590316_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ตอนปัญหาปกิณกะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590316_ พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครู ที่สันติอโศก ตอนปัญหาปกิณกะ
พ่อครูว่า.. .วันนี้อาตมาก็มาอยู่ที่หน้าน้ำตกสันติอโศก ซึ่งเป็นน้ำตกที่ พวกเราช่วยกันสร้างให้เป็นธรรมชาติจริงๆ วันนี้วันพุธที่ 16 มีนาคม 2559 ขึ้น 9 ค่ำเดือน 4 ปีวอกหรือปีมะแมก็แล้วแต่สมมุติ พูดถึงเรื่องสมมุติบัญญัติคนเขาก็ยึดถือ อะไรที่ไม่ใช่เรื่องอะไรมากมายเขาว่าไปแล้วแต่คน เหมือนอย่างที่อาตมาขี่จักรยานออกกำลังกาย คนเขาก็ไลน์มาว่ากัน เขาก็ว่าแยกออกมาจากเถรสมาคมเลยไม่มีวินัยเหลือ แล้วอาตมาก็ว่า เถรสมาคมกับชาวอโศกใครจะมีวินัยเข้มข้นกว่ากัน จริงๆ แล้วขี่จักรยานไม่ได้ผิดวินัยอะไร สมัยพระพุทธเจ้าไม่มีจักรยาน มีแต่รถล้อไม้ เขาก็ว่าเดี๋ยวจะไปเหยียบมดเหยียบปลวก ถ้าจะว่ากันจริงๆ เราเดินอยู่ทุกวันก็เหยียบมดปลวก แต่เขาหาเรื่องเล็กเรื่องน้อยมาว่ากัน ถ้าคนเราจะตำหนิแล้วแม้แต่พระพุทธรูปก็ยังถูกตำหนิได้ ก็ไม่เป็นไร ถ้าเป็นเรื่องมีประโยชน์ก็เปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีน้ำหนักไม่มีเหตุผลเพียงพอเราก็ไม่เปลี่ยน อย่างอาตมา ขับรถไฟฟ้าคันเล็กๆ ที่ราชธานีอโศก คนก็ว่ามา ก็เลยมีโชเฟอร์มาคอยอาสาขับให้ ก็เลยเป็นภาระ แต่เขาเอาภาระก็ยกให้ แต่อย่างการขี่จักรยานออกกำลังกายก็ว่าจะต้องดูต่อเพราะเป็นประโยชน์ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยจะบอกว่าเป็นวินัยมันก็ไม่มีข้ออะไร ไม่นานเมื่อไม่กี่ปี พระถ่ายรูปถือกล้องถ่ายรูปไม่ได้นะ เขาว่ากัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ถือสาเลย แต่ถ้าคนมีกิเลสแล้วจะใช้อะไรก็เป็นเรื่องไปหมดแม้แต่เครื่องโทรศัพท์ เดี๋ยวนี้ก็มีอะไรสารพัดมากมาย ไอโฟน ไอแพด แล้วมันคนละยุคกาลกับสมัยพระพุทธเจ้า
_ 081 8 557xxx กราบนมก.พ่อท่าน แฟนคลับที่ติดตามท่านมีมากนะคะ แต่อาจจะไม่ถนัดส่งsmsเหมือนโยม ไม่ต้องดูอื่นไกลคนใกล้ตัวนี่แหละค่ะ ได้แต่พูดเช
อ่านต่อ
ียร์ท่านแต่ไม่เคยส่งเลย
_0818557xxx กราบนมก.พ่อท่าน ท่านพูดถูกต้องจริงสุดๆๆตาสว่าง แจ่มแจ้ง เรื่องการบวช ท่านพูดสอน ตอบเจ๋งทุกบรรทัด ฟังแล้วคิดกันบ้างปะ 2016-03-15 22:57:56
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน บารมี10 ทัศ ปฏิบัติทานบารมี _ 0893867xxx การให้ทานคือการเสียสละ(ทานัญจะ)จึงจะเป็นทานบารมีได้เมื่อให้เพื่อสงเคราะห์ผู้ที่ขาดแคลนฯ ให้ปัญญาให้บุคคลพึ่งตนตามความเหมาะสมแก่ฐานะได้ถูกไหม? skk 2016-03-15 20:24:06 พ่อครูว่า...คำว่า ทาน คำนี้ยิ่งใหญ่ ในประดาคุณธรรมทั้งหลายเนี่ย ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อจะเป็นคนที่เป็นผู้ให้หรือผู้ทาน จบเลย เป็นผู้ให้ ไม่ใช่เป็นผู้เอา สูงสุดทานบารมี บารมี 10 ทัศเนี่ย ผู้ที่จบอรหันต์แล้วจะมีเมตตากับอุเบกขาเป็นเครื่องอาศัย เมตตาเป็นตัวทำงาน อุเบกขาเป็นฐานพัก อรหันต์อาศัยฐานสองอย่างนี้ คือในบารมี 10 ทัศ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา จะมีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติไปตามลำดับ มีฐานอุเบกขาเป็นฐานนิพพาน มีคุณสมบัติ อุเบกขา 5 คือ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา จิตจะยิ่งบริสุทธิ์ๆๆ ถ้าปริโยทาตาคือบริสุทธิ์แบบผ่านงานมากขึ้นก็ยังบริสุทธิ์ ขาวรอบสะอาดอยู่ จะมีสิ่งเปื้อนแม้ทำงานกับสิ่งเปื้อนกับคนก็ยังบริสุทธิ์ ไม่ใช่บริสุทธิ์แบบอยู่นิ่งๆ แต่คลุกคลีอยู่กับกิเลสของคน แต่ก็ยังแข็งแรงบริสุทธิ์ตั้งมั่นหยั่งลงได้อย่างมีจิตที่มีประสิทธิภาพสูง มุทุ ขึ้นเรื่อยๆ เป็นวิการรูป มีลหุตา มุทุตา กายปาคุญญตา เราอ่านได้ว่ามีประสิทธิภาพแบบนี้ อย่างกายปาคุญญตา เป็นรูปนามที่ลงตัว เกิดความชำนาญแคล่วคล่องของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ครบ ที่หยิบมาพูดนี้ยังไม่ละเอียดพอ ยังไม่ได้พูด เจตสิก 52 เจตสิก 89 หรืออื่นๆ อีก ขอวางรากฐานรูป 28 ก่อน นอกจากดินน้ำไฟลมแล้ว ก็ต้องอ่านอุปาทายรูปอีก 24 เริ่มจากปสาทรูป มีโคจรรูปสัมผัสแตะต้องก็เกิดภาวะที่สาม เกิดให้เรารู้ เป็นวิญญาณ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ รูปเป็นภาวะของอิตถีภาวะหรือปุริสภาวะ เป็นธรรมะสอง นี่คือรูปนามธรรม ไม่ใช่รูปดินน้ำไฟลม เท่านั้น ของเราเกิด หทยรูป ก็อ่านได้ ตอนนี้ใจเรากำลังโกรธ ต้องอ่านอาการนั้นให้ออก มันไม่มีรูปร่างสีสันนะ แต่อ่านออกได้ มันเกิดอาการเศร้า อาการรัก อาการโลภ มันเป็นอย่างไร ต้องอ่านให้ออก มีวิปัสสนาญาณ อาการที่มันเอาออก เรียกว่าให้หรือทาน ก็ต้องอ่านออกได้ ต้องศึกษา สัมมาทิฏฐิ แล้วเอาไปมนสิการ ทำใจในใจคุณให้เป็น ใจมันขี้โลภ ตั้งจิตทำทานแบบผิดๆ ให้เท่านี้ เหมือนนกกระยางเอาขนมปังมาให้ แต่มันตั้งจิตไว้ว่าจะเอาปลาตัวใหญ่ๆ มันไม่ได้วางภพชาติจะให้ แต่จะเอา มันเป็นอาการกิเลส ผูกยึดติด ถ้าอ่านอาการพวกนี้ไม่ออก ทำใจไม่ได้ไม่มีทางบรรลุ แล้วตั้งจิตจะเอาอีก คือ จิตที่ตั้งไว้ผิด คือไพรีกับไพรี หรือโจรฆ่าโจรนั้น จิตที่ตั้งไว้ผิดร้ายแรงกว่านั้นอีก เหมือนหนังจีนสั่งแก้แค้นกันเป็นรุ่นๆ ใจคนมันผูกไว้ฝังใส่อนุสัย เรารู้ใจก็สามารถอ่าน ถ้าเข้าใจก็จะรู้ หทยรูป มันยังไม่ตาย ก็อ่านอาการของชีวิต เป็นชีวิตินทรีย์ อาการจิตมันไม่นิ่งไม่หาย มันยังเกิดอยู่ อาตมาอธิบายถึงอาการของสัตว์ มันมีชีวิตินทรีย์ อย่างอาการของพืช มันมีชีวิตินทรีย์ของพีชนิยาม ก็อธิบายไว้แล้ว มีรอยต่อพีชะมาเป็นจิตอย่างไร กล้าพูดได้ว่าไม่มีใครเอามาขยายได้หรอก พระพุทธเจ้าขยายได้แน่ แต่ไม่ใช่หน้าที่ท่าน มีอาตมานี่แหละมาทำหน้าที่ โดยมั่นใจว่าไม่ได้เดาเอา แต่เห็น ของจริงมีจริง จึงเอามาแจกแจง คนไม่เข้าใจอาการจิต ปฏิบัติธรรมไม่มีทางสำเร็จ จะปฏิบัติทานบารมีก็ต้องอ่านอาการที่มันให้ ออกจริงๆ ถ้ามันกลับไปกลับมา แล้วมันก็อ่านไม่ออก มั่ว ปฏิบัติยังไงก็ไม่รู้เรื่อง
_0881543xxx ผมอยากขอเสนอให้พ่อครูเขียนรูปศิลปะโลกุตระด้วยตนเองเพื่อที่จะเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นและอนุชนรุ่นหลังต่อไปครับ พ่อครูว่า...การบรรยายนี้ได้ขยายความได้มากกว่ารูปอีกเยอะเลย
_0805925xxx ศรัทธาคือต้นทางแห่งสัจจะและตบะคือผลทางสำเร็จ
_0898498xxx ลักษณะของธรรมะสองของคำว่าทานที่ผิดพลาดในธรรมกายคือศุภชัยผู้ให้ทานนั้นโกงเขามาส่วนธัมมชัยโยผู้รับนั้นก็ถูกทานนั้น ฉกกัดเอาเองจนปาราชิก ทานที่งดงามคือผู้ให้และผู้รับต้องไม่มัวหมอง
_0898498xxx สรุปว่า ทานของพุทธนั้นเป็นธรรมะสองไม่ได้แปลว่าให้อย่างเดียว แปลว่าคือทั้งให้ทั้งรับและต้องไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ทั้งสองฝ่ายนั่นเอง _0805925xxx ศุภชัยแพะธัมมี่อู่วิชาญแพะช่วงช่วงชิมิๆ
_0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูฯ อ่านบทความตอบประเด็นสอนธรรมะได้ความรู้สนุกครบครันหลายรสชาดซึ่งเป็นรสพระธรรมล้วนๆ ชนะรสทั้งปวง!
_0893867xxx เขาบอกว่าคนว่าธก.เคย ทำคุณปย.อะไรให้กับปท.ช.บ้าง!แล้วธก.เคยช่วยกอบกู้ช.อะไรบ้างตอนบ้านเมืองกลียุคนอกจากหนุนระบบทษ
_0893867xxx ศาสนาที่สอนโลกธรรมให้เดินด้วยเงิน! ทำให้ทุกอย่าง เชื่อฟังเงินไม่มีวันทำให้สังคมสงบด้วยเรื่องเงินๆไม่ใช่พุทธศาสนาแท้!
-0805925xxx เอากิเลสคนอยากรวยมาล่อทุ่มสุดตัวซอวอยอ?
-0831219xxx รบกวนพ่อครูช่วยยกตัวอย่างความแตกต่างคำว่ารู้จักรู้แจ้งและรู้จริง พ่อครูว่า...คำนี้อาตมาเป็นคนบัญญัติขึ้นมาใช้เองแหละ "รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง" สัมผัสแรกที่สัมผัสเข้าไปจริงๆ เรียกว่ารู้จัก ถ้ายังไม่สัมผัสยังไม่มีตัวรู้จัก รู้จักแล้วสัมผัสอีกคือรู้แจ้ง รู้จริงคือรู้ชัดในรายละเอียดที่จริงขึ้นๆ จนรู้จริง เติมไปเรื่อยๆ จนสมบูรณ์เป็นอีกตัวคือ "รู้จบ" รู้แจ้งเป็นตัวกิริยาที่มีจริง จนเที่ยงแท้ถาวร จบสุด อัตโนมัติ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ)
- 0893867xxx ความสุขแท้จริงที่สร้างสังคมให้สุขสงบได้จริงคือใจพอ! คนที่ไม่พอจะไม่มีวันมีอะไรเลย การให้ทานคือการเสียสละ(ทานัญจะ)จึงจะเป็นทานบารมีได้เมื่อให้เพื่อสงเคราะห์ผู้ที่ขาดแคลนฯ ให้ปัญญาให้บุคคลพึ่งตนตามความเหมาะสมแก่ฐานะได้ถูกไหม? พ่อครูว่า...คนที่รู้ว่าใจเราพอจริงๆ คุณกินอิ่มแล้ว คุณพอ คุณแบกน้ำหนักนั้นมาพอแล้ว คุณเหนื่อยขนาดนี้ไม่ไหวแล้วพอ คุณรู้ความพอ ก็จะตัดไม่ต่อ แต่ถ้าใจคุณอยากได้อยากมีอยากเป็นหรืออาฆาต ก็พอ จะผูกสัมพันธ์ก็พอ ไม่เอามากกว่านี้ แค่นี้ก็พอ พอเป็นตัวสงบ สำคัญมาก สันตุฏฐี หรือสันโดษ คือใจพอ
_สุขสงบได้จริงคือใจพอ คนที่ไม่พอจะไม่มีวันมีอะไรเลย พ่อครูว่า… จะมีอะไร ก็มีแต่กิเลส คนนี้จะไม่มีคุณค่าคุณงามความดีอะไรเลย คนที่ไม่มีวันพอนี่ ไม่มีประโยชน์กับใคร คุณเอาของเขานี่คุณไม่มีประโชนนะ แต่คุณได้ให้ คุณมีประโยชน์ สุดยอดคือให้ เพราะฉะนั้นปางสุดท้ายของพระพุทธเจ้าคือ ปางแห่งการให้ พระเวสสันดร ให้สุดท้ายคือให้ลูกให้เมีย ทดสอบใจมากเลย ชูชกตีลูกต่อหน้าต่อตา ทดสอบใจว่าจะไม่เป็นของเราเป็นเราได้ขาดสนิทไหม คนไม่เข้าใจก็จะบอกว่า พระเวสสันดรแย่มากเลย ลูกแท้ๆ ให้ได้อย่างไร คือนิทานชีวิตที่จะต้องเล่นละครบทนี้ แต่ไม่ใช่ละครด้วยเป็นเรื่องจริง ทดสอบจิตวิญญาณจริงด้วยนะ ก็ผ่านให้ได้ สุดยอดเลยทานนี่
_0818557xxx กราบนมก.พ่อท่าน คนใกล้ตัวได้ส่งให้โยมส่งแทนให้ดังนี้ค่ะ กราบเรียนถามพ่อท่านว่า ผมติดรายการที่พ่อท่านเทศน์เนี่ย เป็นโลภะมั๊ยครับ แม้ว่าเป็น ผมว่าติดธรรมะของพระพุทธเจ้าดีที่สุด พ่อครูว่า...จะบอกว่าเป็นโลภะจิตไหมก็เอาเถิด หากคุณได้ธรรมะของพระพุทธเจ้าไปได้แล้วค่อยไปล้างได้
สื่อธรรมะพ่อครู (สมาธิพุทธ) ตอน ปฏิบัติสมาธิลืมตาทำอย่างไร _ ผมเข้าใจถูกมั๊ยครับว่าสมาธิลืมตา ต้องเริ่มจากการมีความเห็นถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) ก่อนแล้วให้ทำเป็นขั้นตอนตามมรรคที่เหลืออีก 7มรรคจนเกิด สัมมาสมาธิ ดูจิตใจเราเองว่ากิเลสนั้นๆ ในใจลดลงหรือไม่จากการมากระทบเราตามทวารทั้ง 6 คำสอนพ่อท่านมีคุณค่าอย่างยิ่ง เป็นกำลังใจให้พ่อท่านสอนเช่นนี้ต่อไปนานๆ นะครับ พ่อครูว่า... ถูกต้อง สมาธิลืมตาต้องมีทิฏฐิที่ถูกก่อน แล้วทำตามขั้นตอน มรรค จัดการกับสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ โดยมีวายามะ และ สติเป็นตัวช่วย มีสติเป็นตัวนำในการปฏิบัติ มีสติสัมปชัญญะ ปัญญาสัมปชานะ สัมปาเทติ สัมปัชชลติ จัดการกิเลสได้ มีพลังงานสลายกิเลสได้ โหมไหม้ละลายพลังงานอกุศลได้ เป็นพลังงานทั้งนั้นเลย ก็เกิดผล จากมรรค 7 องค์ ปฏิบัติสัมมาสมาธิด้วยมรรค 7 องค์นี้คือของพระพุทธเจ้า แต่ทุกวันนี้เลือนเลอะเทอะไปหมดแล้ว เป็นแต่นั่งสะกดจิต อาตมาต้องรื้อฟื้นขึ้นมา สุดท้ายธรรมะมีสอง สะกดจิต กับ วิเคราะห์วิจัยสภาวะจริง เพราะฉะนั้นสมาธิที่ล้างกิเลสจริงๆ จิตก็สะอาดยิ่งขึ้น เจริญ ถ้าดับจิตไม่รู้เรื่องอะไรเลย ดำแน่นหนาอยู่ตรงนั้นน่ะ อาตมาพูดง่ายๆ ชัดๆ แล้วนะ
สื่อธรรมะพ่อครู (ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน อานิสงส์ของการปฏิบัติศีล พ่อครูว่า… มาต่อกัน พระพุทธเจ้าท่านขึ้นต้น พรหมชาลสูตร เลยว่า คนชมเราชมด้วยอะไร เริ่มจากมีอาจารย์กับลูกศิษย์พราหมณ์ คนหนึ่งชม คนหนึ่งติ แล้วพระพุทธเจ้าก็สอนว่าคนชมคนติ ถ้าไม่ถูกก็ต้องแก้ไขไป แต่ถ้าชมถูกก็รับไว้ไม่ต้องระเริงใจ แต่สำหรับท่าน ถ้าใครจะเริ่มต้นชมที่ศีล ต้องชมว่าท่านมีศีล เริ่มแต่จุลศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาของใคร เป็นต้น ไปจนจุลศีล 26 พระพุทธเจ้าว่าถ้าจะชมเราต้องชมที่เรามีศีล เป็นปกติ ตถตา ท่านจึงชื่อว่า ตถาคตา คือดำเนินไปดีแล้ว จบความจริงแล้ว ตถตา การปฏิบัติศีล มีอานิสงส์ที่ใจ ไม่ใช่แค่กายกับวาจา มันค่อยเดือดร้อนน้อยลง มีปราโมทย์ ปีติ สุข สุขอย่างสงบ วูปสโมสุข
อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) สมาธิ (จิตมั่นคง) ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) นิพพิทา (เบื่อหน่าย) วิราคะ (คลายกิเลส) 10. วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) จากศีลก็ไปสมาธิ สมาธิคือความตั้งมั่นของจิต อะไรตั้งมั่น หากกิเลสตั้งมั่นก็ไม่ใช่ แม้จิตแข็งแรงตั้งมั่นแต่เป็นอกุศลจิต อย่างที่เกิดกับบ้านเมืองไทยเราตอนนี้ คือชั่วตั้งมั่น สมาธิคือผลของฌาน ฌานคือการเผาราคะ โทสะ โมหะ ฌานต้องมีปัญญา ต้องมีธาตุรู้ ถ้าแค่การสะกดจิตหรือจ่อจดนิ่งอยู่กับกสิณ อันนี้นอกรีตศาสนาพุทธ คำว่าฌานคือต้องสร้างพลังงานไฟ แปลว่าไฟกองใหญ่ กองพิเศษที่ไปละลายไฟราคะ โทสะ โมหะ พลังงานฌานจึงต้องมีปัญญา ไม่มีปัญญาไม่ใช่ฌาน เมื่อสามารถสร้างฌานได้ ก็สั่งสม ตกผลึก ควบแน่น เป็นสมาธิ ตั้งมั่นของจิต เข้าใจสมาธิ ชัดขึ้นอีกไหม ฌานต้องมาก่อนสมาธิ ศีล 3 ข้อแรกเป็นกาย ศีลข้อ 4 วาจา ภาษาคำพูด แล้วศีลข้อ 5 คือจิตวิญญาณที่ไปมอมเมา ทำศีล 5 ให้ครบกายวาจาใจ พอได้แล้วก็เติมศีล 6 ศีล 7 ศีล 8 วิกาลโภชนาฯ มาลาคันธะ วิเลปนะ ไปเรื่อยๆ เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ เพิ่มขึ้นไล่เลียงลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล เป็นลำดับที่น่าอัศจรรย์ ไม่โกรกชันเหมือนเหว นี่คือจิตที่เป็นสมาธิ แล้วมีปัญญาเป็นยาดำเป็นธาตุรู้ละเอียด ทำอะไรต้องรู้ชัดเจน ปฏิบัติลงตัวเป็นสัดส่วนไปเรื่อยๆ เกิดวิมุติ นิโรธ ไปตามลำดับ นิโรธกับวิมุติเป็นไวพจน์กัน แต่อันเดียวกันคือกิเลสไม่มี จบแล้วมีญาณทัสสนะ คือจบด้วยการเข้าใจชัดเจน จบด้วยการรู้ ตื่น เบิกบาน จึงเรียกว่าพุทธะ ไม่ใช่จบด้วยการดับ ไม่มีอะไร ไม่ใช่ แต่สิ่งที่จะให้ไม่มีคือกิเลส ต้องรู้จนพ้น อวิชชานุสัย ไม่มีที่ไม่รู้เลย ศีล สมาธิ ปัญญาของพระพุทธเจ้าไม่ใช่หลับตาปฏิบัติ ใน พรหมชาลสูตร มีอธิบายไว้ ใน สามัญผลสูตร ก็อธิบายศีล สมาธิ ปัญญา โดยการให้เกิดสมาธิลืมตาทั้งนั้น ให้เกิดสำวรศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ สติอันเป็นอาริยะ สันโดษอันเป็นอาริยะ
สื่อธรรมะพ่อครู (ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน อัมพัฏฐสูตร ทางเสื่อม 4 พ่อครูว่า… ในอัมพัฏฐสูตร ก็มีลูกศิษย์สำนักหนึ่งที่ยึดถือความรู้โคตร ของตนว่า สายพราหมณ์นั้น สูงกว่าสายกษัตริย์ เขาเชื่อมโยงด้วยความรู้ด้วยปัญญา แต่ความรู้ปัญญาจริงๆ เขาไม่ไปติดโคตรหรอก พระพุทธเจ้าก็บอก ในพรหมชาลสูตรก็บอกว่านั่งสมาธิไปหลงอดีตอนาคต แต่พอมาอัมพัฏฐสูตรก็บอกความเสื่อมสี่ประการ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ มีทางเสื่อมอยู่ 4 ประการ เป็นไฉน? คือ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ 1. เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ 2. เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้ สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ 3. เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถที่จะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน หรือนิคมแล้วบำเรอไฟอยู่ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ 4. เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และ ไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่าผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง 4 นี้ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอ ท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์ย่อมปรากฏในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้บ้างหรือไม่? อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่า ข้อนี้ไม่มีเลย ข้าพเจ้ากับอาจารย์เป็นอะไร วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมเป็นอะไร ข้าพเจ้ากับอาจารย์ยังห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาออกป่า แต่ไม่ตีทิ้งป่า เราทำป่าเอง ตั้งแต่ฆราวาสอาตมาก็ทำน้ำตก ทำเขาในบ้านเอง ลำธารทำเอง แต่ถ้าเข้าป่า ไปบำเรออาจารย์ในป่า ก็เป็นอาจารย์ที่ไม่ใช่ของศาสนาพุทธหรอก พระพุทธเจ้าได้อรหันต์ 60 รูปแรกก็ให้ไปในนิคม ท่านไม่ได้เข้าป่าเลย การบูชาไฟนี้เป็นความเสื่อมระดับเทวนิยม จะจุดด้วยเปลวด้วยควันก็ตาม เขาสร้างเรือนไฟในนิคมแล้วบำเรอไฟ บูชาไฟ เป็นความเสื่อมข้อที่ 3 เดี๋ยวนี้เล่นไม่มีด้านเลย เป็นวงกลมจานบินเลย เหนือชั้นกว่าตอนพระพุทธเจ้าอีก ในสมัยพระพุทธเจ้าแค่ประตูสี่ด้าน ทางสี่แพร่ง ดักตอนเข้าประตูสำนักเลย แล้วงมงายว่าใครจะมาก็จะบำเรอ ต้อนใครมาเป็นอาจารย์หมด ตนเองไม่มีท่าเลย ใครมานับถือหมด แล้วสร้างทุกอย่างเป็นสื่อสารเพื่อล่อหมดเลย เณรคำมีเครื่องบินส่วนตัว แค่รถเบนซ์รถหรู จิ๊บๆ ยุคนี้มีวัดไหนไม่บูชาไฟบ้าง เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ก่อนเลย อาตมาพูดมานานแล้ว ทำไมเสียบไม่เข้าเลย ว่าหอกแหลมแล้วนะ อาตมาตั้งใจพูดนี่ให้รู้รายละเอียดสุดยอด ให้เห็นว่านี่คือความเสื่อม พยายามกันที่จะมาศึกษา มาซ้ำที่อัมพัฏฐะกับอาจารย์คือโปกขรสาติ พระพุทธเจ้าไล่ต้อนเลยว่า เธอกับอาจารย์นั้นแม้แต่สิ่งที่ผิดเธอยังทำไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ถูกเลย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอก็เช่นนั้นเหมือนกัน บรรดาฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์คือฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ในปัจจุบันนี้พวกพราหมณ์ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์ของเก่านี้ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้วกล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้อง ตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกไว้ เพียงคิดว่าเรากับอาจารย์เรียนมนต์ของท่านเหล่านั้น เธอจักเป็นฤาษีหรือปฏิบัติเพื่อเป็นฤาษีได้ นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ฟังพราหมณ์ ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และเป็นปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร บรรดาฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์คือฤาษีอัฏฐะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ในปัจจุบันนี้ พวกพราหมณ์ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์ของเก่านี้ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้อง ตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกไว้ ฤาษีเหล่านั้นอาบน้ำ ทาตัวเรียบร้อยแต่งผม แต่งหนวด สวมพวงดอกไม้และเครื่องอาภรณ์ นุ่งผ้าขาว อิ่มเอิบ พรั่งพร้อมบำเรออยู่ด้วยกามคุณห้า เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่า ไม่เหมือน พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ฤาษีเหล่านั้นบริโภค ข้าวสาลีที่เก็บกากแล้ว มีแกงและกับหลายอย่าง เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่า ไม่เหมือน พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ฤาษีเหล่านั้นบำเรออยู่ด้วยเหล่านารีผู้มีร่างกระชดกระช้อย เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? ตอบว่าไม่เหมือน พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ฤาษีเหล่านั้นใช้รถเทียมม้าหางตัด แทงด้วยปฏักด้ามยาวเหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่า ไม่เหมือน พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ฤาษีเหล่านั้นใช้บุรุษขัดกระบี่ให้รักษาเชิงเทินแห่งนคร ที่มีคูล้อมรอบลงลิ่ม เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่า ไม่เหมือน พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอกับอาจารย์มิได้เป็นฤาษีเลย ทั้งมิได้ปฏิบัติเพื่อเป็นฤาษี ผู้ใดมีความเคลือบแคลงสงสัยในเรา ผู้นั้นจงถามเราด้วยปัญหาเราจักชำระให้ด้วยการพยากรณ์ แล้วเสด็จออกจากพระวิหารจงกรมไป อัมพัฏฐมาณพก็ออกจากพระวิหารเดินจงกรมแล้ว ขณะที่อัมพัฏฐมาณพเดินจงกรมตามพระผู้มีพระภาคอยู่นั้น ได้พิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ 32 ประการในพระกายของพระผู้มีพระภาค ก็ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ 32 ประการโดยมาก เว้นอยู่ 2 ประการ คือพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก 1 พระชิวหาใหญ่ 1 จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสอยู่ พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า อัมพัฏฐมาณพนี้เห็นมหาปุริสลักษณะ 32 ประการของเราโดยมาก เว้นอยู่ 2 ประการ คือ คุยหะ(อวัยวะเพศ)เร้นอยู่ในฝัก 1 ชิวหาใหญ่ 1 จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อไม่เลื่อมใสอยู่ ทันใดนั้น จึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้อัมพัฏฐมาณพได้เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง 2 กลับไปมา สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง 2 กลับไปมา แผ่ปิดจนมิดมณฑลพระนลาต อัมพัฏฐมาณพคิดว่า พระสมณโคดมประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ บริบูรณ์ไม่บกพร่อง จึงได้ทูลลาพระผู้มีพระภาคแล้วขึ้นรถม้ากลับไป (ที.สี. 9/อัมพัฏฐสูตร/169-171/112-114)
พราหมณ์โปกขรสาติลุกออกมานั่งคอยรับอัมพัฏฐมาณพอยู่ ณ อารามของตนพร้อมพราหมณ์หมู่ใหญ่ ฝ่ายอัมพัฏฐมาณพขับรถไปอารามของตนจนสุดทางที่รถไปได้ แล้วลงเดินเข้าไปหาพราหมณ์โปกขรสาติ ไหว้แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พราหมณ์โปกขรสาติถามว่า พ่อได้เห็นพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นแล้วหรือ? ตอบว่าได้เห็นแล้ว ถามว่าก็เกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงตามนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นหรือ ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่นหรือ? ตอบว่าเกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงตามนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นเลย ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่นเลย และประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ บริบูรณ์ไม่บกพร่อง ถามว่าพ่อได้สนทนาปราศรัยอะไร ด้วยหรือไม่? ตอบว่าได้สนทนาปราศรัยด้วยทีเดียว ถามว่าพ่อได้สนทนาปราศรัยอย่างไรบ้าง? อัมพัฏฐมาณพได้เล่าเรื่องเท่าที่ตนได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ให้พราหมณ์โปกขรสาติทราบทุกประการ พราหมณ์โปกขรสาติได้กล่าวว่า พุทโธ่เอ๋ยพ่อบัณฑิต พ่อพหูสูตของเรา พ่อทรงไตรวิชาของเรา คนเบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป จะพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเสีย เพราะท่านผู้ประพฤติประโยชน์เช่นนี้ เจ้าได้พูดกระทบกระเทียบ พระโคดมอย่างนี้ๆ แต่พระโคดมกลับยกเอาพวกเราขึ้นเป็นตัวเปรียบเทียบ อย่างนี้ๆ พราหมณ์โปกขรสาติโกรธ ขัดใจ เอาเท้าปัดอัมพัฏฐมาณพให้ล้มลงแล้ว ใคร่จะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเสียในขณะนั้นทีเดียว พวกพราหมณ์ได้พูดห้ามว่า วันนี้เกินเวลาที่จะไปเฝ้าพระสมณโคดมเสียแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปเถิด พราหมณ์โปกขรสาติให้จัดแจงของเคี้ยวของบริโภคอย่างประณีตในนิเวศน์ของตนแล้วเอาใส่รถ เมื่อคบเพลิงยังตามอยู่ ได้ออกจากอุกกัฏฐนคร ขับรถตรงไปยังราวป่าอิจฉานังคลวันจนสุดทางรถ ลงเดินเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐมาณพศิษย์ของข้าพเจ้าได้มาที่นี้หรือ? ตรัสว่า ได้มา ทูลถามว่าพระองค์ได้สนทนาปราศรัยอะไร ฃๆ กับเขาหรือไม่? ตรัสว่าได้สนทนา ทูลถามว่าพระองค์ได้สนทนาปราศรัยกับเขา อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเล่าเรื่องเท่าที่พระองค์ได้สนทนาปราศรัยกับอัมพัฏฐมาณพ ให้พราหมณ์โปกขรสาติทราบทุกประการ พราหมณ์โปกขรสาติได้ทูลว่า อัมพัฏฐมาณพเป็น คนโง่ ได้โปรดอดโทษให้เขาเถิด ตรัสว่าอัมพัฏฐมาณพจงมีความสุขเถิด พราหมณ์โปกขรสาติได้พิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ 32 ประการในพระกายของพระผู้มีพระภาคก็ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ โดยมากเว้นอยู่ 2 ประการ คือ พระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก 1 พระชิวหาใหญ่ 1 จึงยังเคลือบแคลงสงสัยอยู่ ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสอยู่ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า พราหมณ์โปกขรสาตินี้เห็นมหาปุริสลักษณะ 32 ประการของเราโดยมาก เว้นอยู่ 2 ประการ คือ คุยหะเร้นอยู่ในฝัก 1 ชิวหาใหญ่ 1 จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสอยู่ ทันใดนั้น จึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้พราหมณ์โปกขรสาติได้เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง 2 กลับไปมาสอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง 2 กลับไปมา แผ่ปิดจนมิดมณฑลพระนลาต พราหมณ์โปกขรสาติ คิดว่า พระสมณโคดมประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการบริบูรณ์ ไม่บกพร่อง แล้วทูลว่า ขอพระโคดมผู้เจริญพร้อมพระภิกษุสงฆ์จงรับภัตตาหารในวันนี้ พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ด้วยอาการนิ่งอยู่ พร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive