341122 เปิดภพ-สยบผี โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
341122 เปิดภพ-สยบผี โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์
เปิดภพ สยบผี โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2534 ณ พุทธสถานสันติอโศก
ทีเดียวน่ะ อ้า มีคน เดี๋ยวก็ไขความนิดหน่อย ที่อาตมาตั้งใจจะเทศน์เมื่อมาอยู่กันพร้อมๆหน้า มากกว่านี้ จะเทศน์ถึงเรื่องว่าขณะนี่มีเหตุการณ์เกิดในหมู่เรา คือมีญาติธรรมเราคนหนึ่ง มีอาการเกร็ง มีอาการตกภพๆแล้วก็เบลอๆ เหมือนกับคน คนมีสติไม่ค่อยจะดีแล้ว ก็เลยหวั่นไหวกัน พวกเรา เกรงว่า เออ...เราจะเป็นรายต่อไป หรือเปล่านะ เกรงว่าเราจะเป็นรายต่อไปหรือเปล่า ก็มันไม่ได้เป็นกันได้ง่ายๆหรอก เรื่องพวกนี้ที่จริงแล้วมันเป็นอยู่ที่ตน คนมันไม่ประสาทหรือว่าจิตที่มันดิ่งมากเกินไป มันก็เป็นนะ เหตุก็บอกสาเหตุให้บ้าง อาตมาพยายามไขให้พวกเราฟังอยู่นี้ สาเหตุมันก็อยู่ที่ว่ามันตกภพ คนบ้านี่นา คนเสียสตินี่ ไม่ใช่ว่าคนเขาไม่อ้า...ไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีอะไร เขามี เขามีจิตวิญญาณ ปัญญาความรู้ของเขาก็มี จะเห็นได้ว่าคนที่มีๆความที่เรียกว่ามัน บางทีที่เรียกว่ามันเป็นคนล้นๆนี่นา ปัญญาดีน่ะ ปราดเปรียวฉลาดเฉลียว แต่ว่ามันไม่เหมือนสามัญโลกๆเขา เขาเรียกว่าเฟื่องไง พวกนี้เขาเรียกว่าเฟื่อง พวกสติเฟื่องเขาว่าอย่างนั้นนะ พวกเฟื่องๆ คือเรียกว่าฉลาดน่ะ เพราะฉะนั้นคนที่บอกว่าคนบ้านี่ เขาเป็นบ้า...อยู่ในภพของเขานี่นา ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีจิตวิญญาณที่เป็นตัวปัญญาน่ะ หรือว่าเป็นตัวที่เฉลียวฉลาดอะไรอยู่ข้างใน ไม่ใช่ เขามีของเขา แล้วเขาก็ไม่เอาของคนข้างนอกเลย ทีนี้ไอ้สิ่งที่ไม่เอาของคนข้างนอกเขานี่มันก็เลยกลายเป็นว่าเป็นคนที่ไม่เหมือนกับหมู่ ไม่รู้จัก ไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะรับ รับลูก กับหมู่เขา หมู่เขาเป็นอย่างนี้เราก็เป็นอย่างนี้ไปกับเขา ส่วนเราจะเข้าใจอย่างไร จะมีอะไรลึกซึ้ง จะมีอะไ
อ่านต่อ
รเฉลียวฉลาดเหนือชั้นกว่าเราอะไรนี่เราก็ต้องเข้าใจเขา เรา เอ้อ หมู่ฝูงเขาเป็นอย่างนี้ เราก็เป็นตามเขาพอเป็นพอไป ไม่ใช่ ไปเด๋อๆเด๋ๆ ไปยังกับตัวเองซึ่งไม่เหมือนกับโลกเขาเลย กิริยา กาย วาจา ใจ อะไรก็ไม่เหมือนเขาเลย โดยที่ว่าไม่แคร์ ฉันไม่แคร์ คนอื่นจะเป็นอย่างไรฉันก็เป็นของฉันไปอย่างนี้ มันก็ออกนอกหมู่ไปเท่านั้นเอง เขาก็เอาไปที่ต่างกันกับหมู่เท่านั้น เอาไปไว้ที่โรงพยาบาลที่ควรจะอยู่รวมๆกัน ทั้งๆที่พวกเหล่านั้นที่อยู่ด้วยกันเขาพูดกันไม่รู้เรื่องเหมือนกันนั่นแหละ เช่นที่โรงพยาบาลศรีธัญญาอะไรนี่ คนพวกที่อยู่ในนั้น เขาต่างก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ทั้งนั้นแหละ เพราะว่าต่างคนต่างภพ ภพใครภพมัน เหมือนพวกเรานี่แหละระวังน่ะถ้าขืนภพใครภพมันมากๆ ประเดี๋ยวจะเหมือนนั่นแหละ โรงพยาบาลศรีธัญญา จะเหมือนอย่างนั้นแหละ ภพใครภพมัน ช่างหัวใคร ไม่เกี่ยวใคร พวกฤๅษีนี่เกือบๆจะไปอย่างนั้น และจะเป็นอย่างนั้นมาก เพราะฉะนั้นสายเจโต หรือสายฤๅษีนี่เอาแต่หมกหมุ่นอยู่แต่ในภพของตนเอง เอาแต่ความคิดความนึก ความเข้าใจของตนเอง ของคนอื่นเป็นอย่างไรไม่รู้ละ ตัวเข้าใจอะไรก็ดิ่งไปแต่ของตนเองนะ แล้วของคนอื่นก็ไม่รับรู้รับเห็น รับเข้าใจอะไรด้วย อยู่แต่ของฉันๆๆไป ฉันก็ คนอื่นก็ไม่เกี่ยว อะไรอย่างนี้ ระวังเถอะอย่างนั้นน่ะ มันจะมาอาการแบบนี้ มันจะมีอาการแบบนี้ มันจะต้องรู้ กับคนอื่นเขาให้ดี ว่าคนอื่นเขานั้นเขารับอะไร สมมุติสัจจะของเขาเป็นอะไร เราก็รับอันนั้นด้วยกันอย่างเข้าใจ จะอนุโลมปฏิโลมอย่างไรก็ว่าไป แม้แต่จะขัดขืน เราก็ขัดขืนอย่างรู้นะ ไม่ใช่ว่าขัดขืนอย่างที่ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ดิ่งๆดื้อด้านไม่พูดไม่จาอะไรต่ออะไรงุบงิบๆไปอย่างนั้นแหละ เรียกว่าไม่รู้เรื่องกับคนอื่น เป็นภพของตัวเองคนเดียวแน่ๆ แต่ถ้าเผื่อว่าเราเองเราก็พูดจารู้เรื่องกับคนอื่น จะแย้งจะขัดจะแย้งอะไร ก็ขัดแย้งกัน ไปตามเหตุตามผลตามอะไรต่ออะไรตามควร ถึงวาระที่จะอนุโลมปฏิโลมอะไรก็ว่ากันไป หรือแม้แต่ว่าบางครั้งบางคราวมันไม่ยอมก็ให้รู้ว่ามันไม่ยอม มันก็แล้วแต่คนเราจะรับได้นะ คนเรานี่เป็นผู้ที่มีสัมปชัญญะธรรมดาๆ ที่จะรับรู้และรับได้ว่า อ้อ...เขาเป็นอย่างนี้ๆน่ะ เขาดื้อด้าน ดื้อดึงเอาแต่ใจตัว อะไรนี่เราก็จะรู้ แต่มันไม่ถึงกับเรียกว่าอยู่ในภพที่เรียกว่าไม่รับ เหมือนกับคนที่ไม่มีพิษไม่มีภัยๆ ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีแรงอะไรกับคนอื่นหรอกน่ะ แต่ว่าตัวเองน่ะกลายเป็นคนที่อยู่ในของตัวเองเท่านั้น เพราะฉะนั้นพวกเรานี่ ถ้ามีอะไรอย่าไปให้มันมุ่น หมกมุ่น อยู่แค่ในของตัวเอง มีอะไรจะพูดจะจาจะเปิดจะเผย ปรึกษาหารือเพื่อนฝูงอะไรก็ปรึกษาหารือ ถ้าเก็บๆกดๆกักๆหนักเข้าแล้วประเดี๋ยวมันก็จะอย่างนั้นแหละ มันต้องใช้ภาวะที่รุนแรงที่จะกดเก็บๆกักๆ กดหนักๆๆๆเข้าก็ไอ้ภาวะที่กัก เก็บ หนักๆนั่นแหละมันเป็นรั้งที่แรงกั้น เสร็จแล้วก็เลยไม่มีครอบรั้วนั่นเลย ไอ้ภาวะที่จะเอาสัมปชัญญะนั่นมารับกับผู้อื่น มารับข้างนอกกับผู้อื่นไม่มีแรง เพราะฉะนั้นรับผู้อื่นไม่ติด เบลอ ผู้อื่นเขาจะว่าอย่างไรก็แว่วๆเหมือนคนละเมอๆน่ะ แว่วๆ แต่ไม่ได้รับเข้าไปได้เลย เพราะว่าภาวะที่จะรับ สัมปชัญญะที่จะออกมารับกับอันอื่นข้างนอกนั้นไม่มีแรงพอ เพราะอำนาจที่เราไปสั่งสมความตีกรอบอยู่ในภพของเราให้มากๆจนกระทั่งกรอบที่เราตีให้ตัวเองนั้นแข็งๆ จนตัวเอง ส่งสัมปชัญญะสำนึกออกไปสู่นอก ไปสู่สามัญ ไปสู่กับคนอื่น ข้างนอกเขาไม่ได้ ไม่ได้ก็เลยอยู่แต่ในภพของตัวเอง เบลอ สัมพันธ์กับคนอื่นไม่ติด คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็เอามาคำนวณ เอามาประมาณ เอามารับรูป รับสัมผัสอะไรต่ออะไรผสมผสานไปกับเขา ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้เรื่อง กลายเป็นไปไหนมา สามวาสองศอก ไม่รับผล รับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เบลอๆ เป็นคนไม่มีสามัญ สำนึก ไม่มีสำนึกตามปกติธรรมดาธรรมชาติของคนนะ เพราะฉะนั้นเรามีอะไรกันในที่นี้ เรามีอะไรก็ควรจะปรึกษาหารืออะไรก็ปรึกษาหารือ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีอะไรในนัยของเรานี่เอามาเปิดเผยหมด นั่นก็โป๊เกินไป มีอะไรก็เอามาพูดมาเปิด ถ้าไม่เปิดแล้วเป็นคนไม่จริงใจว่าแน่ะ มีอย่างนี้อีก ว้าแล้วกัน บางสิ่งบางอย่างก็ไม่จำเป็นจะต้องเอามาเปิดเผย โป๊ไปเสียหมด ยิ่งอะไรไม่อะไรหรอก ความไม่ดีไม่งามเสียด้วยซ้ำไป หรือแม้แต่เปิดเผยความดีงามของตัวเองก็ตาม ความดีงามของตัวเองบางทีเอามาเปิดเผยไป โป๊ไปที่เดียวทั้งหมดพรึบพรับๆ อะไรมันก็อวดตัวอวดตน มันก็เบ่งก็ข่มก็อวดก็อ้างน่ะมันไม่เข้าเรื่องเข้าราวอะไรหรอก เพราะฉะนั้นถ้าจะมีก็มี มีเราก็จำเป็นจะต้องเปิดเผยอะไรก็เอาไว้ ส่วนเรื่องไม่ดีไม่งามนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเอามาเปิดเผย เที่ยวได้ประจานตัวเองไป พบกับใคร พูดกับใครถ้าเผื่อว่าจะเป็นคนสนิทสนมกันจริงใจ ก็จะต้องควักออกมาเปิดหมด ถ้าไม่เปิดก็ถือว่า ไม่จริงใจกัน มีอะไรลับลมคมใน มีอะไรซับๆซ่อนๆอยู่ไม่บอกกัน ไม่อะไรกันก็ไม่จำเป็นอะไรนักหนา บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ต้องไปเบิกไปเปิดไปเผยอะไรหรอก เราจะแก้ไขปรับปรุงอะไรของเราก็แก้ไข แก้ไขปรับปรุงสิ่งที่มันได้ผิดได้พลาดมาแล้ว ไม่ดีไม่งามมาแล้วก็เราก็แก้ไขปรับปรุงจนได้ เมื่อได้มาแล้วก็ถือว่าเลิกกัน สิ่งไม่ดีไม่งามไม่ต้องเปิดเผยก็ได้ปิดเอาไว้เลย ไม่ต้องบอกใครก็ได้ แต่เราก็... คนอื่นเขารู้ใครรู้ เราก็ไม่ได้หมายความว่าเราเองจะไปโกหก ใครเขารู้เขาก็รู้ ใครเขาจะเอามาพูดว่าอดีตเป็นอย่างนั้นอดีตเป็นอย่างนี้อดีตเป็นอย่างโน้น ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่จำเป็นเราจะต้องไปเปิดเผย ไปประจานตัวเองอะไร ข้อสำคัญเราจงหยุดทำสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่งาม สิ่งที่ไม่เข้าท่าอันนั้นน่ะ สิ่งที่ไม่ดีไม่งามไม่เข้าเรื่องเข้าราวอะไรที่เรารู้แล้วเราก็เลิกให้เด็ดขาดจริงจังก็แล้วกัน เลิกได้แล้วก็เรียกว่าจบสำหรับเรา ไม่ต้องพูดถึงอีกก็ได้ แต่จะพูดถึงอกถ้าเป็นสมเหมาะสมควรที่จะเอามาพูดมาเป็นประโยชน์ อย่างอาตมาเคยควักไอ้สิ่งไม่ดีไม่งาม ของตัวเองอะไรออกมาพูด มาบอกพวกเรามาเล่าอะไรให้ฟังนี่ได้ฟังกันไปอย่างนั้นน่ะ ก็เป็นเรื่องเป็นราวเป็นประโยชน์นะ เป็นองค์ประกอบที่มันสมเหมาะสมควร ถ้าไม่สมเหมาะสมควรก็ไม่จำเป็นจะต้องเอามาพูดนะ นี่ก็ระวังๆหน่อย พวกบอกว่ามีอะไรก็เปิดเผยกัน ปรึกษาหารือกัน มีอะไรก็จะเอามาเทกระบะทะลักทะเล แหม ไม่เข้าเรื่องเข้าราวเลย เดี๋ยวก็ยุ่งกันใหญ่ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร แต่ละคนๆมันก็ถือสากันก็มี นะเอา...คือเรียกว่าดูถูกดูแคลนอะไรกันอย่างนี้เป็นต้น พอไม่รู้จักประมาณ ไม่รู้จักอะไรต่ออะไร พอเห็นคนนั้นคนนี้เขาเอามาเล่าให้ฟัง ก็เลยดูถูกดูแคลนย่ำยีอะไรเขาไป เอาเรื่องเก่า เรื่องอดีตอะไรมาทั้งๆที่เขาไม่ได้เป็นแล้ว ตอนนี้เขาก็เลิกก็ละแล้ว ไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว อย่างดีงามไปแล้วด้วยซ้ำ คนเรามันผิด มันชั่วมาก่อนทั้งนั้นแหละ ผิดชั่วมาแล้วก็ เออ...มันก็เป็นจุด ด่าง จุดพร้อยเป็นวิบากของเราไป เป็นตัวที่มันแล้วไปแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของวิบาก เมื่อเรารู้แล้ว มันไม่ดี มันไม่งาม เราก็เลิกให้ได้ หยุดให้ได้ เมื่อเลิกได้หยุดได้แล้วก็เป็นอันว่าเรียบร้อย เป็นผู้ที่ได้ปรับปรุงแก้ไข พระพุทธเจ้าท่านก็ สรรเสริญคนที่ทำชั่วแล้ว แล้วก็เลิกชั่วนั้นมาได้อย่างเด็ดขาด ส่วนผู้ใดไม่ได้ชั่ว ไม่ได้ทำชั่วทำเลวอันใดก็แล้วแต่ เราก็สะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องไป ก็ไม่ต้องไปแปดไปเปื้อน ไม่ต้องไปลอง ไม่ต้องไปทำ ไอ้ชั่วอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนั้นน่ะ บริสุทธิ์ผุดผ่องไปเลย ก็ไม่ต้องไปลองไปอะไรหรอก เป็นที่รับรองกันแล้ว รู้กันแล้ว สิ่งไม่ดีไม่งามอันนี้น่ะก็รับรองชัดเจนแล้วเราก็มไต้อบไปทำมัน ก็สะอาดบริสุทธิ์ไปเลยตลอด แต่ไอ้สิ่งที่เราไม่รู้เราได้ผิดได้พลาดมาก็แล้วไปเถอะ มาแก้ไขตัวเอง มาปรับปรุงตัวเองอย่าไปเป็น อย่าไปมีอีกก็แล้วกัน ให้มันได้ แล้วได้แล้วก็ดีไปเลย เป็นพระอรหันต์เจ้าได้ผ่านสิ่งชั่วมาก่อนทั้งนั้น เสร็จแล้วตั้งแต่เป็นพระอรหันต์ไปท่านก็จะไม่ทำชั่ว ไม่ทำบาป ไม่ทำไม่ดีไม่งามอะไรอีก ก็อย่างนั้นนะ ธรรมดาเราปรับปรุงตัวหรอก ปรับปรุงตนก็เป็นอย่างนั้น ทีนี้มาพูดย้ำกันอีกทีว่า ไอ้สิ่งที่กักกด กักเก็บ ส่งที่ไม่เปิดเผย ที่มัน เมื่อกี้นี้ก็พูดถึงเรื่องว่าจะเปิดมากไป ทีนี้ก็พูดถึงเรื่องว่าจะปิดมากไป ที่นี้ก็พูดถึงว่าที่ไม่เปิดเผยก็พึงรู้ว่าอะไรที่เราพอไว้ใจกับผู้ใดที่พอจะปรึกษาหารือ จะโอภาปราศัยถึงสิ่งที่มันกดดันมันไม่ดีไม่งามนั้น หรือว่าสิ่งธรรมดาๆก็บอกกัน ปรึกษา หารือผู้ควรปรึกษาหารือกันไป ไม่ใช่มีอะไรก็ไม่บอกใคร ไม่อยากบอกใคร ไม่กล้าบอกใคร เก็บ กด กัก ไปหมด จะยิ่งอึดอัดอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ไม่รู้ผิด ไม่รู้ถูกอย่างไรก็ไม่รู้ ใครจะช่วยแก้ ช่วยไข ช่วยคลาย ช่วยรับ เบาช่วยเบาภาระอย่างโน้นอย่างนี้ไปบ้างก็ไม่มีใครจะได้รับรู้ด้วยเลย หนักเข้าๆก็อัดอั้น บอกแล้วว่าแรงกดแรงกั้นที่เราเอาเราทำเอาไว้นั่นแหละ มันเลยกลายเป็นกะตีภพ ตีกรอบของภพให้แก่ตนเองจนกรอบนั้นแข็ง จนภพนั้นแข็ง จนกระทั่งตัวเองไม่มีสิทธิ์ส่งสำนึกหรือสัมปชัญญะออกไปสู่นอกได้ดังที่กล่าวแล้ว อธิบายไปแล้ว เลยกลายเป็นคนอย่างนี้ หนักเข้าก็เลยกลายเป็นคนพูดกับข้างนอกเขาไม่รู้เรื่อง แล้วก็ไม่เหมือนคนข้างนอกเขา ไม่เหมือนคนข้างนอกเขา รับสมมุติกับเขาไม่ได้ ไม่ประสมประสานอะไรกับเขาก็เลอะเทอะกันไปหมด ดีที่ว่าพวกเรานี่ไม่ได้เป็นสายฤๅษี ไม่ได้เป็นสายอะไรจึงไม่ค่อยมี ถ้าเป็นสายฤๅษีป่านนี้คงเยอะ แต่ผู้ที่มานี่น่ะ มาหลายคนมาเป็นในพวกเรานี่ มาในพวกเราแล้วมาเป็นหรือเป็นมาจากข้างนอก ส่วนมากมีเชื้อมาจากข้างนอกหลายผู้หลายคน แล้วมาหายที่นี่ก็หลายคน อย่างสมคิดที่มาจากแบงค์ชาตินี่มา เป็นมา มาถึงนี่ก็หาย เดี๋ยวนี้ก็หายแล้วนี่ไม่เห็นมีอะไร หายไปหลายปีแล้ว หายขาด จะหายบ้าง ไม่หายบ้างกลับเวียนไปเวียนมาอยู่ก็มีอยู่หลายคนนะ อย่างสามพันนี่ก็หาย ใช่ไหม แต่ก่อนก็เป็นก็เคยพาไปโรงพยาบาลศรีธัญญา เดี๋ยวนี้ก็หายขาดก็อยู่กันเรียบร้อย แล้วก็ใคร สัมพันธ์ นี่ก็ ยังเวียนไปเวียนมา ยังเวียนเป็นเวียนหาย (เสียงหัวเราะ) มีอะไรนะสัมพันธ์ที่ว่า มีอะไรประเด็นที่คุณว่าผมลืมไปแล้ว เอ้อ...แล้วพวกนี้ฉลาดน่ะ อย่างสัมพันธ์นี่ ไปหาหมอ หมอก็จะจับเขาอยู่โรงพยาบาล เขาก็ขู่หมอเลยบอก นี่ถ้าหมอจับเขาอยู่โรงพยาบาล นี่ก็ทำปาณาติบาตทางวิญญาณแก่เขาน่ะ บาป แน่ะ เอาเป็นเล่นไปซิ มันฉลาดน่ะ ไม่ใช่ ไม่ฉลาด หมองงเลยน่ะหมอไม่รู้เรื่องหรอก หมอไม่ได้เรียนธรรมะในระดับพวกเรานี่ ไม่รู้หรอกปาณาติบาตทางวิญญาณ เล่นขู่หมอเลย บอกสัมพันธ์นี่พอไปหมอๆเขาก็ ขู่หมอเลย หมอจะจับให้อยู่โรงพยาบาล ขู่หมอว่านี่ถ้าจับเขาอยู่โรงพยาบาลแล้วนี่ ถือว่าทำปาณาติบาตทางวิญญาณของเขาเลย หมอบอกว่า โอ้โฮ...เรานี้ทำบาป ฆ่าๆๆสัตว์ทางวิญญาณเลยนี่ หมอก็คงไม่รู้เรื่อง เพราะหมอไม่ได้เรียน อย่างพวกเราเรียน อย่างนี้เป็นต้น แหม ไม่ใช่เรื่องเล่น หมู่เราอย่าหาว่าไม่ฉลาดนะ ฉลาดรู้อะไรต่ออะไร แต่อยู่ในภพของเขา และเขาก็ไม่รู้สมมุติ ไม่รับสมมุติ จะทำอะไรแค่ไหน จะอธิบายได้แค่ไหน ทำได้แค่ไหนไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้เรื่อง สัมพันธ์นี่ก็หายๆเป็นๆกินหยูกกินยา จะต้อง เป็นอะไรอยู่ ก็เป็น เป็นเชื้อเดิมมาก่อน พวกที่มาที่เรานี่ ไม่ได้เป็น ง่ายหรอก จะมาเป็นโรคพวกนี้ไม่ต้องหวั่นหวาดอะไรมากเกินไปหรอก ระวังอย่าไปสั่งสมเหตุปัจจัยก็แล้วกัน ไปเก็บไปกดไปกักไปอยู่ในภพ ตีภพอยู่ของฉัน อะไรๆก็กั้น ไม่เอาใครอะไรมากไปนัก ประเดี๋ยวเถิด มีบอกมาว่าบางคนเกรงว่า ถ้าปฏิบัติเคร่งแล้วจะเพี้ยน แหม ให้มันเคร่งหน่อยเจ้าประคุณเอ๋ย เห็นแต่มันหลวมน่ะ ปัดโถ! มันไม่ได้เป็นไปเพราะปฏิบัติธรรมหรอก ขอยืนยัน ไม่ได้เป็นไปเพราะปฏิบัติเคร่ง อ้อ แล้วไปเห็นว่า คนที่จะเพี้ยนไม่กินข้าวไม่นอน คนที่เป็นโรคแบบนี้ไม่กินข้าวไม่นอนทั้งนั้นแหละ ข้างนอกก็เหมือนกัน มันเป็นอาการของคนเป็นอันนี้แล้ว ไม่ได้เป็นเพราะไปตั้งตบะอดข้าว ไม่นอน แล้วจึงจะเป็น ไม่ใช่ฟังก่อนฟังหลังให้ชัดนะ คนที่เขาเป็นโรคนี้น่ะเขาอดข้าว เขาไม่นอนเป็นไปตามธรรมดา เขาเป็นแล้ว เขาเป็นโรคสติไม่ค่อยเต็มไปแล้ว สติไม่ค่อยสมบูรณ์เข้าไปแล้ว จึงอดข้าว จึงเป็นตบะ แต่คุณตั้งตบะอดข้าวอะไรนี่ มันไม่เป็นอย่างนี้หรอก มันไม่ใช่เฉพาะคุณไปตั้งตบะอดข้าว อดนอน แล้วก็เป็น ไม่ใช่ เอาเถอะน่าตั้งไปเถอะ ทำไปให้มันเคร่งๆหน่อยเถอะนะ นี่บอกมาให้ไขปัญหาจุดนี้ด้วย ฟังให้เข้าใจดีๆนะ นี่ไขให้ฟังแล้วว่าตั้งตบะอดข้าว ตั้งตบะอดนอน ตั้งตบะอดนอนพอเหมาะพอดี ไมใช่ไปอดนอนจนโหลเหล อะไรอย่างนั้นนะ อย่างนั้นมันอัตตกิลมถานุโยค ก็อดข้าวพอประมาณ รู้จักที่จะทำกัน จะอดนอนก็มีวิธี จะเนสัชชิ มีวิธีหลับวิธีพักอย่างไร ไม่ใช่นอนอดนอนคือ ไม่นอนเลย อย่างนั้นคงเป็นแน่ ไม่ใช่เป็นโรคธรรมดาหรอก ตายเลย มีอย่างหรือไม่นอนได้อย่างไร หรือจะไม่นอนก็ต้องมีวิธีพักผ่อน พักผ่อนด้วยเนสัชชิ ฌาน เป็นการทำอย่างไรก็แล้วแต่คุณ อย่างน้อยก็เป็นฌานเนสัชชิ เป็นฌานฤษี ฌานในภพ ฌานข้างในอะไรนี่ หรือนั่งหลับอะไรก็ตามใจเถอะ ก็ต้องทำอย่างนั้น จะนอน จะอดนอน จะนอนน้อยอะไรก็ว่ากันไป หรือจะอดน้ำอดข้าวอะไรก็ว่ากันไป ให้มันพอเหมาะพอดี ไม่ใช่ไม่กินข้าวเลย ไม่มีอาหารอะไรไปเสริมเลย จะอดลองดูอย่างโน้นอย่างนี้ก็ทำไป เคร่งได้ ขอยืนยันว่า เคร่งได้ การเคร่งในเรื่องของตบะ อดข้าว อดน้ำ ไม่ได้พาให้เป็น เสร็จแล้วมีคนเลยเถิด ตั้งข้อสังเกตว่า นี่ละ อาตมาพาให้อธิษฐานนี่ พอเริ่มต้นให้อธิษฐานก็เกิดเรื่องเลย ไปกันอีก ปัดโธ่เอ๋ย แค่อธิษฐาน บอกว่าต่อให้เคร่งอดข้าวอดน้ำก็ยังไม่เป็น เพราะฉะนั้นอธิษฐานอย่าไปห่วงเลย คุณตั้งใจให้ดีก็แล้วกันแต่ละวัน แต่ละคืน สิ่งใดไม่ดี ไม่งามเราจะแก้ไขปรับปรุงก็ตั้งใจให้มันมันดีเถอะ อธิษฐานอย่าอธิษฐานบ้าๆบวมๆก็แล้วกัน อะไรก็ไม่รู้อธิษฐานไปเลอะๆเทอะๆ ขอให้เป็นนางฟ้า นางสวรรค์ ขอให้อะไรต่ออะไรเลอะๆเทอะๆอะไรอย่างนั้นก็แล้วกัน หรือว่าขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดลบันดาลอย่างโน้น อย่างนี้ ไอ้ขอนั่นขอนี่อะไรไม่เข้าเรื่องเข้าราวอย่าเป็นก็แล้วกัน รู้จักอธิษฐานให้ถูกต้องก็แล้วกัน อธิษฐานคือการตั้งจิตตั้งใจจริงๆ ตั้งใจให้เป็นคนที่จะประพฤติ ปฏิบัติ จะสังวรระวัง จะทำอะไรแต่ละวัน จะเพิ่มหรือจะลด บางทีบางครั้งนี่ มันก็อาจจะต้องเพิ่มต้องลดนะ ไปในทีน่ะมันไม่แน่นอน เราทำไปแล้ว ลองไปแล้ว เอ เราตั้งนี่รู้สึกว่ามันหนักไปกับเราน่ะเราฝืน ไปไม่ไหว ลดมาหน่อยก็ตั้งใจในแต่ละวันก็ได้ แต่เหลาะๆแหละๆ ไม่มั่นไม่คง แต่ละวันก็เปลี่ยนไปหมด อธิษฐานแต่ละวันก็ไม่เหมือนกันเลย ลดไป ยืดไป หดไป มาก เพิ่มไปอยู่ตลอดทุกวัน ก็เละเหมือนกันอย่างนั้นน่ะ มันก็ไม่เข้าท่าเข้าทางอะไร ก็ต้องให้มันมั่นคงบ้าง มีความแข็งแรงของจิตใจบ้างว่าเราจะตั้งอย่างไร ก็ตั้งให้มันดีนะ ตั้งใจว่าจะทำก็ให้มันรู้สึกว่าเราเป็นผู้ที่มีสัจจะ หรือมีความแข็งแรงมีความมั่นคงในการกระทำ ถ้ามันเหลือวิสัยหรือมันไม่หวาดไม่ไหวจริงๆ ก็ค่อยๆ ผ่อนคลาย หรือมันน้อยไปเราก็จะรู้ตัวว่า เออ อย่างนี้มันน้อย และมันง่ายไปและเรารู้สึกว่าจะเพิ่มภูมิเพิ่มตบะ เพิ่มอธิ อธิศีล อธิกรรมฐานอะไรที่จะเพิ่มขึ้นไปได้มากกว่านี้อีกสักหน่อยก็เอา ก็ทำเอาของแต่ละผู้แต่ละคน แล้วมันก็จะพากันเจริญ พาเราพัฒนาก้าวหน้าไปนะ อาตมาอยากจะถามนะว่า พวกเรานี่ที่ปฏิบัติหลักของโพธิปักขิยธรรมที่ว่านี้จะต้องมีสตินำ เมื่อวานนี้มีคนมาถามอาตมาๆก็ได้คิดอย่างหนึ่งเหมือนกันว่า เออ...จริงนี่นาเราก็พูดๆๆ แต่ไม่ได้เน้นเข้าไปตีเปลาะนี้ทีหนึ่ง เขามาถามว่า เอาแต่สติตัวเดียวนี่ไปรอดไหมครับปฏิบัติธรรมนี่เขาว่าอย่างนั้น อาตมาก็บอกว่ามันไปไม่รอดหรอกงมงายกันอยู่ทั่วไปเยอะแยะเลยนี่ ดีแต่ว่า มีสติอย่างเดียว มี สติๆๆเดี๋ยวก็ปัญญานำเอง แล้วก็มีปัญญาปลอดโปร่งแล้วก็ไปเอง อาตมาบอกทุกวันนี้ แม้แต่สติสัมโพชฌงค์เขายังไม่รู้เลยว่า ต่างกันกับสติธรรมดาอย่างไร สติสัมโพชฌงค์นี่มันจะต้องเป็นตัวสติที่อยู่ในหลักโพธิปักขิยธรรม เพราะในโพธิปักขิยธรรมต้องมีโพชฌงค์เป็นหลักตัวหนึ่งใช่ไหม เป็นทฤษฎีหนึ่งอยู่ในโพธิ-ปักขิยธรรม สติต้องเป็นสติสัมโพชฌงค์ เป็นสติปัฏฐาน 4 ก็คือสติที่เป็นสติสัม-โพชฌงค์นั่นแหละ เริ่มต้นเป็นสติปัฏฐาน 4 ก็ สตินั้นจะต้องอยู่ในคุณภาพของความเป็นสติสัมโพชฌงค์ เป็นสติที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ เป็นสติที่จะต้องรู้ มีธัมมวิจัย บอกแล้วสติสัมโพชฌงค์ คือสติที่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เมื่อรู้แล้วเราก็ต้องมีธัมมวิจัยด้วย ธัมมวิจัยอะไร วิจัยว่าเราเองเราตลอดเวลา กายกรรม วจี-กรรม มโนกรรมนี้เราจะรอบรู้ รู้ตัวว่าเราคิดอย่างไร เราพูดอย่างไร เราทำอย่างไร องค์ประกอบเรียกว่ากาโย องค์ประชุม องค์ประกอบของมันไม่ว่าจะเป็นอะไร ที่เกี่ยวข้องอยู่เป็นวัตถุนอกก็แล้วแต่ ประกอบอยู่นอกก็ยังเป็นกายใหญ่ๆ ตัวเรานี้มีกรรมกิริยาก็เรียกว่ากาย องค์ประกอบของกายกรรม วจีกรรม มโน...มันถึงในมโนด้วยนะก็เอามาเกี่ยวข้องกัน ก็เรียกว่ากาย เสร็จแล้วซ้อนลงไปก็มีเวทนา มีวิจัยๆ เวทนาด้วย ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัย อาการ ลิงคะ นิมิตของเวทนาได้ เรียกว่าเป็นปรมัตถ์ รู้จิตเจตสิก เวทนานี้เป็นเจตสิกแล้ว รู้จิตในจิตเข้าไปอีก รู้เจตสิก รู้เวทนา เจตสิกว่าเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา แล้วสามารถวิจัยสัมโพชฌงค์ก็หมายความว่าองค์แห่งการตรัสรู้ จะรู้ถึงขั้นว่าเวทนาที่เป็นสุขนั้นน่ะ สุขอย่างโลกีย์เป็นอย่างไร สุขอย่างโลกีย์ นี่โลกียสุขนี่ตอนนี้เรากำลัง แหม กินข้าวกำลังอร่อย แหม มันอร่อยเลย แล้วไม่รู้ตัวว่าเราจะต้องลดละ ไม่รู้ตัวเลยว่าเราจะต้องปล่อยคลาย จะต้องพิจารณา หรือจะต้องกดข่ม เปลี่ยน แปลงจิตใจ ไม่ไปหลงใหลได้ปลื้มกับรสอร่อยโลกียะอย่างนั้น เป็นโลกียรสอย่างนั้น เปลี่ยนมาให้มันจางคลาย หน่าย อย่าไปหลงยินดี ยินร้าย อย่าไปหลงอะไรต่ออะไรอย่างนั้นนะในโลกียรส เราจะเปลี่ยนมาให้เป็นธรรมรสโดยที่ไม่ไปติดใจดูดดื่ม ทั้งผลักทั้งดูดนั่นแหละในรสของโลกีย์ บางที่เราไม่ชอบ แหม อันนี้เราไม่ติดใจเลย เราไม่อยาก มันชัง มันเราก็ต้องรับประทานมันเป็นธาตุที่ดี มันเป็นอาหารที่ควรกินก็กินเข้าไปทั้งๆที่มันไม่เคยอุปาทานชอบ มันไม่ชอบเสียด้วยซ้ำ ก็ต้องกิน เพราะฉะนั้นธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์นั้นเราวิจัยถึงกระทั่งอาการลิงคะ นิมิต เวทนาที่เป็นสุขโลกีย์ แล้วปรับปรุงจากสุขโลกีย์นั่นแหละให้มันลดถอยไป จนกระทั่งถึงสงบระงับนั่นแหละมันถึงจะเป็นวูปสโมสุข จะเรียกว่าสุขโลกุตระก็ได้ เป็นวูปสโมสุขแล้วสุดทางปฏิบัติธรรม คือสงบระงับจากรสโลกีย์หรือสงบระงับจากกิเลสที่ผลัก ที่ดูด ที่ชอบ ที่ชัง นี่เราก็ต้องรู้เวทนาในเวทนาอย่างนี้มีธัมมวิจัยจริงๆเลย อาการ ลิงคะ นิมิต เครื่องหมายรู้ รู้ว่ามันเป็นอย่างไรในอาการจิตใจของเรา มันเป็นอย่างไร รู้อาการนั้น เข้าใจอาการนั้น อ่านออกเลย ยิ่งชัดเท่าไหร่ ยิ่งไม่มีวิจิกิจฉาเท่าไหร่ยิ่งดีใหญ่ แล้วเราก็พากเพียร มีวิริยะสัมโพชฌงค์ พากเพียรให้มันเกิดการพากเพียรปฏิบัติ ให้มันเกิดผลเกิดมรรคเกิดผลๆๆ นั่นแหละ เป็นวิริยสัมโพชฌงค์ นี่คือสติสัมโพชฌงค์ จะประกอบไปด้วยธัมมวิจัยและวิริยะ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์วิริยสัมโพชฌงค์อย่างนี้ เกิดผลดีผลได้ขึ้นมาก็เรียกว่าปีติ สัมโพชฌงค์ แม้มันจะมีอาการฟูใจ ได้ดี แล้วก็เลยยินดีของเรานั้น ดีในทางปฏิบัติธรรมด้วย เป็นโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์น่ะ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้น่ะ เป็นผลของการปฏิบัติธรรมน่ะ แล้วเราก็ได้ดี ได้ดีแล้ว เราก็ฟูใจในดีนั้น เอาละมันเป็นอุปกิเลสซ้อนลงไปอีกก็ให้รู้กัน แล้วค่อยลด ค่อยลดปีติที่เป็น อุปกิเลสนั้นอีกทีหนึ่ง ถ้าลดได้อีกก็เป็นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ลดปีติได้ นั่นแหละคือเข้าหาฌาน วิธีของฌาน ฌานก็ลดปีติ ลดสุข สุขที่เป็นวูปสโมสุขนี่แหละ แม้เป็นวูปสโมสุขก็ไม่ต้องไปหลงใหลได้ปลื้มอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องไปดี๊ด๊า ยินดีฟู่ฟ่าอยู่เป็นรสซ้อน ไม่ใช่รสอร่อยของโลกีย์น่ะ แต่เป็นรสอร่อยของโลกุตระน่ะ เป็นรสอร่อยของมรรคผลน่ะ เป็นรสอร่อยของธรรมะที่เราได้น่ะ พอได้แล้วมันซ้อนอีกเขาเรียกอุปกิเลส เป็นกิเลสซ้อนไปอีกทีหนึ่ง เราลดได้อีกมันเป็นปัสสัทธิก็เป็นสัมโพชฌงค์ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีก กับลดปีติ ลดสุขที่เป็นวูปสโมสุขนี่แหละจะเรียกว่าลดปีติก็ได้ จะเรียกว่าลดสุขก็ได้ ลดสุขก็คือวูปสโมสุข ลดอาการของจิตเป็นปัสสัทธิก็ได้ เป็นความสงบ ในความสงบในระดับนี่วูปสโมสุขนี่คือสุขเพราะสงบ สงบจากกิเลสน่ะ เราก็ไม่หลงใหลไปติดอยู่ในปัสสัทธิธาตุ ธาตุที่สงบ ธาตุที่ระงับ นี้ว่าเป็นเราเป็นของอีก นี่มันซ้อนเข้าไปเรื่อยๆลึกเข้าไปเรื่อยๆ ลึกเข้าไปเรื่อยๆเป็นสัมโพชฌงค์ เป็นสมาธิที่ตั้งมั่นแข็งแรงเข้าไปจนกระทั่งถึงอุเบกขา จนกระทั่งวางปล่อยได้เฉย ไม่มี ไม่ติดแค่ปีติ ไม่ติดแค่ปัสสัทธิ เป็นอุเบกขา ก็สุดสูงไปอีก แม้อุเบกขานั้นเป็นคุณค่าเสียสละสร้างสรรค์มีความสงบระงับวางเฉยได้จริง แล้วก็ไม่หลงใหลอันนี้เป็นเราเป็นของเราจริงๆอีก นี่มันซ้อนเข้าไป ซ้อนกันไปตั้งเท่าไหร่ เวทนาในเวทนา เป็นอุเบกขาเวทนาโน่นแน่ะ จิตก็เจโตปริยญาณ16 อาตมาก็สอนแล้วสอนเล่า ให้รู้อาการต่างๆของมันลงไป พิจารณาเจโตปริยญาณ 16 ให้เห็นชัดว่ามีสภาวะอย่างไร อย่างไรเรียกว่าราคะมูล อย่างเรียกว่าโทสะมูล อย่างไรเรียกว่าโมหะมูล อย่างไรเรียกว่าไม่ใช่ ไม่ใช่นี่หมาย ความว่าเรากำลังผลักทิศทางไปในทางที่จะลด ลดราคะ ลดโทสะ ลดโมหะ ลดลงไปทิศทางที่เราทำอาการให้มันอ่อน จากบางคลาย ลงไปนั่นแหละ เรียกว่า อราคะ อโทสะ อโมหะ ถูกแล้วนะ เรากำลังทำอยู่นี้ถูกแล้ว นาว่าทิศทางนี้มันกำลังลด กำลังไม่ให้มีๆแม้จะยังมี แต่ว่ามันน้อยลงๆได้ ก็เรียกว่าจางคลาย ทำอนิจจัง ทำวิราคะลงไปเรื่อยๆ เราเรียกว่าถูกทิศของอริยะแล้ว ถูกทางมรรคผลแล้ว เกิดมรรคเกิดผลแล้วเดินสู่ทางเจริญ สุคโตที่แท้จริงหรือสุคติที่แท้จริง นี่เราจะต้องรู้แจ้งด้วยญาณ ปัญญาอันชัดเจน ทำได้ดี ทำได้หน่อยๆ มันก็ยังหนัก ยังหนาอยู่ เป็นสังขิตตะ เป็นวิขิตตะเราก็รู้ สังขิตตะอย่างไร วิขิตตะอย่างไร ก็อธิบายจนกระทั่งปากเปียกปากแฉะ ลดไปได้อีก ลดไปเรื่อยๆ มันได้ดีขนาดไหนก็แล้วแต่ให้มันเจริญขึ้น อย่าให้มันติดอยู่แค่เก่า เจริญยิ่งขึ้นๆ ก็เรียกว่ามหัคคตะ มหัคคตะ-จิต จิตเจริญขึ้น สูงขึ้น เลื่อนขึ้น ถ้าไม่แลื่อน ไม่สูงขึ้นก็คืออมหัคคตะ รู้ตัวว่ามันไม่เจริญนา มันอยู่อย่างเก่าหรือมันเสื่อมด้วยซ้ำ อมหัคคตะ ก็ให้มันรู้ว่าไม่เจริญนาในเสื่อมกว่าเก่าด้วย ตรวจตราจริงๆปฏิบัติจริงๆ รู้ตน รู้ตัวให้จริง อย่างนี้ โดยเฉพาะรู้ภาวะของจิต ซึ่งเป็นปรมัตถ์สัจจะ ปรมัตถธรรม รู้สภาวะของจิตอย่างนั้นจริงๆเลย แล้วก็ปฏิบัติพากเพียรแก้ไขจนเป็นมหัคคตะจิตดีๆๆๆ จนดีเห็น โอ้โฮ จิตเราเจริญดีเป็นสอุตตรจิต ดี...โอ้โฮ ดีขึ้นอย่างน่าพอใจ ดีขึ้นมากทีเดียว แต่มันยังมีดีกว่านี้อีก สอุตตรจิตนี้เป็นจิตที่ดี แต่ดีกว่านี้ยังมีอีก ซึ่งเรารู้ๆอยู่ในตัวเรานี่ ว่ามันดีกว่านี้ยังมีอีก น่ะนี่ นี่มันยังไม่ดีสุดหรอก แต่ดี ด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive