแนวทางการปฏิบัติตามค าสอนภายใต้การตีความหลักธรรมของพุทธศาสนาใหม่ที่มีความแตกต่างจากพุทธศาสนากระแสหลัก อาจกล่าวได้ว่าการที่สันติอโศกต้องแยกตัวจาก การปกครองของคณะสงฆ์ไทย และเกิดปัญหาความขัดแย้งมาเป็นระยะเวลานาน สาเหตุใหญ่นั้นมาจากการตีความหลักธรรมของพุทธศาสนาใหม่ ซึ่งหลักธรรมที่สันติอโศกได้อธิบายใหม่นั้น มีดังนี้ 1. นิพพาน 2. อริยมรรค 8 3. บุญและการท าบุญ 1. นิพพาน แนวคิดทางพุทธธรรมตามความเข้าใจแบบจารีตประเพณีของสังคมไทยมองว่า นิพพานเป็นสิ่งที่อยู่ไกลและยากเย็นนักส าหรับฆราวาสที่จะไปถึง ต้องอาศัยการปฏิบัติของอีกหลายภพ หลายชาติ ฆราวาสเป็นเพศที่คับแคบ เพราะต้องเป็นผู้ปฏิบัติแบกรับภาระที่ยากเย็นจนกว่าจะเข้าถึงนิพพาน การเข้าถึงนิพพานในพุทธศาสนากระแสหลักหรือนิกายเถรวาทจึงมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปซึ่งจะต้องอาศัยบุญบารมีในหลายภพหลายชาติ และเป็นเรื่องของนักบวชที่จะต้องปฏิบัติให้บรรลุธรรม ส่วนตัวฆราวาสนั้น ก็เป็นผู้ที่จะต้องตั้งใจปฏิบัติเพียรบารมี เพื่อจะไปเกิดในภาพชาติที่มีความละเอียด ละอ่อนต่อไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพุทธศาสนิกชนชาวไทยจ านวนไม่น้อย เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นเรื่องของพระภิกษุสงฆ์ ยิ่งพูดถึงเรื่องการบรรลุมรรคผลด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องสุดวิสัย และเป็นไปไม่ได้ส าหรับฆราวาสผู้ครองเรือน พุทธธรรมจึงถูกแยกห่างออกจากชาวเถรวาทมากขึ้น เมื่อฆราวาสไม่สามารถเข้าถึงพระธรรมได้จึงใช้วิธีการเข้าหาพระธรรมโดยการหวังอ านาจพึ่งพิงจากพระสงฆ์ที่ตนเองเชื่อว่าปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ (ขัตติยา ขัตติยวรา 2547 : 71) ส่วนแนวคิดเรื่องนิพพานของส านักสันติอโศก พ่อครูสมฌะโพธิรักษ์อธิบายแนวคิดเรื่องนิพพานโดยแบ่งนิพพานออกเป็น สอุปาทิเสสนิพพาน และ อนุปาทิเสสนิพพาน คือ สอุปาทิเสส นิพพาน อยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ และสามารถเข้าถึงได้โดยก าจัดกิเลสในชีวิตปัจจุบัน (ขัตติยา ขัตติยวรา 2547 : 72) เมื่อพิจารณาการตีความหนทางที่น าไปสู่การบรรลุธรรมของอโศกและพุทธกระแสหลักแล้ว หลักแนวคิดของชาวอโศกนั้นอาจถูกเคลือบแคลงใจ และถูกปรามาศจากพระสงฆ์กระแสหลัก เนื่องจากมีการตีความที่คลาดเคลื่อนจากพุทธศาสนากระแสหลัก อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในเรื่องของนิพพานของชาวอโศกและกลุ่มพุทธศาสนากระแสหลักแล้วพบว่าอยู่ที่เป้าหมายของชีวิต และ การปฏิบัติ พุทธศาสนากระแสหลักนั้น แยกเป้าหมายของชีวิตและแนวทางการปฏิบัติของฆราวาส 73 จากกัน คือ เป้าหมายของฆราวาสโดยทั่วไปนั้นมุ่งอยู่กับโลกียสุขคือ การกินดีมีสุข ส่วนเป้าหมายของนักบวชคือในระดับโลกุตรธรรม แต่ส าหรับชาวอโศกนั้นไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือนักบวชก็ตาม ต่างล้วนมีเป้าหมายอยู่ที่การบรรลุธรรมเป็นอริยชนให้ได้อันเป็นเป้าหมายในระดับโลกุตรธรรมด้วยกันทั้งสิ้น จึงท าให้รูปแบบการด ารงชีวิตของชาวอโศกจึงมีความเคร่งครัด และเข้มงวดเกินกว่าฆราวาสโดยทั่วไป (ขัตติยา ขัตติยวรา 2547 : 73 - 74) 2. อริยมรรค 8 ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าหลักค าสอน หรืออริยมรรคมีองค์แปดนั้นเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ซึ่งสามารถสรุปย่อออกมาเรียกว่าไตรสิกขา อันประกอบด้วย อธิศีลสิกขา เป็นการฝึกอบรมในด้านความประพฤติทางกาย ทางวาจา เทียบกับมรรคคือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สองฮิจิตสิกขา เป็นการฝึกอบรมทางจิตหรือกระบวนการสมาธิ เทียบกับมรรคคือสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ และอธิปัญญาสิกขา ซึ่งเป็นการฝึกปัญญาขั้นสูงให้พ้นจากการครอบง าทั้งปวง เทียบกับมรรคคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ (ขัตติยา ขัตติยวรา 2547 : 75) ชาวอโศกได้วิพากษ์การอธิบายแนวทางการปฏิบัติของอริยมรรคของพุทธศาสนา กระแสหลักว่าเป็นการยึดถือเอาตามคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่อธิบายเป็นแบบกลไกและการปฏิบัติสิกขาแต่ละข้อ โดยไม่เป็นเงื่อนไขจ าเป็นจะต้องเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอีกทั้งยังมีลักษณะที่หยุดนิ่ง คือในขั้นแรกนั้นควรมีการปฏิบัติรักษาศีลก่อน จากนั้นเร้นหลบหาที่สงบเพื่อศึกษาสมาธิภาวนา และค่อยอาศัยอ านาจแห่งสมาธิจิตนั้น เพ่งพิจารณาให้เกิดปัญญาต่อไป พ่อครูสมฌะโพธิรักษ์ได้ให้ค าอธิบายเกี่ยวกับอริยมรรคในแนวทางของตนเองว่า มีความสอดคล้องกับหลักค าสอนที่ปรากฎอยู่ในมหาจัตรีสกสูตร (พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวงเล่ม 14 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมกาย อุปธิปัฌฌาสก์) ซึ่งถือว่าเป็นพระสูตรที่ช่วยแก้ปัญหาชีวิตมนุษย์ และเป็นภาคทฤษฎีที่มนุษย์จะต้องใช้ปฏิบัติ เพื่อที่จะละความทุกข์ หรือเพื่อที่จะเจริญความสุขตามแนวทางพุทธศาสนา อันเป็นไปเพื่อการนิพพานอย่างแท้จริง โดยเนื้อหาจะแสดงให้เห็นถึงการสร้างสมาธิ ด้วยการปฏิบัติตามอริยมรรค มรรคในแต่ละองค์ (ขัตติยา ขัตติยวรา 2547 : 75 - 78) ให้มี ความหมายตามแนวทางของสันติอโศกดังนี้ มรรคที่เป็นแกนกลางของการปฏิบัติ - ชาวอโศกได้วางไว้เป็นแนวทางการปฏิบัติคือ สัมมาสังกัปปะ คือการด าหริชอบ หมายถึงความนึกคิดจะลดละออกจากสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นส่วนเจตนาในการปฏิบัติศีลสิกขาข้ออื่นได้แก่ - การด าหริออกจากกาม ซึ่งเป็นการด าหริที่จะออกจากความปรารถนา ความใคร่ความอยาก ความต้องการเอามาให้สมใจอยาก 74 - การด าหริในความไม่พยาบาท เป็นความนึกคิดที่จะออกจากความปรารถนา ความไคร่ ความอยาก ความต้องการเอามาให้สมใจอยาก - ความด าหริในการไม่เบียดเบียนเป็นความนึกคิดที่จะไม่ท าให้เกิดความเสียหาย หรือเสื่อมเสีย คือสามารถแยกออกได้เป็น การไม่เบียดเบียนต่อชีวิต เป็นการไม่ประทุษร้าย ท าให้เสื่อมเสียทั้งร่างกายและชีวิตของตนเองและผู้อื่น สอง การไม่เบียดเบียนท่าน เป็นการไม่สร้างพฤติกรรมให้ผู้อื่นเกิดความพอกพูนในอกุศล สาม การไม่เบียดเบียน เป็นการไม่ปล่อยให้เกิดอกุศลขึ้นในตน สี่ การไม่เบียดเบียนโลก เป็นการไม่ผลาญพร่าทรัพยากร การไม่ท าความเสียหายตกต่ าให้เกิดแก่ตนเอง ผู้อื่น หรือแม้จะเป็นสัตว์ก็ตาม เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นสมบัติของโลก ซึ่งถือเป็นเครื่องอาศัยที่จะต้องร่วมกันบ ารุงรักษาไว้เป็นของกลางส าหรับทุกคน นอกจากนี้จะต้องพยายามสร้างสรรค์ความเจริญท าประโยชน์ตนเองประโยชน์ท่านให้เกิดเพราะทุกคนต้องกินต้องใช้วัสดุจากโลกทั้งสิ้น 2. สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ) หมายถึงการพูดให้เกิดการกระท าอย่างกระจ่างแจ้งชัดเจน เกิดปัญญาความสะอาดบริสุทธิ์ในกายและจิตได้หรือการพูดให้ผู้อื่นได้รับเนื้อหาที่มีคุณธรรมมีประโยชน์ ถือเป็นการปฏิบัติตามศีลข้อ 4 ในหลักศีล 5 ประกอบด้วย - การไม่พูดเท็จ - การไม่พูดส่อเสียด - การไม่พูดค าหยาบ - การไม่พูดเพ้อเจ้อ 3. สัมมากัมมันตะ (การกระท าชอบ) หมายถึงการสร้างสิ่งที่ควรสร้าง ควรกระท าสิ่งที่ควรกระท าด้วยความเต็มใจ และเต็มความสามารถ ถือเป็นการกระท าตาม ศีลข้อ 1 ข้อ 2 และ 3 ในหลักศีล 5 ประกอบด้วย - การละเว้นปาณาติบาต นอกจากจะหมายถึงการไม่ฆ่าสัตว์ใดๆแล้วในระดับสูงขึ้นก็จะหมายถึงการไม่ท าให้เสื่อมจากความเจริญหรือตกร่วงจากความดีด้วย - การละเว้นอทินนาทาน เป็นการไม่ลักขโมย หรือการไม่เอาของที่เขาไม่ได้ให้ การเอาถือเป็นพฤติกรรมที่พึงหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง ในระดับสูงขึ้นจะหมายถึงการให้ทานี่ท าให้คนเสื่อมเสียเกิดการก่อบาปก่อกุศลรวมทั้งการหวังผลตอบแทนจากการให้ถือเป็นมิจกัมมันตะด้วยเช่นกัน - การละเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร นอกจากในความหมายโดยทั่วไปที่หมายถึงการไม่ประพฤติผิดศีลในเมถุนธรรมที่ไม่ใช่อันถูกต้องของตนเองแล้ว ในระดับสูงขึ้นจะหมายถึงการท าให้ตนเองปลดปล่อยกายใจ ให้พ้นจากกามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นความไคร่อยาก ความปรารถนาให้ตัวเองเสพสม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสด้วย 75 4. สัมมาอาชีวะ (การมีอาชีพชอบ) หมายถึงระบบการด าเนินชีวิตที่ถูกที่ควรด้วยการงานที่ดี จึงถือได้ว่าเป็นส่วนสรุปจากการปฏิบัติธรรมตามศีลข้อ 1 ถึงศีลข้อ 5 ซึ่งในประเด็นนี้คนทั่วไปมักจะไม่เข้าใจ หรือเข้าใจเพียงตื้นเขินต่อการงานที่ดีเพราะมักจะคิดว่า เมื่อคนเราเกิดมามีชีวิตอยู่ก็จะต้องท ามาหากิน สะสมความรู้ ความสามารถให้มากๆ เพื่อใช้กินอยู่ อาศัยประดับตนโดยไม่รู้ว่าตนเองนั้น ได้ใช้เวลาชั่วชีวิตหนึ่งไปเพื่อ การสะสมความโลภ ความเห็นแก่ตัวและความเบียดเบียน จนท าให้โลกเกิดความขัดสน ขาดแคลน เป็นทุกข์ มรรคอันเป็นเครื่องล้อมหรือองค์ประกอบในการปฏิบัติมรรค ทั้ง 4 ตัวข้างต้นให้ได้ผลประกอบด้วย 3 องค์คือ (ขัตติยา ขัตติยวรา 2547 : 77) 1. สัมมาทิฏฐิ (การมีความเห็นชอบ) หมายถึงการมีความเห็นอย่างถูกต้องว่าอะไรเป็นมิจฉาสังกัปกับปะ มิจฉากัมมันตะ มิจฉาวาจา และมิจฉาอาชีวะ ภายใต้ขอบเขตความสามารถของผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ๆ จะท าให้ได้เพื่อเข้าถึงการเป็นสัมมากัมกัมมันตะ สังมาสังกัปปะ สัมมาวาจา และสัมมาอาชีวะ 2. สัมมาวายามะ (การมีความเพียรชอบ) หมายถึงการมีความเพียรพยายามที่จะละเลิกมิจฉาสังกัปปะ มิจฉากัมมันตะ มิจฉาวาจา มิจฉาอาชีวะ เพื่อท าให้เกิดสัมมากัมกัมมันตะ สังมาสังกัปปะ สัมมาวาจา และสัมมาอาชีวะ ตามขอบเขตของสัมมิฏฐิที่ได้ประจักษ์ 3. สัมมาสติ (การระลึกรู้ตัวชอบ) หมายถึงการระลึกรู้ตัวอยู่เสมอที่จะเลิกมิจฉาสังกัปปะ มิจฉากัมมันตะ มิจฉาวาจา มิจฉาอาชีวะ เพื่อท าให้เกิด สัมมากัมกัมมันตะ สังมาสังกัปปะ สัมมาวาจา และสัมมาอาชีวะ ตามขอบเขตของสัมมิฏฐิที่ได้ประจักษ์ จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติธรรมของชาวอโศกตามอริยมรรค 8 นั้น จะเริ่มต้นด้วยสัมมิฏฐิ ก่อนโดยมีสัมมาวายามะและสัมมาสติควบคู่ไปด้วยเพื่อให้การปฏิบัติสัมมากัมกัมมันตะ สังมาสังกัปปะ สัมมาวาจา และสัมมาอาชีวะพ้นจากมิจฉาต่าง ๆ โดยใช้ศีลเป็นตัวขัดเกลากิเลสให้เบาบางลง ซึ่งชาวอโศกเชื่อว่าหากปฏิบัติตามมรรคทั้ง 7 ซึ่งคืออธิศีลสิกขา องค์ที่กล่าวมาเบื้องต้นเรียบร้อยแล้วก็จะท าให้บุคคลนั้นได้สัมมาสมาธิซึ่งเป็นตัวมรรค์องที่ 8 ซึ่งเป็นอธิจิตสิกขา ซึ่งจะเป็นบุคคลมีจิตที่สะอาด บริสุทธิ์เบาบางจากกิเลสตัณหา แล้วก็สามารถแจ้งประจักษ์ธรรมต่างๆ ตามอริยสัจ เกิดเป็นสัมมาญาณและสัมมาวิมุติ ซึ่งเป็นขั้นตอนในการปฏิบัติอธิปัญญาสิกขาได้ในที่สุด (ขัตติยา ขัตติยวรา 2547 : 77) 3. บุญและการท าบุญ เมื่อกล่าวถึงค าว่าบุญ กิจกรรมทางศาสนาที่ส าคัญกิจกรรมหนึ่งในชีวิตของชาวพุทธโดยทั่วไปไม่ว่าสถานภาพใดคือการท าบุญ แนวคิดเรื่องบุญ (บาป) นี้เป็นเรื่องพื้นฐานในระบบความเชื่อดั้งเดิมของคนไทยมาตั้งแต่อดีต หากพิจารณาความหมายของค าว่าบุญในพระไตรปิฎก จะพบว่า 76 บุญ ส าหรับชาวพุทธเถรวาทนั้น กินความหมายครอบคลุมมิติต่าง ๆ ที่เป็นกุศลที่ช าระจิตใจให้บริสุทธิ์ ประการที่สองคือ ผลดีที่ตามมาจากการกระท านั้น ๆ และ ประการที่สามคือ ภาพรวมของสภาวะที่ดี หรือชาติภาพที่ดี เมื่อกล่าวถึงค าว่าบุญของชาวอโศกนั้นถือเป็นเรื่องส าคัญ ซึ่งชาวอโศกได้ตีความหมายของการท าบุญแตกต่างออกไป คือ ชุมชนชาวสันติอโศกนั้น เป็นชุมชนที่เน้นการท าบุญในเรื่อง ของการรักษาศีลอย่างเคร่งครัดทั้งศีล 8 และ ศีล ในขณะที่ชาวพุทธกระแสหลักจะเน้นย้ าในเรื่องของ การบวชพระ สร้างวัดสร้างโรงเรียนเป็นส าคัญ (ขัตติยา ขัตติยวรา 2547 : 79 - 81) จากการที่กล่าวมา ขัตติยา ขัติยวรา (2547 : 82) ได้ท าการแจกแบบสอบถามเพื่อหาความหมายของบุญในทัศนะของชาวอโศกนอกเหนือจากการบวชพระ โดยเก็บข้อมูลจากชุมชน 3 ชุมชนคือ ชุมชนสันติอโศก ชุมชนปฐมอโศก และชุมชนราชธานีอโศก ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 170 คน โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามเรียงล าดับความส าคัญจากค่ากิจกรรมของงานต่าง ๆ ผลการตอบแบบสอบถามปรากฏอยู่ในตารางข้างล่างนี้ จะเห็นได้ว่า ส าหรับชาวอโศก การท าบุญก็คือการท างานร่วมกันเพื่อประโยชน์สุขของชุมชน จากตารางจะพบว่า ชาวอโศกให้ค่ากับงานภาคกสิกรรมเป็นอันดับแรก รองลงมาคืองานในโรงครัว อันดับสามมีค่าเท่ากันสามประเภท คืองานที่ใช้แรงงานสมอง งานผลิตสื่อ งานซ่อมแซมในชุมชน การที่ชาวอโศกให้ค่าบุญในงานภาคกสิกรรมเป็นอันดับแรกนั้น เพราะว่างานกสิกรรมเป็นงานที่ต้องอาศัยการเสียสละแรงกายและแรงงานจ านวนมาก ประกอบกับเป็นวิถีการผลิตที่ใช้เลี้ยงสมาชิกในชุมชนส่วนใหญ่ ซึ่งชาวอโศกเชื่อว่าหน้าที่ของการท ากสิกรรมนั้นเป็นหน้าที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ผลิต ผู้สร้าง ประกอบกับชาวอโศกส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยเหตุนี้จึงให้ค่าแก่งานท าบุญเป็นอันดับแรก รองมาคืองานที่เกี่ยวข้องกับงานภาคกสิกรรม (ขัตติยา ขัตติยวรา 2547 : 83) จากหลักค าสอนของชาวอโศกที่เน้นว่าจะต้องไม่มีการแบ่งแยก แต่จะต้องควบคู่กันระหว่างการปฏิบัติธรรมและการด าเนินชีวิตปกติในสังคม หรือในแง่หนึ่งถือว่าการท างานคือ การปฏิบัติธรรมที่เรียกว่า ระบบบุญนิยม ที่ได้รับการขยายออกไปสู่การท ากิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกสิกรรมบุญนิยม การศึกษาบุญนิยม การค้าบุญนิยม สาธารณสุขบุญนิยม การบริโภคบุญนิยม การสื่อสารบุญนิยม และการเมืองบุญนิยม เป็นต้น (ขัตติยา ขัตติยวรา 2547 : 78 - 79) 77 ตารางที่ 4.1 การแสดงค่ากิจกรรมที่ชาวอโศกเน้นในเรื่องของการท าบุญ (จากการวิจัยของขัตติยา ขัตติยวรา 2547 : 80) ชุมชนอโศก – ชุมชนบุญนิยม กนกศักดิ์ แก้วเทพ (2552 : 44) ในปัจจุบัน มีชุมชนอโศก หรือชุมชนชาวอโศกมีการตั้งชุมชนกระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ 21 แห่งด้วยกัน อันได้แก่ 1. ชุมชนสันติอโศก จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2519 ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ 2. ชุมชนปฐมอโศก จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2523 ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐม 3. ชุมชนศรีษะอโศก ตั้งอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2519 4. ชุมชนศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2519 5. ชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2537 6. ชุมชนทักษิณอโศก จังหวัดตรัง ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2540 7. ชุมชนสีมาอโศก จังหวัดนครราชสีมา ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2533 8. ชุมชน หนองแดนเหนือ จังหวัดอุดรธานี 9. ชุมชนเมฆาอโศก จังหวัดบุรีรัมย์ 10. ชุมชนศรีโคตรบูรณ์อโศก จังหวัดนครพนม 11. ชุมชนส่างฝัน จังหวัดอ านาจเจริญ อันดับที่ ประเภทของกิจกรรมการงาน 1 งานภาคกิจกรรม เช่น เพาะปลูก ลงแขกเกี่ยวข้าว ท าสวน 2 งานในโรงครัว เช่น ท าอาหาร 3 งานที่แรงงาน เช่น เขียนหนังสือ/บทความ เป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้ งานผลิตสื่อ เช่นเข้าเล่มหนังสือ พับกระดาษ งานซ่อมแซมในชุมชน เช่น บู่รณพุทธสถาน 4 งานท าความสะอาด เช่น ปัดกวาดเช็ดถู ล้างห้องน้ า 5 งานภาคอุตสาหกรรม เช่น การแปรรูปผลิตอาหาร สมุนไพรต่างๆ 6 งานประชาสัมพันธ์ ประสานงาน 7 อื่น ๆ 78 12. ชุมชนหินผาฟ้าน้ า จังหวัดชัยภูมิ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2540 13. ชุมชนเลไลย์ อโศก จังหวัดเลย 14. ชุมชนแก่นอโศก จังหวัดขอนแก่น 15. ชุมชนร้อยเอ็ดอโศก จังหวัดร้อยเอ็ด 16. ชุมชนศรีบูรพาอโศก จังหวัดปราจีนบุรี 17. ชุมชนเชียงรายอโศก จังหวัดเชียงราย 18. ชุมชนวังสวนฟ้า จังหวัดสระแก้ว 19. ชุมชนฮอมบุญ จังหวัดแพร่ 20. ชุมชนธรรมชาติอโศก จังหวัดชุมพร 21. ชุมชนภูผาฟ้าน้ า จังหวัดเชียงใหม่ใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมธรรมอย่างเข้มข้นส าหรับฝึกนักบวชใหม่ทุกรูป สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2538 ศูนย์กลางของชุมชนอโศกมีลักษณะส าคัญร่วมกัน คือ เป็นชุมชนที่มีพุทธสถานหรือ สังฆสถาน ในแต่ละชุมชนจะมีพื้นที่ในการท ากสิกรรมเพื่อการพึ่งตนเอง เช่น การท านา การปลูกพืชผัก และมีโรงเรียนที่ใช้ในการฝึกอบรมลูกหลานของญาติธรรม อุดมการณ์ของชุมชนที่ส าคัญ เป็นหมู่บ้านผู้ปฏิบัติธรรม ประกอบด้วย บ้าน วัด โรงเรียนที่มีในแต่ละชุมชน มีสมณะโพธิรักษ์ และสมณะ(นักบวชชาย) สิกขมาตุ (นักบวชหญิง) เป็นผู้น าแห่งจิตวิญญาณ อบรมสั่งสอนตามแนวพุทธศาสนา มีอุดมการณ์ร่วมกันที่จะสร้างชุมชน บุญนิยม โดยถือศีล 5 และศีล 8 ตามพุทธประเพณีเป็นหลัก ในการด าเนินชีวิตอย่างเคร่งครัด รับประทานอาหารมังสวิรัติวันละ 1 - 2 มื้อ ไม่มีอบายมุขและสิ่งเสพย์ติด มีความเอื้ออาทรแก่กันด้วยการเคารพในศีล มีศาสนาพุทธเป็นแกนหลักในการด าเนินชีวิตตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 ชาวอโศกเรียกชุมชนของตนเองว่าชุมชนบุญนิยม เป็นชุมชนทวนกระแส อันหมายถึง การต่อต้านลัทธิบริโภคนิยม และมีค าขวัญของตนเอง (กนกศักดิ์ แก้วเทพ 2552 : 45) คือ “ลดละ ขยัน กล้าจน ทนเสียดสี หนีสะสม นิยมสร้างสรรค์ สวรรค์นิพพาน” แนวคิดทางเศรษฐกิจสังคมของสันติอโศกนั้นมีรากฐานจากการขยายแนวค าสอนของสมณะโพธิรักษ์ในเรื่องของการท าบุญ จนครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ชองชาวอโศก ที่ต้องบริหารแนวคิดและวิถีชีวิตจริง ในการน ามาใช้เมื่อมีคนมารวมกันเป็นกลุ่มก้อนในสังคม ชุมชนบุญนิยมมีความเชื่อพื้นฐานในพลัง 4 ประการ (รินธรรม อโศกตระกูล 2549 : 176) คือ 1. พลังของธรรมะ ค าสอนทางธรรมะเปรียบเสมือนแผนที่ชี้บอกทิศทางแก่ผู้เดินทาง จะบอกแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง โดยการน าหลักพุทธธรรมมาเป็นแนวทางในการฝึกฝนตนเอง เพื่อพัฒนาคนให้เกิดคุณลักษณะบุญนิยมที่เป็นพุทธะ 3 ประการ คือเป็นผู้มีจิตอยู่เหนือกิเลสได้จริง 79 (โลกุตระ) เป็นผู้รู้เท่าทันกิเลสของตนเองและความเป็นไปของสังคมโลก (โลกวิทู) และเป็นผู้มีความอนุเคราะห์เกื้อกูลต่อโลก (โลกานุกัมปายะ) 2. พลังของศาสนา เป็นพลังที่ท าให้เกิดการร่วมมือร่วมใจและรวมกันเป็นสังคมที่ดีงาม ระบบบุญนิยมเน้นการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของคนเป็นหลัก โดยมีความเชื่อว่า เมื่อพลังของศาสนา พัฒนาคนให้เป็นคนดีและมีความรู้ความสามารถ คนจะไปพัฒนาส่วนประกอบของสังคมให้ดีขึ้นมาได้เอง พลังของศาสนาก่อให้เกิดลักษณะของสังคมแบบบุญนิยมมี 10 ประการ กลุ่มสุดฝั่งฝัน (2548 : 26) คือ (1) มีคนที่มีสัมมาทิฐิ เป็นแก่นแท้ (2) มีศาสนา น าหลักของศาสนามาสร้างคน (3) มีงานที่ท าให้พึ่งตนเองได้ เป็นที่พึ่งของสังคมได้ (4) มีการด าเนินชีวิตที่เรียบง่ายดีงาม (5) มีวัฒนธรรมที่จะท าให้เกิดความรัก ความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในสังคมอย่างแข็งแรงและยั่งยืน (6) มีภารดรภาพ (7) มีการศึกษาสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนรุ่นต่อๆ ไป (8) มีการเผยแพร่สิ่งดีๆ ออกสู่สังคม (9) มีการตลาด (10) มีบูรณาการในอิสรเสรีภาพ ภารดร สุขสันติ และสมรรถนะ จนเกิดเป็นบูรณภาพที่สมบูรณ์ 3. พลังของกลุ่มและกระบวนการกลุ่ม ด าเนินชีวิตร่วมกันเป็นหมู่กลุ่ม ใช้ความเห็นของกลุ่มเป็นแนวทางในการด าเนินชีวิต รวมทั้งการตัดสินเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆของ บุคคล กลุ่ม ชุมชน การท ากิจกรรม และการก าหนดกติกาในการอยู่อาศัยร่วมกัน ซึ่งมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับกลุ่มย่อย ระดับชุมชน และระดับข่ายแห ส่วนตัวของสมาชิกชุมชนจะไม่ร่ ารวย แต่ส่วนกลางของชุมชนมีทรัพย์สินอุดมสมบูรณ์ ซึ่งสมาชิกทุกคนมีสิทธิกินใช้ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันด้วยน้ าใจ ไม่มีค่าจ้าง เกิดเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรม เรียกว่า “สาธารณโภคี” 4. พลังของการกระท า (กรรม) เป็นที่พึ่งของตน มีความพยายามที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองให้เป็นกุศลตามค าสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อสั่งสมกรรมดีให้มาก ให้กรรมดีที่ตนกระท าเป็นที่พึ่งของตน โดยการฝึกฝนตนเองให้เป็นคนมีศีล มีความประพฤติที่ดีงาม และด าเนินชีวิตตามหลักมนุษย์พัฒนา 9 ประการ เรียกว่า ผู้มีวรรณะ ได้แก่ (1) มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย (2) พัฒนาตนเองเสมอ (3) ใจพอ ท างานเต็มความสามารถแต่มีความต้องการน้อย ใจรู้จักความหยุด ความพอ (4) มีความมักน้อยและยินดีพอใจในสิ่งที่ได้ที่เป็นอยู่ (5) มีการตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง (6) จริงจังในการปฏิบัติลดละสิ่งที่เป็นโทษและสิ่งที่น าความเศร้าหมองมาสู่ชีวิต มีการพัฒนาทั้งด้านจิตวิญญาณและด้านกายกรรม มีมารยาท รู้จักสังคม รู้เรารู้เขา (7) เป็นผู้มีความประพฤติที่น่าเลื่อมใส เป็นตัวอย่างที่ดี 80 (8) ลดการสะสมทั้งวัตถุสมบัติและกองกิเลส ไม่กักตุนกอบกองสมบัติเอาไว้เป็นของตนเกินความจ าเป็น (9) เป็นคนขยัน เอาภาระ อุตสาหะพากเพียร มีความพยาย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน