341231 เห็นอริยะ เห็นทุกข์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์380 KB
วันที่แก้ไข19 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

341231 เห็นอริยะ เห็นทุกข์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก

เห็นอริยะ เห็นทุกข์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ วันที่ 31 ธันวาคม 2534 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก

ตั้งจิต ตั้งใจ เรียกว่าอธิษฐาน เราจะเป็นผู้ที่สำรวมสังวรระวัง จะทำจิตใจให้เบิกบาน ร่าเริง เป็นผู้ไม่รักไม่ชัง เป็นผู้จะละกิเลส ตัณหา อุปาทาน จริงๆ เพราะฉะนั้น จุดใดของตนๆ ที่จะเป็นตัวปัญหา เป็นตัวที่จะทำให้เราเองปฏิบัติไม่ได้ดีเป็นปัญหารีบด่วน เป็นเรื่องที่เป็นปัจจุบันขณะนั้นที่เราจะต้องจัดการเราจะนำมาตั้งใจเพื่อที่จะขจัด กระทำให้มันดีขึ้น ให้มันเจริญขึ้น ตั้งใจกระทำดีให้เข้าสู่สัมมา ให้เข้าสู่ความเป็นกุศล ความเป็นความดีงาม ละเลิกสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ไม่สมควรตามที่เราจะมีปัญญาทุกๆวัน พยายาม เพราะฉะนั้น การที่เราสวดมนต์เสร็จทุกที ในพุทธสถานทุกแห่งขณะนี้ เมื่อสวดมนต์แล้ว เราก็จะตั้งจิตอธิษฐานของแต่ละคน ของใครของมัน ใครมีจุดใดของตนของตนก็อธิษฐานของตน เวลาประมาณซัก 1 นาที 2 นาที หรือ 3 นาที ก็แล้วแต่ ของใครมีมากมียาวก็นาน ของใครไม่มีมาก ไม่มียาวก็นาทีเดียวไม่ถึงนาทีก็เสร็จ ก็จะตั้งอธิษฐานจิตอย่างนั้นกัน เป็นการตั้งจิตตั้งใจจริงๆ อธิษฐานนี้จะพาสู่ความเจริญ จะพาสู่ความแข็งแรง มั่นคง มีทิศทางที่ดี แต่ละคน สำหรับแต่ละวัน แต่ละวันไปทีเดียว เอ้า! ณ บัดนี้ ทุกคนตั้งจิตอธิษฐานนั้นๆของตนของตน

สำนึกดีทุกผู้ทุกคน วันนี้ ก็เป็นวันจะสิ้นปีเก่า พวกเราชาวมนุษย์นี่ ก็จะมีสมมุติต่างๆที่กำหนดกันตามกลุ่มบุคคล เสร็จแล้วเราก็ใช้สมมุตินั้นๆ มาร่วมกระทำร่วมประพฤติให้มันเกิดคุณค่า เกิดประโยชน์กัน ดำรงชีวิตกันต่อไป ชีวิตก็เกิดมาวนเวียนอย่างนี้ๆ วนเวียนแล้วๆ เล่าๆ มันเกิดมาเพราะอวิชชา โลกนี้มันเกิดมาอย่างไม่มีที่ตั้งต้น

อ่านต่อ

แล้วมันก็ไม่มีที่จบที่สิ้นสุดว่าจะหมดโลกไปจากมหาจักรภพนี้ มันก็เกิด ก็เป็น ก็หมุน ก็เวียนไป ด้วยธาตุทั้งสี่ จนกระทั่งครบธาตุทั้งหก ที่เป็นธาตุหลัก ธาตุทั้งสี่คือดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อมันสังเคราะห์กันจนกระทั่ง สมบูรณ์ มันก็เกิดสมบูรณ์เป็นธาตุทั้งหก เกิดอากาศธาตุกับวิญญาณธาตุขึ้นมาอีกสองธาตุ เป็น 6 ธาตุด้วยกัน 6 ธาตุ นี่แหละเกิดการรวมกันสังเคราะห์กัน จนกระทั่งกลายเป็นมหาจักรภพอยู่นี่แล้วๆเล่าๆ วนเวียนอยู่ไม่รู้จักจบสิ้น จะเรียกว่านิรันดร์ก็ได้ สิ่งที่นิรันดร์ ก็คือสิ่งที่มันไม่รู้จักจบสิ้น สิ่งที่เกิดเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ชาติ ปิ ทุกขา สิ่งที่เกิดไม่ว่าใดๆ เป็นทุกข์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความดีงาม ความประเสริฐสุดยอด อย่างไรก็ตามก็เป็นความทุกข์ ป่วยการกล่าวไปไยกับสิ่งที่เกิดนั้นเป็นความเลวทราม นั่นย่อมทุกข์มหาอภิมหาทุกข์นิรันดร์กาลแน่นอน เพราะฉะนั้นความเกิดใดๆเป็นทุกข์ทั้งสิ้น เกิดมาเป็นพระพุทธเจ้าก็ทุกข์ เกิดมาเป็นพระอรหันต์เจ้าก็ทุกข์ อาตมาก็ได้เคยอธิบายเรื่องทุกข์ให้ฟังแล้ว ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นั้นคือทุกข์ทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเกิด มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น มีแต่ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ แล้วมีแต่ทุกข์เท่านั้นดับไป สิ่งที่หมดทุกข์จริงๆก็คือ ไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรเกิดอีกนั่นคือไม่มีทุกข์ ดินมันยังเกิดอยู่ มันไม่รู้หรอกว่ามันเป็นทุกข์ น้ำมันเกิดอยู่มันไม่รู้ว่ามันทุกข์ ลมก็ดี ไฟก็ดี มันเกิดอยู่ มันไม่รู้ว่าอะไรมันทุกข์ อากาศคือความว่าง คำว่าอากาศธาตุนี่ ไม่ได้หมายถึงลม ลมก็คือธาตุอย่างหนึ่ง อากาศธาตุอีกอย่างหนึ่ง คนละธาตุนะ ธาตุลมนี่ก็ภาษาบาลีเรียกว่าวาโย ธาตุอากาศก็คืออากาโส คนละธาตุ อากาโสก็คือช่องว่าง หรือความว่าง ความปราศจากสิ่งใดๆ ซึ่งมันมีอยู่ในมหาจักรภพนี่โดยวัตถุ ถ้าสังเคราะห์ลงไปเป็นด้านนามธรรมแล้วละก็มันเป็นคู่ของวิญญาณ อากาศธาตุกับวิญญาณธาตุ เพราะฉะนั้นผู้ใดมีจิตใจว่างเป็นอากาโส ก็โปร่ง ก็ว่าง ก็เบา ก็สบาย ทีนี้ถ้าเผื่อว่าเรารู้ว่าจิตวิญญาณของเรานี่ว่าง ว่างจากความไม่บริสุทธิ์ คือไม่ใช่วิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่วิญญาณสะอาด ไม่ใช่มีแต่วิญญาณเพียวๆ วิญญาณ แท้ๆ เราก็ถือว่าสิ่งนั้นเป็นแปดเปื้อน เป็นสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์อยู่ที่วิญญาณ เพราะเราล้างวิญญาณ... ล้างอะไรที่ไม่บริสุทธิ์ในวิญญาณนี้ออกให้หมดจนว่างจากสิ่งเหล่านั้นแหละ เราเรียกว่าสูญ เราเรียกว่าหมด แล้วมันก็ว่าง มันก็โปร่ง มันก็สบาย แต่มันก็เป็นจิตวิญญาณที่ยังเกิดอยู่ เป็นจิตวิญญาณที่ยังเกิดอยู่ เป็นทุกข์ตามสิ่งที่ยังเกิด มันยังเกิดตามสภาวะ มันเป็นขันธ์ วิญญาณนี่เป็นขันธ์ เป็นธาตุ เป็นขันธ์ มันก็ทุกข์ตามธาตุตามขันธ์ของมัน ซึ่งมันจะต้อง ยังอยู่ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เจ้าท่านบอกว่าท่านพ้นทุกข์อริยสัจ พระอรหันต์เจ้าไม่ได้หมายความว่าพ้นทุกอย่างๆๆ ไม่มี พระอรหันต์เจ้าที่ยังไม่ตายก็ยังมีทุกข์อยู่เพราะ...ทุกข์เพราะยังไม่สูญสิ้น ทุกข์เพราะยังไม่ตายนั่นเอง ยังมีรูปนามขันธ์ห้า อาตมาเคยอธิบาย บางคนอาจจะไม่เคยได้ยิน ก็ขอถามง่ายๆก่อน หลายคนเข้าใจผิดว่าพระอรหันต์เจ้านี่หมดทุกข์ทุกอย่างแล้วจนเลยเถิดไปว่าพระอรหันต์เจ้านี่ถูกตีหัวก็ไม่เจ็บ ไม่ทุกข์ ลองเถอะนะพระอรหันต์เจ้าองค์ไหนมาให้อาตมาตีหัวหน่อยเถอะ ถ้าบอกว่าไม่เจ็บไม่ทุกข์ ก็จะตีให้เจ็บให้ทุกข์ให้ได้ ลองดู จะมีความเก่งกาจขนาดไหน มาลองดู จะหักขา ลองดูซิว่าไม่เจ็บ หักไม่ได้ก็เอาเหล็กมาทุบให้ขาหัก ลองๆดูซิ...จะทุกข์มั้ย จะเจ็บมั้ย มันเป็นธรรมดาธรรมชาติของเหตุปัจจัย คือสรีระ ที่ภาษาทางแพทย์ ทางสมัยใหม่เขาก็เรียกว่าเซลส์ต่างๆที่มาประกอบกันเข้า ถ้ามันทำงานไม่สมดุล ทำงานขัดข้อง มันก็จะเกิดอาการขัดข้อง ซึ่งเป็นอาการธรรมชาติในร่างกายเราเรียกว่าขัดข้อง ก็เจ็บ ก็ปวด ก็ขัด ก็อึด ก็อัด ก็ไม่โปร่ง ไม่คล่อง ไม่โล่ง ไม่สบาย เท่านั้นแหละ ซึ่งเป็นธรรมดาที่ยังมีประสาทรับรู้ มีควมหมุนเวียนในร่างกายที่เรารับรู้อยู่ มันก็จะเป็น นั่นเป็นทุกข์ธรรมดา เป็นทุกข์สภาวทุกข์ ทุกข์ที่มันไม่สมดุล ถ้าเจ็บป่วยอย่างเมื่อกี้ เขาเรียกว่าพยาธิทุกข์ ทุกข์เพราะเกิดการไม่สมดุล อวัยวะเจ้าการทำงานไม่สมดุล พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำงานไม่สมดุลมันก็ทุกข์ เอ้า หรือชี้ลงไปชัดๆอีกก็ได้ ที่เรียกว่านิพัทธทุกข์ ทุกข์ที่มัน...ไม่ใช่ทุกขอริยสัจนะอันนี้ ทุกขอริยสัจก็คือ ทุกข์ที่เกิดจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน คนเราทุกข์ยิ่งใหญ่ก็ตรงนี้ ถ้าทุกข์พวกพยาธิทุกข์บ้าง มันเลี่ยงไม่ออกอย่างนิพัทธทุกข์ คือทุกข์ที่ยังต้องเกี่ยวเนื่องอยู่กับชีวิต มันเป็นสิ่งเกี่ยวเนื่องอยู่กับชีวิต แล้วเราสลัดไม่ออกหรอกถ้าเรายังมีชีวะ เรายังมีชีวิตอยู่มันก็เกี่ยวเนื่อง จะเป็นพระพุทธเจ้า อย่าว่าแต่พระอรหันต์เลย ต่อให้พระพุทธเจ้า อรหันตสัมมา-สัมพุทธเจ้าก็ตาม ก็ยังมีทุกข์อย่างนี้ เช่น ทุกข์ปวดอุจจาระ ทุกข์เพราะปวดปัสสาวะ ลองเดาดูซิว่าพระพุทธเจ้าปวดอุจจาระ แล้วไม่ไปอุจจาระนี่ทุกข์มั้ย (พ่อท่านถาม) เอ้า ก็ไหนว่าไม่มีทุกข์แล้วไง พระพุทธเจ้าหมดทุกข์ทุกอย่างแล้วไง (พ่อท่านถาม) คงจะไม่ต้องทุกข์ คิดแต่ก็สบายนะ ใช่มั้ย มันเป็นไปไม่ได้นะ นี่เป็นความเลยเถิดของการศึกษาทางธรรมะว่า ผู้พ้นทุกข์แล้วก็ไม่รู้ว่าทุกข์น่ะคืออะไรบ้าง การจะรู้ทุกข์ได้ถ้วนทั่วนั้น นอกจากแง่เชิงที่อาตมากล่าวแล้วยังมีความละเอียดลอออีกมากมายซับซ้อน ผู้ที่รู้ทุกข์ได้ถ้วนทั่วนั้นท่าน พระพุทธเจ้าตรัสไว้นะว่า ยากยิ่งกว่าการยิงศรจากระยะไกลให้เสียบรูกุญแจดอก...รูเดียวนี่ ร้อยดอก ยิงศรร้อยดอกให้เสียบรูกุญแจรูเดียวนี่ระยะไกลด้วยนะ ยิงเข้าไป จะเก่งแค่ไหนนักยิงศรนี่ นักยิงศรเก่งๆมือฉมังนี่ ต้องยิงให้เข้ารูกุญแจรูเดียวนี่ ร้อยดอก มันยากมั้ย ให้นักยิงลูกศรเก่งขนาดไหนก็ต้องยากแน่นอนละ แหม แล้วจะยิงยังไงมันเสียบเข้าไปดอกที่หนึ่ง ดอกที่สอง ดอกที่สิบ แล้วจะให้มันเสียบร้อยดอก มันจะเสียบไปตรงไหนล่ะรูกุญแจนี่ รูกุญแจอะไรล่ะ มันจะรูกุญแจ มันจะโตขนาดไหนกันเชียวล่ะรูกุญแจ แล้วจะยิงลูกศรร้อยดอกให้ไปเสียบที่รูกุญแจนี่ร้อยดอกนี่มันยาก หรือจักเส้นผมให้ออกเป็นร้อยแฉก แล้วให้แต่ละแฉกนั้นเท่ากันด้วย นี่คือความยาก ยากมั้ยละ จักเส้นผมร้อยแฉก เอาอะไรมาจัก จักสองแฉกมันยังจะไม่ไหวแล้วละ นี่ท่านบอกเปรียบเทียบให้ฟังว่าจักร้อยแฉกนี่ แล้วให้แต่ละแฉกเท่ากันด้วยนะ (พ่อท่านหัวเราะ) ยังมีข้อแม้อีก ว่า แต่...แต่ละแฉกให้มันเท่ากันอีก มันเป็นความยากขนาดไหนกัน ท่านบอกว่าการรู้ทุกข์ได้ละเอียดลออมีความยากประมาณอย่างนั้น รู้ทุกข์นี่ รู้จักทุกข์ เพราะฉะนั้นคนเรานี่ไม่รู้ทุกข์ ยิ่งคนที่ไม่ศึกษาธรรมะอย่างชัดอย่างแจ้ง อย่างจริงแล้วละก็ จะไม่เข้าใจเลยว่าทุกข์คืออะไร เพราะฉะนั้นผู้ที่จะรู้ทุกข์อย่างสมบูรณ์ก็พระอรหันต์เจ้ารู้ทุกข์อย่างสมบูรณ์ แล้วก็วางทุกขอริยสัจ ปล่อยทุกข-อริยสัจ ดับทุกขอริยสัจ หยุดทุกขอริยสัจได้อย่างแท้จริง เมื่อยังมีชีวิตอยู่ พระอรหันต์เจ้ายังไม่ตาย ก็ยังมีทุกข์ที่...ยังจำนน เป็นทุกข์ที่ยัง...เรียกว่ามันก็ต้องมีอยู่ตามภาวะที่ยังมีชีวิต อย่างที่อาตมายกตัวอย่างแล้ว สภาวทุกข์คือเกิด แก่ เจ็บ ตาย เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ยังทุกข์เพราะการเกิด การเกิดหรือการกิน กินนี้ก็เป็นทุกข์ ถ้าเรากินอาหารนี่นะไม่ติดรส ติดชาติ ไม่อะไร ก็คือการทำงานอย่างหนึ่ง ก็พยายามทำงาน ความรู้สึกเราวางได้เราก็ไม่ทุกข์หรอก อย่างอาตมานี่กินข้าวกินอาหารทุกวันนี้ก็ไม่ทุกข์หรอก แต่มันต้องใช้พลังงานกิน แหม...บางทีกินนี่กว่าจะอิ่มหลายอย่างจริง หลายครั้งหลายครา เหงื่อหัวล้านอาตมานี่ออก แล้วเหงื่อนี่เย็นนะ เย็น จะเห็นได้หลายคนมานั่งสังเกต เห็นว่า เอ๊ ทำไมอาตมานี่มีเหงื่อหัว ออกด้วยนะ กินข้าวนี่มานั่ง มีบางคนมาคอยพัดวีให้เวลากินข้าว เวลาฉันอาหาร เขาจะเห็นเหงื่อออกเขาไม่กล้าถาม อาตมาก็เลยไขความให้ฟัง มันเป็นอย่างนั้น มันพยายามกินให้มันจบ มันก็เหมือนทำงาน เหมือนทำงาน ต้องใช้ความพยายาม แต่ถ้ากินด้วยอุปาทาน กินด้วยกิเลสตัณหาแล้ว โอ๊ย มันไม่เหนื่อยหรอก มันตะกละตะกลาม ขนาดอิ่มท้องแล้วมันยังตะกลาม ตะกละจะกินอีกกินอีก ท้องจะแตกยังพยายาม เขาก็เลยไม่เรียกกิน เขาเรียกยัด (คนฟังหัวเราะ) คือมันกินมากเกินน่ะ มันตะกละตะกลาม มันเกินแล้ว มันควรจะพอแล้ว มันก็ยังไม่พอ ยังเอาเข้าไปอีก เขาก็เลยเรียกว่ายัด ภาษาไทยเราเรียกว่ายัด ถ้าเผื่อว่ามันภาษาไทยที่ประชดแรงๆหน่อยเขามีสร้อยตามเข้าไปอีก รู้เอาเองก็แล้วกันว่ายัดอะไร (คนฟังหัวเราะ) เพราะถ้ายัดเข้ามากๆแล้วก็ตาย ตายชนิดนั้นแหละเขาเรียกว่าตาย ยัดเข้าไปมากเกินไปแล้วมันก็ตาย ตายเพราะการยัดเข้าไปมากๆน่ะเขาเรียกว่าตายชนิดนั้นน่ะ ภาษาคำนั้นเรียก...รู้เอาเองว่าคืออะไร ไม่ใช่โหง การตายด้วยชนิดยัดอาหารเข้าไปนี่เขาไม่เรียกโหง หลายคนอาจจะนึกไม่ออกก็เลยพูดให้ชัดขึ้นอีก คำใกล้ๆกันกับโหงนั่นแหละ (คนฟังหัวเราะ) มันตายอย่างนั้นน่ะ การกินก็เป็นทุกข์นะ การกินคือการเกิดชนิดหนึ่ง เรายังกินอาหารให้เข้าไปในร่างกาย สังเคราะห์ร่างกายไว้ ร่างกายก็จะอยู่ กินอาหารก็คือกินธาตุเข้าไปให้มันสังเคราะห์ เซลอาศัยธาตุเข้าไปสังเคราะห์ เอาธาตุต่างๆนานาสารพัดทางวิทยาศาสตร์ทางแพทย์ เขาเรียนรู้กันครบ เรียกมันว่าอาหารชนิดนั้นชนิดนี้ วิตามินนั่นวิตามินนี่อะไร โอ๊ย มากมาย อาตมาไม่ได้เรียนกับเขา รู้พอเลาๆ พอโม้ให้เขาดุเขาว่าเขาด่าได้ คือโม้ไม่ค่อยถูกนักเขาก็ว่าเอา นั่นล่ะก็มาสังเคราะห์ร่างกายเรา ให้ร่างกายเราทรงอยู่ได้อย่างแข็งแรง เรียนถูกรู้ถูก หรือมีความรู้ในตัวเรานี่ เรามีความรู้ในการจะกินให้ถูกเราก็อยู่สุขสบายดี ทุกวันนี้การกินนี่เลวร้าย ถูกยั่วยุ ถูกมอมเมา ซึ่งเราก็มาเรียนกันทุกวันนี้เราก็เรียนกันให้เป็นผู้กินดีกินถูกต้องเข้ามาได้ดีขึ้น โดยไม่ไปติดของปรุงแต่ง ของที่เขาเป็นอะไรเอามาผสมผเสผสานล่อหลอก ล่อหลอกขายบ้าง ล่อหลอกยั่วยุให้เราได้หลงเลอะๆ เลอะเทอะอะไรไปเยอะแยะมากมาย เรื่องกินนี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกหลอก ขนาดนั้นยังไปหลอกสัตว์เหมือนกันนะ เอาอะไรไปหลอกสัตว์ไม่รู้ เยอะแยะเหมือนกัน สัตว์มันก็เลยพลอยถูกหลอกไปด้วย แต่ก็น้อย คุณได้ข่าวมั้ยละเขาไปจัดไอ้โต๊ะจีนให้ลิงกิน เห็นมั้ย นั่นมันบ้า บ้าดี ไม่ใช่ดีหรอกบ้าชั่ว ขออภัยพูดผิด มันบ้าชั่วไม่เข้าเรื่อง แล้วมันก็หาเรื่องโฆษณา หาเรื่องทำอะไรกกัน ไม่เข้าเรื่องเข้าราวไปอย่างนั้นน่ะ อย่างนี้เป็นต้น ยกตัวอย่างง่ายๆ แต่ก็มีปรุงแต่งอาหารต่างๆไปล่อ เช่นพวกหมู พวกสัตว์ที่เขาเลี้ยงมาไว้ขายนี่ ได้รับการปรุงแต่งจากอาหารที่จะเอามาโด๊ป โด๊ปเพื่อต้องการให้ได้เนื้อมาก ให้หนังมาก ให้อะไรก็แล้วแต่ เขาก็มี...ความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ ในทางเคมีธาตุ เอามาปรุงมาแต่งแล้วกลายเป็นหมูที่ไม่ค่อยได้คุณภาพ เป็นไก่เป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้คุณภาพ แต่มันได้สิ่งที่เขาต้องการ เอาไปชั่งน้ำหนัก เอาไปให้มันอ้วนมันพี เอาไปให้มันใหญ่มันโต มันไม่ได้สัดส่วนของหมูแท้ เนื้อหมูก็ไม่ใช่หมู เนื้อหมูแท้แล้วเดี๋ยวนี้ เนื้อไก่ก็ไม่ใช่ไก่แท้แล้ว เนื้อกุ้งก็ไม่ใช่กุ้งแท้แล้ว ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่คนมาผิดธรรมชาติของมัน เนื้อไม่ใช่ธรรมชาติมันแล้ว นี่ของปลอมของที่คนนี่แหละ ปรุงแต่งเอาไปให้สัตว์กินแล้วก็เอาไปสังเคราะห์ร่างกาย แล้วคนก็เอาไปกิน ทุกวันนี้จึงกินเนื้อกุ้งปลอม ไก่ปลอม หมูปลอม วัวปลอม กินเนื้อสัตว์ปลอมๆไป คนก็เลยเป็นคนปลอมๆ มีทุกข์ซิ เพราะว่ามันไม่ได้ของที่แท้จริง มันไม่เป็นของธรรมชาติ เพราะคำว่าธรรมชาติเข้าหาธรรมชาติทุกวันนี้เราจะเน้นเข้ามาอย่างมากเลย จะเรียนรู้ เราจัดรายการเข้ามานี่แม้แต่รายการวันปีใหม่นี่เราก็จัดรายการที่จะเข้าหาธรรมชาติ มาเรียนรู้เรื่องพิษภัย สิ่งที่ผสมเข้ามาเป็นสิ่งแวด- ล้อมใดๆในระดับไกล จนกระทั่งถึงเข้ามาในร่างกาย เราก็พยายามสรรหาความรู้เหล่านี้ เราก็รู้เขาก็รู้ เราก็เชิญผู้รู้ใดๆมาให้ความรู้แก่กันและกัน หลายคนไม่สนใจ มัวแต่ไปเถิดเทิงอะไรต่ออะไรไป เราก็มีงานนี้ เราก็มีเถิดเทิงบ้าง คนสนใจเถิดเทิงก็ไปเอาแต่เถิดเทิง คนที่เอาสาระบ้างก็มา ก็ยังดีนะ ยังไม่น้อยนัก มีรายการภาคบ่าย ก็มีผู้ที่สนใจในเรื่องที่เราผ่านมาแล้วสองวัน วันแรกก็วันเรื่องของอาหารเพื่อชีวิต ซึ่งก็มาพูดถึงเรื่องพวกนี้กัน ให้รู้ว่าอาหารชีวิตที่เข้าสู่ธรรมชาติ อะไรต่ออะไรก็เอาผู้รู้ที่ เขาก็ศึกษามาอีกสายหลายทาง เราต้องเป็นผู้ที่มีปรโตโฆสะ เป็นผู้ที่รับรู้ผู้อื่น คนอื่น ไปประมาทเขาว่าเขาไม่รู้จริง ไม่รู้อะไรไม่ได้ เขามีส่วนรู้อะไรที่มันมาขัดแย้งกับเราบ้างเราก็เอามาวิเคราะห์วิจัยอีก อะไรมันสอดคล้องกันดีเราก็ ได้น้ำหนักเพิ่มเติม เราก็วิจัยด้วยนะสิ่งที่สอดคล้อง ไม่ใช่ว่างมงายไปทีเดียว มันจะหลงไปหมดก็ไม่ได้ เราก็เรียนรู้อย่างนี้ อย่างเมื่อวานนี้ก็มหันตภัยของโลก เราก็เอามา เอาผู้รู้ท่านมา...มาพูดให้ฟังอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ทั้งด้านจะสังเคราะห์เข้าตัวเอง ทั้งด้านที่จะพยายามสกัดออกอะไรเราก็มาเรียนรู้อย่างนี้เป็นต้น เราก็จะเป็นผู้ที่เกิดอยู่หรือยังจะต้องกิน ยังจะต้องรับในสิ่งที่มันถูกสัจจะ ถูกความที่เป็นตัวแท้ ทุกวันนี้มันแปรปรวนไปหมดเลย ตัวแท้ๆหรือเรื่องจริงๆ เรื่องตรงๆถูกๆต้องๆนี่ มันผิดเพี้ยนกันไปจนจะหมดจะสิ้น หาเรื่องที่ถูกต้องได้น้อยมากเลย แต่เราก็จะต้องไม่จนทาง ต้องศึกษาและก็พยายามปรับเข้ามา เราก็พยายามที่จะเรียนรู้ทุกข์ให้ชัดเจน อาตมาไม่ขยายเรื่องทุกข์อะไรเพิ่มเติมกว่านี้ละ เพราะว่าไม่ได้เป็นเป้าหมายที่จะพูดในเวลาที่เล่าเรียน ในเวลาที่ยังได้ศึกษาร่วมกันไปจนกว่าจะตายจากกันนี่ มีเรื่องที่จะให้ศึกษาอีกเยอะ อาตมาพยายามตั้งใจจริงๆว่าจะมีชีวิตให้อยู่ยาวนานที่สุด ก็พูดกันไว้ตั้งใจจริงๆนะ เป็นความพยายาม อาตมาใช้อิทธิบาท พิสูจน์อิทธิบาทพระพุทธเจ้าด้วย ถ้าอาตมาจะอายุสั้นละก็ มันก็เพราะพวกคุณนี่เข็นยาก เอ้า นี่พูดความจริงนะ มันเหน็ดเหนื่อย มันจะต้องใช้พลังงานมาปรุงมาคิดจะทำอย่างไรหนอ แต่ละคนก็ตามทั้งที่ใกล้ชิด ก็มาให้เป็นปัญหามาก จนเราก็จะต้องช่วย จนกระทั่งมันก็ช่วยไม่ไหวก็วางไปละบางคน ซึ่งอาตมาก็ต้องปล่อยก็ต้องวาง ว่ามันช่วยไม่ไหวหรอก โอ๊ มันดื้อ มันด้าน มันหนา มันไม่ค่อยช่วยตัวเอง ไอ้เราก็มีคนจะต้องช่วยกันเยอะแยะ เพราะฉะนั้นจะไปเลือกที่รักมักที่ชัง รักคนนี้มากกว่าคนโน้นจนเกินไปจนกระทั่ง...ก็...ให้ละนะ ให้กันพอสมควรแล้วก็ยังไม่รู้จักพอ ก็ต้องตัดต้องหยุด ไม่ให้อีกบ้างล่ะ ไม่...ไม่รู้จักพอนั่นมันกิเลสมันก็คืออัตตามานะมันมากเกินไป เมื่อมันมากเกินไปแล้ว เขาเลวร้ายลง เขาไม่ได้ดีขึ้นหรอก แล้วนับวันยิ่งจะ...ยิ่งไม่พบอาตมาอีกต่อไปแล้ว เขายิ่งจะเลวร้ายกว่านี้ เพราะยังโง่อยู่ต่อ ไม่รู้จัก ไม่แก้ไขอัตตามานะตนเอง เมื่อไม่แก้ไขอัตตามานะตนเองแล้ว คนนี้ยากมาก คนที่มีกิเลสกามนี่นะ มันรู้ง่าย มันทุกข์จัด มันทุกข์ง่าย มันทุกข์ง่าย ทุกข์กามนี่ ทุกข์อัตตามานะนี่ ไม่ค่อยรู้ตัวได้ง่าย เป็นภวตัณหา เป็นวิภวตัณหา อัตตามานะนี่ รู้ตัวได้ยาก เอาแต่ใจตัว เอาแต่ภพของตัว แล้วก็อยู่ลึกๆเข้าไปนะ อัตตามานะนี่เป็นภพที่สร้างที่ฝันที่ปรารถนาใคร่อยากเพื่อตัวกูของกู ซึ่งท่านพุทธทาสเอามาพูดนี่ที่จริงเป็นตัวปลาย ไม่ใช่ตัวต้น ตัวต้นต้องกามตัณหาก่อน กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ที่จริงภวตัณหาตัวก่อนก็มี มีก็คือว่ามันถือตัวกูนี่แหละวิเศษ ตัวกูนี่แหละยิ่งใหญ่ กูไม่มีครูบาอาจารย์ กูไม่มีผู้ใดใหญ่กว่ากู ไอ้คนนั้นละเลิกเลย ไม่ต้องไปสอนไม่ต้องสอน ไม่ต้องก็สอนหัวมันหรอกไม่ต้องแม้แต่เท้ามันด้วย ไม่ต้องไปสอนมัน เพราะมันใหญ่เหลือเกินอัตตามานะ มันใหญ่ แล้วคนๆอย่างนี่นะส่วนมากจะฉลาด คนๆอย่างนี้น่ะส่วนมากจะฉลาด แล้วถือหัวตัวเอง นั่นแหละเรียกว่าตัวกูของกู หัวกู หัวไอ้เรือง แล้วยิ่งไปได้ มีอะไรเป็นอลังการของตัวเองนี่ ไปได้มีความรู้ทางโลก ก็เรียนความรู้ทางโลกมา มี...ได้รับความสามารถ มีความสามารถ ทำมาหากิน ได้รับเงินทอง ได้รับลาภยศสรรเสริญ ได้รับยกย่อง ใหญ่โต โอ มันก็มีกินมีอยู่ เมื่อมีกินมีอยู่แล้วก็ไม่ได้ง้อผู้ใดแล้ว แล้วก็นึกว่าตัวเองเฉลียวฉลาดยิ่งอีกด้วย เพราะฉะนั้นใครจะมาพูดอะไร มาแนะอะไรมาอะไรก็ข้ารู้ทั้งนั้นน่ะ คนพวกนี้จะไม่พบพระอริยะ เพราะมันใหญ่กว่าพระอริยะ เพราะฉะนั้นสัมมาทิฐิข้อหนึ่งเขาจะไม่ถือ คือมิจฉาทิฐิข้อที่จะต้องเห็นพระอิรยะในข้อที่สิบ อาตมาตั้งใจว่า พุทธาภิเษกฯ ปลุกเสกฯพุทธาภิเษกฯปีนี้จะขยายมิจฉาทิฐิสิบนี้ให้กระจ่างให้ชัด มิจฉา...มิจฉาทิฐิ 10 จะอธิบายปี35 นี่ ปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯนี่ เพราะว่าสัมมา-ทิฐินี่สำคัญที่สุด เป็นต้นราก พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่าอย่างไร รุ่งอรุณแสงจะมาก่อนนี่ จะมีแสงอรุณรุ่งมาก่อนนี่ ในวัน วัน วัน แต่ละวัน จะมีอรุณ แสงอรุณรุ่งมาก่อนอื่น ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น ในทางธรรมก็จะต้องมีอะไรมาก่อน (พ่อท่านถาม) สัมมาทิฐิจะต้องมาก่อน ผู้จะตั้งศีลให้แก่ตนเองนี่ ไม่มีสัมมาทิฐินี่เลอะมาเยอะแล้ว ทุกวันนี้นี่ไปถามซิในเมืองไทยนี่ ศีล เก่ง ใครๆตั้งต้นเอาศีลมาปฏิบัติก็ดีทั้งนั้นน่ะ แต่เสร็จแล้วถ้าไม่มีสัมมาทิฐินะ ก็เป็นสีลัพตปรามาส หรือเป็นสีลัพ-ตุปาทานไปเท่านั้นเอง ไม่เกิดประโยชน์หรอก ต้องมีสัมมาทิฐิในอุปาทาน ในปรามาส อะไรต่างๆ ต้องรู้จักวิธีการ ต้องเข้าใจ ต้องมีปัญญาเบื้องต้นนะ สัมมาทิฐินี่เป็นสิ่งสำคัญ เหมือนพระอาทิตย์จะขึ้น อรุณจะรุ่ง ก็จะต้องมีแสงอรุณอะไรขึ้นมาก่อนฉันใด จะต้องมีสัมมาทิฐิมาก่อนฉันนั้น อาตมาตั้งใจจะขยายความให้...ให้เรียกว่าการซ้ำซาก ขยายซอกแซกกกันให้มากที่สุด ปลุกเสกฯพุทธาภิเษกฯแต่ละปี แต่ละปีที่มีปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯนี่อาตมาตั้งใจจะเอาหัวข้อสำคัญๆมาขยายความอย่างที่ได้กระทมาแล้วหลายปี และไอ้ที่ขยายความเหล่านั้นก็จะเอามาเรียบเรียงเป็นหนังสือเป็นอะไรต่อไป แต่เราก็ยังไม่มีแรงงานพอ โดยเฉพาะอาตมาเองนี่แหละมันไม่พอ ซึ่งจะต้องตรวจแก้ตรวจอะไรนี่ก็ทำกัน เรียบเรียงกันมาแต่ละปีๆ รวบรวมกันไว้ ถอดเทปกันไว้ ซึ่งก็มาเรียบเรียง ซึ่งอาตมาก็ต้องมาตรวจมาเช็คมาทำให้ดี แต่ยังทำไม่ไหว ทำยังไม่ทัน หลายอย่าง แต่ก็ได้ไปเรื่อยๆนะ มีผู้มาช่วยทำงานกันเพิ่มขึ้น เมื่อกี้พูดถึงว่า ผู้ที่มีความมีอัตตามานะมาก ถือดี ถือตัวว่ารู้แล้วก็ไม่รู้จัก พระอิรยะจริงๆ ในมิจฉาทิฐิข้อที่ 10 นัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมาปฏิปันนา สัมมัคคตา เย อิมัญจโลกัง ปรัญ จะ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวนเทนตีติ มิจฉาทิฐิข้อนี้นี่ ภาษาบาลีก็ยาวกว่าเพื่อน อาตมาจำได้นี่ถือว่าเก่งมาก เพราะธรรมดาเป็นคนจำไม่ค่อยเก่ง ยิ่งบาลีแล้วจำไม่ค่อยเก่ง จนเขาหาว่าทำให้ธรรมวินัยให้วิปริต แปลบาลีก็เพี้ยนอะไรอย่างนี้ นัตถิโลเกว่าคนผู้ที่เห็นว่าในโลกนี้นี่ไม่มีพระอริยะ สรุปง่ายๆคือไม่มีสมณพราหมณา สัมมาปฏิปันนา นี่แหละ ไม่มี สมณพราหมณ์ ผู้ที่ดำเนินไปชอบ ปฏิบัติดีแล้ว สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา ปฏิบัติดีแล้วนี่ไม่มีอย่าง...ผู้อย่างนี้ แล้วผู้อย่างนี้ท่านก็ขยายความต่อไปอีก เย อิมัญ จะ โลกัง ปรัญ จะ โลกัง คือพระอริยะเหล่านี้ หรือผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหล่านี้ จะเป็นผู้ที่รู้โลกนี้โลกหน้า เย อิมัญ จะ โลกัง ปรัญ จะ โลกัง สยัง อภิญญา รู้ด้วยตัวท่านเอง มีอภิญญา มีความรู้อันยิ่ง เป็นความรู้อันยิ่งที่เรียกว่าอภิญญา รู้ของตนๆ รู้ได้ด้วยตน สยัง แปลว่าตนเอง รู้ได้ยิ่งของตนเอง รู้โลกนี้โลกหน้าอย่างที่มีความรู้ของตนเองเลย มีของตนเองเลยว่าโลกนี้ตนเองก็มีแล้ว โลกหน้าตนเองก็มีแล้ว การอยู่เหนือโลกนี้จนกระทั่งเข้าสู่โลกหน้าโลกใหม่ ปรัญ จะ โลกัง หรือว่าโลกอื่นที่ต่างจากโลก อิทธะโลก หรือว่าโลก อยังโลโก โลกที่ธรรมดาสามัญ มนุษย์ปุถุชนเขาอยู่นี่ เรียกว่าเกิดมาในโลกนี่ เป็นโลกกายยาววาหนาคืบ กว้างศอกอย่างปุถุชนนี่เรียกว่าโลก โลกที่หมุนเวียนอยู่นี่แหละ เป็นไปด้วยลาภยศสรรเสริญโลกียสุขนี่แหละ หมุนเวียนอยู่อย่างนั้นแหละโลก แบบนั้นน่ะธรรมดา พระพุทธเจ้ามาค้นพบโลกโลกุตระเป็นโาลกใหม่ โลกอื่น โลกอีกต่างหาก เรียกว่า ปรัญ จะ โลกัง เรียกว่าโลกอื่น เพราะฉะนั้น คนเราเข้าใจโลกอื่นนี่เหมือนกับว่าตายแล้วค่อยไปอีกโลกใหม่ นั่นก็เป็นโลกที่อธิบายว่าโลกที่ตายไปจากรูปนามที่มันมีรูปขันธ์นี่เท่านั้นเอง อันนี้ก็เรื่องรู้ยาก ไอ้นามขันธ์นี้ก็เข้าใจกันหลายศาสนาก็พยายามทำความเข้าใจ แต่ก็เข้าใจไปอย่างแต่ละคนแต่ละอย่าง ศาสนาพุทธเราก็เข้าใจอย่างหนึ่ง ไม่ได้เป็นวิญญาณอย่างอัตตา อัตภาพที่ล่องลอยมีเป็นสัมภเวสีเที่ยวได้เป็นตักวเป็นตนไปเกาะยึดอยู่ตรงนั้นตรงนี้ อยู่เสานั่นอยู่ตรงต้นตะเคียนมั่ง อยู่ที่ศาลเจ้ามั่ง อยู่ที่อะไรมั่ง มีที่อยู่มีที่อาศัย เป็นตัวเป็นแท่งเป็นอัตภาพอะไร ซึ่งมันไม่ใช่ มันเป็นคลื่นของวิบากเท่านั้น สิ่งที่เหลือนี่เป็นคลื่นของวิบากเท่านั้น ซึ่งมีแรงเหนียวเรียกว่าตัณหาหรือกิเลสนี่มันมีอุปาทานพวกนี้ มันยังเป็นยางเหนียวที่รวมๆ สภาพนี้ยังแยกไม่ออก เจ้าของเองนั่นแหละแยกไม่ออก แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดอย่างศาสนาหลายศาสนา เข้าใจวิญญาณแล้วก็ว่ากันไป เราไม่มีปัญญาหรือไม่มีเวลาที่จะไปอธิบาย แล้วก็ไม่ไปซอกแซกเดาด้นอย่างเขาหรอก เขาก็สมมุติของเขาไปตามเรื่องเยอะแยะนะ อาตมาไม่มีเวลาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่พระพุทธเจ้าจะพาพูดด้วย เรื่องวิญญาณไม่เข้าเรื่องแบบนั้น ไม่มีเวลาบรรยาย บรรยายอีกกี่ชาติก็ไม่จบเพราะมันไปกันคนละแควคนละแบบ พระพุทธเจ้าก็พยายามอธิบายให้เข้าสู่จุดที่เป็นสัจจะที่ท่านเห็นท่านรู้ว่าอย่างนี้แหละดีที่สุด ถูกที่สุดมาเอาอันนี้ แล้วชัดสุด แก้ไขปรับแล้วเราก็สบาย เราก็เจริญ วิญญาณท่านก็มาอธิบายสิ่งที่เป็นวิญญาณอย่างที่ท่านพบ อาตมาก็เรียนอย่างนี้ เรียนอย่างวิญญาณของพระพุทธเจ้า แต่ก็มีโลกดึงไปเหมือนกักน อาตมาก็ไปเรียน แวะเรียนเหมือนกัน ไอ้เรียนอย่างบ้าๆบอๆนั่นน่ะนะ แม้ชาตินี้ยังถูกดึงแวะไปเรียนเลย ก็ไปรู้ไปเห็นเองว่า โอ๊ ไปกับมันใหญ่โต วุ่นวายอีกก็...เท่านั้นน่ะ พออาศัย...อาศัยอย่างไม่พ้นทุกข์ อาศัยอย่างวกวน เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่มาเรียนรู้แล้วก็มาเลิกละ มาเข้าใจวิญญาณ มาเข้าใจโลกนี้ มาเข้าใจโลกหน้าอะไรได้ดีจริงๆแล้ว อย่างชัดแท้ พระพุทธเจ้าสอนว่าโลกนี้เป็นอย่างนี้ อย่างที่มนุษย์ทุกคนที่ยังไม่พ้นโลกนี่แหละ นั่นล่ะโลกนั้นล่ะ จะเป็นโลกที่ตั้งแต่หยาบที่สุด นรกใหญ่ที่สุด มาจนกระทั่งเหลือนรกที่เล็กละเอียดๆไปเป็นสกิทา อนาคา ก็จะเหลือโลกที่ยังวนเวียนยังติดยังยึดอยู่ไปย่อยๆจนกระทั่งสูงสุดบริบูรณ์เป็นพระอรหันต์ รู้จักโลกสมบูรณ์หมด เป็นรูปโลกอรูปโลก เป็นภวโลกภวภพ เป็นวิภวภพวิภวโลก ที่มันจะต้องหมุนเวียนเกี่ยวข้องเกิดจาก จิตวิญญาณนี่เป็นตัวโง่ โง่ที่ไปติดโลกเหล่านั้น แม้จะเป็นโลกที่วิเศษ โลกสวรรค์สูงสุด โลกสวรรค์จนกระทั่งเขา ทางมหายานเพ้อพก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน