340407 ทรัพย์แท้ของมนุษย์ ตอนที่ 7-12 งานพุทธาภิเษก ปี 2534.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์564 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

ทรัพย์แท้ของมนุษย์วันที่ 7 เมษายน 2534 เนื่องในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 15 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์

มาเริ่มต้นอัดกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ในเรื่องของ ทรัพย์แท้ของมนุษย์ ใครยังไม่มีเล่มนี้ก็หาขอเอา ทรัพย์แท้ของมนุษย์น่ะขอเอา อาตมาได้พยายาม อธิบายทรัพย์... ตามที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันแล้วก็เอาพระสูตรมาอ่านให้ฟัง เพื่อยืนยันว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า คนเราเกิดมานี่จะมีทรัพย์ หรือมีสมบัติติดชีวิต จะเรียกว่าติดอะไรก็แล้วแต่เถอะ ติดชีวิต ติดตัวเรา ติดอัตภาพ ติดส่วนหนึ่งที่เรายังไม่ปรินิพพานไป ปรินิพพานนี่ หมายความว่า แต่ละคน แต่ละคนนี่ เลิกกัน สูญสลายหมด หมดเรื่อง หมดทุกอย่าง หมดทุกข์ หมดสุข หมดการสืบต่อ จบสิ้น ไม่มีอะไรกันอีก กรรมเกิมอะไรก็เกลี้ยง วิบากอะไรก็จบ นั่นเรียกว่าปรินิพพาน หมายความว่าเราตายจากร่างกายนี้ไปแล้ว ทั้งจิตวิญญาณ ทั้งวิบาก ทั้งกรรม ทั้งของๆตน ตัวตน ของๆตนใดๆ อันจะพึงเหลือ หมด ไม่เหลืออะไรอีกเลยนะ คนเราที่ได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็พึงระลึกเป็นที่สุดอันหนึ่ง คือ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า อะไรๆ มันก็ไม่เป็นของของเรา ...ของตัวของตนนี่ ของๆเรานี่มันไม่มี อะไรๆมันก็ไม่มีหรอก ที่แท้จริง.... จะเป็นของๆเราที่แท้จริง มันไม่มี แต่มันก็มีอยู่ตราบที่เรายังไม่ปรินิพพาน อะไรล่ะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ด้วยว่า มีตราบที่เรายังไม่ปรินิพพาน คือกรรม กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กรรมนั่นแหละยังเป็นของๆตน ท่านตรัสนะว่าไม่มีอะไรเป็นของๆตน เป็นอนัตตา อัตตนียา ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีของของตน ใช่ เมื่อเราปรินิพพานแล้ว ก็ไม่เหลืออะไรเป็นตน ไม่มีอะไรเป็นของๆตนอย่างสิ้นสนิท ถูกต้องที่สุด เมื่อปรินิพพาน แต่ถ้าเผื่อ

อ่านต่อ

ว่า ยังไม่ปรินิพพาน ก็มีของของตนอย่างที่ท่านตรัสไว้นั่นแหละ มีกรรมเป็นของๆตนน่ะ มีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นทายาท หรือเราเป็นทายาท...เรามี....เรามีกรรมเป็นทายาท เรามีกรรมเป็นมรดกนั่นเอง เราเป็นทายาทของกรรม เราเป็นผู้รับมรดกกรรมของเราเอง แล้วก็กรรมนี่แหละ จะพาเราไปเกิด จะเกิดดี เกิดชั่ว เกิดตกต่ำ เกิดสูงส่ง เกิดผิวพรรณดี ผิวพรรณทราม เกิดตกทุกข์ได้ยาก เกิดสบายอะไรก็แล้วแต่ กรรมเป็นตัวพาเกิด ไม่มีใคร ไม่มีเจ้ากรรมนายเวร ไม่มีใครมาบันดลบันดาล ไม่มีใครมาเนรมิตอื่นให้ นอกจากเหตุปัจจัย คือกรรม คือวิบาก เกิดแล้วเราก็มีอันนี้แหละ มันเป็นตัวพันธุ์ เป็นพันธุ์ เป็นเผ่า เราเป็นพันธุ์เผ่าของเราเองนะ เราจะเลือกพันธุ์ไหนล่ะ ถ้าเราเลือกเอาพันธุ์พุทธ พระพุทธเจ้าว่าสามารถที่จะปรับพันธุ์ได้ พระพุทธเจ้า พาปรับพันธุ์นะ มาสั่งสมอบรมสั่งสมอบรมให้เป็นพันธุ์นี่ โดยสั่งสมกรรมให้เป็นกรรมพันธุ์ เพราะฉะนั้น กรรมที่เราสั่งสมตามพระพุทธเจ้าว่า...เป็นกรรม อะไรเป็นกุศล กรรมที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า พึงกระทำให้ที่สุด หยุดกรรมชั่วทั้งหลายแหล่ ทำแต่กรรมดี สั่งสมแต่กรรมดี กรรมดีอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านพาทำว่าแนวนี้อย่างนี้ อย่างนี้อย่าทำ จงทำอย่างนี้ๆๆ เราก็หยุด ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกให้หยุดให้ได้ เลิกให้ได้ แล้วก็ทำแต่อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่าจงทำแต่อย่างนี้ให้ถึงพร้อม ยังกุศลกรรมนี่ให้ถึงพร้อม ทำอย่างนี้ให้ได้ เราก็ทำแต่อย่างนั้น ก็กรรมอย่างนั้นล่ะจะเป็นเผ่าเป็นพันธุ์ เป็นกรรมพันธุ์ กัมมพันธุ แล้วจะนำเราเกิดด้วย...อันนั้น... เกิด...เราสั่งสมกรรมพันธุ์นั้นได้ เท่าไหร่ ก็นำเราเกิดไปได้เท่านั้น เพราะฉะนั้น เราเกิดมาแต่ละคนๆ เกิดมาจากกรรมของเราเองทั้งนั้น แหละ เป็นเผ่า เป็นพันธุ์ ทำได้เท่าไหร่ มีเนื้อหาสาระ มีสภาพที่จะเป็นลักษณะ เต็ม ลักษณะสมบูรณ์ ลักษณะครบ ครบลักษณะมนุษย์ประเสริฐ เท่าที่จะสั่งสมกรรมที่ดีได้ เราก็ได้เท่านั้นล่ะมาเป็นเครื่องอาศัย ใครจะได้เท่าไหร่ เท่าไหร่ๆๆ ก็ได้เท่านั้น มาเป็นเครื่องอาศัย เป็นกรรมของเราทั้งนั้น เป็นกรรมจำแนกให้เรามา เราก็ได้เท่านั้นๆ ตามจริง สิ่งเหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ แล้วเราก็เอามาพิสูจน์ความจริงกัน เราจะเชื่อแค่ไหน เราจะเชื่อแค่ไหน นั่นเรียกว่าศรัทธา แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็สรุป เอาไว้แล้วว่า ทรัพย์ของมนุษย์มีศรัทธา มีศีล มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะ จาคะ ปัญญา 7 ตัวนี้แหละเป็นทรัพย์ ที่จะสั่งสมเป็นสมบัติของตัวไปจนกว่าจะปรินิพพานดังกล่าวแล้ว อาตมาได้พยายามขยายมาแล้ว ในงานปลุกเสกฯ ว่าความเชื่อ ศรัทธานี่มันเป็นสิ่งลึกๆ ของมนุษย์จริงๆล่ะนะ นี่ทบทวนกันไปเสียก่อน มนุษย์เชื่อ เขาเชื่อ อย่างไร จริงๆน่ะ ตัวเชื่อนั่นไม่ใช่ตัวธรรมดาเลยนะ เขาเชื่อว่าเกิดมาแล้วจะต้องสะสมเอาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วจะสะสมเอาลาภ ยศ โลกียสุขที่เชื่อ อย่างที่ไม่กลัวบาปด้วย ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ขอให้ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข จะทุจริตอย่างไร จะหยาบคายอย่างไร จะเป็นบาป เป็นอกุศลอย่างไร เขาก็ไม่เกี่ยง เขาเชื่ออย่างนั้นจริงๆ เขาก็ทำ นี่เขาก็ว่าเขาเป็นสุข แล้วเขาก็ทำของเขาตลอด ชีวิตเขาก็จะได้อย่างนั้นเป็นกรรม เขาทำอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น เขาเชื่ออย่างไร เขาก็ทำอย่างนั้น คนที่เชื่อว่ามันเป็นบาป เชื่อว่ามันเป็นทุจริต เชื่อว่ามันไม่ควรทำ เขาก็ไม่ทำ จนกระทั่งเขาเชื่อว่าอย่าว่าแต่จะไปแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขเลย มันไม่ใช่สิ่งที่ไม่น่าแย่ง มันไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าสะสม มันไม่เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นสุขตรงไหนเลย เราหลงสุขก็เป็นระดับๆขึ้นมา เชื่ออย่างไหนล่ะ ก็ต้องไปทบทวนดู เทปก็มีอยู่ ยังอัดไว้บรรยาย อาตมาพยายามที่จะขยายความซอกแซกให้เห็นว่าลักษณะความเชื่อของคนนี่ มันมีทั้งลึก ทั้งตื้น ฟังโดยสำนึกนอกนี่ เราฟังโดยตั้งใจฟังฉาบๆฉวยๆนี่ เราก็ฟังเหตุผลโน่นนี่อะไรเราก็ฟัง เราก็เข้าใจ แต่จิตลึกๆศรัทธา ตัวศรัทธาจริงๆลึกๆนี่ มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น ฟังนี่เข้าใจนะ หลายคนที่มีความเฉลียวฉลาด ฟังรู้เรื่องเหตุผลเถียงไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เวลาจริงๆแล้ว ก็ไปทำตามความเชื่อลึกๆที่มีกำลัง เป็นศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ เป็นกำลังของศรัทธา ความเชื่อ มันก็ไปทำตามความเชื่อลึกๆนั่นน่ะ มันมีกำลังมากกว่า ก็ไปทำตามนั้น ทั้งๆที่พอตั้งใจตั้งอกตั้งใจ ฟังเหตุผล ฟังหลักการ ก็เห็นว่าถูกต้องนะ หลักการนี้ดี เหตุผลนี้ดี ทฤษฏีอย่างนี้ อย่างนั้นไม่ควรทำหรอกมันชั่ว แต่สุดท้ายก็ไปทำตามที่เราศรัทธา ลึกๆข้างในเรามันเชื่อ มันมีกำลังมากว่าน่ะ แต่ละคน ที่อาตมาพูดอย่างนี้ แต่ละคนฟังดูแล้วจะๆๆ จะพอเข้าใจนะว่า เออ จริงๆด้วยนะ เรานี่ ไอ้ที่ดีนี่ เราก็พอรู้ล่ะนะ สำนึกนอกนี่ เข้าใจนะ แต่เวลามันไปปฏิบัติจริงแล้ว อดไม่ได้ บางทีมันก็มีสติรู้เหมือนกันนะว่า อย่างนี้ไม่ค่อยดี แต่ว่าอดไม่ได้ มันต้องทำน่ะ ทำอย่างที่มันไม่ดีนั่นน่ะ นั่นเรียกว่าเรายังอ่อนแอ อินทรีย์ อำนาจ หรือกำลังนี่ อินทรีย์นี่คือกำลัง คืออำนาจในตัว อำนาจโดยทางจิตนั่นแหละ โดยทางจิตในลักษณะของศรัทธาก็ตามน่ะ ศรัทธา ซึ่งอินทรีย์กับพละนี่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า เป็นอินทรีย์ใหญ่ๆ อินทรีย์สำคัญอยู่ 5 มีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีสมาธิ แล้วก็มีปัญญา เรียกว่าอินทรีย์ 5 แล้วจะเป็นพละ เป็นกำลังสูงขึ้นไปอีก เป็นกำลัง 5 อันนี้สำคัญ เป็นตัวที่จะต้องสั่งสมสร้างขึ้นมาจริงๆ ด้วยการประพฤติปฏิบัติ มีศรัทธาที่จะมีกำลังลึกๆๆๆขึ้นไป มีกำลังเต็ม เห็นอย่างใดว่าถูกต้องด้วยปัญญา หรือด้วยทิฏฐิความเห็น แล้วก็ปฏิบัติประพฤติด้วยความเพียร สั่งสมจนกระทั่งศรัทธานั้นเปลี่ยนตัวมาเป็นศรัทธาที่เป็นกำลังอันถูกต้องตามทิฐิ ตามปัญญา ที่เป็นสัมมาทิฐิ แล้วก็เป็นปัญญาแท้ๆเป็นญาณ เป็นความเข้าใจ ความเฉลียวฉลาด ที่เป็นตัวสำคัญที่แท้จริง เราก็มาเพียรปฏิบัติ มามีสติปฏิบัติ จนกระทั่งสั่งสมลงไปโดยหลักปฏิบัติของพุทธน่ะ มีสติปัฏฐาน 4 เป็นหลัก มีสัมมัปปธาน อิทธิบาท ปฏิบัติจนกระทั่งสั่งสมเป็นอินทรีย์ เป็นพละ โพธิปักขิยธรรม หลักโพธิปักขิยธรรม แล้วมันจะสั่งสมจริงๆ สติเราก็จะเต็มขึ้น ระลึกรู้อย่างนั้นอยู่เสมอ จนกระทั่งเป็นปกติ มีสติอย่างนั้น แล้วก็รู้ รู้อย่างนั้น แล้วก็เชื่ออย่างนั้น แล้วก็ทำอย่างนั้น อย่างสมาธิ เรียกว่าตั้งมั่น สมาธิ เรียกว่ามันเต็มในอธิต่างๆ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา มันเต็ม หลักการเรียกว่าศีล ปฏิบัติจนกระทั่งถึงจิต เรียกว่าอธิจิต หรือสมาธิ จิตมันเต็ม จิตมันเป็นอย่างนั้นอย่างยิ่งเลย อย่างที่เราต้องการ จิตมีกำลังอย่างนั้น จิตมีความเชื่อ มีความเป็นอย่างที่เราเข้าใจด้วยปัญญา อย่างที่เราเข้าใจด้วยทิฐิความเห็น แล้วเราก็เป็นได้ตามนั้นอย่างสมบูรณ์ อย่างสมบูรณ์เลย พอเป็นสมาธิแล้ว ก็เป็นความเต็มตั้งมั่น แล้วก็เป็นความเป็นไปได้อย่างเต็ม เป็นกำลัง โดยเราไม่ต้องไปดุนไปดัน โดยเราไม่ต้องไปช่วย เอากำลังอะไรไปเสริม มันก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆน่ะ ในเรื่องของศรัทธา ที่อาตมานี่ทบทวนนะ พยายามวิเคราะห์วิจัย แล้วก็ยกตัวหย่งตัวอย่างให้ฟังแล้วว่า คนเราเกิดมาศรัทธาก็เป็นอย่างนั้นน่ะ เป็นเรื่อง อาศัยเลยศรัทธานี่ เป็นเรื่องที่คนเราใช้อย่างแท้จริง เพราะว่ามันเป็นทรัพย์ไปอีก มันจะเป็นสิ่งที่เราได้ เป็นสมบัติของเราต่อๆเนื่องๆไป เมื่อใดๆ ก็แล้วแต่ แม้แต่เรามีแล้วเป็นของเรา พอเกิดมานี่ คนเราจะมีสิ่งแวดล้อมนี่อยู่กับสังคมคนนี่ คนเรามีค่านิยมอย่างไร เขาเชื่อกันอย่างไร เขาว่าคนเราเกิดมามันเป็นสุขอะไรเป็นสุขอย่างไร จะมอมเมากัน มันจะกระจายกระแสค่านิยมนี่อยู่ เกิดมาก็มาเจอพวกนี้ ครอบ อาบ พอก ความรู้สึก แล้วเราจะเมาไปตามเลย ตามกระแสนั้น ถ้าใครไม่มีของตนเองเป็นสมบัติ ศรัทธาที่เป็นรากเหง้าที่เราได้ไว้นี่ตั้งแต่ชาติไหนก็แล้วแต่ สั่งสมศรัทธาผล ถ้าเราไม่ได้ไว้อย่างแข็งแรงจริงๆเลยนะ เราจะถูกสังคมนี่อาบพอก ค่านิยมมอมเมา แล้วก็สั่งสมชีวิต ปฏิบัติประพฤติไปตามโลกๆเขา มันจะพาไปอยู่ในสังคมกิเลสหยาบ มันก็จะพาไปหยาบ สังคมกิเลสกลางๆ มันก็จะพาไปอย่างกลางๆ สังคมกิเลสจัดจ้าน มีสภาพซับซ้อนอย่างสังคมทุกวันนี้นี่ สภาพซับซ้อน สั่งสมความหยาบคายชนิดไม่ประเจิดประเจ้อ ซ่อนแฝงอำพรางเป็นมารยาซ้อนมารยา แล้วก็ยอมรับกัน ยอมรับกันว่า เออ ทำอย่างนี้ เป็นลักษณะของมนุษย์ในสังคมเขาทำกัน ถือว่าชั้นสูงเสียด้วย ฝีมืออย่างนี้ ลีลาอย่างนี้ เป็นลีลาฝีมือของคนชั้นสูง ยกย่องอย่างนั้นเสียด้วยนะ ทั้งๆจริงๆแล้ว มันหยาบคาย ชนิดซ้อนเชิง แล้วเขาก็รับกัน ซึ่งอาตมาถือว่า มันเป็นพฤติกรรม มันเป็นพฤติกรรมที่มนุษย์ได้พยายามปรับ แล้วก็มายอมรับกันเอง แล้วคนที่รับกันอยู่ในโลก ผู้ที่มีฝีมืออย่างนี้มาก ตามลีลาของโลก ที่จะต้องแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขได้มากๆ แล้วก็ลีลาอย่างนี้อยู่ในสังคม แล้วยกย่องกันเอง ผู้ได้ลาภมากก็ยกย่องว่าเป็นผู้ประสพผลสำเร็จ ผู้ที่มียศสูง มีอำนาจในยศศักดิ์ได้รับคำยกย่องสรรเสริญ เยินยอน่ะ ตามแบบโลกๆ แล้วผู้นั้นก็เสวยโลกียสุข เพราะได้อย่างนั้นน่ะ สังคมเขายอมรับกัน แล้วก็นิยมกัน จนประสบผลสำเร็จอย่างนั้น เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น เรียกว่าปุถุชน แต่มันยิ่งหยาบคาย ที่อาตมาพยายามจะเอามาพลิก เอามาชี้ให้เห็นว่ามันซับซ้อนๆ ลงไปแล้ว มันหยาบคายประเภทที่อาศัยความยอมรับร่วมกันในสังคมคนหมู่มากที่ปรารถนาโลกียสุข ปรารถนาโลกียสุข ปรารถนารสชาติแบบสุขอย่างที่เสพสมสุขสมอย่างโลกๆ เรียกว่าอย่างปุถุชนนั่น อย่างโลกีย์ มนุษย์โลกีย์ธรรมดาๆ แล้วเขาก็ได้รับยกย่องกันอยู่ในโลก พอเรามาศึกษาโลกุตระ เห็นว่าการเสพสุขโลกียสุขได้ อยากได้อะไร ก็ได้เสพสมสุขสม ไม่ว่าจะเป็นวัตถุสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือแม้แต่กามารมณ์ สิ่งที่กระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส พอได้สมใจอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างใดที่ติดใจ ตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง ต่างกันบ้าง อะไรก็ ตามใจเถอะ แล้วเราก็เป็นสุข เป็นสุขอยู่ แม้แต่เป็นภพเป็นชาติในอารมณ์ของจิต ในอุปาทานของจิต เราได้สมใจตามอุปาทานเรา เราก็ว่าเป็นสุข ก็อยู่แค่นั้น ไป แย่งชิงมาเสพสม จนเรามาเรียนโลกุตระแล้ว มันไม่ต้องเสพสมหรอก สุขมันเสพสมนั่น มันเป็นเรื่องที่ติดยึดกันมาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ เรามาล้างออก ล้างออก ตั้งแต่มาเสพสมตั้งแต่ของหยาบๆ ที่เราเรียกว่าอบายมุข จนกระทั่งเรื่องกามคุณ โลกธรรมในลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ตาม ไม่เห็นจะต้องได้ลาภ แล้วก็มาสมอกสมใจเป็นสุขเสิกอะไรนี่ เรามาเห็นความจริงว่า ลาภที่เราควรจะได้ คือสิ่งที่เราลงมือลงแรง ใช้ความคิดก็ตาม ใช้ความสามารถทางฝีมือก็ตาม สร้างขึ้นมากระทำขึ้นมานี่ได้มานั่นคือสุจริต ลาภ สิ่งที่เกิดที่ได้ แล้วเราก็ไม่ยินดีที่จะเอามาไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินเป็นทอง เป็นทรัพย์ศฤงคาร เป็นอะไรมา ที่จริงไม่ได้ให้เขาบอกแล้วว่าแลกไปแลกอะไรมาแล้วก็ตีราคา ตีค่ามา เอามาให้แก่ตัวเอง กักเก็บ เก็บไว้ จะเอาเปรียบด้วย ได้เปรียบก็นึกว่ายินดีด้วย ที่เราพูดแล้ว พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราเข้าใจ เราไม่ไปแลกหรอก เราจะให้คนด้วยซ้ำไป นั่นต่างหาก กลับถ้าจะดีใจ ถ้าจะชื่นใจ ถ้าจะมีความสุข ก็มีความสุข ควรจะสุขที่เราได้ให้เขานั่นต่างหาก มันวิเศษกว่าไปเอามา ไปโลภมา ไปเอาเปรียบมานั่น มันไม่น่าดีใจเลย ก็พยายามจะมาเปลี่ยนความเห็นทิฐิของพวกเราชาวโลกุตระต้องเห็นอย่างนี้นะ เห็นอย่างนี้แล้วก็ไปพิสูจน์ดู ว่าถ้าเราไปให้นี่ มันน่ายินดีจริงไหม แล้วให้แล้ว มันจะเป็นประโยชน์อะไร เป็นประโยชน์ต่อตนยังไง เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นยังไง ได้ให้เขานี่ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นไหม ให้เป็นโทษก็มีนะ ไอ้สิ่งที่มันไปมอมเมาเขาเกินไป ก็ไปให้เขา มันเป็นโทษก็มี ให้นี่เป็นประโยชน์กับเขาไหม แล้วเราก็เป็นตัวผู้มีประโยชน์ เป็นประโยชน์จริงๆ เราเป็นตัวประโยชน์จริงๆ ได้ให้ เห็นให้ชัด ว่าเป็นตัวประโยชน์ เป็นประโยชน์อย่างไร อย่างนี้น่าดีใจกว่าไหม ถ้าจะดีใจ สูงไปกว่านั้น โลกุตระแม้แต่จะได้ให้เขา แล้วก็อย่าไปยินดีว่า เออ เราได้ทำดี เรายินดีในสิ่งที่ดี ภาคภูมิในสิ่งที่ดี ติดใจเอร็ดอร่อย เป็นอัสสาทะ อร่อยในดีอยู่นี้อีก มันก็ยังเป็นภพ เป็นชาติ ยังเป็นความเกิดของอารมณ์ เราก็ต้องมาลดจางคลายลงมาอีกด้วยซ้ำ เราไม่ต้องเกิดอารมณ์ยินดี ตื่นเต้น ประทับใจ จนกระทั่งติด ถ้าไม่มีไอ้นี่ รู้สึกว่าไม่มีชีวิตชีวา มันต้องได้ยินดี ถึงมีชีวิตชีวา เราก็มาเรียนรู้ลึกขึ้นไปอีก ว่าอาการอารมณ์ของจิตอย่างนั้น ลดลงอีก จึงจะสูงขึ้นไปอีก เข้าสู่ปรินิพพาน เข้าสู่ความเป็นนิพพาน ที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็มาเรียนรู้กันจริงๆ ว่าโลกุตระ ที่จะเลิกโลก หรือความวน สังสารวัฏ นี่ มันมีความเกิดของอารมณ์ เสพสมสุขสมนี่มากถึงอย่างนั้นๆๆๆ คุณฟังไปเป็นทิฏฐิ ฟังไปเป็นความเข้าใจ ฟังไปนี่เป็นความเห็น เสร็จแล้วก็เอาไปพิสูจน์ พิสูจน์ทีละเรื่องก็ได้ เราเคยติดอะไร เราเคยเลิกอะไรได้ เลิกไปแล้ว มันยังมีความยินดี เลิกแล้ว เราไม่เอาแล้วเราก็กลับมาใช้ความสามารถทางความคิด ความสามารถทางฝีมือที่สร้างได้ แล้วก็ได้สร้างให้แก่คนอื่น ยศ ตำแหน่ง ก็ไม่ต้องมาตั้ง มาอะไรก็ได้ เราก็ดูอะไรน่าจะรับผิดชอบ น่าจะรับภาระ น่าจะกระทำก็กระทำไป ตามสมควรว่าเรามีความสามารถมากทำได้ คนเขาก็ปล่อยให้เราทำเอง อะไรเราไม่มีความสามารถไปทำไปแล้ว เขาก็ห้าม เขาก็กั้น เขาก็ไม่ให้เราทำ ทำไปแล้วมันจะเสีย มันเสียทั้งงาน เสียทั้งสังคม ความเป็นอยู่ที่เดือดร้อน เขาก็ห้าม แต่ถ้าเผื่อว่าเราเอง เราทำแล้ว มันไม่เสีย มันยิ่งดี สังคมก็ดี สิ่งที่สร้างขึ้นมานั่นก็ดี เขาก็ส่งเสริม เขาก็ให้เราทำเอง เรารับผิดชอบมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็เป็นเรื่องของความจริง จะเรียกว่ายศ ว่าตำแหน่ง ว่าภาระที่เรารับผิดชอบมาก คนที่มียศมาก รับภาระมาก รับผิดชอบมาก แล้วจะได้สร้าง ได้สรร ได้กระทำสิ่งนั้นมากๆๆๆ ก็เป็นผู้สร้าง ผู้สร้างที่มาก เสร็จแล้วยิ่งสร้างก็ยิ่งมีอะไรมาก ก็คือมีลาภมาก ก็ยิ่งแจกมาก ยิ่งให้มาก ก็ยิ่งเป็นบุญเป็นกุศล เป็นของๆเรา เป็นจาคะเป็นสมบัติ เป็นสิ่งที่เราได้ให้ ได้บริจาคได้ให้ผู้อื่น ซึ่งเป็นของแท้ จริงจังยิ่งกว่าน่ะ เพราะฉะนั้น เราจะเชื่ออย่างนี้ไหมล่ะ ศรัทธา เชื่ออย่างนี้ไหม คุณเชื่อในขณะที่อาตมาแบ่งภาษา ภาษาไทย จากความเชื่อนี้เป็นเชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น เป็นความเชื่อ 3 ระดับ เชื่อถือ คุณฟังไปนี่ ก็ฟังไปแล้วก็มีเหตุผล มีทฤษฏีหลักการ มีสูตรอย่างนั้น วิธีการอย่างนี้ อะไรนี่ ฟังดูเหตุผลต่างๆแล้วมันน่าเชื่อถือ เข้าท่า คุณก็เชื่อถือไป ถ้าคุณเชื่อมากๆๆ คุณก็ลองไปพิสูจน์ตามดูสิ ไปปฏิบัติตาม เรียกว่าเชื่อฟัง พอถึงขั้นคุณเอาไปปฏิบัติตามนี่ คุณจะปฏิบัติตามด้วยการลดละ ปลด ปล่อย หรือว่าปฏิบัติอะไรที่มันจะเกิดสภาพล้างไอ้ความเป็นอย่างเก่าๆ มาเป็น เป็นอย่างใหม่ มาเป็นคนโลกุตระอย่างใหม่ คุณก็ใช้ศีล ใชัหลักเกณฑ์ ใช้หลักที่จะปฏิบัติ จะเรียกศีล จะเรียกตบะ จะเรียกสิ่งที่อธิษฐาน สมาทานอะไรได้ทั้งนั้น เราจะทำอย่างนี้ จะทำอย่างนี้ให้มาก จะเลิกอย่างนี้ มันก็มีอยู่ 2 หลักเท่านั้น แหละ ศีล ปฏิบัติเป็นบาปสมาจาร กับอภิสมาจาร บาปสมาจาร ก็หมายความว่า เลิกอย่างนี้ นี่ชั่ว บาปสมาจาร ประพฤติอย่างนี้ไม่เอาไม่ประพฤติแล้ว ทำอย่างนี้แหละให้ยิ่ง อภิสมาจาร เลิกอย่างนี้ ทำอย่างนี้ศีลก็มี 2 หลักเท่านั้นแหละปฏิบัติ เลิกอย่างนี้ แต่มาทำอย่างนี้ เรียกว่าบาปสมาจาร กับอภิสมาจาร 2 ทาง เราก็ทำเข้าจริงๆตามศีล ทำแล้ว มันก็จะเกิดผลๆๆๆ เกิดผลขึ้นมา ก็ย้ำยืนยันให้คุณ แล้ว ไอ้ที่ปฏิบัติศีลก็คือเลิกละปล่อยวาง ให้มันได้หมดนั่นแหละ แม้แต่ดี ก็บอกแล้วว่าเราละชั่ว สั่งสมดี เราทำดีโดยพฤติกรรม แล้วเราก็ปล่อยวางดีที่ เราได้ เราเป็น เรามีสร้างเป็นวัตถุ เป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอัน เรียกว่าผลผลิต เรายังให้เรายังไม่เอามาเป็นของเรา เรายังบริจาค เรายังแจก ยังทาน คุณธรรมเป็นนามธรรม เราได้ให้เป็นคุณค่า เป็นคุณธรรม เป็นคุณค่าความดี เราก็ยังวาง คุณค่าความดีนั้นอีก วางปล่อย ไม่ยึด ไม่ติดว่ามาเป็นเรา เป็นของเราอีก ทำใจ ในใจอย่างนี้จริงๆ ฝึกอย่างนี้จริงๆเลย จนเราไม่มี ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา แต่มันก็มีโดยเหตุปัจจัย โดยกรรม โดยกิริยา คนอื่นเขารู้ เขาเห็นว่า เอ้ย นี่เขาทำนี่ คนนี้เขาเป็นคนสร้างนี่นะ คนนี้เขาเป็นคนผลิตนี่นะ มันก็ของเขา แล้วเขาก็ให้โดยเขาไม่เอาอะไรแลกเปลี่ยนด้วย เขาก็ให้ เขาก็ทำไปให้แล้ว คนอื่นๆเป็นคนช่วยเราจำ คนอื่นๆเป็นคนรับ คนอื่นๆเป็นคนรู้จักบุญ รู้จักคุณ รู้จักค่า รู้จักประโยชน์ว่าคนนี้แหละ เป็นคนตัวประโยชน์ คนนี้เป็นคนสร้าง คนนี้เป็นคนทำ เราจะมาทำอะไรล่ะ ทุกวันนี้เราเน้นทำธรรมชาติ เราก็มาทำธรรมชาติ อาตมาทำอะไรรู้ไหม อาตมามาทำคน โอ! มันยิ่งใหญ่นะ อาตมามาทำคน อาตมามาสร้างคน สร้างคนโดยไม่ต้องสร้างอย่างธรรมชาติโลกเขาสร้างหรอก นี่เหนือธรรมชาตินะ อาตมาสร้างคนอย่างเหนือธรรมชาติ สร้างคนโดยโลกุตรวิธี เป็นวิธีเหนือโลก โลกุตระวิธีสร้างคนนี่ จะมีลูกจำนวนพันเป็นเอนก อะไรอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าพระโพธิสัตว์นี่ จะมีลูก มีจำนวนพันเป็นเอนก และลูกแต่ละคนจะต้องเป็นผู้ที่มีความแกล้วกล้าอาจหาญ มีปัญญาดี แน่ะโอ้ ลูกพระโพธิสัตว์นี่สำคัญนะ ใครจะเป็นลูกได้นี่... อาตมาก็พยายามจะสร้างให้ได้มากๆอยู่เหมือนกันนะ เข้ารอบมาเป็นลูกก็มี ถอยออกไปก็มี ไม่เป็นลูก พยายามอยากเป็นลูกเหมือนกันนะ แต่เข้ามาแล้ว เอ๊ ทำไมมันไม่ค่อยเข้า เข้ามาแล้วก็พลุบออกไป เข้ามาแล้วก็พลุบออกไปหล่นออกไป อาตมาที่จริงอยากได้ลูกมากๆเหมือนกันนะ ถ้าพูด...พูดถึงว่าอยากล่ะนะ แต่ว่าลูกไม่มีคุณภาพเราก็ไม่รับ...รับเป็นลูกไม่ได้น่ะ พยายามที่จะให้เป็นลูกโพธิสัตว์นี่ ก็จะต้องมีลักษณะโพธิสัตว์ มีโพธิน่ะ มีความตรัสรู้ ตามโลกุตรธรรมนี่แหละนะ แต่เสร็จแล้วมา เอ๊ะ หัวมันเป็นหมา มีหางอีกแน่ะ แหม มันไม่ใช่ลูกโพธิสัตว์นี่แบบนี้ มันมีหางโผล่ มีหัวเป็นหมา มีเขี้ยว มีงา มีอะไร เว้อ ก็พยายามตัดเขี้ยวก็ตัด เราตัดมันงอกเองอีกเอ้า มันอะไร งอกหางเองอีกอะไรอย่างนี้ มันก็ไม่ได้ลูกที่แท้จริง ก็ตัวคนจะเป็น ก็ไม่พยายามช่วยกันตัดด้วย มันก็ไม่ได้สัดได้ส่วน มันก็ไม่ได้รูป ได้สภาพของลูกโพธิสัตว์มา ไอ้คนที่ทำได้ มันก็ได้มา เออ ได้รูปได้ร่าง ลูกโพธิสัตว์มีโพธิ มีอย่างน้อยมีโพธิปักขิยธรรม แล้วก็พยายามอบรมสั่งสมฝึกฝน ได้สภาพมา มีสภาพละลด ปลดปล่อยมาเป็นรูปเป็นร่างมาเรื่อยๆ เป็นโลกุตรบุคคล นี่ไม่ใช่พูดเล่น อาตมาทุกวันนี้อาตมาพูดอย่างเหมือนคนอวดอ้าง เหมือนคนอวดดีน่ะ อาตมายิ่งเกิดความศรัทธา ศรัทธาของอาตมาก็มีน่ะ อาตมามีตถาคตโพธิศรัทธาเพิ่มขึ้นๆทุกที อาตมาเป็นโพธิสัตว์ บอกแล้วว่าอาตมานี่สร้างคน อาตมานี่มาสร้างคน คุณจะสร้างคนอย่างประเภทสัตว์เขาสร้างนั่น คุณไม่มีปัญหากันอยู่แล้ว และอาตมาพาให้เลิกสร้างด้วยอย่างนั้นน่ะ คนมันจะล้นโลกแล้ว มัน 5 พันล้านกันเข้าไปแล้ว หลายคนก็พยายาม พยายามที่จะลดกิเลส เห็นกิเลสเป็นอำนาจน่ะ แหม เราก็พยายามจะลดๆนะ ก็ว่าจะสร้าง เอ้ย ก็ว่าจะหยุดสร้างคนแบบนั้นแล้ว จะมาเป็นลูกโพธิสัตว์ ถ้าจะมาสร้างคน ก็จะมาหัดเป็น มาสร้างคนอย่างที่พระโพธิสัตว์พาสร้าง คือสร้างให้คนเป็นโลกุตรบุคคล สร้างทางจิตวิญญาณ ไม่ต้องไปสร้างอย่างวิธีการทางโลกๆ สัตว์เดรัจฉานมันก็สร้างเป็น ไอ้คนก็เลยมาสร้างคนแบบนั้นด้วย ก็พยายามมาลดมาละ พวกเราก็หยุดกันมา พยายามลดละกันมา ก็มาได้อย่างนี้จริงๆ ยิ่งสร้างได้จริงๆ นี่ มีของจริง มีความจริงนี่ มันก็ยิ่งเชื่อนะว่า เออ ทฤษฎีนี้แหละ และวิธีการนี้แหละ การผสม พันธุ์อย่างนี้แหละ ผสมพันธุ์แล้วก็จะเกิดออกมา เป็นลูก ผสมเป็นกรรมก่อกรรม ก่อกรรมเป็นพันธุ์ขึ้นมาน่ะ มีพันธุกรรม มีกรรมพันธุ์ ผู้ที่ทำได้แล้ว ก็ต่อกรรมพันธุ์ได้ ผู้ที่ยังทำไม่ได้ ก็สร้างพันธุกรรมขึ้นมาให้ได้ ให้มีพันธุ์นี้โดยกรรมให้มีพันธุ์อย่างนี้ เป็นพุทธพันธุ์นี่แหละ พันธุ์พุทธนี่แหละ พันธุ์โลกุตระนี่แหละ อาตมาพูดอย่างนี้ พวกคุณฟังแล้วนี่ พวกคุณเชื่อ เชื่อบ้างไหม มีศรัทธาบ้างไหม ในระดับเชื่อถือก็ได้เอ้า ยังไม่ถึงขั้นเชื่อมั่นละ ไม่ต้องถึงขั้นเชื่อมั่น ในระดับเพียงเชื่อถือนี่ ศรัทธาเชื่อถือนี่ ว่ามันจริงไหม ที่อาตมาพูดนี่ ไม่ใช่พูดพล่อย พูดปากเปล่า พูดเป็นทฤษฏี เป็นภาษาโวหาร ดูเป็นปรัชญาโก้ๆเก๋ๆเฉยๆ แต่ทำไม่ได้ หรือว่าทำได้คุณเห็นว่าได้ไหม อย่างน้อยตัวคุณเองนี่ แหม มีพันธุ์พุทธขึ้นมาบ้างไหม อย่าโกงนะ ที่พูดนี่อย่าโกงอย่าเพิ่งโกงนะ มีแล้ว อย่างน้อยก็มีศรัทธาเชื่อบ้างแล้ว มีศีลหรือยัง มีทรัพย์สมบัตินี่แหละ ทรัพย์สมบัติอย่างนี้นี่แหละ เป็นสมบัติที่จะเป็นพุทธ ก็คือสมบัตินี่แหละ มีศรัทธา ศรัทธาอย่างไหนล่ะ บอกแล้วศรัทธาอย่างพวกมหาโจร มีทรัพย์อย่างอันธพาลน่ะ ทรัพย์ก็แบ่งเป็น 3 ให้ฟังแล้ว มีทรัพย์อย่างอันธพาล มีทรัพย์อย่างกัลยาณชน มีทรัพย์อย่างอริยทรัพย์ มีทรัพย์อย่างไหนบ้าง ได้ทรัพย์อย่างไหนแล้วบ้าง ประมาณแล้วดูของจริงจากของตนๆ เราจะเชื่อถือ เราจะเชื่อมั่น ได้เชื่อฟังบ้างหรือยัง เชื่อฟังก็คือทำตาม ทำตามแล้วมันเกิดผล เกิดได้ตามหรือยัง มันเกิดได้ตามวิธีที่จะได้ วิธีจะปฏิบัติตาม เชื่อฟัง และปฏิบัติตาม ก็คือเริ่มมีศีล ตั้งแต่ศีลพื้นฐาน เลิกละมาตั้งแต่อบายมุข ลดละอะไรต่ออะไรมา มันก็จะลดโลภ โกรธ หลงนั่นแหละ โลภ โกรธ หลงในอะไรในโลก โลภต้องการอยู่ตั้งแต่อบายมุข ต้องการอยู่ตั้งแต่ในเรื่องของกาม ในเรื่องของลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข โลภถ้าไม่ได้ ไม่สมใจก็โทสะ แย่งชิง โหดร้ายต่อกันและกัน เราก็ไม่โหดร้าย ไม่แย่งชิง ไม่เบียดเบียนกับใครด้วย จะไปแย่งทำไม ลาภกับใครไม่ต้องไปเบียดเบียนเขา สร้างสรรขึ้นมาเกื้อกูลเขาให้ได้ จึงจะเป็นคนของพระพุทธเจ้า คนของพระพุทธเจ้านี่ มีแต่ผู้ที่จะมาสร้างสรร แล้วให้เขาได้ ไม่ใช่ไปเอาของเขา ไม่ใช่ไปโลภของเขา ให้ เป็นผู้ได้ให้เกื้อกูลโน่นแหละ ศีล เมื่อมีศีลปฏิบัติจนเป็นปกติ จนเป็นตัวเรา เราไม่ฆ่าสัตว์ เราไม่ลักทรัพย์ เราไม่รุนแรงกับใคร เราไม่โหดร้ายกับใคร เราไม่เบียดเบียนใคร เราไม่โลภ แต่มีความปรารถนาดี มีใจ มีวิริยะ มีความพากเพียร สร้าง แล้วเราก็ได้สร้าง ขวนขวาย เอาภาระ เป็นมนุษย์ที่มีภาระรับภาระไม่เกินตัวให้สมตัว แล้วก็ทำสร้างสรรเป็นคนมีสมรรถภาพเป็นคนมีคุณค่า มีบุญ มีสิ่งที่เราได้กอบ ได้ก่อ ได้สร้าง ไม่ใช่เป็นคนสูญเปล่าน่ะ เป็นคนมีประโยชน์ในโลก เท่าที่เราจะมีชีวิต อายุยังหนุ่มยังแน่นนี่สร้างได้มาก แข็งแรงน่ะ แก่เฒ่ามาแล้วนี่ชักนั่งก็โอย ลุกก็โอย อะไรนี่ก็... ก็ต้องช่วยกันอีกแหละ... จะสร้างอะไรก็ไม่ค่อยได้มากแล้วแต่มันต้องเป็น... คนเราต้องเกิด ต้องแก่แน่นอน รู้ความจริงแล้ว เราก็เกื้อกูลกันช่วยกันดำเนินกันไป ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ได้เป็นตัวอย่างมา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน