350428 ลึกล้ำ ย้ำสำคัญ เรื่องเสนาสนะ พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์401 KB
วันที่แก้ไข26 ธันวาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

350428 ลึกล้ำ ย้ำสำคัญ เรื่องเสนาสนะ พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก

ลึกล้ำ ย้ำสำคัญ เรื่องเสนาสนะ ตอน 1 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2535 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก

ในวันที่ 11-12 พฤษภาคม นะ ในวันที่ 11-12 พฤษภาคม จะมีนักเรียน เอาอ่านให้ฟังเลยดีกว่านะ เขามีหนังสือตราครุฑมาทีเดียว

โรงเรียนวัดราชาธิวาส 4 ถนนสามเสน เขตดุสิต เรื่องขอความอนุเคราะห์ใช้สถานที่และวิทยากร ฝึกอบรม (เป็นโรงเรียนของหลวงเขาเลยนี่ จะขอความอนุเคราะห์ใช้สถานที่และวิทยากรฝึกอบรม) นมัสการ สมภาร พุทธสถาน ปฐมอโศก สิ่งที่ส่งมาด้วย 1.โครงการปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2.กำหนดการปฐมนิเทศ ด้วยโรงเรียนวัดราชาธิวาส มีโครงการปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2535 ตามเอกสารที่แนบมา โดยขอความอนุเคราะห์ ใช้สถานที่ และวิทยากร จากพุทธสถานปฐมอโศก จะมีนักเรียนเข้าร่วมโครงการปฐมนิเทศครั้งนี้ จำนวนประมาณ 320 คน (นี่ชั้นเดียวนะ ชั้น ม. 4 ชั้นเดียว 320 คน) ครูอาจารย์ผู้ควบคุมจำนวน 27 คน การปฐมนิเทศนี้ จะมี 1.ขอใช้สถานที่ปฐมนิเทศ และพักค้างคืน 1 คืน 2.ขอวิทยากร สนับสนุนในกิจกรรมฝึกอบรม 3.ขอให้ทางพุทธสถาน จัดอาหารจำนวน 3 มื้อ คือมื้อเย็นวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 มื้อเช้าและมื้อกลางวันวันที่ 12พฤษภาคม 2535 น่ะ ไม่ถึง 6 หรอก 3 มื้อ ในวันที่ 11 ขอมื้อหนึ่ง วันที่ 12 ก็ขออีก 2 มื้อ ก็พอกัน กับเราดูแลเด็กนี่แหละ ดูแลเด็กก็วันละ 2 มื้อ ที่จริงน่ะ 2 วัน มัน 4 มื้อด้วยซ้ำไป นี่ 2 วันเขาขอ 2 มื้อ 3 มื้อเอง วันที่ 11 มื้อหนึ่ง วันที่ 12 อีก 2 มื้อน่ะ ไม่ใช่วันเดียวกัน 3 มื้อ ในระหว่างวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2535 พักค้างคืนที่พุทธสถาน 1 คืน ก็ค

อ่านต่อ

งมาวันที่ 11 น่ะ พักค้างคืน อีก 1 คืน วันที่ 12 อีกวันหนึ่ง โรงเรียนขอความอนุเคราะห์จากทางพุทธสถานดังนี้ คือ เช้า กลางวัน เย็น ไม่ใช่ถึงขนาดนั้นหรอก แค่วันที่ 11 นั้นมื้อหนึ่ง แล้ววันที่ 12 ก็ไป เช้า กับกลางวันน่ะ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาให้ความอนุเคราะห์ ทางโรงเรียนขอกราบนมัสการมา ณ โอกาสนี้

นมัสการมาด้วยความเคารพ ผู้อำนวยการโรงเรียนประชาราษฎร์อุปถัมภ์

(.......................ลายเซ็น) (นายสุรินทร์ ต่อเนื่อง) รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวัดราชาธิวาส

อันนี้ ที่จริงนี่นะ เขาบอกๆมาเหมือนกันว่า เขาก็มีงบประมาณนะ เขาก็จะให้ค่าใช้จ่าย ค่าอาหาร ค่าอะไร เขาก็จะช่วยเหมือนกัน เขาปรึกษาหารือมา ทางด้านท่านผู้ช่วย ท่านดิน น้ำ ลม ไฟ ท่านก็ได้ปรึกษาหารืออาตมา มาเหมือนกันว่าควรจะรับเงินที่เขาจะช่วยเหลือเหมือนกัน เขาก็บอกมีงบประมาณ บอกว่า บอกมาเลย เขาไม่มีปัญหาอะไรหรอก เขาก็เข้าใจ การใช้จ่ายอะไรต่ออะไรนี่ เด็กตั้ง 300 กว่าคน อะไรนี่ เขาก็ไม่มีปัญหาอะไร ครูเขาตั้งอีก 27 คน ค่าอาหารการกิน ที่พักอะไรนี่ เขาไปสัมนาที่ไหน เขาได้งบประมาณพวกนี้อยู่ธรรมดา เขาบอกว่า เขาก็จะให้ บอกมาจะเท่าไหร่ อะไรยังไง อย่างนี้ มาปรึกษาอาตมาแล้ว อาตมาก็เห็นว่า เอ๊ เราก็ยังไม่ถึงขนาดจนไร้ไม้ตอกถึงขนาดนั้น ธรรมดาเราก็ไม่เคยไปรับของใคร อย่าว่าแต่ 200 ก็เคยมีมา 200-300 อะไร ก็เคยมีมา มาพักมาอาศัย มาอะไรต่ออะไรอยู่ตลอดเวลา อบรมกัน 3 วัน 4 วัน เราก็เคยมี เราก็ไม่เคยเก็บเงินเก็บทอง รับเงินรับทองจากใคร อาตมาก็เลยคิดว่าอย่าเพิ่งเลย อย่าเพิ่งไปรับเงินรับทองเขาเลย เราบอกว่า เราไม่ๆๆ ไม่ได้คิดอย่างนั้นหรอก เราพอเป็นไปได้ เราพอเลี้ยงได้ อาตมารับว่าอย่างนั้นนะ หรือว่าพวกเราไม่ไหวแล้ว ไหวไหม เลี้ยงเขาไหวไหม 3 มื้อ (มีเสียงรายงานพ่อท่าน) อ๋อ ตกลงอย่างนั้นหรือ คือเขาก็คงเกรงใจล่ะนะ เขาคงเกรงใจ แต่ดีเหมือนกัน ก็เป็นทางออกที่ดีเหมือนกัน เพราะว่าในอนาคต ถ้าเผื่อว่าเดือนหนึ่งสัก 5 เที่ยว 6 เที่ยว เราคงแย่เหมือนกัน ถ้าเผื่อว่า มีอย่างนี้ล่ะนะ อาศัยสถานที่แล้วก็ให้เลี้ยงอาหารนี่ มีการกินอาหาร เพราะจะให้เขายกทัพโยธาไปกินอาหารที่ไหนล่ะ มันก็ต้องกินอาหาร เพราะว่ามาพักค้าง มาอยู่ที่นี่ใช่ไหม มันก็ต้องกินอาหารอย่างนั้นแหละ อันนี้ก็รู้สึกว่าก็ฟังดูดีนะ ก็เป็นทางออกที่ไม่เลวนักน่ะ เราก็หุงข้าว หุงน้ำ ต้มถั่วคั่วงาอะไรให้เขาบ้าง ว่าอย่างนี้ล่ะ เรากินกันอย่างนี้เป็นอาหารหลัก ส่วนกับข้าว เขาไม่ได้ไปเอากับข้าวเลอะเทอะอะไรมา เขาก็จะสั่งชมร. นี่แหละให้มาที่นี่ เอ้อ ก็ดู มันก็ไม่ดูน่าเกลียดอะไรเนาะ ก็ดูก็ดี เป็นทาง ออกที่ดีเหมือนกัน อะไร 11 พฤษภา ไม่ได้ไป วันไปที่ 8 พฤษภาคมเท่านั้น วันที่ 11 ยกเลิก วันที่ 8 พฤษภา น่ะขึ้นศาลแขวงดุสิต วันที่ 8 เท่านั้น วันที่ 11 ยกเลิกไปเป็นวันที่ 10 มิถุนายน อันเป็นวันที่เหม็ง เหมาะเหม็งยิ่งกว่าวันที่ 11 พฤษภาด้วย 10 มิถุนายน เหมาะเหม็งยิ่งกว่า เพราะว่าเป็นวันอโศกรำลึก สงสัยต้องไปรำลึกกันที่ศาลวันนั้น น่ะ ยังนึกไม่ออกเหมือนกันล่ะ อาตมาจะรีบบอกเลิกเขาก็เกรงใจเต็มที เพราะว่าคนของเราไปรับมา ทนายเราไปรับมา มิถุนายนมี 30 วัน นี่นะ เขาเลือกกันมาบอกว่าเอาวันเดียวเท่านั้นแหละนะ เป๊ะเลย วันที่ 10 มิถุนายน วันอื่นไม่เอา วันที่ 11 ก็ไม่เอา วันที่ 9 ก็ไม่เอา วันที่ 1 ไปถึงวันที่ 28 นี่ ยกเว้น วันที่ 10 ไม่มีวันไหนเหมาะเท่าวันที่ 10 เลย นัดเป๊ะ มาวันนี้เลย อาตมาก็ เมาๆ อยู่เหมือนกัน ยังงงๆอยู่เหมือนกันว่า ทำไมมันแม่นจังเลยนี่ รูเล็ต 30 รูนี่นะ แทงนะ ถ้าจะแทงถูกนี่ มีรูเดียว แทงถูกคือ 10 มิถุนารูเดียวน่ะ 30 รูนี่ เป๊ะออกมา ถูกเลย แทงรูเล็ตถูกเลย 10 มิถุนา เป๊ะเลย แหม แม่นจริงๆ ต้องได้วันนี้ด้วย มันเป็นยังไง อาตมาก็จำนนอยู่ตอนนี้ ไปรับกันมายังไง ไปแทงกันมายังไง โอ๊ แม่นจริงๆ เหอ ก็ต้องเยอะ แล้วก็ไอ้นั่นเล็กด้วย ศาลเล็กด้วย ก็ไม่รู้ล่ะ เหตุการณ์วันนั้นจะเป็นยังไง ก็ลองดู มันอาจจะเกิดอะไร อาตมาก็ไม่รู้ ดาวหางฮัลเลย์มา หรือยังไงก็ไม่รู้วันนั้น อาตมาก็ไม่รู้ล่ะ ก็ปล่อยมันไปตามกาละดูซิ จะต้องไป ก็ต้องไปดู ไปศาลกันวันนั้น ใครจะไปก็ไป ใครไม่ไปก็ไม่ไป อะไร มันคงมารวมกัน เพราะว่า มันงานของเรา เราล้มเลิกงานของเรามันก็ไม่ได้ ก็เป็นไปดูซิ แล้วศาลก็เล็กๆ ก็ไปอัดกันอยู่ตรงนั้น เดี๋ยวไปเกิดเหตุการณ์ไม่ค่อยเข้าที ประเดี๋ยวจะหาว่าเราตั้งม็อบอีกแหละหนอ แล้วเหตุการณ์ทางบ้านทางเมือง มันไม่ค่อยเข้าท่าด้วย เราสงบแหละนะ ก็บอก ก็ปรามกันหน่อย จะไปก็ไป สงบๆกันอย่างนี้แหละ เป็นอย่างนี้แหละ ก็ไป แล้วก็ไม่มีที่จะนั่งด้วย นั่งข้างๆ ถนนกันเต็มไปอย่างนั้นล่ะนะ ก็ลองดู มันจะเกิดยังไง มันยังไงไม่รู้ แปลก เลื่อนมาจากวันที่ 9 เมษายน อันนี้นี่ ทีนี่ นี่แหละไปขอเลื่อนเขา บอกว่า 9 เมษายน ไม่ได้หรอก พอดีทางด้านพยาน เขาก็มาไม่ได้ด้วย ทางด้านพยาน ชัยภักดิ์กับพลเอกมานะ เขามาไม่ได้ด้วย ก็ไปขอเลื่อน พอขอเลื่อนมา ก็ไปขอเลื่อนจาก 9 เมษานี่แหละ ก็มาได้วันที่ 10 มิถุนายน เดือนพฤษภาเขาก็ไม่มีวันให้เลย คือเรากะไปวันที่ 11 พฤษภา เสียก็แล้วกัน พูดกับทนายเขาไว้ วันที่ 8 ก็เป็นอีกคดีหนึ่ง วันที่ 11ก็ขอเป็นคดีนี้ คดีนี้คดีอาตมา คดีอาตมาด้วยนะ ไม่ใช่คดีสมณะ คดีอาตมาไปขอเลื่อนเขาก็บอกว่า พฤษภาคมไม่มีหรอก ไปเอามิถุนายนก็แล้วกัน เอามิถุนายน เอ้า เขาก็เลือกกัน เอาวันไหน ทางทนายเรานี่ พาวุธเป็นทนายไม่ใช่ทนายที่อื่นด้วยนะ ทนายเดชพาวุธนะ ทนายที่จะมาตั้งสำนัก งานอยู่ ตึกชมร. นครปฐมนี่ทีเดียว รับมาเป๊ะ แหม ใส่พานมาถึง รูเล็ต 30 รูนี่ ลงป้อกวันที่ 10 มิถุนาแม่นจริงๆ วันเดียวเท่านั้น ที่เขาติดหนักติดหนา เดือนมิถุนา ก็ได้วันนั้นน่ะ พอดี เอ้า ก็ต้องรับด้วยเกล้าด้วยเศียร ไม่รู้จะพูดยังไง อาตมางงเหมือนกัน มันเป็นไปได้ยังไง เลื่อนมาแล้วเลื่อนมาอีก แล้วก็มาถึงวันนี้ ก็เอา ปล่อยให้มันเป็นไปดู เอ้า ดี เหมือนกันนะ ตกลงกันอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน เอาอาหาร เขาจะเอาให้หุงข้าว หุงน้ำ อะไรให้เท่านั้น ก็ไม่หนักหนาอะไร ชมร. ก็รับไปก็แล้วกันนะ ชมร. ก็ได้ขายของ ก็ได้ทำงานไอ้นั่นพอดี ก็ไม่ยากอะไรหรอกนะ ชมร.คงไม่ยาก ทำให้เหมือนกับรับงาน รับจัดอาหารนอก เราก็เคยทำอยู่ นักเรียน 320 ครู 27 น่ะ ก็เอาน่ะ อาตมาว่าต่อไปนี่นะ มันจะมีเจ้านั้นเจ้านี้มาอย่างนี้ไม่เบาเหมือนกันนะ เพราะว่าสถานที่ของเราเห็นไหมล่ะ มีเสน่ห์ไหม มีเสน่ห์ไหม สถานที่ของเรา ทำให้ดีๆ มันเป็นที่ที่เดี๋ยวนี้เขาสัมนากัน เขาก็มีรีสอร์ท เขาก็มีโรงแรมอะไรไปสัมนาไปจัดอย่างนี้เหมือนกัน แต่ถ้าไปอย่างโน้นแล้วมัน เอาละถึงแม้ว่าเขาจะมองมาในแง่ว่ามาที่นี่ มันถูกๆนะ มันไม่แพงเหมือนรีสอร์ท เหมือนโรงแรม มาที่นี่ บรรยา- กาศสถานที่อะไร มันก็ดูคล้ายกันดี จริงๆถ้าคนมองไปในอีกแง่หนึ่ง มันจะเห็นว่า ที่นี่มันธรรมชาติกว่าด้วยซ้ำไปนะ ถ้าจะมองอย่างนั้นก็ได้ ถึงไม่มองอย่างนั้นก็ไม่ได้ ไม่ได้พ่ายแพ้รีสอร์ท ไม่ได้พ่ายแพ้โรงแรมราคาแพงอะไรเลย ถูกดีด้วย แม้เขาจะมองว่าเอนี่ มันอโศกนะ เดี๋ยวเขาจะเพ่งเล็งนะ แต่ถ้าคนอื่นเขาคิดว่า เขาจะเอาประโยชน์ หรือเขามองประโยชน์ที่มองออก เขาก็มองมา ก็ส่งเด็ก ส่งคนมาอย่างนี้ล่ะ ก็มาอบรมมาซับมาทราบเอาไป คือจะได้รับวัฒนธรรมของเราไปตามประสาของเรา มากหรือน้อยก็แล้วแต่ละ อย่างน้อยก็มานั่งกินอาหารมังสวิรัติไปตั้ง 2-3 มื้ออย่างนี้ใช่ไหม ต้องมาอดยา อดบุหรี่แน่นอน ครู 27 คน เอาเถอะ มานั่งดูดยาไม่ได้หรอก 2 วันมาอยู่นี่ก็เอา ก็ลองดูซิ ก็จะเป็นไรมี ก็เหมือนกับเข้ามาวัด มาจำศีล มาถือศีล 8 ในวัดมาถือศีลอุโบสถอะไรอย่างนั้นล่ะนะ ก็ดีแล้วนี่ อาตมาว่า ถึงแม้เราจะต้องลงทุนบ้าง ต้องจับจ่ายบ้าง เสียเงิน เสียทอง เสียค่าใช้จ่ายในการที่จะอบรมฝึกฝนอะไรให้เขา อาตมาก็ว่าเป็นการสร้างมนุษย์เป็นการลงทุนสร้างมนุษย์ จะนิดจะหน่อยแค่นี้ อาตมาก็ว่ามันก็เริ่มๆไปล่ะ ต่อไปถ้าเขาเห็น ยินดียินชอบอะไร เขามาบ่อย มาอีกหลายครั้งหลายคราวก็ได้ อบรมหลายครั้งนั้นล่ะนะ คนติดใจเองมาเอง อาจจะไม่แน่หรอก ช้างเผือกอาจจะอยู่ในฝูงควายป่านี่ก็ได้ ช้างเผือกอาจจะอยู่ในฝูงควายป่า ติดมาแค่นี้ เอ้า มีช้างเผือกตัวดีปั๊บออกมาก็ได้ ทุกวันนี้ นี่ เราเหมือนๆ กับว่าจะไม่ค่อยเพิ่มคน เพราะว่ามันชักจะหายากแล้ว ชักจะขอดๆแล้ว ตอนนี้ ชักจะ แหม ชักจะเดนเลือกแล้วทีนี้ เลือกตัวไม่ค่อยจะได้แล้ว มีแต่กากแต่เศษแล้ว มันก็กว่าจะได้เม็ดข้าวเม็ดหนึ่งในแกลบ มันคงจะอย่างนี้แหละ ตอนนี้ มันชักร่อนๆลงมาเยอะ แล้วเอาเนื้อเอาอะไรมามากแล้วนี่ ในประเทศ หรือในมนุษย์ มันจะมีอยู่เท่าไหร่ล่ะ มนุษย์ผู้ที่จะมีทิฐิความเห็น หรือว่ามี ผู้ที่จะมีภูมิธรรมมาได้ มันก็จะต้องค่อยๆ เลือก ค่อยๆเฟ้นอย่างนี้มาแหละ ส่วนคุณธรรม คุณค่า หรือว่าอะไรดีๆ เราก็กระจายอยู่ เราก็พัดพาไปอยู่ เขาก็ซับทราบไปเรื่อยๆ ตามลำดับ มันก็ไม่ฟู่ฟ่าละ คนรับรับไม่ได้เป็นที่คนมีภูมิที่จะรับได้เต็มที่นัก แต่เราก็ทำอยู่ไม่ได้หยุดหย่อน ซึ่งเราก็รู้ ต้องรู้อันนี้ว่า เราก็จะต้องทำการเผยแพร่ หรือว่าเราก็จะต้องทำเนื้อหาสาระของเรานี่ กระจายออกไปให้หนัก แต่ตัวพวกเราก็อย่าแตกแยกก็แล้วกัน สิ่งที่จะขจรกระจายไปเป็นสื่อสาร เป็นกระจายเนื้อหาสาระที่จะเผยแพร่ด้วยวิธีการ มันมี ทุกวันนี้ สมัยใหม่เราก็ทำตามองค์ประกอบ หรือว่าเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ สิ่งที่เราควรจะกระจายไปให้เขา ตัวบุคคลเราก็มีไปบ้างน่ะ มีไปบ้าง แต่มันกระจายกันมากไม่ได้ บุคคลเราจะต้องอยู่กันหนาแน่น หรือว่าอยู่กันรวมหมู่รวมกลุ่ม เป็นสังคมกลุ่ม เป็นมิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อย่างนี้ถึงจะเขาตีไม่แตก ถ้าเป็นเขาตีแตก อันนี้มันซ้อนเชิง แล้วเราก็จะต้องรู้วิธีการ เราก็อยู่กันอย่างเนื้อใน ที่เป็นเหมือนกับอย่างต้นไม้นี่นะ แต่ละต้นๆ แต่ละต้น ก็ต้องมีแก่นของตัวเอง ต้นที่มีแก่นของตัวเองโตๆ แข็งๆแรงๆ ดีๆ ต้นนั้นก็จะสร้างต้นข้างนอกอะไรนี่ได้โตขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ความโต ไม่ใช่ว่า เราจะต้องกระจายแก่นนี่ให้สร้างออกไปเป็นอะไร ไม่ทนหรอก ต้นไม้ไม่มีแก่น ไม่มีเนื้อข้างในๆ ไม่ทนหรอก แม้แต่จะขยายต้นโตได้มากบ้างเหมือนกัน ก็ไม่แข็งแรง โค่นง่าย ล้มง่าย สวก หยาบ หยวก ไม่อยู่ทนหรอก เพราะฉะนั้น ต้นไม้ที่จะแก่น จะแกร่งนี่ แกนในต้องแข็ง ยิ่งนับวัน นับเดือน นับปีหลายปี 10 ปี 100 ปีอะไรไปยิ่งแกร่ง แล้วต้นจะอยู่ได้คงทน แข็งแรง ฉันเดียวกันน่ะ นี่เป็นธรรมชาติธรรมดา อันนี้ก็เหมือนกัน เนื้อในเราจะต้องเนียนใน ไอ้ที่ว่าเนียนในนี่ ก็ไม่ใช่ว่า เกาะกลุ่มก้อนอยู่รวมๆกันเฉยๆ จะต้องพัฒนาขัด เกลา ไอ้ตัวที่มันจะเป็นตัวแอนตี้ หรือตัวสารที่มันไม่สมาน มันไม่เป็นสมานัตตตา มันไม่สมาน ต้องขจัดออก อาตมาถึงได้เร่งพยายามสมานัตตตา ก็คือละอัตตานั่นแหละ ต้องขจัดตัวอัตตามานะ นั่นแหละน่ะ ก็จะเกิดสมาน สมานัตตตาจะเกิดการเสมอสมานขึ้นได้อย่างดี ซึ่งก็ทำด้วยไอ้สื่ออะไร ภาษาอะไร หรือว่าความรู้อะไรที่จะสามารถกระทำได้ อาตมาก็พยายามอยู่เสมอ พยายามจริงๆนะ

วันนี้อาตมาตั้งใจที่จะเอาพระไตรปิฎกมาอ่านให้ฟัง แล้วก็จะได้อธิบายพระ-ไตรปิฎก อันนี้นี่ เกี่ยวถึงเสนาสนะนี่แหละ เกี่ยวถึงสถานที่อยู่นี่แหละ เสนาสนะ ซึ่งเราจะต้องพยายามศึกษาดีๆ มันลึกซึ้ง ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่คัมภีรา ทุททสา ทุรนุโพธา มันลึกซึ้ง มันเห็นได้ด้วยยาก ตามเห็น รู้ ตามรู้ตามเห็นได้ด้วยยาก ตามรู้ได้ด้วยยาก มันไม่ใช่ของตื้น มันเป็นของลึก มันเป็นของวิเศษนะ เอ้า ฟังดูเรื่องว่ด้วยความสงัด แต่ก็เกี่ยวกับเสนาสนะนะ อาตมาจะเน้นตรงในความหมายของเสนาสนะให้ชัดน่ะ ก็ฟังดู วิวิตตสูตรนะ ในอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต วิวิตสูตร ข้อ 533 นะ พระไตร- ปิฎกเล่มเท่าไหร่นี่ ติกกนิบาตนี่ เล่มเท่าไหร่ไม่รู้ ถูกซี่ หมวด 3 แต่ว่าเล่มเท่าไหร่นี่ อ้อ เล่ม 20 ข้อ 533 ดูกร ภิกษุทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์ ปริพาชก บัญญัติความสงัดจากกิเลสไว้ 3 อย่างนี้ หมายความว่า คนนอกรีต หรือคนที่มีความคิดมิจฉาทิฐิจะเป็นพุทธก็ตาม พุทธที่มีมิจฉาทิฐิ ก็คล้ายๆกับพวกอัญญเดียรถีย์ ปริพาชกเหมือนกัน เพราะฉะนั้น มีความเห็นแปลก มีความเห็นไปเหมือนๆกับอัญญเดียรถีย์ ปริพาชก ระวังจะออกนอกรีต นอกปฏิบัติ นอกขอบเขตพุทธ พวกอัญญเดียรถีย์ ไปบัญญัติความสงัด คือความสงบสงัดจากกิเลสนี่ เขาบัญญัติเอาไว้อย่างนี้ บัญญัติเอาไว้ 3 อย่างคือ 3 อย่างเป็นไฉน คือ ความสงัดจากกิเลสเพราะจีวร 1 ความสงัดจากกิเลส เพราะบิณฑบาต 1 ความสงัดจากกิเลสเพราะเสนาสนะ 1 น่ะ ก็เกี่ยวกับปัจจัยน่ะ ปัจจัย 3 ไม่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรคเท่านั้น จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เพราะฉะนั้น เขาบอกว่าสงบนี่ สงบจากกิเลส เพราะจีวร สงบจากกิเลส เพราะบิณฑบาต สงบจากกิเลส เพราะเสนาสนะ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในความสงัดจากกิเลส 3 อย่างนั้น ในความสงัดจากกิเลส เพราะจีวร พวกอัญญเดียรถีย์ ปริพาชก ปฏิบัติไว้ดังนี้ คือ ทรงผ้าป่านบ้าง ผ้าแกมกันบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง ผ้าบังสุกุลบ้าง ผ้าเปลือกไม้บ้าง หนังเสือบ้าง หนังเสือทั้งเล็บบ้าง ผ้าคากรองบ้าง ผ้าเปลือกคากรองบ้าง ผ้าผลไม้กรองบ้าง (เอาผลไม้มากรองเป็นผ้าก็ได้นะ) ผ้าผลไม้กรองบ้าง ผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้าง กัมพลนี่ แปลว่าขน แปลว่าผม ผ้ากัมพลนี่ เขาเอาผมคนนี่ไปทอ เป็นผ้าที่เลวที่สุด หนาวก็หนาวที่สุด ร้อนก็ร้อนที่สุด ถ้านุ่งห่มผ้า เอาผมคนไปทอนะ เป็นผ้าที่เลวที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสไว้นะ อันนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในขบวนผ้าทั้งหลาย นี่ ผ้าที่แย่ที่สุด คือผ้าผมคน ผ้ากัมพล ทำด้วยขนสัตว์บ้าง ผ้าทำด้วยปีกนกเค้าบ้าง ดูกร ภิกษุทั้งหลายข้อนี้แล พวกอัญญเดียรถีย์ ปริพาชก บัญญัติไว้ในความสงัดจากกิเลส เพราะจีวร หมายความว่า ผู้ที่จะไม่มีกิเลสนี่ คือผู้จะต้องนุ่งห่มผ้าที่เขาว่าไว้นี่ผ้าป่านบ้าง ผ้าแกมกันบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง ผ้าอะไรบ้างนี่ เฉพาะผู้ที่เขาไปเพ่งที่ผ้า ว่าอย่างนั้นเถอะ เขาไปเพ่งที่ผ้า สรุปง่ายๆ ก่อนนะ เดี๋ยวอ่านให้จบก่อน ทั้ง 3 เรื่อง คล้ายๆกัน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในความสงัดจากกิเลส 3 อย่างนั้น ในความสงัดจากกิเลส เพราะบิณฑบาต พวกอัญญเดียรถีย์ ปริพาชก บัญญัติไว้ดังนี้คือ เป็นผู้มีผักดองเป็นภักษาบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นภักษาบ้าง มีลูกเดือยเป็นภักษาบ้าง มีกากข้าวเป็นภักษาบ้าง มียางเป็นภักษาบ้าง มีสาหร่ายเป็นภักษาบ้าง มีรำเป็นภักษาบ้าง มีข้าวตังเป็นภักษาบ้าง มีกำยานเป็นภักษาบ้าง มีหญ้าเป็นภักษาบ้าง มีโคมัย (โคมัยคือขี้ควาย) เป็นภักษาบ้าง มีเหง้าและผลไม้เป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่น เยียวยา อัตภาพ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล พวกอัญญเดียรถีย์ ปริพาชก บัญญัติไว้ในความสงัดจากกิเลสเพราะบิณฑบาต ก็หมายความว่า ไปเพ่งเอาที่อาหาร แล้วก็ขี้มักจะเป็นอาหาร พวกที่มักน้อยสันโดษ เสื้อผ้าก็ตาม เสื้อผ้าที่ว่านั่นมักจะเป็นเสื้อผ้าบังสุกุล เสื้อผ้าสันโดษ อาหารก็เป็นอาหารที่ดูแล้วก็มักน้อย เป็นอาหารที่ไม่หรูหราฟู่ฟ่า เป็นกินผัก กินพืชด้วย กินของอะไรต่ออะไรง่ายๆด้วย ในที่นี้ ในภิกษุทั้งหลาย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในความสงัดจากกิเลส 3 อย่างนั้น ในความสงัดจากกิเลส เพราะเสนาสนะ (ตอนนี้ที่อยู่แล้ว) พวกอัญญเดียรถีย์ ปริพาชก บัญญัติไว้ดังนี้คือ ป่า โคนไม้ ป่าช้า ป่าชัฎ ที่แจ้ง ลอมฟาง โรงลาน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล พวกอัญญเดียรถีย์ ปริพาชกบัญญัติไว้ในความสงัดจากกิเลส เพราะเสนาสนะ ก็ที่อยู่ ที่เสนาสนะ ก็เอาพวกป่า อยู่ป่า อยู่เขา อยู่ถ้ำ อยู่ที่แจ้ง ลอมฟาง อยู่ที่ คือไม่ได้อยู่ที่บ้าน ที่เรือน ไม่ได้อยู่ใกล้ผู้ใกล้คน อะไรอย่างนั้นล่ะนะ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ส่วนความสงัดจากกิเลส ของภิกษุในธรรมวินัยนี้ 3 อย่าง (ทีนี้ทางด้านศาสนาพุทธ ถ้าของพุทธ จะเป็นยังไง 3 อย่าง) เป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 1.เป็นผู้มีศีล ละความเป็นผู้ทุศีล และเป็นผู้สงัดจากกิเลส แล้วเพราะศีลนั้นด้วย 2.เป็นผู้มีความเห็นชอบ และละความเห็นผิด และเป็นผู้สงัดจากกิเลส เพราะความเห็นชอบนั้นด้วย 3.เป็นพระขีณาสพ ละอาสวะทั้งหลาย และเป็นผู้สงัดจากอาสวะทั้งหลายเหล่านั้นด้วย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ภิกษุนี้ จึงเรียกว่าเป็นผู้บรรลุส่วนอันเลิศ บรรลุส่วนที่เป็นแก่นสาร เป็นผู้บริสุทธิ์ ตั้งอยู่ในธรรมที่เป็นสาระ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคหบดีชาวนา พึงใช้คนให้รีบเร่งเก็บเกี่ยวข้าวสาลี ในนาของเขา ซึ่งถึงพร้อมแล้ว ครั้นแล้ว พึงใช้คนให้รีบเร่งรวบรวมเข้าไว้ ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งขนเอาไปเข้าลาน ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งลอมไว้ ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งนวดเสีย ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รุเอาฟางออกเสีย ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รวมข้าวเปลือกเป็นกองเข้าไว้ ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งฝัดข้าว ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งขนเอาไป ครั้นแล้วพึงใช้ให้คนรีบเร่งซ้อม ครั้งแล้วพึงใช้ให้คนรีบเร่งเอาแกลบออกเสีย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าวเปลือกเหล่านั้นของคหบดี ชาวนานั้น พึงเป็นของถึงส่วนอันเลิศ ถึงส่วนเป็นแก่นสารสะอาดหมดจด ตั้งอยู่ในความเป็นของมีแก่นสาร ฉันใด ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศีล ละความเป็นผู้ทุศีล และสงัดจากกิเลส แล้ว เพราะศีลทั้งหลายนั้นด้วย เป็นผู้มีความเห็นชอบ ละความเห็นผิด และสงัดจากกิเลสแล้ว เพราะความเห็นชอบนั้นด้วย เป็นพระขีณาสพ ละอาสวะทั้งหลาย และสงัดจากอาสวะทั้งหลายนั้นด้วย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเช่นนี้ เรียกว่าเป็นผู้บรรลุ ส่วนอันเลิศ บรรลุส่วนที่เป็นแก่นสาร เป็นผู้หมดจด ตั้งอยู่ในธรรมที่เป็นแก่นสาร ฉันนั้น เหมือนกันแล ฟังความแล้วได้ความว่ายังไง ได้ความว่ายังไง อัญญเดียรถีย์ กับพุทธ ต่างกันยังไง เดียรถีย์นี่ก็เพ่งติดอยู่แต่แค่ภายนอก ถ้าจะว่ากันทั้ง 3 อันแล้ว ปัจจัยทั้ง 4 เป็นเหตุปัจจัยที่ในการปฏิบัติธรรมเหมือนกันนะ พิจารณาจีวร พิจารณาบิณฑบาต พิจารณาเสนาสนะเหมือนกัน แต่ของพุทธนั้น เอาศีล เอาองค์ธรรมเข้าไปประกอบด้วย อย่างที่เรากำลังปฏิบัติกันนี่ เดี๋ยวจะได้อ่านเสนาสนะอีกอันหนึ่งให้ฟัง ก็รวมกัน แต่ว่าไม่ติดยึดอยู่แต่แค่เสนาสนะ ไม่ใช่ติดอยู่ ติดยึดอยู่แต่ป่า แต่เขา แต่ถ้ำ แต่จะใช้ได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ใช้เป็นเครื่องประกอบได้ อาหารก็จะเป็นอาหารอย่างมักน้อย สันโดษได้ เครื่องนุ่งห่ม จะใช้อย่างเครื่องนุ่งห่มที่มักน้อย สันโดษ ก็ดีด้วย แต่ไม่ใช่ติดอยู่ที่แค่นั้น นี่เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น เราจะออกนอกรีต ก็คือปฏิบัติจะต้องไม่ใช่ไปติดอยู่ที่ของเท่านั้น แต่จะต้องมีศีลขัดเกลาไปถึงจิต ถึงปรมัตถ์ จนกระทั่งละกิเลสได้อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ตอนหลังนี่ มีศีลเป็นผู้ที่มีศีล เป็นผู้ที่ไม่ทุศีล นอกจากจะไม่ทุศีลแล้ว ก็จะต้องเป็นผู้ที่สงัดจากกิเลส เพราะศีลนี้ได้ ซึ่งเราก็เรียนรู้กันอยู่ หลักปฏิบัติสงัดจากกิเลส เพราะศีลน่ะ แล้วก็เป็นผู้เห็นชอบ ไม่มีความเห็นผิด จนกระทั่งละกิเลสได้ เพราะความเห็นชอบ คือสัมมาทิฐิ ซึ่งเราก็ศึกษากันยังกะอะไรดี สัมมาทิฐิ ศึกษาหลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างกับอะไรดี ทั้งตัวหลักตัวแกนเลย ท่านตรัสว่า สิ่งที่มาก่อนหรือสิ่งที่สำคัญมาแรก เหมือนจะเกิดกลางวัน จะต้องมีแสงอรุณมาก่อนนั้น ก็คือสัมมาทิฐิกับศีล มีอยู่สูตรหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนเลย สัมมาทิฐิกับศีลนี่ เป็นตัวแรกเริ่มแห่งอรุณของวัน ถ้าจะมีกลางวันแล้ว ไม่มีแสงอรุณมาก่อน ไม่มีในโลก แสง- อรุณจะมาก่อน การมีกลางวัน การมีความสว่างของพระอาทิตย์นั้น จะต้องมีแสงอรุณมาก่อน ฉันใด สัมมาทิฐิ กับศีล เป็นแสงอรุณนั้น ฉันนั้น เราศึกษาแล้วเราเน้นกันอยู่ในเรื่องเหล่านี้อย่างสำคัญ นะ ไม่ใช่เรื่องตื้น อาตมาว่าอาตมาพาปฏิบัติธรรมนี่ อย่างถูกทางมาอยู่ตลอด แล้วจนกระทั่งถึงกับขั้นเป็นพระขีณา- สพสมบูรณ์นะ นี่ 1. เป็นผู้มีศีลไม่ทุศีล 2. เป็นผู้มีความเห็นชอบ ละความเห็นผิด 3.เป็นพระขีณาสพ ละอาสวะทั้งหลายจนได้ นี่เป็นสมบูรณ์ 3 ข้อเหมือนกัน เพราะว่าอันนี้มันติกนิบาต ท่านมีหมวด 3 พวกนี้ จะต้องมีหลัก3 3 พวกนี้ ขยายความให้มากกว่า 3 ก็ได้ หรือว่าตั้งหัวข้อซะมากกว่า 3 ก็ได้อยู่ แต่อันนี้ท่านมีกันเท่านี้ก็ว่ากันไป ทีนี้ ท่านก็เปรียบให้ฟัง น่าสังเกตตอนที่ท่านเปรียบ ท่านเปรียบเหมือนชาว- นา คหบดีชาวนา พึงเร่งรีบนะ พึงเร่งรีบเกี่ยวข้าวสาลีในนา เกี่ยวแล้วก็เร่งรวบ รวม แล้วก็พยายามทำ ทุกๆอย่างที่ เนื้อในนะ ไม่ใช่ปลูกข้าวนะ นี่เป็นการเก็บข้าวเท่านั้นนะ คฤหบดี ชาวนาพึงใช้คนให้รีบเก็บข้าว เกี่ยวข้าวสาลีในนาของเขาซึ่งถึงพร้อมแล้ว ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งรวบรวมเข้าไว้ ครั้นแล้วก็พึงใช้รีบเร่งขนเอาไปเข้าลาน ครั้นแล้วก็พึงใช้รีบเร่งลอมไว้ ครั้นแล้วพึงรีบเร่งนวดเสีย ครั้นแล้วก็รีบเร่งรุเอาฟางออก ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รวมข้าวเปลือกไว้เป็นกอง ครั้นแล้วก็รีบเร่งฝัดข้าว แล้วก็รีบเร่งขนเอาไป แล้วก็รีบเร่งซ้อม แล้วก็รีบเร่งเอาแกลบออก จนเป็นข้าว เม็ดข้าวเข้ามาสมบูรณ์ นี่คือความหมายที่เราฟังแล้วจะเข้าใจ พระพุทธเจ้าหมายเอาว่า แม้เราจะมีข้าว ก็อย่ามาเที่ยวได้เออ เรามีข้าวแล้ว ปล่อยอย่างนั้นแหละนวดก็ไม่นวด ขนมากองไว้ ก็ไม่กองไว้ อีเหละเบะบะอยู่อย่างนั้น จะลอมไว้ก็ไม่ลอมไว้ จะมาเลือกฝัดมาทำอะไรก็ไม่ทำ ปล่อยไว้ เรามีข้าวแล้วแหละ ชะลอเรามีของแล้ว ใจเย็นแล้ว บอกแล้ว ตั้งข้อสังเกตให้ฟังแล้ว่า ท่านไม่ได้ตรัส ตั้งแต่ว่าจะต้องรีบ ชาวนานี่ทำนา ตั้งแต่เริ่มทำนา จนกระทั่งมีข้าว ท่านไปตรัสเอาแต่ตัวใน ให้รีบขน ให้รีบเอามาจัดการ จนกระทั่งรีบทำให้เม็ดข้าว ครั้นแล้ว ก็รีบรุ รีบทำจนเป็นเม็ดข้าวเรียบร้อย อย่าไปชะลออยู่ สรุปแล้วก็คือว่าอย่าหยุดอยู่ อย่าเฉื่อย อย่าติดแป้น อย่าละความเพียร แม้เราจะมีฐานอาศัย มีฐานพักแล้ว อย่าเป็นอันขาด เพราะฉะนั้น เรามีสัมมาทิฐิ ตามข้อที่ท่านหมายไว้แล้ว เรามีศีล เรารู้จักศีล เรารู้จักสัมมาทิฐิ เร่งรีบปฏิบัติตามข้อ 3 เป็นพระขีณาสพ ละอาสวะทั้งหลาย และเป็นผู้สงัดจากอาสวะทั้งหลายเหล่านั้นด้วยให้ได้ อย่าชะลอ อย่าเฉื่อย อย่าแฉะ อย่าไอ้นั่นเป็นอันขาด ทีนี้ เนื้อหาที่ท่านเน้นที่ท่านเน้นนี้ ท่านก็ตัดตรงแต่นี้เลยน่ะ ความหมายก็หมายความว่า แม้เสนาสนะ อาตมาตั้งใจจะเน้นเสนาสนะ จีวร ก็ขอผ่านไป บิณฑบาตขอผ่านไป แต่นัยจะคล้ายกันน่ะ เสนาสนะที่อาตมาเอามา จะมาเน้นให้ฟังนี่ เดี๋ยวจะมีอีกสูตรหนึ่ง เสนาสนะสูตรน่ะ เสนาสนะ หมายความว่า ไม่ได้ให้ไปติดอยู่ที่เปลือก แม้จะทำเปลือกให้มักน้อยสันโดษก็ดีอยู่ แต่ถ้าผู้ที่ปฏิบัติธรรมะ ไม่รู้จักศีล ไม่รู้จักสัมมาทิฐิ ปฏิบัติไม่รู้จักมรรคองค์ 8 ไม่รู้จักโพธิปักขิยธรรม จะอาศัยสิ่งที่เป็นเปลือกนอก อาศัยสิ่งที่เป็นปัจจัย จะเป็นอาหารการกิน จะเป็นที

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน