341116 เพิ่มบารมีด้วยอิทธิบาท โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

341116 เพิ่มบารมีด้วยอิทธิบาท โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์

เพิ่มบารมีด้วยอิทธิบาท เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2534 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

เจริญธรรม พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย วันนี้ อาตมาก็ยังจะขอย้ำ หรือว่าขอเติม แม้ในพวกเราชาวที่จากข้างนอก จะมาฟังธรรมก็ตาม จะขอเติมขอย้ำในเรื่องของบารมี ที่เราจะ...เพิ่มบารมี คือ บารมี 10 ทัศ...ในช่วงกลางน่ะ ใน ช่วงกลางคือ วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน ซึ่งเราจะต้องเติมทั้งปริยัติ แล้วก็จะต้องเติมทั้งปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลซ้อนเชิง ให้เกิดผลซ้อน ทานเราก็จะได้สูงขึ้น ศีลก็จะได้สูงขึ้น เนกขัมมะก็จะได้สูงขึ้น ปัญญาก็จะได้สูงขึ้น และพร้อมกันนั้น เมตตา อุเบกขาของเราก็จะเป็นผลจริง...จะเป็นผลจริง มีเมตตาจริง มีอุเบกขาได้จริง เป็นปรมัตถสัจจะที่จะเกิดจริงเป็นจริงในมนุษยชาติ เพราะว่าเราจะต้องมี...สภาวะ หรือ...มีความรู้ ในเรื่องที่จะต้องพยายามทั้งรู้แล้วปฏิบัติได้ถูกต้อง..รอบถ้วน สมส่วนลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยๆนะ โดยภาษา เราก็ท่องน่ะ เร่งวิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน จะเกิดญาณของจริง จะเกิดญาณของจริงนะ ยิ่งสละแม้พระนิพพาน บางคนเติมคำว่า แม้...ยิ่งสละพระนิพพาน สละได้แม้พระนิพพาน เราไม่สำคัญมั่นหมายในพระนิพพาน เราเป็นที่สุดแห่งที่สุดจนถึงขั้นนั้น เพราะฉะนั้น ในผลที่จะเกิดต่อตามเข้าไป แล้วก็จะเป็นเหตุ จากผลเข้าไปเป็นเหตุ เหตุก็จะมาเสริมให้สร้างผลที่ลึกซึ้งซับซ้อนละเอียดลออขึ้นไปอีก เรารู้อยู่แล้วว่าการเพียร การพยายาม อุตสาหะวิริยะ มีอาการอย่างไร เราก็รู้ ก็เข้าใจรู้... ทีนี้ เราในชีวิต ในอิริยาบถ ในขณะทุกขณะ ที่เราเป็นอยู่นี่ เราได้เป็นไหมล่ะ เราได้มีตัววิริยะ หรือมีตัวที่พากเพียรอุตสาหะ หรือว่ามันชักเฉื่อย...มันเฉื่อย มันเนือย ...มันขี้เ

อ่านต่อ

กียจ มันระอา คือมันตรงกันข้ามกันกับวิริยะ ถ้าจะบอกว่าวิริยะแล้วนะ บทบาทเต็มของวิริยะนี่ คือ อิทธิบาท 4 บทบาทเต็มของวิริยะนี่คือ อิทธิบาท 4 ซึ่งมีตัววิริยะอยู่ในอิทธิบาท 4 นี้ด้วยนะ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา บทบาทเต็ม พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ...เครื่องแสดงของสมณะนี่นะ สมณะผู้มีชีวิต หรือสมณะผู้มีอายุ เครื่องแสดงความเป็นสมณะ ของพระพุทธศาสนา คืออะไร คือความเพียร ท่านแปลว่า อายูหะ ภาษาบาลีใช้คำว่าอายูหะ ทับศัพท์คำว่าอายูหะ อายูหะนี่ก็คือ จริงๆก็ฟังภาษาก็รู้แล้ว อายุ อายุ อายุ อายุ อายุหะ เหมือนอายูหะ คือผู้มีอายุอยู่ ผู้ยังไม่ตาย ตัวความไม่ตายของคนนี่ คืออะไรที่เรียกว่าสมณะ ความยังไม่ตายของคนนี่ อะไรที่เรียกว่าลักษณะ คุณลักษณะของสมณะ คือ ความเพียร แล้วท่านก็ขยายความเพียรนี้ว่า อิทธิบาท 4 คืออิทธิบาท 4 นั่นเอง เป็นตัวแสดง เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า ผู้เป็นผู้สงบ สมณะหมายความว่าผู้สงบ สมณะก็คือ สาวกสังโฆ ของพระพุทธเจ้า มีสมณะที่ 1 สมณะที่ 2 สมณะที่ 3 สมณะที่ 4 คือ พระโสดา พระสกิทา พระอนาคา พระอรหันต์เป็นสมณะ เพราะฉะนั้น สมณะที่ 1 พระโสดาบัน ก็จะต้องมีคุณลักษณะของอิทธิบาทนี่เป็นเครื่องแสดง แสดงว่าคนยังมีอายุ คนนี้ยังไม่ตาย คนยังมีชีวิต มีอะไรเป็นเครื่องแสดงอยู่ ไม่ใช่อยู่นิ่งๆเฉื่อยๆ ...เป็นคนมะลื่อทื่อ ไม่มีบทบาท ไม่มีความขยันหมั่นเพียร หรือไม่มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา นั่นเอง...น่ะ ไม่มีตัวความยินดีในการงาน ความพากเพียรในการงาน การเอาใจใส่ในการงาน...แล้วก็ความพิจารณาปรับปรุงแก้ไขอยู่ในการงานทั้งหลาย แม้ว่ามี...แม้ว่ามีมันก็แสดงนะ มีน่ะ คนเรามีการงานน่ะนะ แต่มันก็ทำไปอย่างเนือยๆ อย่างเสียไม่ได้วันๆคืนๆก็ทำไป มันเห็นเลยว่า ไอ้คนนี้ มันไม่มีฉันทะเลย มันไม่มีความยินดี มันไม่มีความเต็มใจ ไม่มีความพอใจ ไม่มีกะจิตกะใจจะทำ มันทำไปซังกะตายอย่างนั้นล่ะ ก็แสดงว่าไอ้นี่ มันไม่ใช่สมณะหรอกไอ้นี่... เป็นอะไรล่ะ เป็นปุถุชนที่ขี้เกียจ ไม่ใช่สมณะ ถ้าเราเข้าใจแล้วคำว่า สมณะ นั้นหมายถึงอริยสงฆ์ หรือหมายถึงอริยบุคคล สมณะที่ 1 สมณะที่ 2 สมณะที่ 3 สมณะที่ 4 เรียกโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ เป็นฆราวาสก็เป็นพระโสดาได้ นี่เราต้องพูดถึงความหมายกันนะ พูดถึงคุณ-ลักษณะที่แท้ ไม่ใช่พูดแต่แค่ภาษาบัญญัติ หรือแค่เปลือกๆว่า สมณะก็คือ ผู้บวช ผู้ผ่านพิธีการบวชเท่านั้น ถ้าอย่างนั้นแล้ว พวกคุณมาฟังธรรม คุณก็ฟังไปเปล่าน่ะซี จะได้ไปมีประโยชน์อะไรเล่า จะต้องมาบวช ถึงจะพัฒนามาเป็นสภาพนี้...เราไม่ถือเอาเท่านั้น เราก็ถือว่าแม้จะเป็นฆราวาส ก็มีคุณลักษณะของพระโสดา พระสกิทา พระอนาคา ซึ่งก็มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า เป็นให้ได้ เป็นสมณะที่จริงให้ได้ พอเป็นสมณะที่จริง ก็มีคุณลักษณะพวกนี้ที่จริงนั่นเอง บอกแล้วว่า คุณลักษณะสมณะคือ ความเพียร ความเพียรนี่ เป็นยาดำจริงๆนะ เป็นยาดำซ้อนอยู่บทคำสอนของพระพุทธเจ้า อยู่ในสูตรมากสูตร... อันที่จะพัฒนาตนเอง ...วิริยะนี่เป็นตัวยาดำ เป็นตัวฤทธิ์แรงอย่างสำคัญ ถ้าไม่มีความเพียร ไม่มีวิริยะ อุตสาหะนี่หมดท่าเลยจริงๆ เพราะฉะนั้น คุณลักษณะธรรมะ ที่มีอานิสงส์ในการ พาเจริญ จึงมีอิทธิบาทนี่เป็นตัวสำคัญมาก วิริยะ เสร็จแล้ว เวลาเราไปทำอะไรต่ออะไร ก็แล้วแต่ เราวิริยะในอะไรก็แล้วแต่ ที่มันยังไม่ประสบผลสำเร็จ ยังไม่ได้ ยังไม่เป็น ยังไม่ชำนาญ ยังไม่เป็นอัตโนมัติ เรายังทำไม่ถึงขั้น เป็นอัตโนมัตินั่นแหละ ที่สุดแห่งที่สุด มันก็จะต้องยาก เพียรจะทำอะไรก็ยาก เพียรยาก... แม้แต่จะเพียรหัดกะพริบตา นี่ก็ยากนะ คุณไม่เชื่อ... หัดกะพริบตาไม่เชื่อ ถ้าคุณเองน่ะเกิด... ตาของคุณที่มีประสาทตา หรือว่ามีเซลล์มีกล้ามเนื้ออะไรต่ออะไรมันแย่แล้ว จะต้องมา...ทำกายภาพบำบัด หัด...ต้องกะพริบตา แล้วต้องขึ้นต้องลงอะไรนี่ ไม่เล่นนะ ไม่ใช่เล่นนะ อยู่ดีๆ... คุณหัดกะพริบตา หัดอะไรตานี่ คุณจะทำธรรมดานี่ ก็ไม่ใช่เรื่องเล่น นอกจากสิ่งที่เป็นอัตโนมัติแล้ว...จะกะพริบตาแบบใดล่ะ อาตมานี่ รับปากกับหมอหลายทีแล้ว ให้อาตมานี่ หัดกะพริบตานะ อาตมาก็รับปาก อาตมาทุกวันนี้ ยังทำไม่ได้ ให้กะพริบตา กะพริบตามั่งจะได้มีน้ำตานี่มา...มาหล่อเลี้ยง หรือมาเลี้ยง มาไอ้นั่นบ้าง ไม่งั้น อาตมาก็บอกอาตมานี่ ไม่ค่อยเป็นคนกะพริบตาหรอก หรือยิ่งทำงานนี่ โอย แล้วเลย 4 ชั่วโมง 5 ชั่วโมง 8 ชั่วโมง ก็อยู่อย่างนั้นล่ะ ไม่ได้กะพริบตา ไม่ได้กะพริบตา หัดป่านนี้ ยังหัดไม่ได้ค่อยได้เลย...ไม่ค่อยกะพริบตา นี่เป็นเรื่องจริงน่ะ จะหัดอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามันยังไม่เป็นนี่ยากทั้งนั้น ต้องอาศัยความเพียรและต้องอาศัยความอดทน เพราะฉะนั้น ความเพียรจึงต่อเนื่องด้วยขันติ ความเพียรนี่ ต้องต่อเนื่องด้วยขันติ ต้องต่อเนื่องด้วยความอดทน ถ้าคุณไม่มีตัวลักษณะอดทน อดทนเป็นอย่างไร คุณฟังเอาก็แล้วกัน ก็คงไม่มีใครโง่จนกระทั่งไม่รู้ว่าอดทนคืออะไร ... อดทนนั้น คือกลัดอก กลัดใจ เข้าสู้ ตัดอกตัดใจเข้าพยายามเอาให้ได้ อดทน มันจะเหนื่อย มันจะหนัก มันจะยาก มันจะลำบาก มันจะทุกข์ร้อน มันจะทรมานอย่างไร ก็แล้วแต่ ถ้าเผื่อว่า เราเองเราสามารถทนได้ ไม่กลายไปเป็นความเสียหาย ทนได้ไม่กลายเป็นความเสียหายจริงๆ ทนแล้วมันเจริญ ทนแล้วมันได้ผล ทนแล้วมันดี ไม่ใช่ทนแล้ว อ้าว...กลายเป็นเสื่อม กลายเป็นเสีย ทนแล้วมันดีจริงๆ ทนได้ ทนแล้วมันก็ยังเจริญ ทนแล้วมันเจริญ คุณก็พยายามเอาก็แล้วกัน กลัดอก กลัดใจ กัดฟันทน ในเนื้อหาของความอดทนเองนี่ มันก็มีคุณลักษณะของมันในตัวของมัน แล้วก็เป็นคุณภาพ เป็นประสิทธิภาพ ที่คนผู้ฝึกแล้วจึงจะเกิดบารมีที่เป็นขันติบารมี ถ้าไม่หัด ไม่ฝึกเลย เข้าใจเกิดไม่ได้หรอก เกิดไม่ได้ หัดเข้าไปก็ชำนาญ หัดเข้าไปก็เป็น หัดเข้าไปก็เกิดคุณค่าอันนั้นจริงจัง เป็นคนมีความอดทนสูง เป็นความมีอดทนได้มาก มันจะเป็นเพราะคุณฝึกอบรม อยู่ดีๆ คุณก็เข้าใจอดทน เหยาะๆแหยะๆ หัดอดบ้าง ทนบ้าง นิดๆหน่อยๆ จ้างมันก็ไม่เกิดประสิทธิภาพ จ้างมันก็ไม่เกิดคุณภาพ จะเป็นคนอดทนเก่งไม่... เป็นคนเหยาะแหยะ เป็นคนอ่อนแอ คุณรู้ตัวคุณดีๆก็แล้วกัน แต่ละคนๆ ว่า เรานี่อดทนไหม เรียกว่า มันช่างเป็นคนเหลาะแหละ เป็นคนจับจด เป็นคนไม่ค่อยจะ ไม่ค่อยอดทน เป็นคนไม่ค่อยสู้ ใจไม่ค่อยสู้ ก็จะรู้ตัว เพราะฉะนั้น ทำอะไร ถ้าคนที่ไม่มีความอดทนแล้วนะ จะมาทำอะไรที่ยากๆ นั้นน่ะ อย่าหวังเลย แล้วการมาปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะลดละกิเลสนี่ ยากหรือง่าย หา...ง่ายจะตายไป ปัดโธ่...ยากอะไรกัน ง่ายจะตาย การปฏิบัติธรรมลดกิเลสนี่ง่าย ไปเสพกามอยู่ต่างหากยาก หือ...ไปโลภโมโทสันอยู่ต่างหากยาก... คนที่ทำสิ่งที่ทำได้แล้วง่าย แล้วคนที่เลิกสิ่งที่ได้เลิกมาอย่างเด็ดขาดแล้ว จะกลับทำอีก ยาก เพราะฉะนั้น คนโลกุตตระจะกลับไปทำโลกียะ มันยาก คนโลกียะจะมาทำโลกุตตระ มันยากก็จริง...น่ะ เอาล่ะ คุณตอบถูก ในฐานะคุณยืนอยู่ในฝั่งไหนล่ะ อยู่ในฝั่งโลกียะอยู่ ยังไม่เป็นโลกุตตระ คุณก็ตอบว่ายากใช่แล้ว ถ้า...คุณมายืนอยู่ฝั่งโลกุตตระแล้ว คุณก็บอกมาปฏิบัติลดกิเลส ...ง่าย แล้วให้ไปทำโลกียะ ไอ้หย่ายาก จะให้ไปละเลงโลกียะยาก... มันก็ตอบกันคนละฝั่งล่ะนะ ก็ถูก ถูก เข้าใจให้มันถูกสภาพก็แล้วกันว่าคุณอยู่ฝั่งไหน อยู่อย่างไรน่ะ เอาล่ะ ในฐานะพูดแล้วก็ฟังกันเข้าใจละนะ อาตมาก็... ฟังคุณรู้เรื่อง ก็เข้าใจ แต่อาตมาก็พยายามที่จะอธิบายที่จะแย้ง เพื่อที่จะอธิบายให้ฟังนะ ว่ามันก็เป็นอย่างนี้ คุณตอบว่า ยากน่ะ ปฏิบัติละกิเลสยาก แล้วทีนี้ ถ้ามันยาก แล้วคุณไม่อดทน จะทำได้ไหมล่ะ เพราะฉะนั้น อย่าไปเที่ยวได้ทำเป็นเล่นไปนะ... ต้องอดทน ต้องฝึกความอดทน แล้วก็จะต้องทำ มันยาก จะได้ก็เพราะต้องอดทน ต้องเพียร ต้องอดทน เพราะฉะนั้น คุณลักษณะ 2 อย่างนี้ มันจึงไม่ใช่อันเดียวกัน วิริยะก็ไม่ใช่อันเดียวกัน ขันติก็ไม่ใช่อันเดียวกันนะ คนละอัน ต้องสร้างทั้ง 2 ลักษณะ ให้มากพอ อาตมาแปลสัจจะว่าเอาจริง เป็นภาคกิริยา ไม่ใช่ภาคนาม นี่พูดภาษาไวยากรณ์นะ เป็นนามก็คือคำนาม หมายความว่า ลักษณะนาม เป็นนาม ก็หมายความว่า ความจริง หรือของจริง...เป็นนาม แต่ภาคกิริยา สัจจะ ภาคกิริยา ก็คือ...การเอาจริง ความเอาจริง คุณจะเอาจริงไปตั้งแต่กาย วาจา ใจของคุณนั่นแหละ ตั้งแต่ใจของคุณมาหากาย วาจานั่นแหละ เอาจริง สัจจะนี่คือเอาจริง แล้วมันถึงจะเกิดของจริง เกิดความจริง มันถึงจะเกิดสัจจะความจริงขึ้นมาได้ สั่งสมบารมีความจริง คุณก็ต้องมีภาคกิริยา มีภาคปฏิบัติ ถ้าคุณไม่ปฏิบัติจริง วิริยะเอาจริงไหม จริงเอาจริง จึงจะเกิดวิริยะจริงๆ อดทนล่ะ เอาจริงไหม ต้องเอาจริง ต้องพากเพียร อบรม ฝึกฝนจริงๆ เอาจริงๆ อดทนทำยังไง ทำไม่เป็นก็ตายซะ วิธีการอดทน ทำยังไง ก็อดเข้าไป ทนเข้าไปนั่นแหละ ภาษาไทยๆ ไม่รู้จะไปแปลเป็นอะไรอีกแล้ว... ใช่ไหม ก็ต้องอดเข้าไป ต้องทนเข้าไปนั่นแหละ ข้อสำคัญว่าคุณถูกต้องแล้วนะ ว่านี่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ต้องอดต้องทนเอาอันนี้ให้ได้ แล้วมันมีผลดีจริงๆ อดเท่าไหร่ก็ได้ผลเท่านั้น ทนเท่าไหร่ ก็ได้ผลเพิ่มขึ้นทุกที ก็ต้องอดเข้าไป ทนเข้าไป แปลเป็นภาษาไทย มันก็ชัดแล้วขันติ อดทน ทั้งอดทั้งทนนั่นแหละสู้เอา ต้องเอาจริงๆให้มีพหุลีกัมมัง ให้เกิดการกระทำมาก ทำให้มากพหุลีกัมมัง เมื่อรู้แล้ว เมื่อชัดแล้ว เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็เหลือแต่ต้องทำให้มาก พหุลีกัมมัง ต้องทำให้มากซ้ำๆซากๆ ซ้ำๆซากๆ ซ้ำๆซากๆ แล้วซ้ำซากอย่างมีสติมีปัญญาด้วยนะ ไม่ใช่ซ้ำซาก... แต่ถึงแม้ว่าทำอย่างฤๅษีนะ ทำอย่างสายสมถะ ไม่ค่อยมีวิญญาณ..ของอภัย ไม่ค่อยมีญาณ ไม่ค่อยมีปัญญา เข้าไปประกอบร่วมเท่าไหร่นะ มันก็ยังเกิดความเป็นเกิดความชำนาญ เกิดความเป็นขึ้นมาได้ แต่ถ้ายิ่งมีปัญญา มีญาณ เข้าไปรับรู้ถึงเหลี่ยม ถึงมุม มันจะเร็ว มันจะถูกต้อง มันจะปรับตัวได้อย่างดี เร็วไว แล้วก็ดี ดีวิเศษเข้าไป เพราะมันมีวิจารณญาณ มีตัววิมังสา มีตัวพิจารณา มีตัวตรวจสอบเลือกเฟ้นปรับอยู่ตลอดเวลา มันก็จะดีน่ะ มันก็จะดี เพราะฉะนั้น เวลาเรามีอธิษฐาน มีความตั้งใจ มีสติ มีอธิษฐาน มีความระลึกรู้ตัว แล้วก็พยายามตั้งใจนี่ มันจะล้มอยู่เรื่อยละนะ ใจมันจะเผลอ มันจะเผลอล้มไม่เป็น...ไอ้ความเคยๆ เคยตัวเป็นโลกียะ ถ้าผู้ใดปฏิบัติยังไม่เข้ากระแสทางธรรมนี่นะ อู๊ว์..ยากที่จะรู้สึกตัว ที่จะรู้สึกว่าเราเป็นนักปฏิบัติธรรม...ที่จะมีสติสัมโพชฌงค์ มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยะสัมโพชฌงค์ จะมีสติ แล้วก็วิจัย วิจัยไปในตัวนะ อธิษฐาน ก็...ต้องมีอธิษฐานตั้งจิต ตั้งใจแล้ว ถ้าตั้งสติที่เป็นสติสัมโพชฌงค์ บอกแล้วว่า มันจะมีธรรมวิจัย มันจะมีวิริยะซ้อนอยู่ในตัว มันจะพยายามเลือกเฟ้น มันจะพยายามกำหนด พยายามเลือกเฟ้น พยายามกำหนดให้แก่ตัวเอง เพราะฉะนั้นเลือกเฟ้น ก็ต้องเลือกในตัวเลยว่า นี่กรรมกิริยา อาการ อารมณ์ ทุกอย่างกายก็ดี กรรมกิริยาทางกาย กรรมกิริยาทางวาจา อารมณ์หรือกรรมกิริยาทางจิต เราจะเลือกเฟ้น มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ แล้วก็พยายามเลือกเฟ้น พอเลือกเฟ้นแล้ว จึงกำหนด พอเลือกเฟ้นแล้วก็กำหนดลงไป นั่นคือ การตั้งใจ มันจะเป็นตัวเฟืองที่ซ้อนอยู่ในที่อาตมาอธิบายนี่ นั่นมีสติรู้ตัวแล้วก็ตั้งใจ ตั้ง มันก็จะตรวจสอบไวนะ ตรวจสอบอะไร ตรวจสอบกาย กายกรรม ตรวจสอบอะไร ตรวจสอบวจีกรรม ตรวจสอบอะไร ตรวจสอบมโนกรรม แล้วไอ้กาย วาจา ใจที่เรากำลังตรวจสอบ ที่เรากำลังมีอิริยาบถอยู่ขณะนี้ มันถูกต้องไหม มันเป็นไปโดยสัมมาไหม สมกับที่เราตั้งกรรมฐาน ตั้งศีล ตั้งตบะให้แก่ตนเองว่า เอาขนาดนี้แหละ เราทำอันนี้นี่ ได้ตามที่เราตั้งใจ หรือตั้งกำหนดอะไรต่ออะไรให้แก่ตนเองอยู่หรือไม่ ถ้ามันตรง เราก็เพียรทำต่อไป วิริยะต่อไป ขันติ วิริยะต่อไป อดทนต่อไป วิริยะต่อไป อดทนต่อไป เอาจริงเข้าไป เอาจริงเข้าไป เอาจริงเข้าไป เอาจริงเข้าไป เอาจริงเข้าไป ไม่ได้ดีให้มันรู้กันซินะ คำตรัส คำสอน หลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้านี่ เป็นเรื่องจริง จริงๆ ขอให้เราเข้าใจให้ถูกต้องละเอียดลออ แล้วเราก็ขอให้ปฏิบัติจริง จริงเถอะน่ะ ไม่เจริญ ไม่ได้หรอก ถ้าปฏิบัติจริงๆ ด้วยวิริยะ ด้วยอุตสาหะ ด้วยอดทน เอาจริง สัจจะจริงๆ แล้วก็มีตัวอธิษฐานี่ อย่าเผลอ อธิษฐานจะต้องมีตัวสติเป็นตัวปากทาง ตั้งใจรู้ตัวทั่วพร้อมแล้วตั้ง ใจต้องตั้งไว้เสมอน่ะ ...เหมือนอาตมาเคยอธิบายตัวหนึ่งก็คือ อัตตสัมมาปณิธิ อัตตสัมมาปณิธิ ท่านแปลเป็นภาษาง่ายๆ ว่าตั้งตนไว้ชอบ อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ เมื่อผู้ใดตั้งตนไว้ชอบ ต่อจากอัตตสัมมาปณิธิแล้ว อะไรอันนี้มันอยู่ในวุฒิธรรม หรืออยู่ในจักร 4 หรือวุฒิ 4 อัตตสัมมาปณิธิ ไอ้เราสับสนทุกที ท่านเมืองฟ้า ไม่อยู่หรือหา...ต่อจากอัตตสัมมาปณิธิ ปุพเพกต-ปุญญตา หรือ...อาตมาสับสน มันเอ๊ะ อัตตสัมมาปณิธิ แล้วมันต่อด้วย ธัมมานุ-ธรรมปฏิปัตติ หรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นก็ธัมมานุธรรมปฏิปัตติ ...ก็ไปอยู่ติดกับ...หา...ไปอยู่ตามอะไรเดี๋ยว...ตามโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการ ธัมมานุธรรม-ปฏิปัตติ อาตมาสับจักร 4 กับวุฒิ 4 นี่ทุกที เพราะฉะนั้น อันนี้พอมีอัตตสัมมาปณิธิ แล้วก็จะเกิดปุพเพกตปุญญตา ก็คือเกิดบุญแท้ๆ เมื่อตั้งตนไว้ชอบ เมื่อตั้งอย่างที่อาตมาว่า อย่างอธิษฐานนี่เราตั้งใจ แล้วก็ตั้งตนไว้ชอบ ก็คือ รวมหมดเลย กาย วาจา ใจ คุณตั้งใจอย่างที่อธิษฐาน อธิษฐานไว้นี่ พอตั้งใจแล้ว คุณก็ปฏิบัติประพฤติให้เกิดวิริยะ ขันติ สัจจะ แล้วปฏิบัติจริงๆ ด้วยอิทธิบาท อย่างที่ว่านี่จริงๆ แล้ว มันก็จะเกิดผล เป็นปุพเพกตปุญญตา เกิดผลสั่งสมลงเป็นบุญ บุญที่ทำแล้ว บุญที่ทำแล้ว ปุพเพกะตะ หรือ บุญเก่านี่แหละ บุญที่ทำแล้ว บุญสั่งสม สั่งสมๆๆๆ สั่งสมไปเรื่อยๆ จริงๆ คุณมีไว้เมื่อใด มันก็เป็นทรัพย์ มันก็เป็นสมบัติ มันก็เป็นของจริงของคุณ เป็นสัจจะ สัจจะของคุณที่ได้ ที่เป็น ที่มี สั่งสมเป็นอริยทรัพย์ เป็นทรัพย์ที่สั่งสม เป็นอริยทรัพย์ เป็นทรัพย์แท้ ที่คุณสั่งสมไว้ที่ตน คุณจะสั่งสมกายกรรมอย่างใด คุณจะสั่งสมวจีกรรมอย่างใด ซักซ้อมอบรมฝึกฝนอย่างใด โดยเฉพาะจิตวิญญาณ คุณจะทำความรู้สึกใจในใจ มันไม่เมตตา ทำความรู้สึกเมตตา อาการเมตตาเป็นอย่างไร อาการมีน้ำใจ อาการเกื้อกูล มันเป็นยังไง ทำมันเข้าไป คุณเข้าใจว่า การทำให้ใจในใจมนสิการ การทำให้ใจในใจ ...ทำยังงี้ อาการอารมณ์ให้มันอย่างนี้ล่ะ ถ้าเราใจของเราขี้โกรธ ใจของเรากระด้าง ใจของเราเป็นโทสะ สายแข็งกระด้าง ทำยังไง ทำให้มันอ่อนโยน ทำยังไงให้มันไม่แข็ง ให้มันไม่กระด้าง ให้มันไม่ดูรุนแรง โหดเหี้ยม ดูไม่ใช่สายที่ทำลาย ไม่ใช่สายที่ไม่เข้าท่า ทำอย่างไร อาการให้มันเปลี่ยนแปลงอาการ มาเป็นอาการดังที่ต้องการ คุณเข้าใจแล้ว คุณก็ทำเอา อาตมาพูด มีแต่ภาษานะ อาตมาพูดนี่ มีแต่ภาษา คุณก็จะต้องเข้าใจของคุณเอง ใจของคุณ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ตั้งแต่ปลายเส้นผมไป จนกระทั่งยันเท้า อยู่ในตัวของคุณนี่แหละ แท่งทดลอง... ไอ้ Test tube แท่งนี้ของคุณนี่ มันมีใจของคุณอยู่ในนี้ ในแท่งนี้แหละ แล้วคุณก็รู้สึกเอาว่ามันอาการยังไง ใน...ในใจคุณ คุณต้องทำ ต้องกำหนด แล้วต้องปรับ ต้องให้มันเป็นให้มันเป็น มันยังไม่เป็น ก็ต้องให้มันเป็น เป็นอย่างนี้ละ เข้าใจเราเข้าใจวา อย่างนี้เป็น อย่างนี้แหละเป็นใจเมตตา อย่างนี้เป็นใจมีน้ำใจ อย่างนี้เป็นใจที่ไม่โกรธ ไม่ขี้โลภ ไม่ขึ้แรงอะไรก็แล้วแต่ ไม่แรงไปด้วยโลภ ไม่แรงไปด้วยโกรธ หรือว่ามันไม่เป็นราคะ เป็นโทสะ เป็นโมหะ อย่างไหน ทำให้มันกลับ ทำให้มันเปลี่ยนมา คุณต้องกำหนด คุณต้องคุมทำ คุมสร้าง คุมผลิตจิตอย่างนั้นน่ะ ปรับมันให้เป็นอย่างนั้นน่ะ คุณต้องทำจริงๆนะ จะอยู่ดีๆ แล้วให้มันเกิดเอง เป็นเอง มันลอยมาจากฟ้า เทวดามาป้อนให้ พระพุทธเจ้าจับมายัดใส่ในตัวของคุณไม่มี ไม่มี ทำได้ก็ทำเอา ฝึกได้ก็ฝึกเอา ของใครก็ของใคร จะเป็นจะได้ จะเป็นจะมีของคุณทั้งนั้น ของคุณเองทำเองทั้งนั้น ...ไม่มีใครมาทำให้ได้... พระพุทธเจ้าก็มี มีแต่เพียงจะอธิบาย มีแต่เพียงแต่บอก... อย่างนี้ อย่างที่อาตมาทำนี่แหละ อย่างที่กำลังทำอยู่นี่ ท่านก็มีแต่จะบอกจะสอน ท่านก็ยืนยันว่า เราเป็นแต่ผู้...ผู้ชี้ทาง เราเป็นแต่เพียงผู้บอก ส่วนใครจะเกิด จะเป็น จะมีนั้นไปทำเอาเอง เข้าใจได้ละเอียดลออ เข้าใจได้ถูกต้อง ซึ่งเป็นนามธรรมนี่ ที่พูดถึงนี่ มันเป็นปรมัตถธรรม มันเป็นนามธรรม คุณเข้าใจได้มาก คุณเข้าใจได้ แล้วก็ไปทำเอาเองได้เท่าไหร่นะ คุณก็จะได้ของคุณเอง ใครเข้าใจได้ดีแล้ว ก็ทำให้ถูกต้องมาก แล้วก็ทำบ่อยๆ ทำซ้ำๆ ทำจนกระทั่งมันเป็นเองเลย ไม่ต้องมานั่งตั้งใจ ไม่ต้องมานั่งกำหนด ไม่ต้องมาอธิษฐานอีกแล้ว มันก็เป็นในตัวของมันเลย เป็นอัตโนมัติเลย...จนกระทั่ง มันไม่ต้องแล้ว มันจบกิจแล้ว คุณก็จะรู้ว่าจบกิจ มันเป็นแล้ว กาย วาจา ใจ ...นอกจากว่า ถ้าตั้งใจแล้วจะเปลี่ยนเสียอีก จะเปลี่ยนให้มันเป็นอย่างอื่น ใจ...จะเปลี่ยนไปเป็น... ถ้ามันไปเป็นตรงกันข้าม เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยงาม โอ๊ย ยากทีนี้ เปลี่ยนกลับมาเปลี่ยนไม่ค่อยดี ไม่ค่อยงาม เปลี่ยนยากเลย ตอนนี้ มันต้องเอาจริงอย่างนั้น ทุกวันนี้ พวกเราก็ได้ศึกษา ได้ปรับปรุง ได้อบรม ได้ฝึกฝนมา อะไรๆ อันนี้มันยังขาดตกบกพร่องอยู่ ก็บอกกัน กำหนดกัน บอกให้ปรับให้ปรุงกัน ถึงแม้อย่างนั้น พวกเราก็ยังมีทุจริตนะ อาตมาเอง อาตมาก็ยัง...แหม มันยากจริงๆนะ มีทุจริตในส่วน แต่มันก็ไม่มากไม่มายหรอก มันมีแซม มีปน ยังมีตัวทุจริตถึงขนาดว่ายังมีขโมย อยู่ในสันติอโศก นี่ก็ยังมีขโมย อาตมาเองก็...เอ๊ คนเก่าหรือคนใหม่ บางทีก็...มันไม่ใช่นะ มันก็มีแต่คนคนเก่าๆ มันไม่มีคนใหม่ ทำไมมันมีอย่างนี้ได้ ไอ้เรียกว่าขโมย หรือว่าอาจจะเป็นไม่ขโมยทีเดียว กลายเป็นสภาพ ญาติโยมน่ะ เป็นการวิสาสะ อะไรอย่างนี้ก็ได้นะ ญาติโยมที่วิสาสะ ถือวิสาสะ แล้วก็หยิบก็จับกันไป อะไรอย่างนี้เป็นต้น เสร็จแล้ว ก็เลยเลยเถิดไป ไม่ได้ตั้งใจจะขโมยหรอก ก็ถือวิสาสะ ก็ไอ้...แหม แค่นี้เอง ไม่ได้หนักหนาอะไร เพราะว่ามันไม่มีของใหญ่ของโตอะไรหรอก พวกเราไม่มีของใหญ่ของโต จะมาขโมย หรอก...มีทองก้อนเท่าหัว มาไว้ให้ขโมย ...ไม่มี...มีแหวนเพชร...มีสร้อยทองคำ อะไรอย่างนี้ ไม่...ไม่ปรากฏหรอก น่ะ ไอ้โน่นหาย ไอ้นี่หาย ไอ้นั่น ยังงั้น ยังงี้ ก็เล็กๆน้อยๆ ...ก็มีกันพอกินพอใช้กัน พออาศัยกันอยู่ในนี้แหละ ไอ้นั่นน่ะ หาย... เครื่องใช้เครื่องสอย เป็นส่วนใหญ่ น่ะ เครื่องใช้ เครื่องสอย ไอ้เงินๆ ทองๆ ก็ไม่ได้มีให้มากให้มายอะไร... มันก็ยังขโาย มันก็ยังหาย ไอ้วิสาสะ ไอ้เงินทอง นี่คงไม่ค่อยถูกล่ะนะ ไหนของหยิบไปเล่นๆ หน่อยซิ เงินนี่ สักพัน 2 พันซิ...พวกเรา ไม่มีเงิน พัน 2 พัน อะไรง่ายๆ แต่คนที่มาใหม่นี่ มาในนี้มีเงินติดตัวมา แล้วหาย ทีนี้ เงินคนใหม่มา แล้วดันผ่ามาหายนี่ เอ๊ แล้วคนใหม่มาเอาหรือว่า คนเก่าเอา อาตมาก็งงๆงงๆอยู่นี่ ...เงินหาย มันก็มีคราวหายนะ แต่มันก็ไม่ได้หายกันบ่อยๆ จนเกินไปหรอก แต่มันก็มีอยู่ แซมอยู่นั่นแหละ มันยังยากเห็นไหมยาก มันไม่ใช่เรื่องไม่รู้ ไม่.. ไม่เข้าใจกันนะ ไอ้เรื่องขโมยนี่ อาตมาว่ามันเรื่องหยาบ แล้วง่าย เอาของเขามาเป็นของเราไม่อนุญาตนี่ หยิบของเขามาเป็นของตนโดย เจ้าของเขาไม่อนุญาต ในฐานะแห่งขโมยที่พระพุทธเจัาท่านพยายาม แล้วก็พวก...เกจิอาจารย์เราเก่าๆ ก็พยายามขยายความให้ฟัง มันไม่ใช่เข้าใจยาก ง่ายๆ แต่ก็ทำกิริยาอย่างนั้น ไปหยิบเอาของเขา อันเขาไม่ได้ให้มาเป็นของตัวนี่ มันก็คือลักษณะแห่งขโมย ยังทำกันได้ อาตมาก็งงๆๆ เอ๊. มันอะไรกันนักกันหนานะ นี่เรียกว่า ทุจริตชัดๆ ทุจริตหยาบๆ นี่ แม้แต่เรื่องขโมย เรื่องโกหก ก็เอาล่ะ ก็ศีล 5 ล่ะนะ ไอ้ขโมยนี่ก็ศีล 5 โกหกก็ศีล 5 ไอ้ขโมยก็ยังมี... ไอ้โกหกก็ยังมีอยู่บ้างอะไรยังงี้... เอาเถอะ โกหกบางที บางเรื่องบางราวก็เล็กๆน้อยๆ อะไรก็ แต่เรื่องใหญ่ๆ โตๆ อย่าไปโกหกเลย เรื่องใหญ่ๆหยาบๆ มันกลับกันนะ เรื่องยิ่งใหญ่ แหม ยิ่งโกหก ต้องโกหก แล้วเรื่องใหญ่ ถ้าไม่โกหก แล้วตายแน่ๆเลย... มันกลับกันเสียอีก พอเล็กๆน้อยๆ ไม่โกหกก็ได้ แน่ะ เรื่องใหญ่ๆ ไม่ได้ ...ไม่โกหกตายแน่ อาตมาว่า... กลับกันนะ ไอ้เรื่องใหญ่ๆ นั่นแหละ ยิ่งกว่าไปโกหกเลย ให้มันตายลองดูเถอะ แล้วจะไปทำมันทำไมล่ะ มันรู้อยู่ เราจะไปทำมันทำไม เราชั่วอันนั้น เพื่อจะต้องมาโกหก เราไปทำมาเพื่อจะต้องมาโกหก ไปทำทำไม ไอ้ชั่วหยาบๆ ใหญ่อย่างนั้นน่ะ แล้วจะต้องมาปิดบัง มาโกหกเขา... นี่มันซ้อนเชิงเห็นไหม มันซ้อนเชิงน่ะ เพราะฉะนั้น อย่าไปทำ ไปชั่วหยาบๆ ใหญ่ๆ นั่นทำมาแล้ว ต้องมานั่งโกหก แล้วยุ่งไปอีก ซ้อนเชิงไปอีก ทำชั่วยังไม่พอ ยังมาโกหกซ้อนอีก ว่าไม่ได้ทำ อย่างนี้ว้า... บาปซ้อน บาปซ้ำ บาปหนัก บาปทับทวีเข้าไปอีก ซวยซวยยับ ซวยเยินเลย แบบนี้ ...ไม่เข้าท่า เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า ท่านถึงได้ตรัสว่า อะไรเล็ก อะไรน้อย ก็หัดไปเถอะ แม้ทุจริตเล็ก ทุจริตน้อย ก็อย่าไปทำสะสม ยิ่งทุจริตใหญ่ แล้ว... พยายามเอาน่ะ พยายามปรับปรุง พยายามเปลี่ยนแปลงเอา เรามาเปลี่ยนสภาพของชีวิตนี่นะ เป็นคนมีศีล 5 ได้จริงๆ นี่ แม้เอาเถอะ ศีล 5 หยาบๆ เราก็ได้แล้ว ศีล 5 กลางๆ ศีล 5 ในลึกซึ้ง เป็นอธิศีล ที่ละเอียด ลึกซึ้ง ก็ค่อยว่ากันไป เพราะว่า มันมีหลายขั้นตอนเหลือเกิน อย่างศีล 5 อาตมาอธิบายหยิบแต่ข้อหลักของศีล 5 มาอธิบาย ขยายไปจนกระทั่งถึงพระอรหันต์ เป็นอรหัตตผลซ้อนๆๆ อย่างที่เคยเขียน อธิบายให้ฟังแล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายดาย มันไม่ใช่เรื่องตื้นเขินเป็นเรื่องลึกซึ้ง แล้วเราทำได้ โดยรูปหยาบ โดยความเป็นอยู่ของเรานี่ ชีวิตพวกเรา... เราไม่ฆ่าสัตว์ เราก็พยายามอยู่จริงๆนะ มีสติสัมปชัญญะ จะทำให้สัตว์ตายโดยเจตนา ก็ไม่มีละ นอกจากจำนนจำเป็น บางคนก็ เอ้า จำเป็น แหม ไอ้อย่างนี้ เอาน่ะ เสียสละ บาปส่วนน้อย เพื่อกุศลส่วนใหญ่น่ะ เพื่อคุณค่าส่วนใหญ่ จำนนจริงๆ มันไม่มีใครแล้ว เราก็... เป็นผู้เสียสละอันยิ่งยอดเลยนะ ...เอ้า ฆ่า หรืออะไรอย่างนี้ มันก็มีครั้งคราว ไม่เช่นนั้น มันก็จะพาให้เสียหายกันใหญ่โต มันก็มีได้บางผู้บางคน ก็ยังเป็นบ้าง ก็เอาเถอะ ที่จริง มันก็จะว่าไปแล้ว มันก็...มันก็พอคุ้มล่ะนะ สำหรับผู้ที่เสียสละอย่างนั้น จริงๆแล้ว มันก็ไม่มีผู้เสีย แล้วปล่อยไป มันก็เสียหายจริงๆอะไร เป็นต้นอย่างนี้ มันก็เป็นไปได้ เป็นสภาพยกไว้ น่ะ ยกไว้ หรือยกเว้น... ที่จำนน เราไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านั้นน่ะ ฆ่าสัตว์ก็ดี ลักทรัพย์ก็ตาม ลักทรัพย์ หยาบๆเหยิบๆ อะไร เราก็ไม่แล้วล่ะน่า ชีวิตนี้รู้แล้ว แล้วเราก็ทำจนกระทั่งเกิดจริงเลยนะ ใจของคุณ คุณจะรู้ตัวคุณเองเลยว่า แหม ถ้าจะให้ไปขโมยตรงๆ นี่ มันเป็นทุจริต การขโมย การลักทรัพย์ การอะไรต่ออะไรพวกนี้ แหม เราไม่เอา... เพราะฉะนั้น ระวังนะ อาตมาอยากจะขอเตือนพวกเราอยู่อย่างหนึ่งเหมือนกัน เรื่องการเงิน การทองนี่นะ การเงิน การทอง นี่ระวัง อย่าให้มันเป็นขโมย อย่าให้มันเป็นภาระ อย่าให้มันเป็นภัย เป็นโทษ... เราจะต้องมีการเกี่ยวข้องกับเรื่องเง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน