340726 ความสุดโต่งสองทางอย่างเจาะลึก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์365 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

ความสุดโต่งสองทางอย่างเจาะลึก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 26 กรกฎาคม 2534 (อาสาฬหบูชา) ณ สันติอโศก

เป็นวันอาสาฬหบูชา เป็นวันก่อนเข้าพรรษา พรุ่งนี้ก็เป็นวันเข้าพรรษา อาสาฬหบูชา นี่แปลว่า 8 วันบูชานี่วันเดือน 8 วันเพ็ญ เดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 วันเพ็ญเดือน 8 คือวันอาสาฬหบูชา เมืองไทยเราไปมองประวัติของพระพุทธเจ้า ไปมองค้นตรวจดูแล้ว ก็เห็นว่า วันนี้ก็เป็นวันที่มีอะไรพิเศษๆ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 นี่ ไปตรวจดูว่าตามประวัติ มีอะไรเกิดบ้าง ก็มองเห็นว่า เป็นวันที่ พระรัตนตรัยเกิดครบ ในวันนี้ เป็นวันอุบัติพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พอตรัสรู้มาแล้ว และก็ไปประกาศตัวว่าเป็นพระพระพุทธเจ้าต่อหน้า ถือว่าประกาศ วันอย่างเป็นทางเลย ต่อหน้าพระปัญจวัคคีย์ต่อหน้านักบวช ปัญจวัคคีย์ ก็เป็นนักบวช ซึ่งนักบวชตอนนั้นยังไม่ใช่เป็นศาสนาอะไรละ เป็นผู้แสวงหา ปัญจวัคคีย์นี่ แต่ก่อนก็แสวงหา เสร็จแล้วก็มาศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ยังไม่ตรัสรู้ พอพระพุทธเจ้าปฏิบัติผิดแนวที่ตัวเองยึดถือ ก็เลยไม่ชอบใจ ก็เลยไม่ชอบใจ ก็เลยแยกไปอย่างที่เรารู้ประวัติอยู่ เสร็จแลัวพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็เลยนึกถึงว่า เออ ปัญจวัคคีย์นี่มีภูมิธรรม มีอินทรีย์พละพอที่จะเรียนรู้ได้ จะฟังธรรมของพระพุทธเจ้านี่คงจะได้ เพราะว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ยาก ไม่ใช่เรื่องง่ายน่ะ เรื่องลึกซึ้ง ฟังดีๆน่ะ ตรงคำว่า ลึกซึ้ง ยาก นี่นะ ท่านต้องเลือกคนที่มีภูมิ มีภูมิว่าจะรับได้ไหม คนมันมีเยอะแยะไป ท่านจะไปเทศน์ที่ไหน ถ้าเผื่อว่ามันง่าย ท่านเทศน์ที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกคน ท่านถึงได้ตรวจสอบ ดูว่าเอ๊ จะไปโปรดใครดี อย่างที่เรารู้ในประวัติ ก็ระลึกถึงปัญจวัคคีย์ว่า อ้อ... ปัญจวัคคีย์ 5 รูปนี่มีภูมิธรรมคงจะรับได้ มีภูมิ

อ่านต่อ

ธรรมนี่ หมายความว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้มีญาณน้อยๆนะ มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ มีอนาคตังสญาณ มีทศพลญาณ มีญาณตั้งเยอะแยะนะ ท่านตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านี่ มีญาณตั้งมากมาย จึงจะรู้ว่า คำว่าภูมินี่ ไม่ใช่ย่อยๆ จะต้องรู้บุคคล รู้ว่ามีภูมิธรรม มีความเป็นไปได้ขนาดไหน มีเบื้องหลังเบื้องหน้า มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ นี่ก็หมายความว่า ระลึกได้ด้วยนะว่า ชาตินั้นชาตินี้ จะมีอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งท่านก็เคยระลึกให้ 5 รูปในประวัติก็มีระลึกให้ว่า ปางก่อนตั้งแต่ ชาติก่อนๆ มานี่ ได้บำเพ็ญกันมาขนาดไหน ท่านก็รู้แล้ว ท่านจึงได้ไปโปรด ภูมิธรรมชั้นสูงนะ ภูมิธรรมที่จะฟังธรรมของพระพุทธเจ้าปุ๊บ บรรลุเลย อย่างพระโกณฑัญญะ พอไปโปรดเทศน์กัณฑ์สองกัณฑ์เท่านั้นแหละ บรรลุเลย คิดดูซิว่า จะมีภูมิธรรมขนาดไหน ฟังเทศน์เท่านั้นน่ะ เกิดดวงตาเห็นญาณ เข้าใจ ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ การเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ทวนกระแสโลกียะนี่นะ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆนาคุณ แต่พวกเรานี่ เห็นมันเป็นธรรมดา เพราะว่าเรามีพุทธศาสนาอยู่นี่มาตั้งพันสองพันปีแล้วในเมืองไทย แล้วก็ถือว่าเป็นเมืองพุทธ และมีคำสอนต่างๆนานา มีภาษาคำสอนของพระพุทธเจ้าฟังมามากมาย อะไรต่ออะไรก็ฟังมา แล้วเราก็นึกว่าเรารู้มรรคองค์แปด เราก็รู้ ก็เคยได้ยินมา นิพพาน โอ๊ย ได้ยินมาฉ่ำแฉะ นิพพาน เข้าใจ นิพพานก็คือนิพพาน นิพพานก็แปลว่าพระอรหันต์ตายนิพพาน เป็นผู้บรรลุๆๆ ได้ยินคำว่าบรรลุคืออะไร บรรลุสุดยอดเลยบรรลุนี่ เหาะเหินเดินน้ำดำดินได้ด้วย ถ้าบรรลุแล้วนี่ เอากระบองมาตีกระบานก็ไม่เจ็บน่ะ บรรลุแล้วนี่ หมดทุกข์หมดทุกข์ ไม่มีทุกข์ ไม่มีร้อนอะไร ใครจะทำยังไงก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร เอาไปปลงหม้อต้มน้ำเดือดๆ ก็ไม่ทุกข์ เพราะท่านบรรลุแล้ว ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วเอาไปคั่ว เอาไปแกงก็ไม่เป็นไร ท่านไม่ทุกข์แล้ว คือมันเข้าใจไม่ได้หรอก ฟังไปก็ฟังเผินๆ ท่านนิพพานพ้นทุกข์ ท่านสุดยอด ท่านเก่ง ท่านเยี่ยม ท่านยอด อะไรต่างๆนานาสารพัด ที่จะเดาอะไรยังงี้เป็นต้น เราก็ได้น่ะ ได้ฟัง เพราะฉะนั้น เราไม่เอาหรอก การเป็นพระอรหันต์หลายๆอย่าง บางทีเราก็นึกไม่ถึง ที่ไม่เอาก็เพราะ โอ้ย... เราเป็นไปไม่ได้หรอก มันยอดเยี่ยม เป็นไปไม่ได้หรอก วิเศษวิเสโสบูชาเคารพนับถือวิเศษ ของพุทธนี่ ถ้าบรรลุอรหันต์นี่วิเศษจริงๆ ยอมรับ แต่ยอมรับนับถือนะ แต่ไม่เอา ไม่ไหว เอาไม่ได้ ขออยู่กันไปโลกๆ ไปธรรมดานี่แหละ บูชาเคารพกราบไหว้ อยากจะได้สมโลภอะไรๆ อยากจะได้สมโกรธอะไร อยากจะได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ แล้วก็อยากจะได้โลกียสุขอะไร ก็ไปบนบานศาลกล่าว เอาศาสนานี่แหละช่วย นี่แหละศาสนาพุทธ ช่วยด้วย เพราะว่าศาสนาพุทธนี่เยี่ยมยอด บันดาลอะไรก็ได้ยิ่งกว่าศาสนาอื่นๆน่ะ ศาสนาอื่นๆ เขาก็บันดาลได้ไม่เก่งเท่าเพราะศาสนานี้เรานับถือนี่ เรายกย่องว่ายอดเยี่ยมบันดาลได้ยิ่งกว่าศาสนาอื่นแหละ ศาสนาอื่นจะมาสู้ศาสนาพุทธได้ยังไง ก็เรานับถืออยู่นี่ มันต้องเยี่ยมยอดกว่าศาสนาอื่นน่ะ เพราะฉะนั้น ศาสนาอื่นเขาไปบนบานศาลกล่าวให้พระเจ้าช่วย ให้คนนั้นคนนี้ช่วย โอ้ย... พระพุทธเจ้าเราช่วยได้เก่งกว่าแน่ ก็ไปบนบานพระพุทธเจ้านี่ บนบานพระพุทธรูป บนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาจะทำกันขึ้นมาแบบไหน ก็ยอดกว่าบนบานเอา ทีนี้ ศาสนาอื่นๆ ที่ว่าแน่ ของเรามีครบทุกอย่างแน่กว่า ให้พระเจ้าช่วยก็ช่วยได้พระเจ้าเราไม่มีก็เอาพระพุทธเจ้านั่นแหละ เราก็คิดเป็น พระเจ้าของเรา ช่วยได้บันดาลอะไรได้ ก็บันดลบันดาลกันมาจนกระทั่งมาถึงวันนี้ ก็ยังบูชากราบไหว้พระพุทธรูป บูชากราบไหว้พระพุทธเจ้า ให้บันดลบันดาลอะไรอยู่ทั้งนั้นน่ะ ก็กลายเป็นศาสนาอย่างนี้ จะให้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าก็ปฏิบัติอยู่ อยากได้ลาภ ได้สมลาภ ไปกราบพระพุทธรูป กราบพระพุทธเจ้า ไปวัดไปวา เอาธูปเทียนไปบูชา ไปทำบุญทำทานไปเซ่นไหว้อะไรต่ออะไรอยู่น่ะ ไม่เซ่นไม่ไหว้ได้ไง เหมือนเซ่นไหว้ผี ไหว้เทวดาเหมือนกัน เซ่นไหว้อยู่น่ะ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่เหมือนกัน ปฏิบัติ วันพระ วันเจ้าบางทีขลังๆ ก็ไปเซ่น หรือว่าวันสำคัญๆ วันอาสาฬหบูชา นี่ก็ไปวัดไปเวียนเทียน ไปบนบานศาลกล่าวอธิษฐาน เจ้าประคู้ณ...จะเข้าพรรษาแล้ว ขอให้ลูกร่ำลูกรวยซักที มันไม่ร่ำไม่รวยโน่นนี่ไป ขึ้นยศขึ้นศักดิ์อะไรก็ไม่รู้ บูชากันอยู่ ทำไมไม่ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติ เขาก็ว่าเขาปฏิบัติ เขาก็ว่าเขาเคารพนับถือ ใครอย่าแตะต้องเชียวนะ ศาสนาพุทธนี่เอาตายเลย อย่ามาแตะ อย่ามาดูถูกดูแคลน ไม่ได้เชียวนา เขาก็ศรัทธาเลื่อมใสเขาก็ปฏิบัติ แต่ก็ปฏิบัติไปอย่างที่อาตมาเล่า อาตมากล่าวนั่นแหละ เลอะเทอะ เพราะฉะนั้น ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร พระพุทธเจ้าเกิดสาม เกิดพระไตรรัตน์ เกิดพระรัตนตรัย พระรัตนตรัยในวันอาสาฬหบูชา คือพระพุทธเจ้าอุบัติ พระพุทธเจ้าไปประกาศต่อปัญจวัคคีย์ ว่าตัวเองสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จะมาโปรดพวกเธอ มาบอกตัวเองว่าเป็นพระพุทธเจ้า มาแสดงว่าพระพุทธเจ้าอุบัติ ปรากฏตัวทั้งรูปทั้งนาม ยืนยันยืนหยัดว่า ฉันเป็นพระพุทธเเจ้ากับเธอเดี๋ยวนี้ละ เธอต้องรับฉันนะ ฉันจะเป็นรัตนะองค์ที่หนึ่งของเธอละ ประกาศกับประชาชน ประกาศกับผู้คน บุคคล มีคณะน้อยเดียว 5 คน จนทั้งปัญจวัคคีย์ 5 รูปยอมรับ พอยอมรับ ก็ท่านก็ลงมือเทศน์ จึงเกิดพระธรรมคำสอนของศาสนาพุทธกัณฑ์แรก เป็นพระธรรมที่เทศน์กัณฑ์แรก คือ ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร เป็นสูตรที่แจ้งชัด เป็นสูตรที่บอกถึงตัวทฤษฎีหลัก ทฤษฎีหลักเลยของพระพุทธเจ้า เป็นสูตรที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นสูตรที่ยิ่งใหญ่มาก บอกถึงว่าคนเราอยู่ในโลกนี้ มันติดอยู่สองอย่างเท่านั้นแหละ ติดกาม กับติดอัตตา เพราะฉะนั้น ถ้ายังมีกาม มีอัตตา ยังไม่สูญ ยังไม่ลงตัว ยังไม่กลาง ยังไม่เข้าใจกาม ยังไม่เข้าใจอัตตา จนกระทั่งอยู่เหนือกาม อยู่เหนืออัตตาแล้วก็เป็นทุกข์อยู่นั่นแหละ ธรรมที่ชื่อธัมมจักรกัปปวัตน ก็คือว่าธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านเทศน์ออกมาไปแล้วนี่ ตัวสูตรนี้แหละ จะเป็นสูตรที่เหมือนกะจักรกลสตาร์ทเครื่องของศาสนาพุทธ จักกัปปวัตน ก็หมายความว่า เดินบท เกิดกลไกเกิดติดเครื่องสตาร์ตเครื่อง ติดเครื่องของพุทธ เริ่มต้น สตาร์ตติดเครื่องเลยทันที ธรรมะของพระพุทธเจ้าติดเครื่องเลย เดินบทอยู่เดี๋ยวนี้ก็ยังมีธัมมจักรกัปปวัตตน ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ยังเดินบทบาทอยู่น่ะ เดี๋ยวนี้ยังเดินอยู่เหมือนกะโลกนี่ พอแตกสมมุติว่าโลกนี้ ไม่ได้เกิดเอง หรือแตกหรือเกิดเองก็ได้ โลกนี่เกิดออกมาลูกหนึ่ง แตกออกมาจากดวงดาว เอ้ย ดวงพระอาทิตย์ หรือเกิดเอง ตัวเกิดเอง มันเกิดได้ 2 อย่าง โลกหรือดาวดวงดาวในจักรวาล เกิดได้สองอย่าง รวมตัวเป็นดาวใหญ่ สะสมโมเลกุลต่างๆ เข้ามาจนกระทั่งกลายเป็นดวงดาวเอง จนกระทั่งกลายเป็นดวงดาวสมบูรณ์ ติดเครื่องขึ้นมาเป็นดวงใดดวงหนึ่งอยู่ในจักรวาล ก็เหมือนกันกะศาสนาพุทธ นี่ ติดเครื่องเกิดมาในโลกของมนุษยชาตินี่ เหมือนดาวดวงใดดวงหนึ่ง นี่ ได้ติดเครื่องเป็นอิสระของตัวเอง เป็นเรื่องของตัวเองขึ้นมา เป็นรูป เป็นอันหนึ่งอยู่ในวงโคจรของจักรวาล ศาสนาพระพุทธเจ้า ก็ติดเครื่องขึ้นมาเป็นพฤติกรรมอันหนึ่ง เป็นกลไกอันหนึ่ง เป็นดาวดวงหนึ่ง เป็นกาแลกซี่ๆหนึ่ง เป็นจักรๆๆนี่แหละ จักรกัปปวัตนนี่แหละ เป็นจักรที่ดำเนินไปอันหนึ่งของพระพุทธเจ้า จักรนั้นก็คือคำสอนในจักรกัปวัตนสูตรนี่ ซึ่งบอกถึงที่เราเรียกกันอยู่ในภาษาว่า สุดโต่งไปสองด้าน สองขั้ว คำว่าสุดโต่งนี่ ฟังแล้ว... มันตื้นไปหมด สุดโต่งก็คือ คนไหนที่หลงกาม ติดกามจัดที่สุดฝั่งหนึ่ง โต่งไปฝั่งหนึ่ง คนไหนที่ติดอัตตาไปอีกฝั่งหนึ่ง เป็นอัตตา เป็นการทรมานตน ตน หรืออัตตาตน ทุกข์นะ ที่จริงทุกข์ตนมีทุกข์นั่นเอง ตนลำบาก บนกิลมถะ ก็คือลำบากลำบน ตนทรมานตนเองอยู่ฝั่งหนึ่ง อีกอันหนึ่ง มีกามอยู่อีกฝั่งหนึ่ง โน่นแน่ะ หยาบๆตั้งแต่เบื้องต้นนั่นแหละ ใครมีกาม จนกระทั่งหยำเหยอะ เลอะเทอะ คนนั้นก็เขาก็บอกว่า เออ... คนนี่แหละ ยังสุดโต่ง คำว่าสุดโต่งนี่ เป็นคำเสียๆ ทุกวันนี้ก็ฟังเออ...เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่กามไม่สุดโต่งยังงั้น เอ้ย ยังไม่เป็นไรหรอก สุดโต่งโน่นท่านว่า อัตตกิลมถาไปทรมานตนโน่น ไปทำให้ตัวเองทรมานตน จนเจ็บป่วยเจ็บปวดอะไรหนักหนาสากรรจ์โน่น ยังโน้นโน่นแน่ะ ถึงจะถือว่าสุดโต่ง เราก็พอตัวของเราแล้ว เรามัชฌิมาแล้ว เราพอดีแล้ว เรามีกามขนาดนี้ไม่โต่งหรอก เรามีอัตตามานะขนาดนี้ ไม่โต่งหรอก แล้วก็ท่านสอนสุดโต่งนั่นต่างหากกันว่านี่มัชฌิมา นี่ไม่โต่งหรอก สมตัวฐานะเรานี่สมตัว ได้ขนาดนี้นี่เราได้แล้วละ ปานกลาง มัชฌิมา สมฐานะ ความจริงแล้วนี่ ยังมีกามเหลือเศษอยู่เท่าไหร่ ก็โต่งอยู่เท่านั้นแหละ จุดที่ลงกลางที่สุดคือสูญ ถ้ายังมีกาม ยังไม่สูญ กามสนิทมันก็ยังโต่ง มันก็ยังมีอยู่อีก ขั้วหนึ่ง ฝั่งหนึ่ง ยังมีอัตตา ถืออัตตา ยังเป็นอัตตา แม้แต่เป็นพระอนาคามีก็ ยังโต่งอยู่ ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ยังโต่งอยู่ ยังเป็นอัตตาหนึ่งอยู่ มีมานะ เป็นอัตตา มีอุทธัจจะเป็นอัตตา หรือแม้แต่มีวิชชา พ้นอวิชชาแล้ว แต่ยังติดยึดอยู่เป็นวิชชา เช่น พระโพธิสัตว์เป็นต้น พระโพธิสัตว์นี่ ยังมีวิชชาเป็นอัตตา อาศัยวิชชานี้ยังอยู่ในสังสารวัฏ ยังไม่ดับสังสารวัฏ ยังมีทิศทางที่จะดำเนินต่อ พระโพธิสัตว์ยังไม่สูญ ยังขอเกิดอยู่ ฟังดีๆ อาตมาจะขยายความ เดี๋ยวจะได้ค่อยๆเท้าความจากลึกๆ นี่ไป พูดเกลี่ยไป จะให้เห็นว่า ทุกวันนี้ นี่เราปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านี่แหละ แล้วก็เรียนมา ฟังมาจากธัมมจักรกัปปวัตนสูตร สุดโต่งสองฝั่ง กาม หรืออัตตานี่ ก็ฟังมามากมาย แต่วันนี้ ฟังดูอีกนะ ฟังดีๆ แล้วจะได้รู้ว่าเราเองนี่ ยังประมาท เป็นอยู่กันทุกวันนี้ ยังไม่เพิ่มฐาน ยังประมาท ยังมันพอสบายนะทุกวันนี้ ว่ากันจริงๆ ในภพ ในภูมิ พวกเรานี่ ในหมู่ฝูงพวกเรา ในแวดวงของพวกเรานี่นา พุทธบริษัทพวกเรานี่ มัน สบายพอสมควรน่ะทุกวันนี้ มีสัมมาอาชีวะ มีสัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ พอสมควร แต่ดีกว่านี้ยังมีอีก ยังโต่งๆอยู่ พวกเราก็ไม่ใช่ธรรมดา ยังโต่งไปไปในอัตตามานะ ยังโต่งไปในกามอยู่พอสมควร ไอ้ที่ลดมาได้นี่ มันโต่งไปไกลสุดกู่น่ะ มันก็ลดละมาได้แล้วละ เขยิบเข้ามาแล้ว แต่มันก็ยังโต่งอยู่นั่นแหนะ มันยังไม่สูญ พูดง่ายๆ ว่ามันยังยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น ยังไม่ถึง...ยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังสุดโต่งอยู่สองขั้ว อยู่ทั้งนั้นแหนะ มันจะขั้วใกล้ขั้วไกล อะไรก็ตามใจเถอะ นี่ ต้องเข้าใจให้ได้อย่างนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วละก็ ฟังสุดโต่งมันก็โต่งอยู่ยังงั้น ประมาท เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่ได้เป็นโสดาบันด้วยซ้ำ ในสังคมก็เขาไม่ได้สุดโต่งอะไรหรอก ถ้าพวกเขาบอกว่า มันสุดโต่งจริงๆ เขายอมรับน่ะ แต่อัตตกิลมถานุโยค นี่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ถ้าบอกว่า กามเขามาสุดโต่งในกามนี่ เอาละ พวกซาดีสม์ในกาม ผู้ที่กามจัดๆจ้านๆ เขาก็รับของเขาก็เท่านั้น เขาบอก ก็ช่างปะไร เราไม่ได้ปฏิบัติธรรม เราก็จะอยู่อย่างโลกีย์ของเรานี่แหละ ถ้าเขารู้ตัวเขาก็จะว่ายังงั้น บางคนเขาก็มี...หนักหนาสากรรจ์ นี่เขาก็ไม่ เขาก็สมฐานะของเขา เขาก็อยู่ในขอบเขต มีเงินที่จะไปบำเรอตนด้วยกาม ยังไงก็เงินของเขานะ ฐานะของเขาน่ะ เขาไม่ได้ไปปล้นไปจี้ใครนี่ เขาก็ทำมาหากินของเขาสุจริต โลภโมโทสันมาตามที่เขาหาได้ แล้วเขาก็เอามาบำเรอกามตัวเองไป เขาไม่ได้ไปทำทุจริตอกุศลอะไรหรอก อย่างนี้เป็นต้น เขาก็อยู่ของเขาอย่างนั้น บำเรอไป สั่งสมกิเลสกาม กิเลสราคะอะไรไป อัตตามานะอะไรไป ก็ทำตัวเองอยู่ยังงั้นแหละนะ แต่ไปไม่รอด นี่ อาตมาขยายความหน่อยก่อน เรื่องกาม กะเรื่องสุดโต่งธัมมจักรกัปปวัตนสูตร เสร็จแล้ว ก็เกิดพระสงฆ์ เกิดพระโกณฑัญญะ ฟังแล้วก็ฟัง ท่านเทศน์ถึงเรื่องสุดโต่งทั้งสองอย่าง แล้วท่านก็บอกวิธีที่จะลดละ ท่านตรัสรู้อริยสัจ 4 วิธีที่จะลดละ ก็คือ มรรคองค์แปด เป็นทางปฏิบัติอันเอก ที่จะหลุดพ้น ท่านก็บรรยาย เหมือนอย่างอาตมาพยายามบรรยายกะพวกเราอยู่นี่ แต่พวกเราอาตมาบรรยายตั้งไม่รู้กี่ปีแล้ว ก็ยังมาพูดซ้ำซาก ยังอธิบาย ยังบรรยายต่อไปอีก นี่ของท่านบรรยายปุ๊บ พระโกณฑัญญะฟังปั๊บ โอ๋ย สว่างแจ้ง รู้ทางๆ ปฏิบัติภูมิธรรมขึ้นถึงที่ เป็นพระอริยเจ้า เสร็จแล้ว ก็พอเทศน์อีกกัณฑ์เดียว เป็นพระอรหันต์เลย ไม่ได้รอช้าเลย พอฟังจักรกัปปวัตน เทศน์อนัตตลักขณสูตรอีกสูตรหนึ่ง เป็นพระอรหันต์เลย พอเทศน์ธัมมจักรกัปปวัตนสูตรก็บวชแล้ว พระโกณฑัญญะขอปวารณาตนเป็นลูกศิษย์ บอกว่าชัดแจ้งแน่นอน เชื่อแล้วว่า สำเร็จอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะฉะนั้น ขอเป็นสาวก ขอเป็นผู้ที่จะดำเนินทิศทางตามความรู้ที่สอนมานี่ เชื่อแน่แล้วว่าเป็นทางรอด เป็นทางหลุดพ้น เป็นทฤษฎีเอกจริงๆ ที่จริงโดยจริงก็โดยบุญบารมีของพระพุทธเจ้า จะต้องมีองค์ประกอบพร้อม มีผู้ที่จะมาเป็นสาวก ที่จะต้องดำเนินสภาพอย่างนั้น เกิดเป็นเรื่องราว เกิดเป็นของจริง มีพร้อมพรักแล้ว ท่านก็มีพร้อมหมดแล้ว มีอะไรที่จะเกิด มีอะไรต่ออะไรที่จะพร้อมจะพรัก เหมือนคนเราจะทำอะไรนี่ มีบุญ จะมีพร้อมไปหมด มีทุนรอน มีวัตถุ กับมีผู้ช่วยเหลือ มีองค์ประกอบอุปัฏฐาก มีไอ้โน่น ไอ้นี่ มีสถานที่ มีบุคคล มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานาสมบูรณ์พร้อม ในคุณลักษณะบุญบารมีขนาดพระพุทธเจ้านี่ ต้องมีอะไรพร้อม ที่จะดำเนินตัวสภาพขึ้นมา เป็นไปได้ เท่าบุญบารมีของพระพุทธเจ้ายังงี้ เป็นต้น อาตมาก็มีบุญบารมีเท่าอาตมา มีบุญบารมีก็เท่าๆของอาตมานี่แหละ ทำได้ขลุกๆขลุ่ยๆ ไปตามเรื่องตามราว ของพระพุทธเจ้านี่พร้อมพรักเลย เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันไม่ใช่เรื่องสมมติ มันเป็นเรื่องจริง มันเป็นเรื่องสัจจะ มีทั้งทรัพย์ที่เป็นอริยทรัพย์ ที่มีองค์ประกอบทั้งวัตถุทรัพย์ มีทั้งตัวตนบุคคลเราเขา ที่มีบริวาร มีสาวก มีทั้งมหาสาวก 80 อะไร อย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าที่ต้องมี ท่านสั่งสมไว้นานับชาติกว่าจะได้อย่างนั้นครบครัน แล้ว กว่าจะได้บุญบารมีขนาดนั้น ก็เป็นเรื่องจริง แล้วแต่ละคนๆ ก็พากเพียร โกณฑัญญะก็พากเพียรมาของโกณฑัญญะ แล้วก็มาประกอบกันมารวมกัน มาเป็นกลไกที่จะเป็นส่วนแห่งคุณค่า เป็นส่วน เป็นองคาพยพของศาสนาพระพุทธเจ้า แล้วก็ได้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้า คือพระพุทธ พระธรรมคือคำสอน คำสอนที่มีทั้งบัญญัติ ภาษา แล้วก็มีทั้งคำสอนที่พิสูจน์เนื้อหาทันทีทันใด นอกจากพระพุทธเจ้า ท่านมีคุณธรรมของธรรมะที่เป็นอริยธรรม หรือพุทธธรรม ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ได้องค์หนึ่ง ได้องค์ที่หนึ่ง พอมาถ่ายทอด เป็นคำสอนภาษา พระโกณฑัญญะ ก็รับไปได้ อริยคุณอันแรก เป็นโสดาบัน พอรับพอเทศน์อีก ก็เป็นอริยคุณพระโสดา สกทาคามี อนาคา อรหันต์ เป็นอรหันต์ เป็นองค์ธรรมะของสงฆ์ มีองค์คุณ 4 ก็คือ โสดา สกิทา อนาคา อรหันต์นี่ ขึ้นมาทันทีทันใด ขึ้นมาในเวลาสั้นๆ นั่น ในวันเดียวกันนั้น คือวันอาสาฬหบูชา เกิดธรรมะที่เป็นสภาวธรรมนะ ฟังธรรมะที่เทศน์เป็นภาษาด้วย เกิดภาษาธรรมะด้วย เกิดธัมมจักรกัปปวัตนสูตร เกิดอนัตตลักขณสูตร เกิดภาษาธรรมะเกิด และสภาวะของคน ไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์เดียวแล้ว มีองค์อื่น มีรูปอื่น มีพระโกณฑัญญะ แล้วก็มีอีก 4 รูป เกิดอริยคุณ เกิดเป็นโสดาบันอีก ในวันนั้นด้วย เป็นสาวกที่แท้หมดเลย เรียกว่าสาวกสังโฆ เพราะเป็นพระอริยะทั้ง 5 รูปในวันนั้น นี่สงฆ์สาวกแท้ เกิดเป็นคณะสงฆ์ขึ้นมา มีโสดาบันตั้ง 4 รูป เป็นตัวตนเลยนะ เป็นตัวบุคคล ทุกวันนี้ ถึงเรียกสงฆ์ถึงต้องมีสี่ไงละ มีอรหันต์หนึ่งรูป มีโสดาอีกสี่รูปในวันนั้นน่ะ ก็เลยมานับกันว่าทั้งๆที่หลักสี่นี่ มีโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ นี่เป็นคุณธรรม 4 คือ สงฆ์ของพระพุทธเจ้า ถ้าสงฆ์ของพระพุทธเจ้านี่นา เป็นโสดา ก็นับว่าสงฆ์ เป็นอริยสาวกหรือเป็นสงฆ์สาวกสังโฆ โสดาก็ใช่ ถ้าจะให้ครบคุณธรรมแล้วละก็ ต้องคุณธรรมสี่องค์ องค์โสดา องค์สกิทา องค์อนาคา องค์อรหันต์ นี่แหละสงฆ์ ชื่อว่าสงฆ์ของพระพุทธเจ้า ครบองค์สงฆ์ก็ครบ 4 องค์ ดังนี้แหละ ครบองค์คุณโสดา ครบองค์คุณสกิทา ครบองค์คุณอนาคา ครบองค์คุณอรหันต์ นี่แหละ สงฆ์ของพระพุทธเจ้า เสร็จแล้ว เขาก็มาฟังเป็นภาษาบุคลาธิษฐาน สงฆ์ของพระพุทธเจ้าก็คือผู้ที่เป็นสงฆ์ เป็นภิกษุเอา 4 รูป มาเป็นสงฆ์ มันไม่มี ก็ต้องเอารูปธรรม เอา 4 รูปมานี่ ครบองค์สงฆ์ จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ว่าครบองค์สงฆ์ก็คือสงฆ์ 4 รูป พระพุทธเจ้าก็ยอมรับด้วยนะ ยอมรับด้วยสภาพที่ว่า ถ้าเราจะใช้เป็นรูปธรรม ก็เอาสงฆ์ 4 รูป เพราะฉะนั้น จะทำกิจ ทำอะไร ตามวินัย เป็นหลักเกณฑ์ ที่จะใช้ ก็เอาสงฆ์อย่างนั้น เพราะเราก็จะต้องให้เกียรติผู้ที่ผ่านการบวช ถือว่าเป็นสงฆ์ของพระพุทธเจ้า หรือว่าเป็นสงฆ์สมมติก็ตาม ถ้าจะใช้เป็นวินัย ก็ใช้สงฆ์อย่างนั้น ก็ด้วย เราก็ต้องเข้าใจว่า นี่เป็นสมมติสัจจะ ที่รับในสภาพอย่างนี้ เราก็เข้าใจ ก็ใช้ใช้ประโยชน์ในด้านวินัย ส่วนในด้านปรมัตถ์นั้น สงฆ์ของพระพุทธเจ้า 4 องค์ คือ โสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ นี่ต้องเข้าใจให้รอบ เข้าใจให้ถ้วนนะ เราต้องรู้อะไรต่ออะไรให้ชัดเจน ทีนี้ มาเจาะลึกคำสอนพระพุทธเจ้า ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร ที่สอนเรื่องสุดโต่งนี่ อาตมาจะเจาะลึกในเรื่อง สุดโต่ง นี่ให้ฟัง มันไม่ใช่โต่งอย่างที่เข้าใจตื้นๆ แต่ก็ใช่ด้วย ที่ว่าโต่งไปจนกระทั่งคนที่มัวเมาในกาม หลงผิดในกาม จนกระทั่งเห็นกามเป็นกามสุขัลลิกะ เอายังนั้นถือว่าเป็นคนที่สุดโต่ง หลงกามเป็นเรื่องสุข แล้วก็พูดไม่รู้เรื่อง เห็นว่าสวรรค์คืออย่างนั้น กว่าจะเข้าใจได้ว่าจะไปตกเป็นเหยื่อของกาม และก็หลงว่าเป็นความสุขนั้น มันไม่จริง ไม่ใช่อริยสัจ ความสุขอย่างนั้น ไม่ใช่อริยสัจจริงๆ แล้วกามสุขัลลิกะ ที่บอกว่าสุข มีกามสุขอย่างนั้นน่ะ มันทุกข์น่ะกว่าเขาจะเข้าใจได้ว่าเป็นทุกข์ ทุกข์ที่ไหนล่ะ เสพกามทีไรก็สุขทุกที จะเอากามระดับไหนก็ตามใจเถอะ เพราะว่ากาม เรื่องคน เรื่องเสพสมสุขสมกะคนนี่ เป็นความสุขนักหนา เสพทีไร เขาก็สุขทุกที มันทุกข์ที่ไหน พูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้น คนที่เขาเอง เขาไม่มีความเข้าใจจริงๆ ที่จะเข้าใจได้ว่า อย่าไปพยายามเลย มันเป็นความทุกข์ แม้เราจะเห็นว่ามันเป็นรสอร่อย มันก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ เสริมซ้อนซ้ำซ้อน ไปหลงใหลได้ปลื้มเอร็ดอร่อยอยู่นั่นแหละ ไปบำบัดบำเรอด้วยผัสสะทั้ง 5 เป็นกามคุณ 5 ติดยึดอยู่ในรสของผัสสะ ทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอยู่นั่นแหละ กว่าจะมาเข้าใจ กว่าจะมาพยายามว่า เอ้อ ไม่ดี มันเป็นภาระ มันเป็นทุกข์ มันเป็นเรื่องเวร เรื่องเวรานุเวร ที่จะต่อจะติด จะวุ่นจะวายไปอีกนานแสนนาน เป็นเรื่องของการต่อเนื่อง ที่จะเป็นภาระ โอ ติดทั้งความเป็นเวรานุภัย สารพัด เป็นบ่วงอันแสนยุ่งยาก เพราะฉะนั้น กว่าจะเข้าใจ กว่าจะรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ควรแสวงหา สิ่งนี้ควรจะลดละ ควรจะเลิก ควรจะหยุด แล้วก็มาพากเพียรหยุด เราจะรู้ ในพวกเราก็ตาม ที่ปฏิบัติธรรมนี่ จะรู้ว่าอารมณ์กาม อารมณ์ใคร่ อารมณ์ราคะ ในจิตใจนี่ซึ่งมันเป็นกิเลสอยู่ในใจเรานี่ มันไม่ใช่ว่ามันจะหมดไปได้ง่ายๆ เราพากเพียรที่จะลดละ เพราะฉะนั้น คนไหนที่จัดจ้าน ไม่ต้องพูดถึงหรอก สุดโต่งแน่ แล้วเขาก็ทนไม่ได้ เขาก็ยังเป็นอยู่ยังงั้นแหละ เขาจะไปละออกอะไร ขนาดพระพุทธเจ้านี่ อนุโลมปฏิโลมบ้าง เอาละ ในขนาดหนึ่ง คุณมีผัวมีเมีย ผัวเดียวเมียเดียว อย่าไปมีสองผัวสองเมีย เมื่อมีเมียมีผัว ก็จะต้องมีการบำเรอกามอยู่พอสมควรใช่ไหม ขนาดนั้นน่ะท่านยังจัดว่าโสดาบันเป็นอริยบุคคลนี่น่ะ มีผัวมีเมียได้ ยังมีรสอร่อยยังเสพกามขนาดนี้ ท่านอนุโลมขนาดนี้ แต่มันก็ยังสุดโต่งอยู่สุดโต่งเกินไปกว่านั้น นี่ คิดดูซิ คนที่พยายามฟังดีๆ นะ มันจะกลับหลังหัน มันจะกลับขั้วกัน ที่อาตมาพูดนี่ ฟังดีๆ ตั้งใจฟังชัดๆ คนที่มีความเข้าใจ มีความรู้สึกว่า เออ เรามีกิเลสเท่านี้นี่นะ แล้วเราก็เชื่อแล้วละว่า มันไม่ค่อยดีเรายอมรับ เสร็จแล้วเราก็พากเพียรออกมา แม้สุดโต่งประเภทที่เป็นกามสุขขัลลิกะที่หยาบๆ เราก็ไม่เป็น ไม่มีผัวเดียวเมียเดียว มีจิตใจไม่ได้หื่นกระหายอะไรมากกว่านี้ ไม่นอกใจ ไม่นอกกายผัวเดียวเมียเดียว มีกามกิเลสแค่นี้ก็เอาละ พระพุทธเจ้าก็อนุโลมขีดขอบถึงขนาดนี้ นี่ก็ถือว่า พระโสดาบันได้เข้าข่ายพระสาวกของพระพุทธเจ้าได้ และต้องมีตัวรู้ มีญาณรู้จริงๆ นะ สักกายทิฏฐิรู้ว่าขอบเขตนี้น่ะมีอัตตาเป็นตัวตน เป็นกิเลสในระดับหนึ่ง มีสักกายทิฏฐิจริงๆ รู้ พ้น สักกายทิฏฐิ มีความเห็นแจ้ง พ้นในความเข้าใจอย่างที่คนโลกๆ เขายังไม่รู้จักหยุดจักหย่อน ไม่รู้จักพอ ยังไปเที่ยวได้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ไม่สังวรระวัง นอกจากรู้แล้วยังจะต้องมีเงื่อนไขว่า วิจิกิจฉา รู้อย่างชัดแจ้ง ไม่สงสัย ไม่วิจิกิจฉา รู้ขอบเขตขอบข่าย นี่ อาตมาอธิบายถึงกามก่อนนะ เดี๋ยวจะอธิบายถึงอัตตา ที่จริงนี่แหละ ทุกวันนี้ อัตตามันหนักกว่ากาม อัตตานี่โต่ง อัตตานี่กว่ากาม ที่เข้ามาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้นี่ เพราะอัตตา ไม่ใช่เพราะกามเยอะ เดี๋ยวจะพูดถึงอัตตา ตอนนี้พูดกามก่อน เพราะฉะนั้น ผู้ที่เข้าใจ ไม่มีวิจิกิจฉานี่ จะต้องรู้ตัวเองว่า เรามีกิเลสขนาดนี้ ผัวเดียวเมียเดียวนี่ ผู้นี้ไม่นอกใจ ไม่นอกกาย ไม่คิดที่จะไป... สังวรระวัง ถ้าใจเราจะไปเห็นสาวอื่นสวย หรือว่าไปเห็นหนุ่มอื่นน่าใคร่น่ารักอะไรนี่ จะสังวรระวังตัวเอง เพราะผู้ที่เดินทาง หรือมีตัวปฏิบัติธรรม มีจักรกลของการปฏิบัติธรรม นี่จะต้องสังวร ต้องมีสัมมัปปธาน4 มีสติปัฏฐาน 4 และมีอิทธิบาท 4 มีความเพียรอยู่ มีความยินดีที่จะปฏิบัติ มีวิริยะ เพียรจริงๆนะ ตั้งใจต้องรู้ตัวทั่วพร้อม ถ้าไปจีบ ไปเกิดเรื่องนอกใจนอกกายกับคู่ของเรา ในเรื่องของกาม เรื่องผู้หญิง ผู้ชาย ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วละก็ มันไม่ใช่โสดา ไม่ใช่หรอก มันจะรู้ขอบเขต มันจะรู้เลยว่า อารมณ์กามขนาดนี้ ว่ามันจะมีความไม่จัดจ้าน ความไม่โต่ง ความไม่ร้ายกาจ ความไม่ร้ายแรงไปถึงขนาดนั้น มันจะสังวรระวัง เพราะฉะนั้น คน วิตถาร นี่พูดทำไมมี คนวิตถารจะไปพูดทำไม มันนอกเขตเทศบาลพุทธไปหมดแล้ว ขนาดไม่วิตถารนี่ ก็ยังไม่นอก หญิงหนึ่งชายหนึ่ง เป็นแต่เพียงไว้ พอบำเรอกามของตัวเองที่ตัวเองมีฐานยังไม่สูงจัดจ้านอยู่พอสมควร ก็มีผัวเดียวเมียเดียว ใจจะวอกแวกไป ไม่ต้องไปพูดกายเลย นอกใจนะท่านไม่ได้บอกนอกกายน่ะ ผู้ที่นอกใจผัวเมีย ไม่ใช่นอกกายผัวเมีย ไปละเมิดสิทธิทางกายแล้ว มันจะไปใช้ได้ที่ไหน มันนอก ไม่ได้เป็นโสดาโสแดอะไรหรอก มันยังงั้นน่ะ แค่นอกใจนี่ก็มีสังวรแล้ว มีโพธิปักขิยธรรม ไม่เช่นนั้นจะหมายความว่าเป็นคนที่จะเที่ยงต่อพระนิพพานได้ยังไง ยังประมาทออกนอกลู่นอกทางงั้น เสร็จแล้ว ก็ประมาทไป ก็เละเทะ มันวอบแวบได้ๆ เสร็จแล้ว เราก็ต้องรู้ตัว มีสติสัมโพชฌงค์ๆนี่คือองค์แห่งการตรัสรู้นะ มีสติสัมโพชฌงค์ สังวรกาย วาจา สังวรองค์ประชุม องค์ประชุมของจิตของเรา นี่ รู้ควบคุมองค์ประชุม คือจิตของเรา นี่มีการภาวะฟุ้งซ่าน มีภาวะกระจาย มีภาวะเข้าไปสัมผัสแตะต้องอะไรแค่ไหนนี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน