340929 น้ำใจของผู้กอบกู้สังคม โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340929 น้ำใจของผู้กอบกู้สังคม โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
น้ำใจของผู้กอบกู้สังคม โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2534 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
เราก็จะต้องสำนึกถึงเรื่องน้ำใจน่ะ สำนึกกันถึงเรื่องน้ำใจนี่ อยากให้พวกเราได้สังวร ฝึกฝนอบรมในเรื่องน้ำใจนี้กันให้มากขึ้น คนพวกเรานี่ มันจะมากขึ้น ถ้าข้างในของเรานี่ ประสานกันไม่ดี มีน้ำใจกันไม่ดี ยังมีระแหงๆ แตกๆ แยกๆ ขัดๆอะไรกันอยู่ หรือแม้แต่เฉย ใครเฉยมันนี่ มันไม่มีน้ำหนักรวมหรอก จิตวิญญาณนี่มันเป็นตัวจริงนะ จิตวิญญาณนี่ ฝึกให้มันซื่อมะลื่อทื่อ มันก็ทื่อเป็นท่อนไม้อยู่อย่างนั้นละ ไม่ร้อนไม่หนาว อย่าลืมว่า ไอ้ไม่ร้อนไม่หนาวแบบนั้นน่ะ ไม่ใช่นิพพานนะ มะลื่อทื่อไม่รู้เรื่องะไร เหมือนคนทึ่ม เหมือนก้อนหินก้อนดินน่ะ อันนั้นไม่ใช่จิตวิญญาณ จิตวิญญาณคือธาตุรู้ ยิ่งรู้ยิ่งแววไว ยิ่งมีอภิญญา ยิ่งมีวิชชา นั่นคือจิตวิญญาณเจริญ เป็นแต่เพียงว่า กิเลสมันไม่มี ต้องชัดเจนตรงนี้ กิเลสไม่มี ไอ้ซื่อบื้อนั่นมันเป็นอัตตา เป็นอัตตาตีแตกยากเลย แล้วซับซ้อนกันมามาก ตีแตกยาก มันจะชินชา...แล้วมันก็ซื่อบื้อ มันโง่ นี่ในอินเดียนี่เยอะ ลัทธิอินเดียนี่ มีแนวโน้มอย่างนี้ทั้งนั้น อินเดียนี่เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจนเลย มันไม่เจริญ ทุกข์ร้อน ยากจน ค่นแค้น ทรมานอยู่อย่างนั้นแหละ ลำบาก เป็นไปด้วยลำบาก ไม่อุดมสมบูรณ์ ไม่อยู่กันอย่างอะไรๆ ก็ได้สัดได้ส่วน เพราะฉะนั้น การจะพัฒนาให้เป็นกลุ่มสังคม เรารู้แล้วว่า จุดบอดของมันก็คือ ความเห็นแก่ตัว ความมีกิเลส โลภ โกรธ หลง นี่แหละเป็นหลัก แล้วมันก็โลภ มันก็เห็นแก่ตัวแล้วมันก็โทสะ ไอ้โทสะนี่ไม่ใช่ตัวเบิกบานนะ แล้วก็ไม่ใช่ตัวประสาน โทสะนี่ คือตัวตัด ตัดคนอื่น ตัดคนนั้น ตัดคนนี้ ตัดใครตัดใครหมด โทสะ
อ่านต่อ
นี่คือตัวตัดน่ะ แล้วแถมไม่ใช่ตัดกิเลสเสียด้วยนะ ไอ้โทสะนี่ ไอ้ตัวตัดก็จริงอยู่ ลักษณะตัดก็จริงอยู่ แต่มันผ่าไม่ใช่ตัดกิเลสเสียอีก โทสะนี่น่ะ ซึ่งมันไม่ได้มีประโยชน์อะไร อาตมาถึงบอกว่า เวลาเรียนรู้นี่ ไอ้ตัวสายโทสมูลนี่ ต้องเรียนรู้ให้ชัดเลย ไม่มีคุณค่าอะไรทั้งสิ้นเลย โทสมูลนี่ แม้แต่ความไม่ชอบใจ ความมะลึ่มทึ่ม เฉย เด๋อ สูง สูงขึ้นไปกว่านั้น ความมะลึ่มทึ่ม หากไม่ชอบใจแล้ว เราก็รู้ชัดอยู่ พอเข้าใจ แม้แต่เฉยเด๋อนี่ก็ไม่เอา ต้องมีความแววไว ต้องมีปฏิภาณ ต้องเป็นธาตุรู้ ที่รู้โลกวิทู พหูสูตเข้าไปโน่นแหละ ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งโยนิโส ยิ่งได้ ถ่องแท้แยบคาย ยิ่งเป็นจิตที่วิเศษ เป็นจิตที่ประเสริฐ เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดในขั้นตื้นๆ จริง ในบทฝึกหัดตื้นๆ บทฝึกหัดแรกๆนั้น เราก็ต้องปล่อยวางประเภทที่เรียกว่าใช้สมถภาวนา คือตัดตัวเองออกมาเสียก่อน ยังไงๆ ก็ตัดตัวเองออกมาก่อน ไม่อย่างนั้น เราไปใกล้เคียง เราไม่มีน้ำหนักเลย เราไม่มีฤทธิ์มีแรงพอจริงๆ มันเข้าไปแล้ว มันก็หมดฤทธิ์หมดแรง ถูกอำนาจของสิ่งเหล่านั้นกลบกลืน เราก็กลายเป็นเหยื่อ เป็นทาส ก็ให้ห่าง เหมือนพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำ พรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำ หรือว่าเราจะต้องห่าง ต้องพรากเสียก่อน เข้าไปเกี่ยวข้อง เราไม่มีฤทธิ์ ไม่มีอำนาจในตัวเองจริงๆ นั่นก็ฐานะหนึ่ง ทีนี้ ฐานะสูงขึ้นไปแล้ว ไม่ใช่ว่า เราจะไม่คลุกคลีเกี่ยวข้อง เรากลับจะต้องไปคลุกคลีเกี่ยวข้อง ลักษณะสภาพพวกนี้ เราเรียกว่า ปฏินิสสัคคะ กลับไป กลับมา สลัดคืนกลับไปกลับมา ย้อนไปย้อนมา ตอนแรกก็ออกก่อน ออก เพราะเราอยู่ร่วมไม่ได้ เราไม่มีฤทธิ์แรง พอมีฤทธิ์แรง มีกำลังวังชา เราก็ไปร่วมอีกทีหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ เพื่อยืนยัน เพื่ออยู่เหนือได้ เป็นโลกุตรจิต อยู่เหนือนี่ก็คือ ไม่เกิดกิเลส สิ่งเหล่านี้ไม่มีฤทธิ์ เรามีฤทธิ์เหนือ ตัวเรานี่มีฤทธิ์เหนือ เหนือกิเลส เหนือเหตุปัจจัยที่จะเป็นกิเลสเหล่านั้น อย่างจริงๆเลย ในหมู่พวกเรานี่ อาตมาย้ำในเรื่องสามัคคี เรื่องน้ำใจ เรื่องข้างใน เรื่องอัตตามานะ ถือดี แล้วก็ไม่อภัยกัน ไม่พยายามที่จะยอมอนุโลมปฏิโลมกัน หรือเล่นลูกดื้อ สมถะ ตัดปล่อยเลย ช่างหัวแก ข้าก็อยู่ของข้า มันก็เข้าภพของตนเป็นอัตตา เข้าภพของตน คือว่าตนเองก็ตัวกูนี่แหละ คนอื่นวางเลย วางคนอื่น วางชนิดซื่อบื้อ วางชนิดไม่มีปัญญา วางชนิดไม่รับรู้ วางชนิดไม่เอาด้วย นั่นเป็นการผลักชนิดหนึ่ง เข้ามาอยู่ในภพ เหมือนกับกำแพงหุ้มตัวเองเลย ลักษณะอย่างนี้ มีลักษณะที่ยังไม่หมด ไม่ใช่ว่า ครองความบริสุทธิ์ มันยังเป็นอัตตาชนิดหนึ่งน่ะ ศึกษาดีๆน่ะ เราศึกษาดีๆ เพราะฉะนั้น จะต้องฝึกออก ฝึกฝนอบรม มันไม่ ...เรารู้นี่นะ กิริยา กาย วาจา นี่มัน เราก็พอรู้อยู่ว่า เออ จะสัมพันธ์ จะยอมตน ฝืนอัตตา มันไม่ชอบหรอกอย่างนี้ เราเองมันมีลักษณะ ไม่ใช่เป็นคนประจี๋ประจ๋ออยู่แล้ว เป็นแต่เพียงเวลาเราโน้มน้อมสัมพันธ์นี่ มันไม่ดูน่าเกลียดหรอก มันไม่ดูเกินหรอก มันไม่ดูแหม ปะลิ้มประเลาะ ทำเป็นกะลิ้มกะเหลี่ย ประจบประแจง มันไม่ถึงหรอก ยังไงมันก็ไม่ถึงขั้นนั้นได้ง่ายๆหรอก เพราะเราไม่มีนิสัยที่จะไปทำ เรากับพวกเรานี่ ไม่มีนิสัยแบบนั้นอยู่แล้ว ทางโลกเขาประจี๋ประจ๋อ ฉอเลาะอะไรกัน ประจบประแจง ดูแล้วน่าเกลียด ทางโลกเขา ใช่ เขาหวังอะไรตอบแทน ของเราไม่ได้หวังอะไรตอบแทน ขี้มักจะมานะอัตตา ไม่ค่อยง้อ เพราะฉะนั้น ลักษณะจะไปง้อนี่แหละ เป็นการตีกลับ เป็นปฏินิสสัคคะอีกชนิดหนึ่ง เราจะต้องอ่อนน้อมถ่อมตน อปจายนมัย เข้าไปง้อนี่แหละ คืออ่อน น้อมถ่อมตน เข้าไปง้อ แต่ก็ไม่ถึงขนาดง้อแบบโลกๆเขา ใช่ไหม ไม่ถึงขนาดนั้น เข้าไปง้อ ก็คือเข้าไปยอม อ่อนน้อมถ่อมตนลงไป เข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปคลุกคลี เข้าไปประสาน เข้าไปทำอย่างไรเราจะสมานสามัคคีกันได้ เป็นสมานัตตตา จะทำอย่างไร เป็นสมานัตตตา ประสานสามัคคีกันได้ เราต้องเข้าไปทำจริงๆ ฝึกจริงๆ มันไม่ใช่คำบอก บอกกันไม่ได้หรอก อาตมาไม่สามารถบอกได้ จริตของแต่ละคน แต่ละคน มีจริตต่างๆ ที่ละเอียดลออ เราบอกว่าจริตมี 6จริต ก็เป็นแต่เพียงภาษาหลักๆ น่ะ จริตโลภจริต โทสจริต โมหจริตอะไรต่างๆนานา พวกนี้มันก็เป็นแต่เพียงภาษานะ ความจริงมันมีรายละเอียดที่ต่างกัน แต่ละคนๆไม่ใช่มีแต่จริตเดียวเมื่อไหร่ มีแต่จริตโลภะ มีแต่จริตโทสะ ก็เปล่า มันมีมากมายผสมผเสอยู่ อันนั้นมั่ง อันนี้มั่ง รวมๆกันอยู่ เสร็จแล้วมันก็ออกลีลา กว่าจะเข้ากันได้ กว่าจะประสานกันได้ กว่าจะลงตัวได้ มันไม่ใช่ง่ายๆน่ะ ฉะนั้น ยิ่งไม่เอาถ่านเลย ยิ่งไม่ฝึกไม่ปรือ ไม่ลองดูกัน ทำยังไงเราจะสัมพันธ์กันได้ยังไง มันไม่อยากจะพูด ก็ลองพูดกันบ้าง คุยกันมั่ง มันไม่อยากจะเข้าใกล้ ก็เข้าใกล้กันดูบ้าง มันไม่เกื้อกูล ก็ลองเกื้อกูลกันบ้าง เราเกื้อกูลมากไป คนนี้จะหมั่นไส้ไหม เกื้อกูลน้อยไป คนนี้จะรู้สึกไม่พอไหม อะไรต่างๆ ก็ลองดู ฝึกไป แล้วมันก็จะรู้ว่า อ๋อ คนนี้เราทำขนาดนี้นะ ต้องทำลีลาอย่างนี้ คนนี้ทำขนาดนี้ มันจึงจะเข้ากัน สมานัตตตา จึงจะสมานอัตตา หรือการเสมอสมานกันได้อย่างดีเลย จะให้อะไรเท่ากันทั้งหมด อาตมาก็เคยพูดมามากมายแล้วว่า มันไม่มีหรอก จะให้มันเท่ากันทั้งหมด มันไม่มีน่ะ ยังไงๆ มันก็ต้องมีส่วนที่ต่างกันอยู่อย่างนั้นแหละ ยิ่งจิตวิญญาณ ยิ่งละเอียดกว่ารูปร่างด้วยซ้ำไป แต่ว่าเราพยายามที่จะให้มันสมานกันได้ โดยความพยายาม โดยความตั้งอกตั้งใจ เจตนา เพราะฉะนั้น การสมานได้ดีเท่าไหร่ การสมานกันขึ้นเป็นสมานัตตตาได้ดีเท่าใดๆ ก็เป็นการประสบผลสำเร็จของความเจริญแห่งชีวิต จริงๆน่ะ เราจะมีกำลัง สามัคคีนี่เป็นกำลังจริงๆ จะเป็นกำลัง เป็นกำลังทั้งการสร้างสรร ทั้งเป็นกำลังที่จะอยู่กันอย่างเหนียวแน่น อยู่กันอย่างใครตีไม่แตก เหมือนอย่างพระ- พุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ในอปริหานิยธรรมว่า อย่างพวกอะไรนะ วัชชีบุตร วัชชีเหรอ ลิจฉวี พระเจ้าลิจฉวี ไม่ใช่เจ้าลิจฉวี แล้วก็มีวัชชีบุตร ไม่ใช่วัชชีบุตรนั่นมันเรื่องของไอ้ที่ทะเลาะกันไม่ใช่เหรอ วัชชีบุตรนี่ ลืมไป อะไรก็ไม่รู้ นั่นแหละกลุ่มนี้ที่พระพุทธเจ้าตรัสในอปริหานิยธรรมว่า ถ้าหมั่นกันประชุม พรั่งพร้อมกันประชุม หมั่นกันประชุม พรั่งพร้อมกันประชุม อย่างนี้แล้ว แล้วก็มีหลักทั้งหมดนั่นแหละ หลักของอปริหานิยธรรมครบครันอย่างนั้น ไม่มีใครสามารถจะตีแตก ท่านว่าอย่างนั้น ไม่มีใครสามารถจะตีกลุ่มนี้แตกได้ ถ้าทำกันอย่างนี้อยู่เนืองๆ กันจริงๆ แล้วทำให้ถูกคุณลักษณะของมันด้วยนะ การประชุมก็เหมือนกัน ทุกวันนี้ เราก็ยังประชุมกันไม่เป็น เข้ามาประชุมก็ ตัวใครตัวมัน นั่งเด๋อ ทึ่มีอยู่ภพใครภพมันอย่างนั้นแหละ มาประชุมกันทำไมอย่างนั้น มาประชุมก็เพื่อที่จะให้เปิดให้มาประสานกัน ใครมีอะไรก็เอาออกมาแผ่ เอาออกมาเปิดเผย เอาออกมาตกลงกันซิ อย่างนี้มันดีไหม ไม่ดีอะไร ก็ปรับกันไป จะประสานกันได้จุดไหน อะไรสมควรจะเพิ่ม อะไรสมควรจะลด อะไรก็ว่ากันไป ใครดี ใครไม่ดี ก็ต่างคนต่างช่วยกันพิจารณา ช่วยกันคิด ช่วยกันแนะนำ ช่วยกันฟัง รับรู้กันว่า เออ อย่างนี้มันไม่ดีนะ อย่างนี้ลดเถอะ เลิกเถอะ อะไรก็ว่ากันไป ด้วยกรรมวิธีอย่างไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้น การประชุมก็เข้ามารวมกันเฉยๆ เอาแต่หุ่นมานั่งรวมกัน เสร็จแล้วหมดเวลา หุ่นก็ต่างหุ่นก็แยกย้ายไป มันจะไปประชุมให้เสียเวลาทำไมอย่างนั้น แล้วพวกเรายังประชุมกันไม่เป็น การประชุมก็ยังไม่เป็น แม้แต่ในเรื่องที่อาตมามากำชับกำชานักหนาว่า ต้องรู้จักใช้มติการประชุม มาแล้วก็ทำ แหม ทำนะ มีมติ มีวิธีการอยู่นะ โหวตตกลงมตินั้นมตินี้ โหวตกันแทบเป็นแทบตายบางที พอออกไปแล้ว โหวตมีมติเสร็จสรรพแล้วนะ เปล่า ตัวใครตัวมันอีกอย่างเก่า เอาอย่างกู อย่างเก่า อัตตาขึ้นมาเต็มที่อย่างเก่า ไม่เคยนึกถึงเลยว่า อุตส่าห์ลงทุนลงแรงประชุมกันโหวตกันแทบเป็นแทบตาย อภิปรายกันแทบตาย ตัดสินออกมาแล้ว แทนที่จะวางใจเปล่า กูไม่เห็นด้วย ไอ้ที่โหวตออกมา ถ้าเห็นด้วยก็เอาหรอก นอกจากเอาแล้ว ยังไม่พอนะ แต่ก็น่าให้เขาว่าหรอก คือ คนที่โหวต พอเขาโหวตเสร็จแล้ว คนที่มีความเห็นตรงกับตัวเองออกเสียงว่าอย่างนี้ แล้วก็เป็นฝ่ายชนะ ตกลงมตินั้น ตรงกับแนวคิดของตน ตรงกับความเห็นของตน พอออกไปก็ยิ่งมีอัตตามานะเพิ่มว่า นี่ฉันชนะโหวตแล้วนะ ฉันเป็นเจ้าของมติ ฉันเป็นเจ้าของสิ่งชนะนี้มา ก็เลยกลายเป็นแข็งไปกระด้างไปอะไรต่ออะไรอีก ก็เลยไปกันใหญ่ ส่วนคนที่ไม่ยอมวางอัตตา เอ็งโหวตก็โหวตไป เอ็งมีมติ...มติไป ข้าก็คือข้า เอ็งตกลงของเอ็ง เอ็งก็ทำของเอ็ง ข้าไม่ทำด้วย ข้าไม่ประสาน ข้าไม่ขัดข้อง ข้าไม่ขัดขวางก็บุญแล้ว ดีไม่ดี ก็ขัดขวางในที...มีลีลาขัดขวางในที อย่างชาญฉลาด ไม่เอาด้วย แล้วก็ขัดขวางเป็นลักษณะอย่างโน้นอย่างนี้ ซ้อนเชิงอยู่ พวกนี้ มันมีจริงนะ กิเลสนี่ มันยอดเจ้าเล่ห์เจ้ากลจริงๆ กิเลสนี่ มันไม่เข้าเรื่องน่ะ เพราะฉะนั้น 1.เวลาประชุมก็เปิดใจกัน มีเรื่องราวอะไร ก็ต่างคนต่างเตรียมตัว ไม่ใช่เข้ามาประชุมแล้วก็ต่างคนต่างไม่มีเรื่องอะไรเลย ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่ใช่ไม่มี เรื่องมันมี แต่ไม่รู้อะไร ไม่คิดหาอะไรเลย เข้ามาก็เด๋อๆ มานั่งฟังไปอย่างนั้นเอง เพราะฉะนั้น การประชุมนี่ เขาจะเตรียมตัว เขาจะรู้ว่า เออ เข้าประชุมนี่จะมีเรื่องอะไรเสนอ จะมีเรื่องอะไรที่จะปรึกษาหารือกัน ตอนนี้มารวมกันแล้วนะ เราจะเอาอะไรเข้ามาปรึกษาก็ต่างคนต่างมีมา เวลาสมาชิกมีอะไร เขาก็เปิดโอกาสอยู่ เวลาประธานมีอะไร ก็เปิดโอกาสอยู่ ถ้าการประชุมที่สมบูรณ์ ก็จะเป็นอย่างนั้น แต่การประชุมที่ไม่สมบูรณ์ ก็จะให้แต่ประธานพูด เปิดโอกาสแต่ประธาน สมาชิกไม่มีสิทธิ์ จะมีอะไรก็ต้องหุบปากอยู่อย่างนั้นแหละ มันก็ไม่ถูก ประชุมอย่างนั้น มีอะไรใครก็เสนอ มีโอกาสก็เสนอขึ้นมา มีอะไรจะว่ายังไง ก็ว่ากันไป พิจารณากันเข้าไป นี่ละ การกระทำที่ประชุมเป็น นี่อย่างหนึ่ง เปิดเผย 2. มตินี่ก็ย้ำแล้วย้ำอีก เมื่อประชุมกันแล้ว ตัดสินมติ ต้องทำตามมติ แล้วจะเร็ว คุณภาพก็จะมาก เอาละ เรื่องประชุม หรือเรื่องอะไรก็ว่าไป ทีนี้ เรื่องน้ำใจนี่ เรื่องมีน้ำใจ เรื่องพยายามที่จะสร้างน้ำใจ การเกื้อกูล การประสานเข้ากันให้ได้ เป็นปึกแผ่น เป็นหนึ่งเดียวจะชังกันมาจะโกรธกัน มากี่ปีกี่ชาติจะโกรธกันมากี่ ... หนักหนาสากรรจ์ยังไงก็ตามเถอะ ก็พูดกันด้วยเหตุผล ก็รู้อยู่แล้ว จะไปโกรธกันอยู่ทำไมล่ะ เรามาละความโลภ ความโกรธ ความพยาบาทอาฆาตมาดร้าย มีแต่จะปรารถนาดต่อกัน ใครจะเป็นศัตรู ใครจะมานึกว่า ข้านี่แหละ เป็นศัตรู ข้านี่แหละ จะเป็นตัวขวาง ข้านี่แหละ จะเป็นคนที่ไม่เห็นด้วย แข็งกระด้าง กระด้างอะไรอยู่นั่นน่ะ เลิกเสียทีเถอะ มันเป็นความชั่ว มันเป็นความชั่วนะ อาตมาพูดอื่นไม่ได้ มันเป็นความชั่วความเลวที่เรานั่นแหละ เที่ยวได้ไป เที่ยวได้ไปก่อพยาบาทอยู่ในหัวใจ มีพยาปาทวิตกอยู่ คือ จิตมันก็ยังไม่หมด แล้วมันก็ตรึกขึ้นมาทีใด ก็ยังมีลีลาของพยาบาท ดำริ หรือว่าเกิดในความคิดขึ้นมาทีไร ก็มีกิเลส ลีลาของกิเลส ผสมส่วนออกมากับความนึกคิดทั้งนั้น เรียกว่าพยาบาทวิตก มีอะไรมา ก็มีพยาบาทนี่แหละ ส่วนน้อย ส่วนมาก ส่วนหยาบอะไรก็ตามใจเถอะ มีส่วนออกมาผสมอยู่ในความคิด อยู่ในสังขารธรรมทุกเรื่องทุกราว มันไม่หมดไปจากสังขารนะ เพราะฉะนั้น เราเองเราไม่ให้มันสังขารนี่ก็ยากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จะให้มันดี ก็ต้องล้างมันเลย อย่าให้มันมีพยาบาท อย่าให้มันมีตัวโกรธ ตัวเคืองพวกนี้ ต้องฝึกฝนนะ ไม่ฝึกฝนก็คือ ไม่ได้ฝึกล้าง ต้องฝึกฝน รู้อาการมันจริงๆ ยิ่งกับใครก็ตาม ที่เรามีโกรธมีเคือง มีพยาบาท ชิงชัง ริษยา อะไรอยู่ เราจะต้องรู้จริงๆเลยว่า เรามี เมื่อเรามีแล้ว เราก็จะต้องพยายามกระทำการประสาน สมานอย่างไร เป็นแบบฝึกหัดที่จริง ยิ่งห่าง ยิ่งเหินกัน ยิ่งไม่เอาด้วยเลย ยิ่งไม่พบหน้ากัน ยิ่งไปกันใหญ่เลย ยิ่งอะไร เฮ้อ... แล้วอีกนานัปกัปกาล อย่าลืมนะว่ากิเลสอยู่ในตัวคนนี่ เราจะปล่อยไปไว้กับใครก็ตาม มันก็คือกิเลส แล้วก็กิเลสลักษณะนั้นแหละ จะเป็นโลภ ก็คือโลภ จะเป็นโกรธ ก็คือโกรธ ถ้าเราเห็นว่า ยิ่งตัวนี้ยิ่งชัด แลัวเรายิ่งลดได้เลยนะ เรายิ่งเห็นว่า เออ นี่ คนนี้ยิ่งจัดนะ ยิ่งแรง เราก็ลด ลดลงไปได้จริงๆนะ โอ๊! มันยิ่งวิเศษ มันยิ่งรู้แจ้งรู้ชัด เพราะว่าหยาบมันใหญ่ มันแรง แล้วเราทำได้ ก็ยิ่งดี มันก็ยิ่งลดกำลังของความเลวทราม ลดกำลังของความเป็นตัวร้ายออกไปจากตัวเรา มันก็ยิ่งดีน่ะ พวกเรานี่ ถ้าเผื่อว่าสามารถที่จะประสาน สามารถที่จะสร้างน้ำใจ สร้างสามัคคีได้มากกว่านี้ นี่ เราต้องการแรง แม้แต่จะเสริมหนุนให้เกิดแรงงาน ในการสร้างสรรก็เกิด ในความเป็นปึกแผ่นก็เกิดจริงๆ อย่างที่กล่าวแล้ว ไม่มีใครตีแตกได้ง่ายๆ และลีลาสภาพการประสานด้วยน้ำใจ ด้วยความเอื้ออาทร ความเมตตาปรานีเกื้อกูลกันอยู่นี่นะ ลีลาของพฤติกรรมสิ่งนี้ ก็คือคนใช่ไหม คน ลีลาของคน มันน่าเอ็นดู สวยงามนะ สังคมนี้มีความเกื้อกูล มีความเมตตา มีความประสาน ช่วยเหลือเฟือฟาย มีน้ำใจกันอยู่นี่ คุณนึกซี เดาก็ได้ ใครโง่ที่สุด ลองเดาๆดูเอา เอ้า ใครโง่ๆ คนฉลาดไม่ต้องเดา มันก็ มีปฏิภาณพอนึกออกแล้ว พอรับรู้รับฟังก็เข้าใจแล้ว ใช่ไหม แล้วลองนึกดูซิ แล้วเราทำ ทำให้จริงนะทำให้จริงเลยในเรื่องน้ำใจนี่ ในเรื่องจิตวิญญาณ ที่จะประสานนี่ สมานัตตตาตัวนี้ พยายามฝึกฝนให้มันมาก มันล้างอัตตา ล้างมานะโดยตรง อาตมากำลังเร่ง เร่งเครื่องไอ้ตัวล้างอัตตามานะในพวกเราน่ะ เรื่องกาม เรื่องอะไร อาตมาก็เห็นว่า พวกเราก็ยังไม่ระบาด โรคระบาดไม่มาก โรคระบาดเรื่องของกามไม่มากเท่าไหร่ในพวกเรา เพราะว่าเราฝึกผ่านขั้นตอนฐานนี้กันมาแล้วเยอะน่ะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มันก็ซับซ้อนอยู่หรอก แต่ว่ามันก็ไม่จัดจ้านอะไรนัก แต่อัตตานี่ มันยังระบาดอยู่เยอะ ฉะนั้น ถ้าเราลดสัดส่วนอันนี้ไปได้อีก เราก็จะได้ล้างกามที่ละเอียดขึ้นไปอีก เพราะอัตตามานะลดกามที่ละเอียดก็จะชัดเจนขึ้นอีก เราจะเกิดญาณปัญญาที่จะรู้กามละเอียดขึ้นอีก ที่จริงกามกับพยาบาท หรือว่าโลภะ ราคะนี่กับโทสะนี่ มันก็เนื่องกันน่ะ เรามีความรัก เสร็จแล้ว ไม่ได้สมรัก แค้น โกรธ เห็นไหมว่า เป็นเหตุมาจากรัก หรือราคะ เสร็จแล้วไม่สมราคะก็โทสะขึ้นได้ มันเนื่องกันนะ มันเนื่องกัน นี่ หยาบๆ ก็พูดออกมาอย่างนี้ ก็ชัดแจ้ง ในรายละเอียดก็เหมือนกัน มันเนื่องกันอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราประมาท เราไม่ทำให้อย่างหยาบนี่ออกไปเรื่อยๆนะ ตัวละเอียดมันยังไม่ได้หรอก มันยังซ้อนซับซ้อนอยู่ เพราะฉะนั้น เราจะได้รายละเอียดเพิ่มขึ้น ก็ต่อเมื่อเราจะต้องทำให้เป็นขั้นเป็นตอน เป็นลำดับๆๆไปจริงๆ ต้องเรียนรู้สลับไปสลับมา ลดราคะได้ ลดโลภะได้ ก็ทำให้ลดโทสะ ลดโทสะได้ ลดโทสะลงไปมากๆๆๆ ก็ทำให้เรารู้ราคะ โลภะที่ละเอียดขึ้นอีก ก็ลดราคะ ราคะโลภะที่ละเอียด ก็ทำให้เราลดตัวโทสมูลที่ละเอียด พยาบาทที่ละเอียด ความไม่ชอบที่ละเอียด ละเอียดขึ้นไปอีก ได้จากลดความไม่ชอบลงไปอีก ก็จะไปสู่สภาพราคะ รูปราคะ อรูปราคะ ที่ไม่ใช่ภพของกามแล้ว แต่ก็เป็นราคะนะ ในสายจิตข้างในราคะ ราคะก็คือความดูด โทสะ ก็คือความผลัก มันมีแรง แรงดูด แรงผลักอยู่อย่างนั้นแหละ 2 ทิศ ธรรมดาราคะ แม้พระพระอนาคามี ถึงขั้นระดับรูปราคะ อรูปราคะ ก็ใช่ว่ามันจะหมดราคะง่ายๆ เห็นไหม แต่ในระดับพระอนาคามี นี่ โทสะจะไม่มีแล้ว ปฏิฆะก็ไม่มี จะมีความไม่ชอบใจอยู่น้อยๆ อรติ ความไม่ชอบใจที่เบาบาง ซึ่งอยู่ที่ผู้ที่ฉลาดแหลมลึก ถ้ารู้ฉลาดแหลมลึก มีญาณที่ละเอียดก็จะรู้ตัวได้ไว ถึงแม้แสดงออก มันก็ไม่ค่อยหยาบน่ะ แต่ลึกๆ มันมีราคะ มันมีตัวผนึก มันมีตัวดูด มันมีตัวที่ไม่ยอมปล่อย มันยังเป็นตัวตน มันยังเป็นอัตตา ตัวเกาะ ตัวยึดอยู่ลึกซึ้งน่ะ เพราะฉะนั้น สภาพที่ความลึกซึ้งของกิเลสดังกล่าว ที่กำลังวิจัยให้ฟังอยู่นี้นี่ มันเป็นภาษา เป็นหลักการ ไม่ใช่สภาพของความรู้ที่จะรู้กันได้ง่ายๆ แล้วมันจะรู้ได้จริง ก็ต่อเมื่อมีฐานจริง มีระดับ ระดับจริงเข้าไป ยิ่งสิ่งละเอียดนี่ เราเดาไม่ออก เพราะมันสภาพปฏินิสสัคคะมันเยอะ มันย้อนไป ย้อนมา มันเยอะ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราไม่มีฐานจริง ฐานจริงที่เข้าไปใกล้สิ่งละเอียดพวกนี้แล้วนะ เดายังไงก็เดาไม่แม่น เดาไม่ถูก แล้วยิ่งนึกไม่ออกเลย เพราะเราเอง เราไม่ได้ปฏิบัติเลย แม้แต่เหตุผล ความหมายก็ยังไม่รู้เรื่อง ยิ่งจะใหญ่เลย ยิ่งมะลึ่มทึ่มเป็นคนเฉยเมย มะลื่อทื่อ ไม่รู้เหนือไม่รู้ใต้ แล้วก็หลงว่า นี่คือสภาพนิพพาน สภาพจิตหยุด จิตนิ่ง จิตสงบ มะลื่อทื่อตื้อๆ ไม่รู้ อะไรก็ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่รู้เรื่อง เหตุผลอะไรก็ไม่รู้ สภาวะยังไงก็ไม่รู้ลีลา สภาพความเป็นอยู่ของไอ้โน่นไอ้นี่ อะไรยังไงๆต่างๆนานา ความสูงความต่ำอะไรไม่รู้กับเขา รู้เหมือนกัน รู้บ้างตามภูมิ แต่ว่ามันไม่ละเอียด ไม่ลึกซึ้ง ไม่ชาญฉลาด ศาสนาพระพุทธเจ้านี่ ทำให้คนฉลาดเฉลียว ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งหรอก ไม่หยุดยั้ง ไม่หยุดยั้ง ฉลาดขั้นเรื่อยๆ ฉลาดแล้วก็เป็นโลกวิทู เป็นพหูสูตขึ้นจริงๆน่ะ ไม่ใช่มะลึ่มทึ่มอยู่อย่างนั้นน่ะ คือผู้หลุดพ้น ฉันไม่มีบวก ไม่มีลบแล้ว ฉันก็ทื่อๆ ฉันก็ไม่บวกไม่ลบ ดูโก้นะ ดูเหมือนนิพพานนะ แต่มันไม่ใช่นะ มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้น การที่เป็นตัวเองอยู่กับหมู่กลุ่ม เป็นคนที่อยู่ในหมู่กลุ่มก็จริง แต่ตัวเองไม่ได้ประสานสนิทกับหมู่กลุ่ม ประสานกันอย่างละเอียดเลยนะ มีความประสานสมานในจิตวิญญาณ เมื่อประสานด้วยจิตวิญญาณได้ดี การงาน พฤติ- กรรม กาย วาจา ก็ดีด้วย ก็ดีด้วย แล้วจะมีท่าทีลีลาต่างๆนานา ที่จะดูดี ดูเป็น พฤติกรรมเป็นจารีตประเพณี วัฒนธรรม เป็นวัฒนธรรมของมนุษย์ มนุษย์พวกไหนก็แล้วแต่ ที่จะมีวัฒนธรรม หรือว่ามีหลักเกณฑ์ของสังคมอย่างนั้นอย่างนี้ ท่าที ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นว่า ชาวญี่ปุ่นโค้งเก่ง วัฒนธรรมชาวญี่ปุ่น โค้งเก่ง เด็ก เด็กเล็กๆ เกิดมามันก็โค้งเป็นไปตามสัญชาตญาณ มันก็โค้ง ไอ้พวกคนไทยนี่ ไม่เคยไปโค้ง อาตมาก็เคยแอ๊ค จะหัดจะฝึก มันหัดไม่ไป โอ้ย มันจะไปโค้ง มันเด๋อๆด๋าๆ กระดาก กระเดื่องนะ เหนียมๆอยู่นะ โค้งเหมือนญี่ปุ่น โอย มันโค้งไม่ค่อยลง มันเอวก็แข็ง ท่าทีลีลา จิตวิญญาณมันก็ไม่ค่อยยอม ใครเคย ลองดูบ้างก็จะรู้ พยายามนะ มันไม่ได้ง่ายๆ แค่ไม่มากนะนี่ เราวัฒนธรรมแค่นี้ แค่กิริยาโค้งกัน อะไรแค่นี้ อ่อนน้อม เป็นกิริยาท่าทีอย่างนี้ มันยังไม่ง่ายเลย คิดดูซิ นี่ อาตมายกตัวอย่างหยาบๆ นะ ลีลาพวกนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า ผู้ใดรู้ว่ากิริยาอย่างนี้ กิริยาเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ช่วยเหลือ ซึ่งมันยิ่งกิริยาแค่โค้ง กิริยาที่จะต้องทำเป็นกิจกรรมเลยนะ จะช่วยกัน แสดงอาการกายกรรม วจีกรรมอย่างไร ได้แต่ดูท่าที แนบเนียน ไม่ดูเหมือนออเซาะ แล้วก็ไม่ดูเหมือนประชด ไม่ดูเหมือนกระด้าง ขนาดไหนมันพอดี ประสานกันได้อย่างพอดี แล้วมีประโยชน์แก่กันและกัน เรามีกรรมกิริยานี่ กรรมกิริยาของคนนี่ เราจะทำกับใครก็แล้วแต่ แต่ละคนๆนี่ เราทำไม่ค่อยเหมือนกันหรอก ผู้ฉลาดนะ ส่วนผู้ไม่ฉลาด ก็ทำได้ลูกเดียว คือ กับใครกูก็ท่านี้ กับใครกูก็ท่านี้ ไม่มีการประมาณ ไม่มีการรู้ว่า เราควรจะมีกายกรรมอย่างไร วจีกรรมอย่างไรกับคนนี้ เป็น action เป็นการแสดงออก มันจึงจะมีผลตอบรับ หรือมีผลประสาน reaction ตอบรับออกมา ก็จะเกิดการประสาน ถ้าอย่างนี้ไม่ดีแฮะ reaction ออกมา มันจะแรง หรือว่ามันจะไม่ประสาน แล้วมันจะบาดเสียด หรือมันจะทำลาย ถ้าอย่างนี้ ไม่ทำลาย แต่ถ้าอย่างนี้ ดีเหมือนกันแหละ ถ้ากิริยาขนาดนี้นะ ทำลาย แต่ทำลายกิเลสนะ มันจะทำลายกิเลสเชียว อะไรอย่างนี้เป็นต้น จะเกิดญาณปัญญา จะเกิดความรู้ จากของจริงเป็นแบบฝึกหัดเหล่านี้ ไม่ใช่มานั่งด้นเดาเอา คิดเพ้อพกอะไรไป ไม่ใช่ มันมากนะ มันมาก มันมากเกิดจากสังกัปปะวาจา กัมมันตะ อาชีวะ เกิดมัชฌิมา สัมมา สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เกิดจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม การงานนี่แหละ นี่แหลทางเอก ทางเดียว มรรคองค์ 8 ทางเอกทางเดียว ทางปฏิบัติไปสู่ ความเจริญสูงสุด นี่แหละ ถ้ามันเกิดจริงๆ มันจะดีงามไปพร้อมกัน ทั้งกรรมกิริยาของมนุษย์ ต่อกับใครก็แล้วแต่ แล้วจะเกิดปัญญา จะเกิดเจโตปริยญาณ จะเกิดโสตทิพย์ จะเกิดรู้ รู้เรารู้เขา จะมีอภิญญารู้เรารู้เขาได้ดี มีปริสัญญุตา มีปุคคลปโรปรัญญุตา จะรู้บุคคล คนอื่นๆ คนใดๆ คนนั้นคนนี้ มีอย่างนั้นอย่างนี้ เรียกว่าปุคคลปโรปรัญญุตา จะรู้จักหมู่กลุ่ม บริษัทดี เป็นสัตบุรุษ เป็นผู้ประเสริฐแท้ นี่ของพุทธเราเป็นอย่างนี้ ของพุทธเราไม่ใช่ซื่อบื้อ ตัวใครตัวมัน อะไรก็ปล่อย อะไรก็ตัด ตัดๆๆๆซื่อบื้อลูกเดียว ไม่ใช่ มันมีปฏินิสสัคคะ มันมีการประสาน มันมีสมานนัตตตา มันมีความเกื้อกูลเอื้ออารี ช่วยเหลือเฟือฟาย มันมี แหม อาตมาว่า ศาสนาพุทธนี่ ยอดคุณภาพสมบูรณ์สูงสุดน่ะ มีคุณธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด สังคมที่ทำได้ ปฏิบัติได้ลงตัว ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ทุกแง่ทุกมุมนี่ โอ๊ มันวิเศษจริงๆ เป็นสังคมที่สันติสุขจริงๆ เป็นสังคมที่วิเศษจริงๆ น่ะ เป็นสังคมอิสรเสรีภาพ ที่มีภราดรภาพ มีภราดรภาพ เพราะเราได้อบรมฝึกฝนกัน แล้วก็เกิดความจริงที่มันประสานกันโดยสภาพจริง เราก็ชำนาญ ฝึกไป ทำไป ก็เกิดจริงเป็นจริง ชำนาญ ประสานกันได้ด้วยปัญญาญาณ รู้แคล่วคล่อง ยิ่งมีละเอียดลออ ยิ่งมีรูปลักษณะ มีจารีตประเพณีวัฒนธรรม มีสภาพที่ เกิดจริง กายกรรม วจีกรรม เกิดเป็นลีลาท่าทีอยู่ในสังคม มันก็เป็นการถ่ายทอด เป็นตัวอย่างรุ่นหลังหรือผู้ที่จะเห็นอย่างไหนดี แล้วเราก็ยอมรับกัน อาจจะยกย่องน่ะ เป็นปัคคัณเห ปัคคัณหาระหัง ยกสิ่งที่ควรยก ชมเชย เราก็จะรู้ อ้อ กิริยาแบบนี้ ลักษณะแบบนี้ เราควรยกย่อง ชมเชย ชูเชิด เป็นตัวอย่างอันดี ที่ควรจะต้องสั่งสม สร้างสรรต่อไป ให้มี ให้เป็น เราก็จะรู้ อ้อ อย่างนี้ดี อย่างไหนไม่ดีทำลาย อย่างไหนไม่ดี ลดละ ลด ลงยังไงๆ มันก็จะเป็นการเรียนรู้สั่งสมไปในตัว เป็นประโยชน์ตนแล้วก็ยังเป็นประโยชน์ต่อหมู่กลุ่ม เป็นประโยชน์ต่อสังคมนี้สืบทอด สืบทอด ปลูกฝังไปเรื่อยๆๆๆ รุ่นเด็ก รุ่นเล็ก รุ่นโต หรือคนที่ยังทำไม่ได้ ทำตาม เด็กเกิดมาใหม่ ก็ได้สัมผัสทันที เรียนรู้ไปในตัวทันที เป็นธรรมชาติ รับสืบทอดเป็นสัญชาตญาณไปเลย มันก็ยิ่งเกิดการเจริญในสิ่งที่ถูกต้อง ในสิ่งที่ดีงาม ยิ่งมีคนเป็นตัวอย่าง มีคนมีท่าทีลีลาอันเป็นกุศล ท่าทีลีลาอันเป็นสุจริตธรรม มีกายกรรม วจีกรรม ซึ่งมาจากมโนนั่นแหละ ตัวปัญญา ตัวจิตวิญญาณ นั่นแหละเป็นตัวประธาน แล้วทำให้เราก่อกายกรรม วจีกรรมอย่างนั้น อย่างนี้ โอ๊ย! มันยิ่งมีองค์ประกอบ มีเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความเจริญ มากๆๆ ขึ้นเรื่อยๆๆๆ เพราะฉะนั้น อาตมาก็อยากจะให้พวกเราสำนึกสังวรในจุดนี้ให้มากๆน่ะ ในเรื่องของน้ำใจ การฝึกอบรม การสร้างน้ำใจกันให้ขึ้นมา เราทุกวันนี้ กว้างขึ้น เด็กก็มากขึ้น เด็กๆเขาอยู่จะอบอุ่น ก็เพราะพวกเราเป็นคนมีน้ำใจ แต่ไม่ใช่ไปทำให้เขาเสียนะ ไปทำให้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive