340226 ความเป็นคนมีอะไร...เป็นอะไร โดยพ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340226 ความเป็นคนมีอะไร...เป็นอะไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ความเป็นคนมีอะไร...เป็นอะไร ( ตอนที่ 1) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2534
ความเป็นคนมีอะไร เป็นอะไร ในความเป็นคนนี่มีอะไร เป็นอะไร เกิดมาเป็นคนนี่มันไม่มีอะไรหรอก แล้วมันก็ไม่เป็นอะไรหรอก ถ้าเราได้รู้ปรัชญาของศาสนาพุทธแล้วว่า ไม่มีอะไรเป็น ไม่มีอะไรมีหรอก แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงนะว่ามันเป็นมันมี อย่างน้อยมันก็มีทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ว่า โอ! อะไรมันเกิดมานี่มันเป็นเรื่องของทุกข์ การเกิดใดๆเป็นทุกข์ การมีอยู่เป็นทุกข์ การเป็นอยู่นี่เป็นทุกข์ และตัวร้ายที่สุดที่มันทำให้ทุกข์ก็คือตัวกิเลส โดยเฉพาะเกิดมาเป็นคนนี่ จะต้องรู้จักเจ้าตัวกิเลสนี่แหละเป็นตัวร้าย พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ลึกซึ้งแล้วว่า โอ! เกิดมาป็นคนนี่เป็นอะไร มีอะไร ได้อะไร เกิดมาเป็นคนแล้วมันมีวิบาก มีกรรมเป็นวิบาก นี่เป็นสัจจะนะ เป็นความจริง สัจจะนี่ มีสมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะก็คือสิ่งที่มันเป็นมันมี นี่แหละเรียกว่าสมมุติสัจจะ โดยเฉพาะกิเลสมันมีจริงๆนะ กิเลสเป็นสมมุติสัจจะ มันเป็น มันมีอยู่ ทีนี้ปรมัตถสัจจะของพระพุทธเจ้า ท่านค้นพบสัจจะที่ลึกซึ้งที่สูง เรียกว่าปรมัตถสัจจะ ท่านก็เห็นว่า อ้อ! ตรงกิเลสนี่แหละมันมีอยู่ที่จิตมันอาศัยจิตมาทำการ แล้วก็พาให้ทุกข์ พาให้เลว ท่านศึกษาจนกระทั่งท่านเห็นแจ้งเห็นจริงแล้วว่า เราจะทำอย่างไรกะไอ้กิเลสนี่ ที่มันอยู่ที่จิต มันอาศัยจิต มันทำให้ดีก็ได้ ทำให้เลวก็ได้ โดยเฉพาะมันทำให้เลวนี่แหละ มันเป็นทุกข์อันร้ายกาจทั้งตนและผู้อื่น เป็นตัวร้ายกาจตรงนี้ ตรงที่ทำให้ทุกข์ทั้งตัวเองและผู้อื่น ยุ่งยากมาก จนกระทั่งท่านตรัสรู้ถึงทฤษฎีได้สูตรสำเร็จคือมรร
อ่านต่อ
คองค์ 8 หรือโพธิปักขิยธรรม มีโพชฌงค์กับมรรคองค์ 8 นี่เป็นตัวหลักเลย แล้วก็เอามาให้ศึกษากัน เพื่อพิสูจน์ เพื่อปฏิบัติ เมื่อเราได้เรียนรู้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าเอามาพิสูจน์ เอามาปฏิบัติก็จึงสามารถที่จะทำสัจจะอันสูง คือจับตัวกิเลสแล้วก็ล้าง ก็ละกิเลสลงไปได้จริงๆ จึงเห็นว่าคนเรานี่ควรมีอะไร ควรเป็นอะไร อย่างพวกเรานี่เรียนรู้กันไปบ้าง ก็รู้ว่า อ้อ! เราเป็นคนนี่ เราควรจะอยู่อย่างไร ควรจะมีอะไร ควรจะเป็นอะไร เราก็เลย แต่ก่อนมันไม่รู้ ก็เลยมาเลิก มาละไอ้สิ่งที่ไม่ควรเป็น ไม่ควรมี แต่ก่อนนี้เราว่าเราเป็นคนนี่เราถูกหลอก สมมุติสัจจะคนเราร่ำรวย ควรจะเป็นคนที่มีความร่ำรวย ควรจะเป็นคนที่มีความสุขแบบโลกียสุข แบบโลกๆที่เขาพยายามสะสมความสุขอย่างที่เขาเป็น เราก็ดำเนินชีวิตอย่างเขาพาเป็น แข่งขันแย่งชิง สะสมกอบโกยเอาเปรียบเอารัด จะทุจริตอย่างไรก็ไม่ว่า ขอให้เราเป็น ขอให้เรามี ขอให้เราได้ เราก็ไปเอา พยายามจริงๆ อุตสาหะวิริยะ เหน็ดเหนื่อย เรียกว่าเกิดมาเป็นคนนี่มันต้องได้สิ่งนี้แหละยอด สิ่งนี้แหละประเสริฐ สิ่งนี้แหละดีแน่ๆแหละ เกิดมาเป็นคนนี่ ไม่ว่าชาติไหนๆ ถ้าไม่ได้ศึกษาสัจจะที่ลึกซึ้งทั้งสมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะของพระพุทธเจ้าอย่างที่กล่าวนี่ มันก็จะทำยังงั้นล่ะ ถึงแม้ว่าจะมีศาสนาหลายศาสนาที่พยายามสอนคนให้เป็นคนดี ให้เป็นคนที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีเมตตาเสียสละ ช่วยเหลือ พยายามที่จะให้คนเขาสละออกนะ ลดความโลภบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้สอนให้เห็นชัดเจนอย่างของพุทธ ให้ชัดเลยว่า นี่แหละการแบ่ง การ แยก การเป็นคน 2 ชนิด เป็นคนโลกุตระกับเป็นคนโลกียะนี่ ให้เห็นชัดเจนเลยว่า ไอ้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข โลกธรรม ที่เป็นของโลกๆนี่ กับคนอีกโลกหนึ่งที่มันแปลกไปจากโลกนี้เป็นโลกใหม่ เป็นปรโลก หรือว่าเป็นโลกอีกโลกหนึ่ง เป็นมนุษย์อีกชนิดหนึ่งที่กลับกัน ทวนกระแสกัน แล้วก็เกิดญาณ เกิดปัญญา เกิดศรัทธา เกิดเห็นจริงๆนะ มีญาณ มีปัญญาเข้าใจ แล้วก็มีความเห็นเชื่อมั่นจริงๆเลยว่า อ้อ! เกิดมาเป็นคนนี่ มันหลงผิดนะ มันไปหลงมี หลงเป็น อย่างที่เขามีเขาเป็นกันในโลกทั้งหมดน่ะ มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เขาเข้าใจความสุขที่เป็นโลกียสุข ในโลกนี้นะ เขาเข้าใจความสุขที่เป็นโลกียสุขกัน แต่เขาจะไม่เข้าใจความสุขที่ไม่มีโลกียสุข ที่ไม่ต้องเสพสมสุขสมอย่างลึกซึ้ง อย่างของฤาษี หรือศาสนาบางศาสนา ลัทธิบางลัทธินี่ เขาพยายามกดข่ม พยายามเลิกเหมือนกันว่า ไม่เสพ ไม่ไปให้มันเกิดอาการปรุงแต่ง เกิดอาการเสพอย่างที่เขาเสพกัน กดข่มๆ แต่เขาไม่รู้เท่าทันกิเลส ไม่รู้เท่าทันความจริงที่ซ้อนลึกลงไปว่า จิตที่มีกิเลสเป็นเจ้าเรือนนี่แหละเป็นตัวบงการ แล้วก็เป็นตัวไม่หยุดไม่หย่อน แล้วมันมีบทบาท มีลีลา มีความเกิดอย่างไม่มีปัญญา ไม่รู้ชัด รู้แจ้ง ไม่รู้แทงทะลุ ไม่รู้อย่างรอบถ้วนว่ากิเลสมันเป็นอาการอย่างไร มันเป็นเครื่องหมายอย่างไร แล้วมันจะล้างกิเลสนี้ออกไปจนกระทั่งอย่างหยาบ กลาง ละเอียด หมดเกลี้ยงสิ้นได้อย่างไร มันต้องล้างออกได้ด้วยปัญญาที่เห็นชัดเจนเลย มีศรัทธินทรีย์ มีศรัทธาพละ มีความเชื่อจริงๆ มีความเห็นจริงๆด้วยปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล ปัญญาพละ มีกำลังของปัญญาที่เห็นอย่างลึกจริงๆเลยว่า โอ! มันไม่ใช่ตัวจริง มันไม่ใช่ตัวตน มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดมาอยู่กับตัวกับตนของเรา ฆ่ามันให้ตายได้ พิสูจน์ว่าเมื่อมันตายจากตัวเราแล้ว มันตายสูญแล้ว เราไม่ได้ทำให้สิ่งที่เป็นที่มี คือชีวิตหรือชีวะ ไม่ได้ทำให้ชีวิตนี้ลดหย่อนลงไปเลย ไม่ได้ทำให้ชีวิตเลวต่ำลงเลย มีแต่ประเสริฐขึ้น ยิ่งฆ่ากิเลสตายๆ จนกระทั่งถึงขั้นสูงสุดเรียกว่าพระอรหันต์ พระอรหันต์นี่ฆ่ากิเลสตายอย่างหยาบ กลาง ละเอียด ตายหมดไปในตัวเลย ตายสิ้นเกลี้ยงไปจากตัวได้จริงๆเลย กิเลสตายหมดแล้ว ชีวิตยิ่งประเสริฐ ชีวิตยิ่งมี ยิ่งเป็น ฟังให้ดีนะ พระอรหันต์นี่ยังมีความมี ความเป็นนะ ชีวิตยิ่งมี ยิ่งเป็น อย่างประเสริฐ ยิ่งเป็นพระอรหันต์แล้ว ยิ่งมียิ่งเป็น มีสมมุติสัจจะอย่างประเสริฐ แล้วมีปรมัตถสัจจะอย่างสูงสุดอีกด้วย พระอรหันต์นี่ มีปรมัตถสัจจะอย่างสูงสุด คือความมีความเป็นจริงเลยว่ามีจิต เจตสิก รูป มีนิพพาน จิตก็มี เจตสิกก็มี รูปต่างๆมี คือมีรูป มีนาม และมีนิพพานแถมด้วย พระอรหันต์เจ้ายังมีในขณะที่พระอรหันต์เจ้าที่เป็นๆ ได้พิสูจน์แล้วว่าไอ้ตัวร้ายกาจที่สุด คือกิเลสนี่มันเป็นรูปร่างอย่างไร มันเป็นวิติกกมกิเลส เป็นปริยุฏฐานกิเลส เป็นอนุสัยกิเลส กิเลสหยาบ กิเลสกลาง กิเลสละเอียด ลึกซึ้ง ซับซ้อน เล่นเล่ห์ เล่นเลศ อย่างธุลีละอองขนาดไหน ตามรู้ด้วยญาณปัญญาของตนอย่างชัดแจ้งและถอดถอนล้างกิเลสสิ้นจึงเรียกว่าพระอรหันต์ ล้างได้หมดเกลี้ยงจริงๆ ก็ยิ่งเห็นได้ว่า คนนี่ควรมีอะไร ควรเป็นอะไร เกิดเป็นคนนี่ ควรมีอะไร ควรเป็นอะไร โอ! มีคุณค่าอย่างนี้เอง มีความสุขยิ่งกว่าสุขนะ ยิ่งกว่าสุข สุขอย่างโลกียสุขนั้น พระอรหันต์รู้ทุกรูปแหละ เคยมา ผ่านมา เป็นปุถุชนมาก่อนทั้งนั้น เสร็จแล้วก็มาละล้างกิเลสออก ไม่ได้เป็นความสุขอย่างโลกียะ อย่างเล็ก อย่างน้อย อย่างมากขึ้น จนกระทั่งสมบูรณ์ จนเป็นโลกุตระที่แท้ จึงรู้ว่าคนนี่ควรมีอะไร ควรเป็นอะไร ไม่ได้ควรมีกิเลส ไม่ได้ควรเป็นอย่างโลกๆเขาคิดเลย ควรเสียสละ ควรเสีย ไม่ควรได้ ไม่ควรเอา ไม่ควรยึด ไม่ควรติดว่าเป็นเรา เป็นของเราโน่น ใช้ภาษาอันสูงสุด เพราะอะไร เห็นชัดเจนแล้วก็ทำตนจนเป็นคนอย่างที่กล่าวนี้ได้ ไม่ติดไม่ยึดอะไร เป็นเรา เป็นของเรา แต่เป็นคนขยันหมั่นเพียรสร้างสรร นี่ศาสนาไหนเขาก็สอน สอนให้เป็นคนขยัน เป็นคนอดทน เป็นคนมีเมตตา เกื้อกูล ศาสนาไหนเขาก็สอน เพราะว่าเป็นความรู้ของคนในโลก แต่ว่าที่ลึกซึ้งลงไป ไปจับกิเลสตัวร้าย ที่ทำให้เราไม่อดทน ทำให้เราไม่ขยันจริง ทำให้เราไม่เป็นคนเมตตาจริง ทำให้คนไม่เสียสละจริงๆ สูงสุดทำให้คนยังติดยังยึดอยู่นั่นแหละ จึงไม่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ประเสริฐสูงสุดได้ อย่างพระพุทธเจ้าท่านพามาเป็นได้ ท่านพิสูจน์ของท่านก่อนแล้วก็พาลองพิสูจน์กับผู้อื่นๆ ที่จริงในเรื่องของพุทธนี่ สอนแล้วก็จับสัจจะได้ จนกระทั่งเห็นวิบาก เห็นกรรมวิบาก เห็นความเวียนว่ายตายเกิด เห็นวัฏสงสาร ชาติแล้วชาติเล่า สั่งสมวิบากมันไม่ง่าย มันมีการสืบสาน มันมีการต่อเนื่อง มีสันตติ มีการเวียนตายเวียนเกิดมากมายนับไม่ถ้วน รู้ว่าวิบากเป็นตัวที่ต่อเนื่อง เป็นตัวที่สืบต่อ เป็นตัวที่จะไปเป็นบทบาท เป็นกรรม เป็นวิบากที่จะได้อาศัย ที่จะได้เป็นการสืบต่อ เรียกกรรมพันธุ หรือกรรมพันธุ์ แล้วก็ได้อาศัยวิบากนี่แหละ ที่สั่งสมโดยเรากระทำ ไม่ได้มีพระเจ้าที่ไหนมาบันดาล พระเจ้าโกรธแล้วเลยบันดาลให้เราอย่างนั้นอย่างนี้ พระพุทธเจ้านี่เป็นผู้ที่ล้มล้างทฤษฏีที่เขาเชื่อกันมาก ทุกวันนี้ก็ยังมีศาสนาที่เชื่อพระเจ้าอยู่ เชื่อว่ามีกำลังบันดาล กำลังนั้นเป็นกำลังของพระเจ้าผู้ที่เป็นใหญ่ ความจริงแล้ว ถูกต้องอยู่เหมือนกัน ฟังดีๆนะ ความจริงแล้ว พระเจ้ามี พระเจ้าบันดาล สิ่งที่ได้สะสมวิบากไว้ จะชั่วหรือดีก็ตาม เป็นของของตนที่จะได้รับ เราเชื่อของศาสนาพุทธนะ แล้วก็กรรมวิบากของเรานั่นเองที่ได้สั่งสมไว้ ชั่วหรือดีก็ตาม แล้วก็มีฤทธิ์มีแรงเหมือนมันบันดลบันดาล มันไม่น่าเชื่อเอาสารพัดเลย เป็นไปได้ว่า เมื่อมันมีมาก มันก็จะบันดลบันดาล มันก็จะมีฤทธิ์มีแรงจนเราคิดไม่ถึง คิดไม่ทัน มันมากเกิน หรือว่ามันร้ายเกิน มันดีเกิน มีทั้งร้ายเกินและดีเกินด้วย จนเราไม่เชื่อว่าทำไมมันเป็นไปได้ยังนี้ ก็เพราะเราทั้งนั้นแหละ มีกรรม มีวิบากของเราทั้งนั้นแหละ ที่สั่งสมไว้แล้วมันก็ออกฤทธิ์ออกแรง ให้เราได้รับ เป็นกัมมปฏิสรโณ เป็นเครื่องอาศัย เป็นสิ่งที่เราจะต้องได้รับได้อาศัย เราทำเอง ความจริงแล้วเราทำเอง ฟังดีๆนะ มันไม่ได้ค้านแย้งกับทฤษฎีของศาสนาอื่นๆที่มีพระเจ้า และก็ไม่ได้ค้านแย้งกับทฤษฎีพระพุทธเจ้าด้วย ฟังดีๆ มีแรงดลบันดาล แต่แรงดลบันดาลนั่นไม่ใช่มีพระเจ้ามาบันดาล แรงดลบันดาลนั้น เพราะแรงของกรรม แรงของวิบากของเราเอง ไม่ใช่มีเจ้ากรรมนายเวร เรานี่แหละเป็นกรรมเป็นเวร เป็นวิบาก เราเป็นเจ้า เราเป็นของเรา เราสั่งสมของเราเองทั้งนั้นแล้วมันก็มีมากจนออกฤทธิ์ออกแรงอย่างไม่น่าเชื่อ มีความร้าย มีความเลว มีเป็นทุกข์ มีความไม่ดีไม่งาม ก็เพราะเราสั่งสมไว้ แล้วก็ถึงเวลาวิบากเป็นคราวๆ เป็นชุดๆ วิบากไม่ได้มาทั้งหมด วิบากไม่ได้เอามาใช้ แต่ละกาละ แต่ละยุค แต่ละชีวิต แต่ละชาติไม่ได้เอามาใช้ทั้งหมด เอามาใช้ส่วนหนึ่งๆ แต่ละปาง แต่ละชาติ อย่างอาตมาบอกว่า อาตมาปางนี้เป็นปางราม อาตมาไม่ได้หมายความว่า อาตมามีกุศลหรือมีอกุศลเท่าที่อาตมามี เอามาใช้ทั้งหมดในปางนี้ ไม่ใช่ เอามาใช้ส่วนหนึ่ง เอามาใช้วิบากชุดหนึ่ง อันนี้ทำให้พวกเราเข้าใจมากขึ้น อาตมาพอบรรยายถึงวิบากเป็นชุดๆ ออกมานี่ ทำให้คนเข้าใจว่า เอ๊! เราเองนี่ทำดี อย่างอาตมาเคยยกตัวอย่าง หมอดวงใจก็คิด เพราะว่าหมอดวงใจนี่ไม่สบายนะ มีโรคภัยที่ลำบากลำบน เป็นลูคีเมีย เป็นมะเร็งในเม็ดเลือด ก็จะต้องพยายามรักษาไม่ให้มันมาทำร้ายทำลายเม็ดเลือด ไม่งั้นมันก็หมดกำลัง หมดภาวะที่จะเป็นชีวิต อยู่อย่างทรมาน ก็เลยอยากตาย ก็มาศึกษาธรรมะแล้วปีสองปีก็ได้ทำดีทำบุญทำกุศลสร้างกุศลไว้พอเพียง พอสมควรน่ะ พอสมควรตามชีวิต เสร็จแล้วก็เห็นว่า เราควรตาย เพราะอยู่ไปก็ทรมานหลายๆอย่าง ก็เลยไม่มีกะจิตกะใจจะอยู่ อยากจะตาย เพราะคิดว่า ก็เราทำดีแล้วนี่ มีวิบากเป็นกุศล เราเกิดมาชาติหน้าจะได้ดีกว่าเก่า ก็เปลี่ยนร่างเปลี่ยนขันธ์ซะ คิดอย่างนี้ ฟังอย่างนี้ อาตมาไม่รู้ ก็เลยว่า เอ๊! ทำไม คนอื่นเขาช่วยเหลือเฟือฟายก็ไม่ค่อยจะเอาถ่าน พยายามเลิก ไม่อยากจะให้ใครรักษา อยากจะปล่อยตัวให้ตายๆไป คนที่รักษา คนที่ช่วยเหลือเฟือฟายก็ลำบาก ใช่ไหม ก็เลยอาตมาเพิ่งไปรู้ ไปคุยด้วย ก็เห็นจุดนี้ อ้อ! เข้าใจผิด มันเป็นความเข้าใจผิดตรงที่ว่าคิดว่าชาติหน้า เอาละตายชาตินี้เพราะเราก็มีกุศลพอสมควรแล้ว เกิดชาติหน้าเราก็จะได้ดี อาตมาว่า โอ! คิดผิด ที่ผิดก็เพราะว่า คุณอย่านึกว่าวิบากคุณมีเท่านั้นนะ อ๋อ! แล้วคุณก็มาสร้างชาตินี้ชาติเดียว คุณมาบอกว่า หมอดวงใจแกบอกว่า ดิฉันมาพบอโศกนี่ ก็ได้พากเพียรมาตั้งปี สองปี สามปีแล้ว มีวิบาก มีกุศล ก็ตั้งใจทำกุศลพอสมควรแล้ว เชื่อว่าชาติหน้ามีดีกว่า แต่ชาตินี้มันทุกข์เหลือเกิน เกิดชาติหน้าชาติใหม่ มันจะได้ กุศลนี้จะได้มาเกิดดีขึ้นแน่ๆ อาตมาก็บอก คุณแน่ใจหรือว่าคุณมีวิบากเท่านี้ วิบากของคุณยังไม่ได้เกิด เพิ่งเกิดชาตินี้หรอกนะ วิบากของคุณมีมากมาย แล้วก็อาตมาก็ใช้คำว่า ภาษานี้อาตมาคิดว่าใช้แล้วเข้าใจ บอกว่าที่มาเกิดแต่ละชาติๆนี่ มันมีวิบากมาชุดหนึ่งเท่านั้นแหละมาเกิด มันไม่ได้มาทั้งหมดหรอก ไม่ได้เอาวิบากทั้งหมดมารวมแล้วก็มาใช้ทั้งหมด แต่มันก็สังเคราะห์มานะ แต่ว่าก็ไม่ได้หมายความว่า มันไม่ดีขึ้นหรือไม่เลวลง มันก็ดีขึ้น มันก็เลวลง มีค่ารวมเหมือนกัน แต่ว่าไม่ได้มาใช้ทั้งหมด วิบากที่เหลืออยู่นี่ มันเหมือนกะหมาไล่เนื้อ ไอ้ที่เราเคยได้พบในพระไตรปิฎกว่ามันคอยจ้อง และวิบากชั่วนี้แหละร้ายกาจ วิบากดีไม่ค่อยมีความเหี้ยนกระหือรือเท่าไหร่หรอก คนโกรธ คนพยาบาทนี่มันจ้อง มันแรง มันจะงับ มันจะคอยโอกาส แต่คนดีนี่นะ ไม่จ้องเท่าคนชั่ว ไม่เท่า คนดีไม่จ้องเท่าคนพยาบาทใช่ไหม เหมือนกันแหละ ไอ้ตัวร้ายมันจ้อง แล้วมันก็คอย เพราะฉะนั้นวิบากบาปนี่ มันจ้องมากกว่าวิบากบุญ เพราะฉะนั้นเวลาจะเฉือนกัน เวลาจะตัดหน้ากันมาทำงานนี่ วิบากบุญนี่ไม่ค่อยจะทันวิบากบาปเท่าไหร่หรอก ถ้าวิบากบุญไม่มีฤทธิ์มีแรงมากจนวิบากบาปมันชิงตัดหน้าไม่ได้ ถ้าแย่งกันแล้ว พวกที่แย่งนี่เป็นคนดีหรือคนไม่ดี ? คนไม่ดี เราก็รู้แล้วนี่ เหตุผลของมันชัดเจนทุกอย่าง ไอ้ตัวที่แย่งตัดหน้า ไอ้ตัวที่แย่งจะเอาเปรียบเอารัดนี่ ที่จะมาก่อนนี่ มันตัววิบากบาป เพราะฉะนั้นคุณอย่าเข้าใจผิดว่าเกิดมา เรามีวิบากอยู่ชุดเดียว เล็กๆน้อยๆเท่านี้ มันมีวิบากอีกตั้งเยอะตั้งแยะ เพราะฉะนั้นคุณตายจากชาตินี้แล้ว ชาติหน้าคุณจะได้วิบากบุญมา เท่าที่คุณได้สร้างไว้แค่นี้มันจะพอหรือ วิบากบาปคุณมีอีกเท่าไร คุณไม่รู้ ดีไม่ดี ชาติหน้าเกิดเป็นหมาซะอีกแล้วก็เลยไม่ได้มาทำอะไรต่อเลย มันหนักกว่าเก่า ชาตินี้เป็นคนมานี่ก็บุญแล้ว พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่าเกิดมาชาติหนึ่งได้เป็นคนนี่เป็นบุญแล้ว แล้วยิ่งได้พบพระพุทธศาสนา ยิ่งบุญยิ่งขึ้น ยิ่ง มีสัตบุรุษได้สอนสัจจะ ได้รับฟังสัจจะในศาสนาพุทธ พบพระพุทธศาสนา แต่ไม่ได้เจอสัตบุรุษ ยิ่งเข้าใจผิด เห็นสัตบุรุษเป็นคนที่ไม่น่าเคารพด้วย มิจฉาทิฏฐิด้วย ยิ่งไม่ได้เรื่องเลย ยังงี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า คนมีบุญหรือว่าคนที่ได้รับกุศลอันดีนะ เกิดมาเป็นคนก็ดีแล้วแถมพบพระพุทธศาสนาก็ดีอีก พบพระพุทธศาสนา พบสัตบุรุษอีก ได้ฟังธรรมะ ได้ฟังสัทธรรมยิ่งดีอีก ยิ่งเอาไปประพฤติปฏิบัติได้ เอาไป ประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจัง เกิดรับผลของศาสนาได้ ก็ยิ่งมีบุญใหญ่ ทีนี้ ชาตินี้คุณก็เกิดมาแล้ว พบพุทธศาสนาแล้ว มีสัตบุรุษ มีใครต่อใครช่วยเหลือเฟือฟาย มีชีวิตที่ทำไปต่อ ชาติหน้าเกิดมามันจะได้บุญอย่างนี้หรือ มันจะไม่ได้กะไอ้ตัวแรกน่ะ ที่ว่าเกิดเป็นคนก็บุญแล้ว มันจะไม่ได้ยังงั้นน่ะนา แน่ใจหรือว่าวิบากของคุณนี่ คุณรู้ดีว่าชาติหน้าจะได้เกิดเป็นคนอีก ระวังจะเกิดมาเป็นหมานะ โอ้โฮ! เพิ่งเข้าใจบอก ตาย ตกใจ หยุดแล้ว ไม่เอาแล้วทีนี้ ไม่ขอตายก่อนแล้ว ยังไม่ตายหรอก ยังงั้นละก็จะพากเพียร เลยยอมให้รักษา โอ้! รักษานี่ ทรมานนะ ต้องใช้สามคอร์สนี่ รักษาเข้าไป แล้วก็ออกมาพักผ่อน เดี๋ยวเขาจะเข้าไปรักษาอีก เขาทำด้วยวิธีการทางแพทย์นี่นะ ซึ่งที่จริงก็รักษา ก็ดีขึ้นบ้าง แต่มันก็ไม่ได้หายง่ายๆ แล้วมันไม่แน่ใจด้วยว่าจะรักษานี่ แล้วเขาก็ตั้งใจว่าคิดว่าดีนา ก็พยายามพากเพียรกันอยู่ จะรักษาให้หาย ให้ดีให้ได้ ก็ไม่รู้จะหายหรือไม่หาย แต่ว่าก็มีความหวังน่ะนะ แล้วกำลังใจของคนมันก็สำคัญ ตอนนั้นก็ไม่มีกำลังใจเลย แล้วมันจะไปหวังอะไรได้คน ตอนนี้ก็มีกำลังใจรักษา เอาละ สรุปเรื่องของหมอดวงใจนี่ เอามาเป็นตัวอย่างให้ฟังว่า เมื่อเข้าใจผิดว่า คนเราเกิดมาแต่ละชาติๆ มีวิบากเป็นชุดๆ ขึ้นมาทำ อย่าเข้าใจว่าชาตินี้เรามีวิบากแล้วเอามาใช้ทั้งหมด ยังไม่ใช้ทั้งหมดหรอกนะ เอามาใช้เป็นชุดๆไปนะ แล้วเราก็ยังไม่รู้ว่าวิบากที่เรามีนะ จะมาออกฤทธิ์ออกแรงอะไร ขนาดไหน กรรมวิบากนี่จึงเป็นอจินไตยที่คิดยาก อาตมาก็พยายามอธิบาย เท่าที่อาตมาอธิบายให้พวกเราฟังแล้วเราจะเข้าใจได้ว่า วิบากหรือกรรมวิบากนี่เป็นตัวที่สำคัญมาก เราเรียนไป เราจะเชื่อกรรม เรียกว่ากัมมสัทธา ซึ่งก็ฟังไปแล้ว จะเชื่อวิบาก วิปากสัทธา จะเชื่อกัมมัสกตาสัทธา เชื่อว่ากรรมนี่เป็นของของตน ไม่ใช่มีใครมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรเรา ไม่มีใครมาบันดล บันดาลเรา เราจะอยู่สุข เราจะเป็นทุกข์ เราจะได้อาศัยกรรม ได้อาศัยวิบาก เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นของของเราทั้งนั้น มันจะเป็นปาฏิหาริย์ มันจะเป็นอย่างไม่น่าเชื่อ ยกตัวอย่างอาตมาง่ายๆ ฟังนะ ฟังแล้วก็ไปหมั่นไส้ ฟังแล้วก็ไปว่าอาตมายกตัวยกตน นี่อาตมามาทำงานศาสนา หรือมาทำงานกับสังคม มาทำงานกับมนุษยชาติอยู่ทุกวันนี้ อาตมามีความเฉลียวฉลาด อย่าหาว่าอาตมาคุยตัวนะ อาตมามีความเฉลียวฉลาด ที่มี ที่เห็นอยู่ในสังคม ที่เอามาพูดกับพวกคุณรู้เรื่อง พวกคุณเข้าใจ แล้วพวกคุณก็รับสิ่งที่ควรรับ เลี่ยงสิ่งที่ควรเลี่ยง เลิกสิ่งที่ควรเลิก เอาใจใส่อุตสาหะวิริยะในสิ่งที่ควรอุตสาหะวิริยะ มาจนกระทั่งได้ขนาดนี้นี่ คุณก็คงพิสูจน์ตัวเอง และคุณก็คงเชื่อในตัวเองว่า เออ! เราได้เจริญขึ้นจริง จะมาในรูปร่างที่มันดูแล้วต่างกันกับทางโลกเขา ทวนกระแสกันก็จริง แต่คุณจะมีญาณปัญญาลึกๆรู้ว่าไม่มีปัญหา เราเข้าใจ เราเต็มใจ ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าคุณเองคุณมาทำงานไม่ได้เงินเลย มาเป็นทาส มาเป็นทาสแรงงานนะนี่ ทางโลกเขาว่ามันโง่ดักดานเลย เขาว่า โอ้โฮ! โพธิรักษ์นี่ฉลาดจริงๆ ฉลาดหลอกนะ ไม่ได้ฉลาดชมเชยอะไรหรอกนะ ฉลาดหลอกเอาคนมาเป็นทาสแรงงานได้อย่าง โอ้โฮ! เก่ง และไล่ไม่ไปเสียด้วยนะ บอกพยายามจะล้างสมองคืนให้กลับไป ไม่กลับไปเลยนี่ ไหนดูซิ มันเอาอะไรเลี้ยง มันเอาอะไรหลอก หลอกได้เก่ง พวกคุณก็ฟังเอา นี้เป็นต้น และเราก็อยู่ได้ อาตมามีความฉลาดเป็นต้น อาตมาทำอะไรต่ออะไรเหมือนกับมีบุญมีอะไรได้มา มันไม่น่าเชื่อ พวกคุณก็อยากได้อย่างอาตมาบ้าง หลายๆอย่างน่ะนะ แม้แต่วัตถุเงินทอง ลาภยศไม่มากเท่าไรนะ อาตมาได้ไม่น่าทึ่งเท่าไร ไม่น่าปาฏิหาริย์เหมือนพระพุทธเจ้า นี่อาตมาก็พูด พูดให้ฟังโดยความหมายที่อาตมาเชื่อว่าจริง แล้วก็เตือนคุณไม่ให้มานั่งหลงลมอาตมาตลอดเวลา อาตมาไม่ต้องการคนโง่ ไม่ต้องการคนหลงลม ถ้าคุณไม่เห็นจริง ไม่เชื่อจริงอย่ามานั่งทำให้ง่ายๆนา คนเรานี่ เมื่อเวลามีวิบาก มีบุญ หรือมีบาป มันก็จะเป็นของเราที่ออกมาให้เรารับ เพราะแต่ละคนแต่ละชาตินี่มีวิบาก ถ้าเราได้สั่งสมกุศลวิบากมาก มีกุศลวิบากเป็นกัมมัสสกตา เป็นของของตนมาก เราจะเชื่อ เราจะเห็นจริงเข้าไปทุกชาติๆๆๆ ทุกปางเลย จะเห็นไปเรื่อยๆ มันไม่ได้น้อยนะคนเรา สังสารวัฏนี่ มันมากมายมหาศาลเหลือเกิน วนเวียนๆ วนตายวนเกิด สั่งสมบุญ สั่งสมบาป สั่งสมวิบากเป็นกุศล เป็นอกุศลอะไรนี่ เพราะงั้นถ้าเผื่อว่าเรานี่ ไม่ประมาท แต่ละชาติ แต่ละปาง เข้าใจขึ้นลึกซึ้งแล้วก็มีกำลังด้วย เข็นตัวเอง นี่คุณเห็นไหมว่ามันเข็นยาก เข็นตัวเอง มันเข็นยากๆๆ ไม่มีใครมาดลบันดาลคุณนะ ไม่มีใครมาช่วยคุณหรอก คุณเข็นคุณไม่ได้เอง ก็เพราะว่า คุณไม่ฝึกเพียรที่จะเข็นตัวเองให้มันจนกระทั่งมันคล่อง จนกระทั่งมันง่ายจะต่อสู้กิเลส แหม! กิเลสมันชวนให้เราไม่อยากลุกนะ ระฆังเง้งๆแล้วก็ อื้อ! เราไม่ค่อยจะสบาย เราอื้อ! มันควรจะพักผ่อนประเดี๋ยวสุขภาพจะเสีย อะไรก็แล้วแต่เถอะ มันก็หาเรื่องมา กิเลสนี่มันชวนทั้งนั้นแหละ มันจริงหรือเปล่า แม้มันจริง ถ้าเผื่อเราฝืนนี่มันจะเกิดกำลังหลายๆอย่างเหมือนกัน นี่ยกตัวอย่างง่ายๆ จะนอน จะตื่น จะไปจะมา จะทำงานทำการ จะโน่นจะนี่ รู้นะว่าดี รู้ว่าขึ้นมานำหน้าเสมอ คือศาสนาพุทธนี่จะเกิดญาณปัญญา เกิดปฏิภาณก่อนเสมอ รู้ดีแล้วมาเข็นตัวร้าย กาจ สุดท้ายนี่คือตัวที่มันอัตตาเห็นแก่ตัว จะเสพตามตัวชอบ โดยเฉพาะมัน อาตมาบอกทุกทีเลยว่า มันชอบที่จะอยู่เฉยๆ หรือมันชอบที่จะทำในสิ่งที่ตัวชอบ เพราะงั้นสิ่งที่ตัวชอบ อย่าไปทำเลยไอ้นี่ ไปทำไอ้นี่เถอะ เราชอบ มันก็เป็นภพของตัว หรือที่สุด ไม่ใช่จะไปชอบ ไปทำสิ่งที่เราจะทำก็คือ อยู่เฉยๆ อย่างที่กล่าวนั่น มันก็จะอยู่เฉยๆ มันเบาๆ อยู่เฉยๆ อาตมาไม่ได้เถียงเลย แต่ไหนแต่ไรไม่เคยเถียงเลย อยู่เฉยๆ น่ะมันเบา มันว่าง แหม! มันซ้อนกะคำสุดยอดเสียด้วยนะ ก็ว่างๆ อยู่ว่างๆ ก็มันว่าง เฉยมันก็เบา มันก็ง่าย ใครจะไปเถียงคุณล่ะ แต่ถ้าเผื่อ ว่าเราอุตสาหะวิริยะ ถ้าเผื่อว่าเราขยันหมั่นเพียร มันก็ไม่ถึงตาย มันก็ไม่ถึงทรมาน มันก็ไม่ถึงลำบากอะไรเลย ถ้าผู้ใดมีกำลังของวิริยะ มีกำลังของตัวเพียรนี่ มีจริงๆ มีตัวขวนขวาย มีตัวเพียร มีตัวไม่เสพภพตรงนี้นะ ไม่เห็นแก่ตัวที่จะต้องมาอยู่เฉยๆ อยู่ว่างๆนี่ ก็รู้แล้วว่า มันว่างมันก็เบา แต่มันก็ไม่ถึงขนาดว่าเราเองไม่มีแรงจะทำ ไม่มีโอกาสจะทำ ฝีมือก็มี สิ่งจำเป็น เขาก็ต้องการอยู่เสียด้วยซ้ำไป แต่เราจะอยู่เฉยๆนะ หรือจะเลี่ยงไปทำสิ่งที่ตนชอบ ทั้งๆที่บางทีไม่มีความสำคัญ ไม่มีความจำเป็นเท่าใดเลย ดีไม่ดีไม่มีคุณค่าด้วยซ้ำ ถ้ายิ่งมีกิเลสที่หยาบที่หนาอยู่ ก็ไปเสพ หรือไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วไม่ได้เรื่อง ไปทำอะไรก็ตามแต่เถอะ คุณคิดเอาก็แล้วกัน ของใครของมัน ไปทำไอ้สิ่งที่ไม่ได้เรื่องตามกิริยานั้น ไม่เป็นประโยชน์ มอมเมาตัวเองเป็นกิเลสเสริมด้วยซ้ำ เสร็จแล้วเราก็ไปทำให้แก่ตัวเอง ถ้ายิ่งหยาบ มันก็ยิ่งมีกิเลสหยาบๆ มากๆนา ไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบนั่นแหละ เลี่ยงไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบนั่นแหละ มันก็ต้องต่ำเรื่อยไป เพราะงั้นเราจะต้องลึกซึ้ง ต้องอ่าน ต้องเห็นจริงๆ แล้วต้องฝืนมันน่ะ เรียกว่าทวนกระแสใจนะ ทวนกระแสโลก แล้วทวนกระแสใจด้วย ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ จนสูงสุดแล้ว พระอรหันต์เจ้าท่านไม่ได้ทำตามที่ชอบนะ ท่านตามผู้อื่น ดูองค์ประกอบ ดูสิ่งแวดล้อม ดูอะไร อ๋อ! อันนี้ควรทำอันนี้แฮะ! อันนี้ควรเป็นประโยชน์มากกับสังคมในรอบกว้างหรือรอบแคบก็ตาม ถ้าผู้ใดยิ่งมีปัญญาก็จะรู้ว่า ควรจะทำในสังคมรอบแคบรอบใกล้นี่ก่อน หรือว่าควรจะทำ ในรอบที่ไกลๆออกไปบ้าง หรือไกลออกไปได้ โอกาสนี้ควรทำไกลบ้าง ใกล้บ้างอะไร จะมีปฏิภาณรู้ว่า ควรทำอะไรต่ออะไรอย่างไร แค่ไหน มีปฏิภาณรู้รอบใกล้ รอบไกล รอบกว้าง รอบสั้น รอบอะไร เป็นผู้ที่มีจักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่ซับซ้อนที่มากชั้น ที่มีญาณปัญญามากขั้น ก็จะทำได้ถูกต้องมากขึ้นนะ ที่จริงอย่างพวกคุณนี่น่ะ ขนาดพวกคุณนี่ อาตมาเชื่อ เชื่อได้เลยว่าถ้าคุณมาทำอย่างอาตมานี่นะ มาทำอย่างอาตมานี่ คุณจะอ้วก ขนาดที่พวกคุณชอบนี่ อาตมารู้ว่ากิเลสนี่นะ บางทีมันมากเกินไปก็จะอ้วก ที่จริงมันก็ไม่มากเกินไปหรอกถ้าเผื่อว่าเราหมุนเวียน แต่อาตมาก็ต้องหมุนเวียน อาตมาไม่รู้จะอธิบายยังไง มันเยอะ มันหลายอย่าง จนคนงงๆว่าอาตมาทำอะไรยังไงบ้าง มีอะไรต่ออะไรก็ดูรับผิดชอบไปหมด ทำไอ้โน่นไอ้นี่ไปเยอะแยะ มันก็ทำได้เท่าที่อาตมามีอินทรีย์พละและได้ฝึกฝนมา นี่แหละมันเป็นเรื่องที่คุณจะต้องงง หลายคนงง ข้างนอกเขายิ่งงงว่า โอ้! ทำยังไงนี่ บริหารด้วย สอนด้วย เขียนหนังสือด้วย มีผลงาน มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ทำไอ้โน่นไอ้นี่ไป ทำงานอะไรๆด้วย ก็ทำ ลงมือทำด้วย ไม่ต้องสั่งเฉยๆ บางทีก็ไปลงมือทำด้วย อะไรหลายๆอย่างที่มันดูเหมือนอาตมาทำได้เกินนี่ คุณก็จะแปลกใจว่ามันเป็นจริง มันทำได้ประหลาด ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำได้ยังไงนะ ทำได้ยังไงถึงไม่วุ่นในหัว นี่ง่ายๆ ทำไมไม่วุ่นในหัว เรื่องไม่ใช่น้อยๆนะ อาตมาว่าอาตมารับไว้ไม่น้อยนะ ใครว่าน้อยมั่ง ไม่ใช่น้อยๆนา เรื่องไม่ใช่น้อยๆเลยนา รับเรื่องไว้นี่ไม่ใช่น้อยเลย เรื่องอะไรต่ออะไร อย่าว่าแต่เรื่องที่เป็นหลักๆเลย แม้แต่เรื่องพวกคุณแต่ละคน บางทีงี้ต้องดูต้องไอ้คนนี้ๆ เรียงเอาไว้ คนนี้ว่า เดี๋ยวคนนี้ได้เวลา ได้โอกาสต้องเอามาอัดหน่อย คนนี้ต้องคอยเทศน์ให้หน่อย หลายๆคนก็บอก เอ! หลายๆคนแล้วนี่คล้ายๆกัน เราก็เทศน์ เทศน์เรียงหัวไปหน่อยก็หลายๆคนนี่มันมีแนวเดียวกัน ก็เทศน์เรียงหัวไปหน่อย ไม่บอกชื่อบอกเสียงหรอก คนไหนฉลาดก็รับเอา อ้อ! วันนี้ท่านอัดเราแฮะ วันนี้โดนเราเต็มอั้กเลย วันนี้อะไรก็ว่าไป เพราะว่าจะไปจับเรียงตัวมาพูดทีละคนๆ จริงๆมันไม่ได้หรอก ทำไม่ได้ อาตมาทำไม่ได้ ต้องใช้โอกาส ใช้เวลา ใช้อะไรยังงี้ ถ้าใครรู้ดีว่า อ้อ! ตอนนี้อาตมาเทศน์ให้แล้ว อาตมาอัดให้แล้ว ก็ควรรู้ตัวแล้วก็ต้องรู้ประโยชน์นา อาตมาเอาใ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive