340127 ทรัพย์แท้ของมนุษย์ ตอน 1-6 งานปลุกเสกฯปี 2534.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์550 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

ทรัพย์แท้...ของมนุษย์ (ตอนที่ 1) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2534 ในงานปลุกเสกสมณะแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 15 ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก จังหวัดศรีสะเกษ

จะเทศน์เรื่อง ทรัพย์ของมนุษย์ หรือทรัพย์แท้ที่คำว่าแท้นี่ยืนยันลงไปให้ชัดเจนเลยว่า ทรัพย์ที่มนุษย์พึงจะได้แท้ๆ จริงๆนั้นมันคือทรัพย์ดังที่จะได้อธิบายสู่ฟังนี้แหละ นอกกว่านั้นน่ะ เป็นความหลงผิดว่าเราได้ บางทีเป็นการเสียด้วยซ้ำ เรานึกว่าเราจะได้นั่นแหละไปไขว่คว้า ไปแสวงหา พยายามออกแรง ออกฤทธิ์ ดีไม่ดีจะไปทุจริตด้วย เป็นการสั่งสมเอาสิ่งที่...จริงๆก็เป็นทรัพย์ เป็นของได้ เป็นสมบัติของตัวเหมือนกัน แต่เป็นสมบัติอันชั่ว เป็นสมบัติอันเลว ได้ติดตัวไปนะ ติดตัวไป มีเป็นของตัวเลย ตกไปเป็นวิบาก มีนิสัยก็เป็นนิสัย มีวิบากที่เป็นความลึกซึ้ง ถึงขั้นระดับปรมัตถ์ ก็เป็นของปรมัตถ์ เป็นระดับลึกเลยว่า เป็นกิเลสก็คือกิเลส เป็นความเลว ความไม่ดี ไม่งามอะไรก็เป็นอันนั้น ติดของเรา เป็นอัตภาพของเรา เป็นอัตภาพของเราไปเป็นวิบาก วิบากนี่ หมายความว่าผล เป็นผลที่สรุปรวมลง เป็นของเราไป ตราบที่ยังไม่ปรินิพพาน ยังไม่สูญไปจากโลกนี้ ยังเกิดอีก ยังหยั่งลงสู่ครรภ์ ยังมีสังสารวัฏที่จะวนเวียนเกิด สิ่งเหล่านั้นจะเป็นทรัพย์ของเราเท่าที่เราเป็นผู้ทำให้แก่เราเอง เราจะเป็นจะมีจะได้ หรือว่าจะเลิก จะล้าง จะละ จะตัดออก จะให้มันหมดไป และจะให้อะไรมันมีอยู่ คงอยู่แน่นหนา แข็งแรง ถาวร อยู่ที่เราจะรู้และอยู่ที่เราจะพึงสะสมเอา พากเพียรอดทน ฝึกฝนเอาทั้งนั้น นี่แหละ เราจะได้รู้กันชัดๆ อาตมาคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ มาถึงขั้นนี้กันแล้ว สำหรับพวกเรานี่ จะได้เข้มข้น จะได้อุตสาหะวิริยะ เรี่ยวแรง หรือถ้าเผื่อว่าใครฟังดีๆ การเทศน์ตอนนี้ ปลุกเสก หรือพุทธาภิเ

อ่านต่อ

ษกคราวนี้ ฟังได้ดี ชัดเจนเลย ละเอียดจริง เข้าไปรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่คนนี่ควรจะพึงใส่ใจ แล้วพึงกระทำกันจริงๆ ตั้งแต่เริ่มต้น ทรัพย์ที่เป็นความเชื่อ หรือแม้แต่คำว่าทรัพย์คืออะไรจริงๆนี่ แล้วก็เริ่มต้นตั้งแต่เชื่อ เชื่อนี่มัน แหม ! มันไม่ใช่เรื่องเล่นเหมือนกัน แต่แค่ความเชื่อ หรือศรัทธานี่จะได้ อธิบายให้ฟังชัดๆ เลยว่าเราเชื่อหรือไม่เชื่อ แล้วเราเชื่อยังไง เชื่อแล้วทำยังไง มันถึงจะได้ ได้แล้วมันจะเป็นยังไงในทรัพย์ทั้งหมดนี้ ท่านอธิบายไว้ครบ แต่มันลึกซึ้ง มันต้องขยายความ มันสัมพันธ์กัน สอดซ้อนๆๆ แล้วเราจะได้เข้าใจ ตอนแรกนี่ เริ่มต้นฟังดูเป็นบท อาตมาก็จะอ่านสู่ฟังไปเฉยๆก่อน ใครมีก็เปิดตาม ทรัพย์แท้ของมนุษย์นั้น รวมไว้ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเอาไว้ก็คือ อริยทรัพย์ 7 เราเรียกคำว่าอริยะเติมลงไปอีก ก็คือเป็นตัวฉลาด หรือเป็นตัวประเสริฐ เป็นความประเสริฐ อริยะนี่ เป็นความฉลาดของความฉลาดที่แท้จริง ไม่ใช่ฉลาดอย่างเฉกตา หรือเฉโก เฉกตา ก็หมายความว่าฉลาดเหมือนกัน แต่ว่าความฉลาดอันนั้น มันฉลาดโกงได้ ฉลาดยังไม่สมบูรณ์ ฉลาดยังไม่ซื่อสัตย์ อริยะนี่ ฉลาดซื่อสัตย์ ฉลาดอย่างดี ฉลาดไปในทางบวก ฉลาดไปในทางเจริญแท้จริง มี 7 ประการ คือ ศรัทธา คือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชา และจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถี ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม นี่ อ่านไปตามที่แปลออกมาจากตัวหนังสือในพระไตรปิฎก แล้วก็อ่านให้ฟังก่อนแล้ว ค่อยขยาย ที่จริงขยายแค่นี้ 7 วันก็ได้ แค่นี้ขยายทั้ง 7 วันนี่ รับรองไม่หมด ไม่หมดน่ะ ยังขยายได้อีก แต่ว่าตอนนี้ ฟังอย่างสั้นๆนี่ไปก่อน แล้วก็ค่อยฟังขยายความ เป็นวันๆๆๆซ้อนๆๆเข้าไปเรื่อยๆนะ บอกก่อนก็ได้ อ่านให้ฟังก่อน หรือบอกหัวข้อก่อนก็ได้ ทรัพย์ทั้ง 7 นั้นมี 1.ศรัทธา 2.ศีล 3.หิริ 4.โอตตัปปะ 5.สุตะ 6.จาคะ 7.ปัญญา นั้นคือ อริยะทรัพย์ 7 มีศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา เมื่อกี้อ่านศรัทธาไปแล้ว นั้นท่านบอกว่าเชื่อ หมายความเป็นไทยว่าเชื่อ เชื่อคืออะไร เชื่อพระปัญญาของพระพุทธเจ้า สรุปง่ายๆ เราเชื่อละว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่ายังไง สอนว่ายังไง เราเชื่อ เอาเท่านั้นก่อน ทีนี้ 2. ศีล ศีลคืออะไร ศีลคือเว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา คือสุรา และเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเป็นต้น สรุปแล้วนะ เราฟังดู ศรัทธา ก็ศรัทธาถึงพระพุทธเจ้าเชียวนะ พอมาถึงศีล เขาบอกว่าศีล ฟังแล้วก็คือศีล 5 ทำไมมันแค่นั้น ศีล 5 แค่นั้นเองน่ะเหรอ ทีศรัทธาละยอดสุดโน่นแน่ะ พระพุทธเจ้าโน่นแน่ะ ทีศีลน่าจะเอาศีล แหม ! สูงลิบลับ ลึกซึ้งละเอียดใหญ่ยิ่งมาก นี่แหละศีลใหญ่ยิ่ง ศีล 5 นี่แหละ ศีลใหญ่ยิ่ง อาตมาเคยอธิบายศีลมาแล้ว แม้แต่ ศีล ข้อ 1 ข้อเดียว ถึงพระอรหันต์ ศีลข้อ 2 ข้อเดียว ถึงพระอรหันต์ ศีลข้อ 3 ข้อเดียว ก็ถึงพระอรหันต์ ขยายไว้หมดแล้ว ขยายความซับซ้อนลึกซึ้งไว้ละเอียดหมด 5 ข้อนี่แหละ เป็นศีลหลัก นอกนั้นเป็นศีลขยายทั้งนั้น อาตมาเคยยืนยันมาเป็นศีลที่ขยายไปจาก 5 นี้ทั้งนั้นแหละ ใครเข้าใจศีล แล้วปฏิบัติถูกได้ 5 หลัก นี่แหละสมบูรณ์แบบ สมบูรณ์พร้อมเลย แต่มีความลึกซึ้ง คนเราอธิบายแล้วก็แปลกันแต่แค่ตื้นๆ อย่าฆ่าสัตว์ ปาณาติบาต อย่าฆ่าสัตว์ อย่าลักทรัพย์ กาเมสุมิจฉาจาร ก็แปลว่า อย่าผิดผัวเขาเมียใคร อย่าวุ่นวายเรื่องกามอะไรมากมาย หรือล้างกามอะไรให้หมด อะไรก็แล้วแต่ ก็พูดกันสั้นๆ แต่พออธิบายแล้วนี่แหละอรหันต์ก็อยู่ที่นี่ สูงสุดก็อยู่ที่นี่ เดี๋ยวค่อยอธิบายกัน 3. หิริ คือ ความละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันลามก ก็สั้นๆ แต่คราวนี้ จะอธิบายให้ฟังเลยว่า หิรินี่มันเป็นยังไงกันแท้ๆ เรามีไหม แล้วเราได้ปฏิบัติตามหิรินั้นไหม โอตตัปปะเรามีไหม อาการโอตตัปปะจริงๆเคยเกิดไหม ถ้าไม่เคยเกิด แล้วก็ไม่เคยเป็น ไม่เคยทำได้ ก็ไม่มีทรัพย์ แล้วละอายอะไร แล้วกลัวอะไร กลัวจริงไหม เกรงกลัวจริงไหม ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ฟังแล้วก็หวานๆ ฟังแล้วก็ แหม! ไม่เห็นมันน่ากลัวตรงไหนเลย แต่ความจริงแล้ว ถ้ารู้ความจริง มีปัญญารู้เลย พอรู้สึกลักษณะของมันเลยว่า โอ้ ! เราไม่ละอายต่ออย่างนี้เลยนะ แล้วก็มีฐานะของแต่ละคน จะละอายขนาดไหน คนที่ละเอียด คนที่สูงก็ละอายต่อบาป แม้นิด แม้น้อย ท่านก็ละอาย แล้วท่านก็ไม่ต้องการให้มันเกิดมาแปดเปื้อนในตัว จริงๆ ของใครก็คนนั้นแหละ คนไม่ละอายก็ยังแปดเปื้อน ยังเละอยู่ตรงนั้นเองน่ะยังทำอยู่ตรงนั้น มีกรรมอันนั้นอยู่ตลอดกาลนาน เมื่อมีอยู่ มันก็มีอยู่ ไม่รู้สึกจริงๆด้วย ไม่รู้สึกละอาย ไม่รู้สึกกลัว แล้วก็ไม่เคยคิดจะเลิก จะละ ไม่เคยคิดจะจาคะ ไม่เคยทำความรู้เสริม ไม่เคยสร้างสุตะเพิ่ม เมื่อไม่สร้างความรู้เพิ่ม ยิ่งมีมานะ ยิ่งไม่ฟังล่ะ เข้าใจแล้ว หิริก็เข้าใจแล้ว โอตตัปปะก็เข้าใจแล้ว อันนี้ไม่ดี รู้แต่ ไม่เพิ่ม ไม่ฟังธรรมะจากสัตบุรุษ หรือไม่ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมด้วยรอบด้าน จนกระทั่งเราเกิดพหูสูต หรือว่าพหุสัจจะ จนกระทั่งเรา ความรู้นะ มันจะทำให้เราเกิดหิริ เกิดโอตตัปปะซับซ้อนลงไป จนกระทั่งเราต้องลงมือมีศีล ต้องเร่ง เชื่อความเชื่อมันจะสูงขึ้นๆ จนถึงขั้นปฏิบัติตาม เป็นเชื่อฟังนี่ ดังที่เคยกล่าว แล้วก็ปฏิบัติจนเห็นจริง จนเกิดญาณทัสสนวิเศษ หรือปัญญาสุดท้าย ปัญญาลึกซึ้งสุดอย่างนี้ เป็นต้น หิริเป็นอย่างนั้น 4. โอตตัปปะ ก็มีความสะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันลามก นี่ภาษาก็ตื้นๆ ที่จริงภาษาไม่ใช่ตื้นหรอก ลึก ที่จริงถ้าอธิบายให้มันลึกได้ถ้ารู้ ถ้าไม่รู้มันก็ฟังแล้วมันก็เผินๆอยู่แค่นั้น 5. สุตะ คือเป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ คือความรู้ทั้งนั้นแหละ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิซึ่งธรรมะทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ฟังสุตะแล้ว ก็เหมือนกับอย่างกับเป็นพระพุทธเจ้า... ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง แต่พวกคุณมีสุตะ สุตะแต่ไหน สุตะขนาดตื้นๆ สุตะถึงระดับใน ระดับนับเข้าเป็นนักวิชาการ สุตะในระดับรู้มาก ถามอะไรไม่มีขัด ไม่มีข้อง ตอบได้หมด แต่ตัวเองยังเละอยู่อย่างเก่า คืออะไร 6. จาคะ คือ เป็นผู้มีใจอันปราศจากมลทิน ฟังแล้วก็ดูตื้นๆ ที่จริงใจ ปราศจากมลทิน ใจบริสุทธิ์ ใจบริบูรณ์ ใจพระอริยเจ้า ใจพระอรหันต์เชียวนะ ผู้ที่จะจาคะหมดแล้ว บริจาค หรือว่าให้ออกไปหมดแล้ว สละออกไปหมดแล้ว เลิกละล้างออกไปหมดแล้ว ก็เป็นผู้มีใจอันปราศจากมลทิน จิตวิญญาณ หรือใจของใครล่ะ ปราศจากมลทิน ปราศจากมลทินก็พระอรหันต์เท่านั้นแหละ คือความตระหนี่อยู่ครองเรือน มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่มยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในทาน และการจำแนกทาน ก็ว่าไว้สั้นๆบ้าง ก็คือทาน จาคะก็คือทาน ยินดีในการทาน การให้ และการจำแนกทาน ทานมี 3 ทานน่ะ ที่เราก็เคยว่า จนกระทั่งหมดตั้งแต่วัตถุทาน อภัยทาน จนถึงธรรมทาน จนกว่าจะหมด กว่าจะสิ้น ทั้งวัตถุ ทั้งอภัย เป็นจาคะอันหมด จนปราศจากมลทิน มันก็ถึงที่สุดจริงๆ แล้วต้องทำให้เกิดสภาพนั้นจริงๆ ถ้าไม่เกิด มันก็ไม่ใช่ 7. ปัญญา คือประกอบด้วยป้ญญาที่กำหนดความเกิดและความดับ เป็น อริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ปัญญาก็คือ ประกอบด้วยปัญญาที่กำหนดความเกิดและความดับ เพราะฉะนั้น จะรู้ว่าเกิดคืออะไร อะไรเกิด ตั้งแต่หยาบไปจนกระทั่งถึงละเอียดทางจิต กิเลสเกิดนิดหนึ่งเรียกว่าอนุสัยอาสวะ ก็รู้ เห็นความเกิดนั้น แล้วดับมันได้สนิท จนกระทั่งมันดับไม่เหลือ ดับไม่เกิดอีกเลยอย่างเที่ยงแท้แน่นอน เห็นความเกิด ความดับอย่างนั้นเป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ จนสิ้นทุกข์อย่างสมบูรณ์ นี่ ปัญญา คือตัวยอด ญาณทัสสนวิเศษ อันนี้ นี่ เป็นตัวยอดปัญญา ปัญญาที่จะไปรู้อะไรในโลกนั้นน่ะ มันไม่ยิ่งใหญ่เท่าปัญญาที่เห็นอาสวะอนุสัยของตนไม่มีแล้วหมดไปแล้ว ในจิตใจจิตปราศจากมลทิน ได้ล้างออก สละออก ทำออก จนหมดเกลี้ยงจริงๆแล้วก็รู้อารมณ์ของความหมดกิเลสนั้นเป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ อารมณ์ของความว่างจากกิเลสเป็นอารมณ์สงบ เป็นอารมณ์เบิกบานแจ่มใส เป็นอารมณ์ที่มีคุณค่าประโยชน์อย่างไรที่มนุษย์ควรได้ควรเป็น จะได้รับอารมณ์นั้น เห็นความจริงเลยว่า มันหมดคืออย่างนี้ สภาพที่เป็นกิเลสหยาบ กลาง ละเอียด จนถึงขั้นอนุสัย มันถอนอาสวะสิ้นแล้วเป็นอย่างนี้นะ อาการ นิมิตที่รู้ เครื่องหมายให้รู้ รู้แล้วก็นี่แหละตัวปัญญา หรือตัวญาณที่รู้ รู้แล้วหมดแล้ว อารมณ์มันเป็นยังไง จริงๆเลย เป็นอารมณ์นิพพาน เป็นอย่างไร ความไม่มีเกิดขึ้นแล้วเป็นยังไง 7 ข้อนี่แหละ คือทรัพย์ ทรัพย์คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะปัญญา เป็นที่ 7 ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่าเป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญาเมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม บอกแต่เพียง 2 หัวข้อว่า พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส เลื่อมใสนี่ก็คือ เห็นดีจริงๆเลย และการเห็นธรรม จนกระทั่งถึงบรรลุธรรม เห็นธรรม คือความทรงไว้ซึ่งความไม่มี ธรรมะอันสุดท้าย ก็คือความทรงไว้ซึ่งความไม่มี ทีนี้ไอ้ความไม่มีที่ว่านี้ ก็พูดกันไม่มีตัวกรรม ไม่มีตัวเรื่อง ก็เลยลอยๆ อะไรเล่าไม่มี ไม่รู้ อะไรไม่มีก็ไม่รู้ ขอให้คิดว่าไม่มีก็แล้วกัน เสร็จแล้วก็ลอยๆ มันต้องเห็นความจริงว่าอะไรเล่าต้องการให้ไม่มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน ต้องการให้ไม่มีอย่างจริงในตราบที่เป็นชีวิตที่มีขันธ์ 5 เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จะไม่มี ทรงไว้ ธรรมะแปลว่าความทรงไว้ ทรงไว้ซึ่งความไม่มี นั่นแหละคือทรัพย์ ทรัพย์คือความมี ใช่ไหม สมบัติคือความมี ใช่ไหมๆ ทรัพย์หรือสมบัติ นี่คือความมี แต่ไอ้ทรัพย์หรือสมบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุดนั่นน่ะ ที่จะพึงมีให้ได้ก็คือความไม่มี ตอนนี้เอาหัวเดิน เอาตีนขึ้นฟ้า ไม่มีอะไรล่ะ ก็ต้องให้ชัด ให้แม่น ไม่มีกิเลส ไม่ใช่ไม่มีหูมีตา ไม่มีร่างกาย ไม่มีขันธ์ 5 ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น ความจบของพระอรหันต์นั้นอยู่ที่ความไม่มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน จนไม่มีจริงๆเลยเกลี้ยงสุด เห็นชัดเห็นเจนเลย เห็นแจ้งเลยว่ามันไม่มีจริงๆ นั่นแหละเห็นความไม่มีจริงๆ ทำความไม่มีนั้นได้จริงๆ เป็นจริงๆ แล้วก็ทรงไว้ซึ่งความไม่มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน ไม่มีโลภ โกรธ หลง ไม่มีทุจริต ไม่มีอกุศล ไม่มีสิ่งไม่ดีไม่งามเลย แต่เต็มไปด้วยความมีกุศล ความมีสุจริต ความมีประโยชน์คุณค่า ความมีสิ่งที่ดี ที่มนุษย์ในโลกพึงมีได้มีอยู่ แต่พร้อมกันนั้น ก็ซ้อนอีกว่า แม้มีก็ไม่มีเป็นของกู แม้มีก็ไม่ยึดถือเป็นของกู เป็นตัวกูของกูจริงๆเลย แล้วอาการที่ทำความไม่มีเป็นของตัวของตน ไม่ยึดเป็นตัวเป็นตนนั้นเป็นเช่นใด เป็นฉันใด ต้องรู้ต้องทำได้ ต้องเห็นจริงว่า อ้อ! การวาง การปล่อย แม้มันมีอยู่ มือก็มี แขนก็มี จะบอกว่าไม่มีก็ไม่ได้ มีของเรานี่เป็นอยู่ ยังเป็นๆนี่ยังมีของเรานะ จะมาขอตัดไปก่อนเดี๋ยวตกลงกันก่อน ไอ้ตัดไปนี่ มันมีประโยชน์คุ้มกันไหม จะเอาไปนี่ ไม่ใช่หวงเป็นของเรานะ แต่ว่าเดี๋ยวๆๆยิ่งเอาข้างขวาที่ถนัดด้วย เดี๋ยวๆคิดก่อน เปรียบเทียบกันก่อน เอาไปแล้ว มันจะยังไงล่ะ ยิ่งใหญ่ยังไงมันจะคุ้มกันไหม ถ้าไม่คุ้มอย่าเพิ่งเอาไปเลย ขอใช้ก่อนตายแล้วค่อยเอา จะเอาข้างนี้ก็ตายแล้วค่อยเอานี่ยังไม่ตาย อย่าเพิ่งเอาไปเลยไม่ใช่หวงว่าจะต้องเป็นของกูหรอก เพื่อผู้อื่น เอาไว้ก็เพื่อผู้อื่นน่ะ ทำเพื่อประโยชน์คุณค่าเพื่อผู้อื่นน่ะ แม้จะมี ใจเราก็ไม่ได้ยึดว่าเป็นของตัวของตน นี่ ไม่ใช่ปากพล่อย ไม่ใช่ปากพูดเล่นๆ ต้องรู้ว่า มันไม่ได้หวงแหน ใจไม่หวงแหน ใจไม่กลัว ไม่กังวลว่านี่จะไม่ใช่ของเรา จะไม่เหลือเป็นเรา เป็นของเราอยู่ก็จะเสียดาย จะอาวรณ์อาลัย จะเอาไว้เสพอร่อยอะไร ไม่ มีมือเอาไว้เสพอร่อย มีตาเอาไว้เสพอร่อย จะได้เห็นรูปสวยๆ อร่อย มีจมูกไว้สำหรับจะได้ดมของชื่นใจ มีลิ้นมีปากมีสัมผัสใดก็จะมีไว้เพื่ออร่อยให้ตัวเอง ไม่มี หมดอร่อยตัวเอง อย่างเมื่อคืนนี้ ที่พูดกันว่าจะกินมื้อเดียวได้ไม่ได้นั่นน่ะ อาตมาก็สรุปให้หลายคนฟัง ก็อยากจะสรุปให้พวกเราด้วยจะได้ไม่ขาดทุน เพราะผู้ได้รู้ได้ยิน ก็ได้รู้ได้ยิน ผู้ไม่ได้รู้ได้ยิน ก็ไม่ได้รู้ได้ยิน การกินอาหารมื้อเดียวได้จริงๆนั่นแหละที่สุดแห่งที่สุดแล้วนั่นน่ะ มันต้องหมดกาม ถ้าไม่หมดกามแล้ว กินมื้อเดียวได้ก็เพราะการกดข่ม เพราะการพึงสังวรระวังตามหลักตามเกณฑ์ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ยังไม่หมดกามจริงๆแล้ว ท้าให้เลย ถ้าไม่อยู่ในหลักกฎที่ตัวเองจะต้องระวังสังวรถือ มันก็ต้องไปเล่น 2 มื้อ หรือเล่นเลอะเล่นเทอะไปตามเรื่อง เพราะฉะนั้น หมดกามก็คือหมดอร่อย หมดอร่อยก็ไม่ได้หมายความว่า กินแล้วก็น่าเกลียด กินแล้ว ก็ แหม ! ชวนอ้วก ไม่ใช่ กินก็คือกิน ของขมก็คือของขม ของหวานก็คือของหวาน ของเปรี้ยวก็ของเปรี้ยว ของเผ็ดคือของเผ็ด ของอะไรก็คืออันนั้น มันไม่ได้อร่อย เราจะต้องอ่านใจให้เห็นเลยว่า อัสสาทะ หรือว่ารสอร่อยนี่มันเป็นอย่างไรแล้วเราก็หมดอร่อยจริงๆ ไม่ได้ติดในรสในรูป ในกลิ่น ในเสียง ในอาหารจริงๆแล้วนี่มันไม่มีอย่างหนึ่ง เสียงมันมีรูปชวนกิน มันมีรสชวนกิน มันมีกลิ่นชวนกิน มันมีสัมผัสชวนกิน อาจจะเหนียว อาจจะกรอบชวนกินอะไร สัมผัสแล้วมันมีพวกนี้ แต่เสียงชวนกินมันไม่มี เพราะฉะนั้น ไอ้คนที่มันฉลาดในเรื่องจะล่อกิเลสคน ร้านอาหารนี่ มันมี 4 เท่านั้นแหละ ร้านอาหารมันขายอาหาร มันมีรส มีรูป มีกลิ่นในอาหารเองอยู่ 4 อย่าง ขาดอยู่อย่างหนึ่ง มันไม่มีเสียงชวนกิน มันก็เลยเอาดนตรีไปใส่ในร้านอาหาร จ้างคนไปเล่นดนตรี เพื่อจะได้เอาเสียงเติมเข้าไปให้ครบกามคุณ 5 ครบ กามคุณ 5 ก็เลยต้องจ้างเขาอยู่นี่ ร้านอาหารก็เลยแถมอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีเพลงให้ฟังด้วย จะต้องเอาเสียงอีกอันหนึ่ง เอาไปเติมให้มันครบทวาร 5 เป็นกามคุณ 5 ในอาหารเอง มันมี 4 มีรส มีรูป มีกลิ่น มีสัมผัส มันไม่มีเสียง เสียงชวนกินมัน ไม่มีน่ะ ตัวอาหารเองมันทำเสียงชวนกินไม่มี ใส่จานมาแล้วมันก็ดังปู๊ดๆ มันชวนไม่มี ใส่ชามมาแล้วมันก็ดังแป๊ดๆ ป๊าดๆ อะไรชวนกินมันไม่มี โดยเสียงเอง มันไม่มี ของอาหารใช่ไหม มันจะมีไม่ได้ มันมีได้แค่รสในตัวเอง มันมีรสในตัวเอง มันมีรูปในตัวเอง มันมีกลิ่นตัวเอง มันมีสัมผัส แล้วเราก็ติด 4 สภาพนี้ได้ในเรื่องอาหาร เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้ คนมันฉลาด ขี้มอมเมาคน มันก็เอาเสียงไปประกอบที่แท้มันไม่เกี่ยวกันเลยกับอาหาร แต่ไปเล่นในร้านอาหาร โรงอาหาร จ้างกันแพงๆด้วย เสร็จแล้วคุณก็ไปจ่ายเอง ที่จริงคุณกินคุณไปจ่ายมันทั้งนั้นแหละ มันไม่ใช่มันให้ฟรีหรอก มันก็บวกไว้ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้น อันนี้สรุปให้ฟังว่า คนที่จะกินอาหารมื้อเดียวได้จริงๆแล้วนี่ ต้องหมดกาม หมดกามกับอาหารนี่โดยตรงเลย คนที่หมดกามในอาหารโดยตรง ได้นะ กามเรื่องผู้หญิง ผู้ชายนี่สบายมาก เพราะฉะนั้นการปฏิบัติกับอาหารนี่แหละเป็นหนึ่งในโลก พิจารณาจริงๆ ไม่ใช่กินไปแต่ละวันๆมันไม่ได้พิจารณา ไม่ได้ปฏิบัติ มันไม่ได้ประพฤติ กินอร่อย แล้วยังซุก ยังซ่อนกินอยู่ จ้างก็ไม่มีทางบรรลุสุดยอดหรอก ไม่ล่ะ อาหารนี่เป็นหนึ่งในโลก พระพุทธเจ้าท่านยืนยันตรัสเลยนะ โดยเฉพาะอาหารกวฬิงกราหาร ก็คืออย่างนี้ ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ก็ยังมีรายละเอียดที่อธิบายแล้วอธิบายอีก ซึ่งประกอบกันไป กินมื้อเดียวอย่างกดข่ม จะมีอานิสงส์อย่างไร กินมื้อเดียวอย่างกดข่ม ก็มีอานิสงส์ ได้ความเคย ได้ความชิน แต่ไม่ล้างเสร็จ เหมือนฤๅษีก็มีประโยชน์เป็นสมถะ แล้วก็เป็นสมถะ ช่วยได้ อย่างน้อยที่สุดในกาย วาจา ในพฤติกรรมที่เราละเราเว้น มันก็เป็นบุญ เป็นบุญเสี้ยวหนึ่ง ส่วนหนึ่ง ทำได้ตลอดชีวิตก็ยังดี ก็ได้ แต่มันก็ไม่ละเอียดลออ แล้วมันไม่สมบูรณ์ดังที่กล่าวแล้ว ต้องมีวิปัสสนา ต้องมีตัวจริง ปฏิบัติ ประพฤติมีรายละเอียดของญาณปัญญาเห็นแท้ ลดละกิเลส เห็นกิเลส ล้างกิเลส หมดกิเลสจริงๆ หมดจริงๆ ไม่หมดมันก็ยังเหลืออยู่นั่นแหละ ก็ภาษาธรรมดา ก็ภาษากำปั้นทุบดิน ไม่หมดมันก็เหลือ ถ้ามันหมดมันก็ไม่เหลือ มันก็ภาษากำปั้นทุบดิน ต้องเป็นจริงๆอย่างนั้น เอ้า นี่ แถมให้ จะได้เข้าใจ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ปฏิบัติได้ จะเร็วหรือช้าก็ตาม หรือว่าได้นานก็ตาม กินมื้อเดียวได้นานก็ตาม ก็กดข่มได้ แต่จะได้จริงๆแล้วต้องอาศัยการพิจารณา การอ่าน การปฏิบัติ เป็นสมณะแล้ว นี่ด้วยกฎด้วยระเบียบ พวกเรานี่ไปแอบกินก็เสียพระหมด ก็เลยไม่แอบละนะ ไม่แอบก็ตาม ก็กดข่ม แล้วก็ทำจนชำนาญ จนชิน มันก็ทำได้ เป็นสมถะ สมถะภาวนา เป็นผลแห่งการกดข่ม หรือการฝึกปรือ เคยชิน แต่ถ้าไม่มีวิปัสสนาจนกระทั่งถึงญาณ บรรลุหลุดพ้นล้างละกิเลสนั้นออกได้จริงๆจนเกิดปัญญา มีศรัทธา เชื่อในคำพูดนี้ เชื่อในคำอธิบายนี้ เชื่อในเหตุผลนี้ เชื่อแล้วก็ไปเริ่มต้นศีล ศีลก็คือจะไปปฏิบัติหัวข้อนี้แหละ ให้เป็นผู้ที่กินมื้อเดียว ภิกษุทั้งหลาย เธอจงฉันแต่ที่นั่งแห่งเดียวเถิด การฉันที่นั่งแห่งเดียวนั้น มีอานิสงส์ 5 ประการ อะไรอย่างนี้ ต้องเห็นอานิสงส์ ต้องลดละอย่างสะอาดบริสุทธิ์จริงๆ ปฏิบัติประพฤติไปจนชัดเจนจริงๆ เพราะฉะนั้น ได้ปฏิบัติจนตาย เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังจะต้องกินอาหารอยู่อีกนั่นแหละ แต่การกินอาหารของพระอรหันต์แล้ว กินด้วยจิตว่าง ไอ้ที่คุยโม้ว่ากินด้วยจิตว่าง กินเนื้อเป็นยักษ์ กินผักเป็นมารอะไรอยู่นั่น แล้วก็บอกว่าต้องไม่ กินเนื้อ ไม่กินผัก ถึงจะไม่ใช่ยักษ์ ไม่ใช่มาร กินด้วยจิตว่าง ถึงจะประเสริฐ พูดถูกแต่ตัวจิตว่างจริงหรือเปล่า ถ้าตัวจิตไม่ว่างจริงแล้วทำทีเป็นจิตว่างหลอกคนอื่น อวดอุตริมนุสธรรมเป็นสมณะก็ปาราชิก เพราะกินโดยไม่มีจริง ไม่มีผลจริง ไม่มีความเป็นจริง ตัวเองกินไม่ด้วยจิตว่างจริงๆ อ่านอะไรก็ไม่ออก กิเลสมันมีขนาดไหนก็ไม่รู้ตัว เสร็จแล้วก็หลงว่าตัวเองจิตว่าง จะอนุโลมได้ว่าไม่ปาราชิกอยู่ที่ความหลงเท่านั้นแหละ หลงผิดนึกว่าตัวจิตว่าง อ่านไม่ออก ดูไม่ออก แต่แท้จริงตัวยังไม่ได้ว่างจริงเลย แล้วทำคุยเขื่องว่า เอ้อ ! กินด้วยจิตว่าง พวกนี้ยังอย่างนั้นแหละ ยังชั้นต่ำ กินยังมีศีล มีเศิลอยู่ กินเขาก็ต้องหมดศีลแล้ว พ้นศีลแล้ว ถึงขั้นจิตว่างแล้ว กินด้วยจิตว่างไม่ยึดมั่นถือมั่น กินเนื้อสัตว์ หรือกินอะไรๆก็เหมือนกินเนื้อลูกเฉยๆสบาย ไปกินเนื้อลูกจริงๆหน่อยเถอะนะ จะสบายไหม พูดเป็นนิยายไปได้ เอาละ อาตมาขออธิบายตัวศรัทธาก่อน เปิดไปที่หน้า พอถึงหน้า 7 แล้วก็ไปที่หน้า 10 ศรัทธา 4 นะ ที่จริงอาตมาจะอธิบายทรัพย์ก่อน แล้วถึงจะอธิบายไปเป็นขั้นๆๆๆๆ ใครมีหนังสือนี้อ่าน อ่านตามไปพลางๆได้ อ่านก่อนได้ อ่านนำได้ แล้วอาตมาจะพูดถึงไปบ้างในตอนอธิบาย แล้วจะค่อยๆไล่ไป ศรัทธา 4 1.กัมมสัทธา คือ เชื่อกรรม 2.วิปากศรัทธา เชื่อวิบาก 3.กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน 4.ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตถาคตโพธิสัทธานั้น ตรงนี้ วงเล็บเติมไว้อีกว่า ข้อ 4 นี้มีไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 23 ข้อ 4 อีก ในนี้ก็จำไม่ได้ว่า ได้ลอกมาด้วยหรือเปล่า แต่ไม่มีปัญหาหรอก เพราะว่า เชื่อในพระพุทธเจ้า เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มันก็เหมือนกับ อันแรก ที่เราได้อ่านแล้ว ศรัทธาคือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้เหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ คำว่าแม้เพราะ เหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคนั้น เป็นพระอรหันต์นั้นน่ะ เราฟังภาษาก็เผินๆ ความจริงน่ะ เพราะเหตุนี้ๆ คือเช่นว่า พระพุทธเจ้านั้น หมดกิเลสจริงๆ นี่แหละท่านถึงเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ที่ไม่มีความโกรธ ความโลภ ความหลงจริงๆเลย นั่นแหละเพราะเหตุอย่างนั้นแหละ พระพุทธเจ้าจึงได้เป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุที่เป็นผู้ที่ขยันหมั่นเพียร มีพระปัญญาธิคุณเลิศยอด มีพระเมตตา เป็นพระกรุณาธิคุณสูงส่ง นั่นแหละเพราะอย่างนั้นแหละ ถึงเป็นพระอรหันต์ ยิ่งเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว มีทศพลญาณ นั่นแหละ เพราะเหตุที่ท่านมีทศพลญาณ นั่นแหละท่านถึงได้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะมีเวสารัชญาณ นั่นแหละท่านถึงได้เป็นพระพุทธเจ้าเพราะเหตุที่ท่านมีเวสารัชญาณฝึกฝนตนเอง จึงมีอย่างนั้น มีพระญาณมากมายก่ายกอง มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานาประกอบ นั่นแหละท่านถึงได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเป็นพระอรหันต์ธรรมดาก็ตาม เพราะเหตุท่านเป็นคนหมดกิเลส เพราะเหตุท่านเป็นคนหมดเกียจ หมดคร้าน หมดความท้อแท้ หมดอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ขยายความเพราะเหตุอย่างนั้นแหละ ท่านทำอย่างนั้นได้จริงๆ เป็นจริงๆ ท่านถึงเป็นผู้ที่ชื่อว่า อรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ท่านตรัสรู้นี่ ไม่มีใครสอน ถึงคราวที่ไม่มีใครสอนตั้งแต่เป็นปัจเจก ก็เริ่มต้นไม่ต้องมีใครสอนได้แล้ว จนกว่าจะสูงขึ้นไปเป็นปัจเจกพุทธ สูงจนกระทั่งไม่มีใครสอนได้อย่างยิ่งขึ้นไป เรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดมาอีกแต่ละชาติๆ ก็ยิ่งห่างจากคนอื่นจะสอนไปเรื่อยๆ แต่ก็มีสิ่งสืบต่อ เพราะว่าโดยหลักการของพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีอะไรโผล่ขึ้นมาเอง ไม่มีอะไรเกิดเอง ทุกอย่างมีมาแต่เหตุ เพราะฉะนั้น ท่านจะได้อันนี้มา ก็มีเหตุที่มา ท่านเคยเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆๆๆ หลายพระพุทธเจ้า อาตมาไม่เคยเจอหรอกนะ แต่พวกเราเจอท่านสมณะลักขโณนี่เคยบอกกับอาตมาว่า อ่านในตำราของมหายาน เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง กว่าจะแค่อธิษฐานจิตเป็นพระโพธิสัตว์ จะต้องได้พบพระพุทธเจ้ามาแล้วถึง 5 แสนรูป พบพระพุทธเจ้ามาแล้ว 5 แสนรูป แค่อธิษฐานจิตเป็นพระโพธิสัตว์ นั่นแหละ คิดดูซิ แล้วพวกเราจะได้เป็นพระโพธิสัตว์นี่ มันจะยังไงล่ะ ไปถึง 5 หมื่นหรือยังล่ะ อ๋อ! ครบ 5 แสนเหรอ ต้องเปล่งวาจาว่า จะเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว ต้องพบมาเท่านั้นเท่านี้ รวมกันแล้วต้องพบพระพุทธเจ้าถึง 5 แสนพระองค์ อย่างนี้ เป็นต้น มันต้องผ่าน ต้องพบ ต้องมีอะไรต่อเนื่องกันมาแต่เหตุ แม้เราบอกว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าผู้ตรัสรู้เอง หรือปัจเจกพุทธนี่ คือผู้ตรัสรู้เองแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีที่มา ถ้าไม่มีที่มาก็ขัดแย้งกับคำสอนว่า ทุกอย่างมาแต่เหตุ มีที่มา ถ้าเราเชื่อว่าทุกอย่างต่อเนื่องชาติที่แล้ว ชาติที่โน้นเท่านั้นเท่านี้ แล้วก็มีเหตุปัจจัยอั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน