Chapter5.pdf
เนื้อหาในไฟล์
83 บทที่ 5 ประวัติศาสตร์ชุมชนราชธานีอโศก : วิถีชีวิตแห่งลุ่มน ้ามูล ในบทนี้ผู้วิจัยจะท ำกำรวิเครำะห์ประวัติศำสตร์ชุมชน และวิถีชีวิตชุมชนรำชธำนีอโศก โดยจะท ำกำรวิเครำะห์ในหัวข้อดังต่อไปนี้ - ประวัติควำมเป็นมำของชุมชนรำชธำนีอโศก - วิถีชีวิตชุมชนบุญนิยมแห่งลุ่มน้ ำมูล ประวัติความเป็นมาของชุมชนบุญนิยมราชธานีอโศก ชุมชนบุญนิยมรำชธำนีอโศก ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 10 ต ำบลบุ่งไหม อ ำเภอวำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี ห่ำงจำกตัวเมืองจังหวัดอุบลรำชธำนีไปทำงตะวันออกเฉียงใต้ ประมำณ 6 กิโลเมตร อำณำเขตทำงทิศเหนือติดกับแม่น้ ำมูล อีกฝั่งแม่น้ ำมูลเป็นหมู่บ้ำนดงเจริญ ทิศตะวันออกติดต่อ กับหมู่บ้ำนค ำกลำงใหม่ ทิศใต้ติดต่อกับหมู่บ้ำนกุดระงุม ทิศตะวันตก ติดต่อกับหมู่บ้ำนท่ำกกเสียว ทรัพยำกรธรรมชำติที่ส ำคัญของชุมชน คือ แม่น้ ำมูล (ธ ำรงค์ แสงสุริยจันทร์ 2553 : 7) ชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่ม เปรียบเสมือนอยู่ก้นกระทะ มีสภำพเป็นดินทำมคือ ฤดูฝนจะมีน้ ำมำก บำงปีน้ ำท่วม ส่วนฤดูหนำวน้ ำจะขัง สำมำรถใช้ดินท ำกำรเพำะปลูกพืชผัก และไม้ล้มลุกได้ สภำพพื้นที่ระหว่ำงหมู่บ้ำนจนจรดแม่น้ ำมูล มีลักษณะคล้ำยคลื่น มีพื้นที่สูงๆต่ ำๆขนำนกับแม่น้ ำมูล ส่วนที่เป็นคลื่นก็เป็นบุ่ง หรือเป็นคลองธรรมชำติ บำงบุ่ง (บึง) มีน้ ำขังตลอดปี บำงบุ่ง (บึง) ไม่มีน้ ำขัง ทรัพยำกรธรรมชำติ ได้แก่ แม่น้ ำมูล บุ่งไหมน้อย และป่ำละเมำะริมบุ่ง ริมแม่น้ ำ ที่ดิน ณ พุทธสถำนรำชธำนีอโศกและ สหกรณ์บุญนิยมรำชธำนีอโศกในปัจจุบันนั้น มีเนื้อที่ทั้งหมดประมำณ 350 ไร่ คุณหนึ่งฟ้ำ นำวำบุญนิยม ซึ่งเป็นชำว อ.พิบูลมังสำหำร ได้ถวำยสมณะโพธิรักษ์ไว้เมื่อเดือน พฤศจิกำยน พ.ศ. 2532 (ในวันลอยกระทง) ที่หน้ำร้ำนอำหำรมังสวิรัติปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม โดย บริจำคเข้ำ “กองท
อ่านต่อ
ัพธรรมมูลนิธิ”โดย ในปลำยปี พ.ศ.2536 ได้มีกลุ่มนักปฏิบัติธรรมชำวอโศก ประมำณ 7 หรือ 8 คน มำจำกศีรษะอโศก มำตั้งถิ่นฐำน และ ได้เริ่มท ำงำนด้ำนกสิกรรมธรรมชำติ เป็นอันดับแรก ในวันที่ 1 เมษำยน พ.ศ. 2539 ได้รับกำรแต่งตั้งเป็นทำงกำรตำมกฎหมำยกระทรวงมหำดไทย ให้เป็นหมู่บ้ำนหมู่บ้ำนนี้แยกตัวมำจำกหมู่บ้ำนค ำกลำง (หมู่ 6) เป็น หมู่บ้ำนที่ 10 ของ ต ำบลบุ่งไหม อ ำเภอวำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี“พุทธสถำนรำชธำนีอโศก” จึงเป็นแหล่งที่แปลกกว่ำพุทธสถำนที่อื่นๆ ของ 84 ชำวอโศก คือ เกิดชุมชนก่อน พุทธสถำน โดย ที่ท่ำนสมณะโพธิรักษ์ได้วำงนโยบำยไว้ว่ำ ให้ฆรำวำสเป็นผู้บริหำร ส่วนสมณะเป็นที่ปรึกษำ โดย เน้นเรื่องกสิกรรมธรรมชำติเป็นหลัก ทั้งได้วำงหลักกำรให้เป็นแนวปฏิบัติไว้ 4 ข้อด้วยดังนี้ ซื่อสัตย์ ขยัน สำมัคคี มีวินัย วัตถุประสงค์ในการจัดตั งชุมชนราชธานีอโศก 1. เป็นสังคมร่วมกัน ประกอบด้วยสมณะ และ ฆรำวำสผู้สนใจจะปฏิบัติธรรมตำมค ำสอน ของ สมเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ 2. มีกำรด ำเนินชีวิต และ ควำมเป็นอยู่เรียบง่ำย ไม่มีอบำยมุข สิ่งเสพติด ไม่มีเดรัจฉำน วิขำ หรือ ไสยศำสตร์ มีชีวิตที่ประหยัด ไม่รับประทำนเนื้อสัตว์ ลดกำรกินกำรใช้จ่ำยที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย หรือ ที่ไม่จ ำเป็นตำมกรอบ ของ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหำศีล และ มรรคมีองค์ 8 ตำมค ำสอน ของ สมเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ 3. พัฒนำจิตส ำนึกให้มีควำมขยัน สร้ำงสรรค์ เสียสละ ในกำรประกอบสัมมำอำชีพเป็นบุญกุศล รู้รักสำมัคคี มีเมตตำ และ มีควำมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ สังคม 4. อนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศ และ สิ่งแวดล้อม ในกำรรักษำนิเวศป่ำ นิเวศน้ ำ และ แบ่งพื้นที่ท ำกสิกรรมธรรมชำติไร้สำรเคมีทุกชนิด เพื่อ กำรกินอยู่ภำยในชุมชน 5. มีกิจกรรมร่วมแรงกันสร้ำงสรรค์ผลผลิตด้ำนปัจจัย 4 (อำหำร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อำศัย ยำรักษำโรค) เพื่อ สร้ำงสังคมที่พึ่งตนเองอย่ำง “ครบวงจร” ให้มำกที่สุดเท่ำที่จะท ำได้ โดยยึดหลัก “บุญนิยม” คือกำรท ำงำนที่เป็นประโยชน์แก่ ส่วนรวม เป็นบุญกุศล ของ ตนเอง 6. มีกำรอบรม และ เผยแพร่พระธรรมค ำสอนแก่ สมำชิกในชุมชน และ ผู้สนใจลักษณะของบุญนิยมมี 11 ประกำร คือ ทวนกระแสกับทุนนิยม มีคุณธรรมเข้ำเขตโลกุตระ ท ำได้ยำก เป็นไปได้เป็นสัจธรรม ก ำไรหรือผลได้ของชำวบุญนิยมคือกำรให้มีควำมมุ่งหมำยในกำรสร้ำงคน ท ำให้บรรลุธรรมขั้นปรมัตถสัจจะสู่โลกุตระได้ ควำมร่ ำรวยอุดมสมบูรณ์อยู่ที่ส่วนรวม หรือส่วนกลำง เชิญชวนให้มำดูหรือพิสูจน์ได้ และจุดสัมบูรณ์ของบุญนิยม คือ อิสรเสรีภำพ ภรำดรภำพ สันติภำพ สมรรถภำพ บูรณภำพ การปฏิบัติงานในสังคมบุญนิยมมีแนวทางดังนี หมู่บ้านราชธานีอโศก (2556) 1. กสิกรรมไร้สำรพิษเพื่อกำรบริโภค 2. ศิลปะเพื่อควำมหลุดพ้นจำกกิเลส 3. กำรศึกษำบุญนิยมมุ่งหมำยให้ผู้ศึกษำหรือมนุษย์ทุกคนมีศีลธรรมมีคุณธรรมเพิ่มขึ้น และมีค่ำนิยมในกำรท ำงำนหนัก 4. กำรสื่อสำรบุญนิยมจะสื่อสำรสัจจะให้เข้ำถึงควำมจริงและคุณค่ำของชีวิต 85 5. วิทยำศำสตร์เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภำพของมนุษย์ในกำรผลิตและแพร่กระจำยเพื่อพัฒนำให้มนุษย์เข้ำถึงควำมจริงและคุณค่ำของชีวิต 6. ระบบเศรษฐกิจบุญนิยมเพื่อควำมอุดมสมบูรณ์ของส่วนรวม ส่วนตัวจะพยำยำมท ำตนเองให้เป็นคนมักน้อย สันโดษ สะสมน้อยลง 7. กำรเงินในระบบบุญนิยมจะต้องแพร่สะพัดออกไปให้มำกที่สุดเพื่อสนับสนุนกำรสร้ำงสรรงำนเพื่อเกื้อกูลสังคม 8. กำรบริโภค สังคมบุญนิยมจะเรียนรู้กำรบริโภคที่ไม่เกิดโทษ ไม่ถูกหลอกให้หลงเสพติดสิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย รู้เท่ำทันและหลุดพ้นจำกกระแสบริโภคนิยม รู้จักกำรบริโภคที่เป็นแก่นสำรสำระ มีคุณค่ำประโยชน์ 9. สำธำรณสุขบุญนิยมเน้นกำรป้องกัน และสร้ำงควำมสมดุลของชีวิตตำมหลัก ๘ อ. ได้แก่ อำหำรดี อำกำศดี อำรมณ์ดี อิทธิบำท ออกก ำลัง เอำพิษออก เอนกำยหรือพักผ่อน และอำชีพสัมมำ 10. นักบริหำรในระบบบุญนิยมจะเป็นคนอำริยะ เป็นผู้รับใช้ เป็นผู้เสียสละ ท ำงำนฟรี กินน้อยใช้น้อยแต่ท ำงำนหนัก 11. ศำสนำเป็นอเทวนิยม 12. ชุมชนมีกำรประสำนสัมพันธ์กันเป็นข่ำยแหเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ข้อตกลงร่วมกันของชุมชนที่ส ำคัญ คือ ผู้อยู่อำศัยไม่มีสิทธิในที่ดินเป็นส่วนตน ให้กองทัพธรรมมูลนิธิถือสิทธิ์เป็นเจ้ำของที่ดินทั้งหมด กำรขำยต่อ กำรโอนสิทธิ์ หรือกำรให้เช่ำบ้ำนต้อง ได้รับควำมเห็นชอบจำกคณะกรรมกำรชุมชน ซึ่งมีข้อก ำหนดพื้นฐำนส ำหรับคุณสมบัติของผู้ที่สร้ำงบ้ำนเรือนและอยู่อำศัยในชุมชนได้คือจะต้องถือศีล 5 ละอบำยมุข และรับประทำนอำหำรมังสวิรัติ (ธ ำรงค์ แสงสุริยจันทร์. 2553 : 7) ในปี พ.ศ. 2538 ชุมชนรำชธำนีอโศกได้ขออนุมัติตั้งหมู่บ้ำนแห่งใหม่ และกระทรวง มหำดไทยอนุมัติให้จัดตั้งหมู่บ้ำนใหม่ในวันที่ 4 มีนำคม 2539 โดยแยกจำกหมู่บ้ำนค ำกลำงใหม่ หมู่ที่ 6 ต ำบลบุ่งไหม ชื่อ “หมู่บ้ำนชุมชนรำชธำนีอโศก” หมู่ที่ 10 ต ำบลบุ่งไหม อ ำเภอวำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี ปัจจุบันได้เติมค ำว่ำ “บุญนิยม” หน้ำชื่อชุมชนชำวอโศกทุกแห่ง จึงเรียกชื่อว่ำ ชุมชนบุญนิยมรำชธำนีอโศก สมำชิกของหมู่บ้ำนทุกคนจะรับประทำนอำหำรมังสวิรัติ โดยมีโรงอำหำรซึ่งท ำหน้ำที่ในกำรท ำอำหำรเลี้ยงคนในชุมชน ชำวบ้ำนในชุมชนถือศีล 5 เป็นอย่ำงต่ ำ ฝึกปฏิบัติกำรด ำรงชีวิตแบบเรียบง่ำย แต่งตัวคล้ำยกันคือสวมเสื้อแขนกระบอก ฝ่ำยชำยสวมกำงเกงทรงไทยใหญ่ ฝ่ำยหญิงสวมผ้ำถุง นิยมเสื้อผ้ำสีน้ ำเงิน ด ำ หรือน้ ำตำล ส่วนใหญ่เดินเท้ำเปล่ำ ไม่ใส่เครื่องประดับ ไม่แต่งหน้ำ (หมู่บ้ำนรำชธำนีอโศก 2556) 86 กำรท ำงำนในชุมชนรำชธำนีอโศก จะเน้นว่ำทุกคนในชุมชนจะอำสำท ำงำนโดยไม่รับเงินเดือนและรับผิดชอบงำนตำมควำมสมัครใจ แผนกกำรท ำงำนต่ำงๆ เกิดขึ้นในชุมชนนั้นเกิดตำมควำมจ ำเป็นและนโยบำยของหมู่บ้ำน โดยจะเรียกแผนกกำรท ำงำนต่ำงๆ ว่ำฐำนงำน เช่น ฐำนงำนกสิกรรมไร้สำรพิษ ฐำนงำนกำรศึกษำบุญนิยม ฐำนงำนสื่อสำรบุญนิยม ฐำนงำนโรงครัว ฐำนงำนโรงสี เป็นต้น มักเรียกผู้ที่เป็นหลักในฐำนงำนว่ำแม่ฐำนหรือพ่อฐำน เรียกผู้ที่มำช่วยงำนว่ำลูกฐำน รำยได้และค่ำใช้จ่ำยของฐำนงำนต่ำงๆคิดเป็นรำยได้ ค่ำใช้จ่ำยส่วนกลำงของหมู่บ้ำน ตำมหลักของแนวคิด สำธำรณโภคี (หมู่บ้ำนรำชธำนีอโศก 2556) พัฒนาการของชุมชนราชธานีอโศกตั งแต่ยุคการก่อตั งมาจนถึงปัจจุบัน ในกำรสนทนำระหว่ำงผู้วิจัยกับคุณดินดอน ตั้งใจจน ซึ่งเป็นคุณครูในโรงเรียนสัมมำสิกขำรำชธำนีอโศก (วันที่ 14 พฤษจิกำยน 2558) คุณดินดอน ตั้งใจจน ได้แบ่งพัฒนำกำรของชุมชน รำชธำนีอโศก ออกเป็น 4 ระยะด้วยกัน ตำมเอกสำรที่คุณดินดอน ตั้งใจจน มอบให้แก่ผู้วิจัย รำยละเอียดมีดังต่อไปนี้ ระยะที่ 1 : ระยะก่อตั งชุมชน (พ.ศ. 2536 - 2539) ระยะเริ่มต้นของกำรก่อตั้งหมู่กลุ่มในปี 2536 มีเพียงสตรี 7 คนจำกชุมชนศรีษะอโศก อ ำเภอกัณทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เดินทำงมำพักอำศัยอยู่ที่สำธำรณะริมแม่น้ ำมูล และได้อำศัยที่ดินริมแม่น้ ำมูลท ำกสิกรรมปลูกผักไร้สำรพิษ ไม่ใช้ยำฆ่ำแมลง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและส่งผลผลิตไปชุมชนศรีษะอโศก และเนื่องจำกที่ดินมีควำมอุดมสมบูรณ์อยู่ติดแหล่งน้ ำจึงท ำให้สตรี 7 คนนี้ปักหลักฐำนสร้ำงหลักแหล่งที่มั่นคงอยู่ที่นี่ ในปี 2537 มีญำติธรรมผู้สนใจปฏิบัติตำมแนวทำงนี้ได้มำร่วมท ำกสิกรรมไร้สำรพิษมำกขึ้นจนสำมำรถก่อตั้งเป็นชุมชนเล็กๆได้ให้ตั้งชื่อว่ำ “ชุมชนรำชธำนีอโศก” เมื่อวันที่ 5 มิถุนำยน 2537ผลิตที่ได้ของชุมชนฯยังคงเป็นเศรษฐกิจชุมชนทำงด้ำนผลิตผลกสิกรรม อันเป็น “กสิกรรมไร้สำรพิษ”เป็นเสมือนครอบครัวใหญ่ และเป็นกำรผลิตเพื่อกำรบริโภคส่วนใหญ่ เหลือเพียงส่วนน้อยที่น ำไป แจกหมู่บ้ำนข้ำงเคียง และขำยบ้ำงในบำงโอกำส รำยได้หลักในยุคเริ่มแรกของชุมชนยังต้องพึ่งพำ “กองทุนสวัสดิกำรชำวอโศก”รำยได้ทั้งหมดน ำเข้ำสู่กองกลำงด้วยควำมเชื่อและศรัทธำว่ำกำรน ำรำยได้ทั้งหมดของตนเข้ำสู่กองกลำงเป็นกำรสั่งสมกรรมดี เป็นควำมเสียสละรำยได้ของตนให้เด็ก คนชรำ คนป่วยที่ไม่สำมำรถท ำงำนได้ ได้ใช้ประโยชน์ ผู้ใดประสงค์ใช้จ่ำยสิ่งใดก็สำมำรถมำเบิกกับส่วนกลำงตำมควำมจ ำเป็น ในปี 2538 ชุมชนรำชธำนีอโศกได้มีนักบวชมำพ ำนักบ ำเพ็ญศีล 2 รูป และก่อตั้ง “สังฆสถำนรำชธำนีอโศก”เป็นอำรำมสงฆ์ขนำดเล็ก และในปีเดียวกันนี้ได้มีญำติธรรมยกครอบครัวมำร่วม 87 ปฏิบัติธรรมมำกขึ้น มีเด็กในวัยเรียนอำศัยในชุมชนฯมำกจึงได้ก่อตั้งเป็น “โรงเรียนสัมมำสิกขำศรีษะอโศก สำขำรำชธำนีอโศก” มีชำวชุมชนที่สำมำรถสอนหนังสือได้ท ำหน้ำที่เป็นครูให้แก่นักเรียน ในภำคปฏิบัติได้เปิดฐำนงำนกสิกรรมไร้สำรพิษสอนอำชีพให้แก่นักเรียน มีนักบวชเรียกว่ำ “สมณะ”เป็นผู้สอนแนะแนวทำงปฏิบัติธรรม จะเห็นว่ำ ณ. เวลำนี้ได้เกิด บ้ำน วัด โรงเรียน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลำง ในวันที่ 1 เมษำยนปี 2539 ชุมชนรำชธำนีอโศกได้รับอนุมัติจำกกระทรวงมหำดไทยให้เป็นหมู่บ้ำนที่ 10 ต ำบลบุ่งไหม อ ำเภอวำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี และในปีเดียวกันนี้ชุมชนฯ ได้ก่อตั้งโรงสีข้ำวชื่อ “โรงสีบุญคุณข้ำว”โดยรับซื้อข้ำวเปลือกไร้สำรพิษจำก “เครือข่ำยกสิกรรม ไร้สำรพิษ” ซึ่งเป็นเครือข่ำยชำวนำที่ผลิตข้ำวไร้สำรพิษอยู่ทั่วไปในจังหวัดอุบลรำชธำนี และรวมตัวกันตำมอ ำเภอต่ำงๆ ชุมชนฯ ผลิตข้ำวสำรกล้อง และเนื่องจำกสมำชิกชุมชนฯทุกคนท ำงำนฟรีไม่มีค่ำจ้ำงชุมชนฯจึงสำมำรถขำยข้ำวในรำคำต่ ำกว่ำท้องตลำดได้ ปัจจุบันขำยข้ำวสำรกล้องในรำคำ 35 บำท/ กิโลกรัม โดยมีก ำลังผลิตข้ำวสำรกล้องได้ 10 ตัน/ วัน ขำยทั้งรำคำขำยส่ง และขำยปลีก โรงแชมพู ผลิตแชมพูสระผมดอกอัญชัญ แชมพูสระผมประค ำดีควำย แชมพูสระผมมะขำม แชมพูสระผมมะกรูด ครีมนวดผม สบู่ น้ ำยำซักผ้ำ น้ ำยำล้ำงจำน ครีมป้องกันแสงแดดว่ำนหำงจระเข้ ร้ำนค้ำสหกรณ์บุญนิยม ขำยผลิตภัณฑ์ชุมชนฯอยู่ที่ตลำดสดเทศบำลวำรินช ำรำบ อ ำเภอวำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี สรุปภาวะเศรษฐกิจชุมชนระยะก่อตั งชุมชน (พ.ศ. 2536 - 2539) ส ำหรับกำรบริหำรจัดกำรแบ่งออกเป็นด้ำนต่ำงๆได้ดังนี้ 1. ด้านทุน ในช่วงแรกของระยะก่อตั้ง (พ.ศ. 2536 - 2538) ชุมชนฯยังต้องพึ่งพำ “กองทุนสวัสดิกำรชำวอโศก” ซึ่งตั้งอยู่ที่พุทธสถำนสันติอโศก เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหำนคร อันเป็นกำรให้ยืมโดยไม่มีดอกเบี้ย พ.ศ. 2539 ชุมชนฯมีโรงสีบุญคุณข้ำว มีร้ำนค้ำสหกรณ์บุญนิยม ที่เป็นฐำนพัฒนำด้ำนรำยได้ให้พึ่งตนได้ยิ่งขึ้น 2. ด้านแรงงาน เป็นชุมชนฯที่ไม่มีกำรจ้ำงแรงงำน โดยอำศัยแรงงำนฟรีจำกสมำชิกชุมชน 3. ด้านการผลิต ผลิตเพื่อกำรบริโภคเหลือจำกกำรบริโภคจึงขำยและแจก 4. ด้านการตลาด มีนโยบำยกำรตลำด 4 ระดับคือ 4.1 ขำยต่ ำกว่ำรำคำท้องตลำด โดยขำยตำมปกติในร้ำนค้ำชำวอโศกทั่วไป 4.2 ขำยเท่ำทุน ขำยตำมวำระที่เห็นสมควรเช่น กำรออกร้ำนในงำนส ำคัญ 4.3 ขำยต่ ำกว่ำทุน เช่นขำยในเทศกำลปีใหม่ 4.4 แจกฟรี เช่น แจกอำหำรและสินค้ำฟรีในเทศกำลวันแม่ วันพ่อ 88 5. ด้านการแบ่งปันผลประโยชน์ เนื่องจำกรำยได้ทั้งหมดรวมอยู่ที่กองกลำงของชุมชนฯรวมเรียกว่ำ “ระบบสำธำรณะโภคี”กำรแบ่งปันผลประโยชน์โดยกำรใช้ปัจจัย 4 ตำมควำมจ ำเป็นของแต่ละคน ไม่ได้แบ่งตำมปริมำณงำนของแต่ละคน และเด็ก คนป่วย คนชรำ ก็ได้รับผลประโยชน์ตำมควำมจ ำเป็นด้วย เป็นกำรกระจำยรำยได้ตำมควำมจ ำเป็นของแต่ละคน 6. ด้านการรวมกลุ่มและเครือข่าย มีเครือข่ำยกสิกรรมไร้สำรพิษซึ่งเป็นเครือข่ำยชำวนำที่ผลิตข้ำวไร้สำรพิษอยู่ทั่วไปในจังหวัดอุบลรำชธำนี และรวมตัวกันตำมอ ำเภอต่ำงๆ น ำข้ำวมำขำย โดยโรงสีบุญคุณข้ำวของชุมชนรำชธำนีอโศกรับซื้อข้ำวในรำคำสูงกว่ำข้ำวทั่วไป ระยะที่ 2 : ระยะพัฒนา (พ.ศ. 2540 - 2551) จุดเร ิ่มต้นระยะที่ 2 เริ่มในปี 2542 ก่อตั้งร้ำนอุทยำนบุญนิยม ตั้งอยู่ที่ข้ำงจวนผู้ว่ำรำชกำรจังหวัดอุบลฯ อ ำเภอเมือง จังหวัดอุบลรำชธำนีขำยอำหำรมังสวิรัติและผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ องค์ประกอบของชุมชนฯ ทั้งบ้ำน วัด โรงเรียนเติบโตขึ้นจึงได้เลื่อนฐำนะจำก “สังฆสถำนรำชธำนีอโศก” เป็น “พุทธสถำนรำชธำนีอโศก”โดยเนื่องจำกมีปริมำณประชำกรของชุมชนมำกขึ้น และยังเปิดสถำนพยำบำลชุมชนฯเรียกว่ำ “บ้ำนสุขภำพ” รักษำด้วยยำสมุนไพร โดยพยำบำลระดับ 7 ซึ่งลำออกมำจำกรำชกำรและได้ศึกษำต่อด้ำนกำรแพทย์แผนไทยที่วิทยำลัยกำรแพทย์แผนไทยสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก ศึกษำต่อด้ำนกำรแพทย์ทำงเลือกจำกประเทศไต้หวันมำเป็นองค์ควำมรู้ในกำรดูแล สุขภำพสมำชิกชุมชนจึงท ำให้ชุมชนฯมีระบบกำรรักษำสุขภำพ 3 ด้ำนคือ 1. กำรแพทย์แผนปัจจุบัน 2. กำรแพทย์แผนไทย 3. กำรแพทย์ทำงเลือก โดยผลิตยำต ำรับแพทย์แผนไทยจ ำหน่ำยทั้งชนิดเม็ด ชนิดแค็ปซูล (capsule) และชนิดน้ ำ ต่อมำปี 2543 ในสมัยรัฐบำลนำยชวน หลีกภัยเป็นนำยกรัฐมนตรีโดยธนำคำรเพื่อกำรเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ได้ขอให้ชุมชนรำชธำนีอโศกเป็นสถำนที่ฝึกอบรมแก่ชำวไร่ ชำวนำ ผู้จะได้รับกำรปลดพักช ำระหนี้จึงขอให้ชุมชนฯเปิด “ศูนย์ฝึกอบรมตำมแนวทำงเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนรำชธำนีอโศก” เพื่ออบรมด้ำนอำชีพและลดละอบำยมุขให้เกษตรกร ข้ำรำชกำร ทั่วไป โดยรัฐบำลก ำหนดค่ำฝึกอบรม 2000 บำท/ คน ใช้เวลำในกำรฝึกอบรมครั้งละ 4 คืน 5 วัน มีผู้เข้ำอบรมครั้งละประมำณ 100 - 200 คน เดือนละ 2 - 3 ครั้ง ในปี 2546 “โรงเรียนสัมมำสิกขำศีรษะอโศก สำขำรำชธำนีอโศก” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น“โรงเรียนสัมมำสิกขำรำชธำนีอโศก” ถือได้ว่ำเป็นโรงเรียนของชุมชนฯ และใช้ชื่อของชุมชนเองโดยสมบูรณ์ เปิดฐำนงำนแปรรูปผลิตภัณฑ์อำหำรขึ้นในชุมชนรำชธำนีอโศกเพื่อส่งจ ำหน่ำยที่ร้ำนอุทยำนบุญนิยม อ.เมืองอุบลรำชธำนี และร้ำนสหกรณ์บุญนิยม ตลำดสดอ ำเภอวำรินช ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี 89 ด้ำนทุน มีทุนเป็นของชุมชนเอง ปลอดกำรกู้ยืม และ ด้ำนแรงงำนมีกำรพัฒนำจ ำนวนบุคลำกรของชุมชนฯมำกขึ้น มีวิทยำกรประจ ำ “ศูนย์ฝึกอบรมตำมแนวทำงเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนรำชธำนีอโศก” ซึ่งฝึกอบรมให้กับชำวไร่ ชำวนำ และพัฒนำกำรศึกษำของบุคลำกรโดยส่งบุคลำกรไปเรียนต่อด้ำนกำรแพทย์แผนไทย กำรแพทย์ทำงเลือก เป็นต้น ด้ำนกำรผลิต ยังคงนโยบำยผลิตเพื่อกำรบริโภคเหลือจำกกำรบริโภคจึงขำยและแจกเหมือนเดิมแต่เพิ่มกำรผลิตจำกเดิมคือ 1. ผลิตยำน้ ำ ยำแค็ปซูล ยำเม็ด 2. ผลิตงำนอบรมชำวไร่ชำวนำ 3. ผลิตอำหำรแปรรูป ส ำหรับนโยบำยด้ำนกำรตลำด และกำรแบ่งปันผลประโยชน์ยังคงเดิมในด้ำนกำรรวมกลุ่มและเครือข่ำยมีเพิ่มขึ้นคือ เครือข่ำยผู้ปฏิบัติธรรม เครือข่ำยผู้ปกครองนักเรียน เครือข่ำยผู้ค้ำผักไร้สำรพิษ เครือข่ำยชำวไร่ชำวนำผู้ผ่ำนกำรฝึกอบรม เป็นต้น ระยะที่ 3 : ระยะชุมชนพบปัญหา (พ.ศ. 2552 - 2557) โดยเริ่มในปี 2552 จำกกำรที่ชุมชนฯได้เปิด “ศูนย์ฝึกอบรมตำมแนวทำงเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนรำชธำนีอโศก” ในปีพ.ศ.2543 เพื่ออบรมด้ำนอำชีพและลดละอบำยมุขให้เกษตรกร ข้ำรำชกำร ทั่วไปนั้นได้พบปัญหำกล่ำวคือชำวไร่ ชำวนำโดยทั่วไปยังใช้ปุ๋ยเคมีและยำฆ่ำแมลงท ำให้ดินเสื่อมคุณภำพ ต้นทุนกำรผลิตสูง สภำพสิ่งแวดล้อมทำงชีวภำพเสื่อมโทรม เป็นปัญหำต่อสุขภำพและ ไม่สำมำรถหำปุ๋ยหมักชีวภำพมำใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีได้ ชุมชนฯจึงได้ก่อตั้ง “โรงปุ๋ยพลังชีวิต” โดยผ่ำนกำรรับรองจำกกระทรวงอุตสำหกรรมผลิตปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีก ำลังผลิตวันละ 120 ตัน ขำยเป็นกระสอบละ 240 บำท น้ ำหนัก 50 กิโลกรัม ขำยได้เฉลี่ย 30 ตัน/ วัน มีกำรรวมกลุ่มเป็นเครือข่ำยผู้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ดังนั้นในช่วงนี้จึงท ำให้ทุนกำรผลิต กำรตลำด กำรแบ่งปันผลประโยชน์ในชุมชนฯ เครือข่ำยมีเพิ่มขึ้น เนื่องจำกชุมชนฯมีกิจกำรมำกขึ้นเช่นโรงปุ๋ยพลังชีวิต ประชำกรของชุมชนฯมีจ ำนวนคงที่จ ำนวน 525 คน ประชำกรส่วนหนึ่งออกไปเคลื่อนไหวทำงกำรเมืองเป็นครั้งครำวครั้งละประมำณ 100 - 150 คน อีกส่วนหนึ่งชุมชนฯส่งออกไปศึกษำต่อจ ำนวน 18 คน จึงท ำให้จ ำนวนประชำกรในชุมชนฯมีส่วนร่วมลดลง ส ำหรับผู้มีส่วนร่วมก็ต้องรับภำระหนักขึ้น จึงต้องจัดกำรประชุมเพื่อแก้ไขปัญหำบ่อยขึ้น ปี 2555 ชุมชนได้ เปิด “วิทยำลัยอำชีวศึกษำสัมมำสิกขำวิชชำรำม” เปิดสอนถึงระดับ ปวส.จำกระยะที่ พอสรุปได้ว่ำ ด้ำนทุน กำรผลิต กำรตลำด กำรแบ่งปันผลประโยชน์ เครือข่ำยมีจ ำนวนเพิ่มขึ้น แต่ด้ำนแรงงำนมีส่วนร่วมลดลง 90 ระยะที่ 4 : ยุคการพัฒนาพุ่งสูงสุด (2557 - ปัจจุบัน) ปัจจุบัน ทั้ง บ้ำน วัด โรงเรียน วิทยำลัย ร่วมกันสร้ำงผลผลิตโดยยึดหลักแนวทำงอำชีพเศรษฐกิจชุมชนแล้วน ำรำยได้เข้ำสู่กองกลำงของชุมชนฯโดยชุมชนฯได้บริหำรจัดกำรรำยได้นี้เป็นสวัสดิกำรให้แก่สมำชิกชุมชนฯตำมควำมจ ำเป็น จำกนั้นได้สะพัดออกช่วยเหลือสังคมในหมู่บ้ำนใกล้เคียง เช่นสร้ำงถนนคอนกรีตให้หมู่บ้ำนกุดระงุม หมู่ที่ 3 ต.บุ่งไหม อ.วำรินช ำรำบ จ.อุบลรำชธำนี ซึ่งเป็นหมู่บ้ำนใกล้เคียงในต ำบลเดียวกัน เป็นถนนคอนกรีตขนำด 8*150 เมตร เป็นเงิน 460,000 บำท ซ่อมระบบประปำ ระบบไฟฟ้ำให้ ให้ยืมอุปกรณ์ก่อสร้ำง แจกปุ๋ยให้ใช้ ให้อำหำรให้แก่หมู่บ้ำนใกล้เคียง ในชุมชนมีเศรษฐกิจชุมชนที่มีชุมชนเป็นเจ้ำของ เช่น โรงปุ๋ยพลังชีวิต โรงสี ร้ำนค้ำ โรงแชมพู กำรกสิกรรมไร้สำรพิษ กำรแปรรูปอำหำร โรงผลิตน้ ำยำซักผ้ำน้ ำยำล้ำงจำน เป็นต้น สมำชิกชุมชนท ำงำนโดยไม่มีค่ำจ้ำงใดๆ และรำยได้ทั้งหมดในกิจกำรของชุมชนน ำมำรวมไว้ที่กองกลำง จำกนั้นจึงน ำรำยได้จำกกองกลำงนี้สะพัดออกเป็นสวัสดิกำรด้ำนปัจจัยสี่ มีอำหำร ที่อยู่อำศัย ยำรักษำโรค เครื่องนุ่งห่มให้กับสมำชิกทุกคน แม้กระทั่ง เด็ก คนป่วย คนชรำ คนไร้ควำมสำมำรถ ล้วนได้รับสวัสดิกำรจำกกองกลำงนี้โดยถ้วนหน้ำกัน ชุมชนฯนี้มีควำมพิเศษที่ดินทั้งหมดของชุมชนฯเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิกองทัพธรรม ภำยในพื้นที่มีทั้ง บ้ำน วัด และโรงเรียน ประสำนส่วนร่วมกันจนเกิดรำยได้เป็นของกองกลำง รวมเรียกระบบนี้ว่ำ “ระบบสำธำรณะโภคี” สมำชิกชุมชนทั้งบ้ำน วัด โรงเรียนตระหนักดีว่ำกำรมีส่วนร่วมนั้นเป็นปัจจัยส ำคัญที่ท ำให้ก่อเกิดทรัพย์สินกองกลำงเป็น “สำธำรณะโภคี” เป็นรำยได้มำใช้จ่ำยจุนเจือพัฒนำชุมชน จะเห็นว่ำนับระยะเวลำจำกก่อตั้งชุมชนฯในปีพ.ศ.2536 มำจนถึงปัจจุบันปี 2558 รวมระยะเวลำ 22 ปี ชุมชนได้พัฒนำทั้งอำชีพและบุคลำกรเป็นอย่ำงมำก จำกพัฒนำกำรทั้ง 4 ระยะของชุมชน จะพบว่ำในด้ำนกำรบริหำรจัดกำรชุมชนนั้น กำรมีส่วนร่วมเป็นสิ่งส ำคัญมำกในกำรพัฒนำชุมชน แต่ในปี 2552 พบว่ำประชำกรส่วนหนึ่งออกไปเคลื่อนไหวทำงกำรเมืองเป็นครั้งครำวครั้งละประมำณ 100 - 150 คน อีกส่วนหนึ่งชุมชนฯส่งออกไปศึกษำต่อจ ำนวน 18 คน จึงท ำให้จ ำนวนประชำกรในชุมชนฯจำกจ ำนวน 525 คน จะเหลือเพียง 350 - 400 คนจึงท ำให้ประชำกรส่วนที่เหลือนี้ต้องรับภำระหนักขึ้น และในปัจจุบันนี้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจทั่วไปตกต่ ำแต่เศรษฐกิจของชุมชนกลับเจริญพัฒนำพุ่งพรวดเป็นเพรำะผลิตภัณฑ์ของชุมชนฯ รำคำถูก คุณภำพดี ยึดควำมซื่อสัตย์ ควำมมีน้ ำใจช่วยเหลือสังคม จึงเป็นทำงออกที่ท ำให้เป็นที่พึ่งแก่สังคม คนจ ำนวนมำกจึงมำอุดหนุนสินค้ำ ยิ่งขำยดี ก็ยิ่งลดรำคำ ยิ่งลดรำคำก็ยิ่งขำยดี จึงท ำให้เศรษฐกิจของชุมชนเจริญพัฒนำพุ่งพรวด 91 ชุมชนท่ามกลางน ้าท่วมใหญ่ – บทเรียนส้าคัญส้าหรับการบริหารความเสี่ยง ในช่วงปี พ.ศ. 2544 หน้ำฝน รำชธำนีอโศกเกิดปัญหำน้ ำท่วมใหญ่ในหมู่บ้ำนประมำณ 3 เดือนจึงท ำให้ กำรเข้ำออกหมู่บ้ำนต้องใช้ทำงเรือเท่ำนั้น ซึ่งหลังจำกน้ ำลดได้มีผู้บริจำคเรือไม้หลำยขนำดให้ชุมชน ประมำณ 30 ล ำ และปี พ.ศ. 2554 เกิดน้ ำท่วมครั้งใหญ่ในอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งชำวบ้ำนในชุมชนบุญนิยมรำชธำนีอโศก จึงต้องใช้เรือเป็นที่พักอำศัยและท ำกิจกรรมต่ำงๆ เกิดเป็นกำรปรับตัวชุมชนให้เป็นเมืองเรือ ซึ่งในระยะต่อมำได้มีผู้บริจำคเงินให้ซื้อเรือไม้ขนำดใหญ่ (เรือเอี้ยมจุ๊น) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนได้เกิดเป็นโครงกำรอนุรักษ์เรือไทย ปัจจุบันมีเรือไม้ขนำดใหญ่ประมำณ 30 ล ำ และเรือขนำดต่ำงๆ อีกประมำณ 30 ล ำ จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่ำ “บ้ำนรำช เมืองเรือ” ต่อมำได้มีผู้บริจำคก้อนหินทรำยขนำดใหญ่ให้ชุมชน และชุมชนได้ซื้อที่ดินที่อ ำเภอตระกำรพืชผลซึ่งมีก้อนหินทรำยจ ำนวนมำก จึงไปขนหินมำใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุมชนเป็นจ ำนวนมำก และท ำให้มีชื่อต่อท้ำยหมู่บ้ำนอีกว่ำ “บ้ำนไม้ เมืองหิน” หลังจำกกำรเกิดน้ ำท่วมใหญ่ในชุมชนรำชธำนีอโศกถึง 2 ครั้งในปี พ.ศ.2544 และ พ.ศ. 2554 ท ำให้ชุมชนนั้นมีกำรปรับตัว และเรียนรู้ที่จะสำมำรถอยู่ให้ได้กับภำวะน้ ำท่วมที่สำมำรถจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลำ ส่งผลให้ชุมชนบุญนิยมรำชธำนีอโศก มีกำรเตรียมพร้อมอยู่เสมอ และมองว่ำปัญหำน้ ำท่วมที่เคยเกิดขึ้นมำนั้นเป็นสิ่งที่ดี และสำมำรถท ำให้ชุมชนเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหำ และเป็นชุมชนที่เข้มแข็งขึ้น ดังค ำกล่ำวที่ว่ำ “ เราเห็นว่าน้้าท่วมนั้นเป็นวิถีชีวิตของคนไทย เรามีเรือ เราเป็นมนุษย์ เรามีปัญญา ยิ่งมีศีล ก็ยิ่งมีปัญญา เราก็สามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพได้ และอีกอย่างเรามีสาธารณะโภคี แบ่งปันกันในหมู่บ้านเราเอง ในชุมชน มีการช่วยเหลือกัน และมีบุคคลอื่นที่น้าข้าวของมาบริจาคหากเราปฏิเสธที่จะรับไว้ไม่ได้ เราก็รับไว้ เมื่อรับแล้ว เราก็น้าสิ่งของเหล่านั้นไปแจกหมู่บ้านที่ก้าลังเดือดร้อนด้วย ซึ่งเขาอาจมีความสามารถในการดูแลตัวเองได้น้อยกว่า แต่เราจะมีความแข็งแรงมากกว่า แล้วการที่น้้าท่วมเราไม่ได้เห็นว่าเป็นเรื่องทุกข์ เราก็อยู่ได้อย่างมีความสุข เรามีการจัดงานฉลองน้้าขึ้นมีพิธี แข่งเรือ ท้าอาหารการกิน เป็นวันฉลองน้้าท่วม ไม่ใช่วันที่ต้องวิตกแต่อย่างงใด แล้วเรามีเพียงปัจจัยสี่ที่ต้องการ ไม่ได้สะสม เวลาที่น้้าท่วมมา เราก็ไม่ต้องห่วงอะไร มันท้าให้เราได้ใช้ศักยภาพของเราในการด้ารงอยู่ เราได้คิดค้นการท้าแพผัก แพเห็ด เป็นต้น” ค ำสัมภำษณ์จำกรำยงำนวิจัยของ สุพจน์ ประกิจจำนุรักษ์ (2555) 92 จึงกล่ำวได้ว่ำชุมชนบุญนิยมรำชธำนีอโศก เป็นชุมชนที่ด ำรงชีวิตอยู่บนวิถีของกำรพึ่ง ตนเองถึงแม้ว่ำ จะประสบปัญหำและอุปสรรคบ้ำงก็ตำม แต่ด้วยควำมเข้มแข็ง และควำมสำมัคคี ก็ท ำให้ชุมชนสำมำรถหลุดพ้นปัญหำต่ำง ๆ มำด้วยดี นางประตรงเตือน นาวาบุญนิยม อายุ 47 ปี บ้านเลขที่ 4 หมู่ 10 ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบเล่าว่า “บ้ำนรำชเรำจะมีจุดดีก็คือในเรื่องของคนที่มำท ำงำนเสียสะละเขำเป็นคนที่รับผิดชอบงำนที่เค้ำท ำและเขำก็มีใจช่วยเหลือผู้อื่นไม่ใช่ว่ำท ำแต่งำนตนเองแล้วไม่เหลียวแลงงำนส่วนอื่น เพรำะฉะนั้นเมือมีเกิดกำรเรียก“กำรฮอมแฮง”เพื่อจะแก้ปัญหำในสังคมในชุมชนเรำนี้ควรจะแบ่งปันเวลำมำช่วยกันซึ่งจุดนี้เป็นจุดแข็งของรำชธำนีอโศกเพรำะฉะนั้นกำรที่รำชธำนีอโศกจะมีกำรและก็มีกำรประชุมอย่ำงต่อเนื่องแล้วก็จุดแข็งที่ส ำคัญนะอำประคิดว่ำนักบวชซึ่งนักบวชที่รำชธำนีอโศกท่ำนเป็นผู้ปฏิบัติศีลเคร่งท่ำนก็เดินมรรคองค์ 8 เป็นสมณะ เป็นที่ท ำงำนเป็นเคียงบ่ำเคียงไหล่กับฆรำวำสไม่ใช่เป็นนักบวชที่คอยแต่เทศอย่ำงเดียว คือท่ำนลงมือลุยกับพวกเรำด้วยเพรำะฉะนั้นกำรบริหำรจัดกำรควำมเสี่ยงนี้จำกำร ประชุมวำงแผนที่ต่อเนื่องของคณะกรรมกำรชุมชนที่ประกอบด้วยนักบวช แล้วก็ฆรำวำสศีล 8 ซึ่งคณะกรรมกำรบริหำรหมู่บ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive