570206_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่องประชาชนปฏิวัติจะชนะไฉน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข13 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570206_พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ แสดงธรรม วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ป้อมมหากาฬ เรื่องประชาชนปฏิวัติจะชนะไฉน?

พ่อครูว่า....ถึงวาระของอาตมา ใครที่ยังไม่ได้มาก็มา ได้เวลาฟังธรรมแล้ว ก่อนจะได้เทศน์บรรยาย เรื่องต่างๆ ก็ขอแจ้งให้ทราบถึงเรื่องสำคัญ วันที่ 9 ถึง 15 ก.พ. 57 เป็นวันตามกำหนด ประเพณีของชาวอโศกเรา คือเป็นวันงานสำคัญคือ งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 38 แล้ว เราเคยจัดทุกปี แม้แต่จัดบนถนนราชดำเนิน ข้างทำเนียบรัฐบาล เราก็เคยจัดมาแล้ว ตอนที่เราไปชุมนุมประท้วงกันที่นั่น เราเป็นคนที่เลี้ยงง่ายบำรุงง่าย สามารถจัดได้ แต่บางอย่างก็จัดไม่ได้ เช่นงาน ว.บบบ. เราก็ไม่ได้จัด ปีนี้งานวันที่ 9 ถึง 15 เราเอามาฆบูชาเป็นวันหลัก ปีนี้วันมาฆบูชาตรงกับวันวาเลนไทน์เลย เราก็ตีกินเลย ให้คนตื่นตัวเป็นมาฆบูชาเลย เดี๋ยวนี้วันวาเลนไทน์คนไปหลงกันมากแล้ว ปีนี้ก็ตรงกันพอดี เป็นงานภายในเรา ชาวอโศก เมื่อเรามาอยู่ภายนอก คนสนใจเป็นคนภายนอกก็มาร่วมได้ถ้าสนใจ ร่วมได้หลายระดับ มาดู มาร่วมเล็กน้อยหรือร่วมอย่างเคร่งเลยก็ได้ แต่อโศกเราจะตั้งใจเคร่งครัด หลักใหญ่เราก็มาปฏิบัติธรรม ถือศีล 8 ตีสามครึ่ง ก็ตื่นทำวัตรเช้า หกโมงเช้าก็บิณฑบาต จากนั้น เก้าโมงเช้ามีเทศน์ก่อนฉัน ไปถึง 10 ถึง 11 โมง ก็ฉันอาหารกัน ทานอาหารกัน ซึ่งก็จะทานอาหารเป็นระเบียบ เข้าแถวกัน สงบเรียบร้อยมีวินัย หลังฉันไปพักผ่อน แล้วแยกย้ายไป มีพระเกจิ (ที่ไม่ได้ปลุกเสกฯพระเครื่อง แต่ปลุกเสกฯคน คือไปพูดคุยสนทนาธรรม) หรือบางเกจิก็จะไปจัดรายการธรรมะ ให้ซักถามได้ จนถึงบ่ายสองโมงเป็นรายการภาคบ่าย มีหลากหลาย ถ้ามีงานนี้ เป็นงานการเมือง ถ้าไม่ธรรมะก็เป็นการเมืองผสมผสานกันไป ส่วนภาคเย็นเป็นการสัมภาษณ์ผู้มาปฏิบัติธรรม แล้วได้มรรคผลอย่างไร มีการเกิดปราก

อ่านต่อ

ฎการณ์อย่างไร เรานำมายืนยันชี้ให้เห็น เป็นคนเก่า หรือคนใหม่ก็ตาม มีหลายรุ่น มีสิ่งพิเศษ ประสบการณ์ได้ทำแบบนี้แล้ว ผลเป็นอย่างไร เอามาเล่าขยายสู่กันฟัง ในภาคเย็น จบสองทุ่มก็หมด แต่ในงานนี้มีข้อจำกัด พอถึงจบแต่ละวัน รายการเราจบประมาณ สองทุ่ม ทุกวัน นอกจากวันมาฆบูชาก็จะมีเทศน์พิเศษ ส่วนรายการทั่วไปในภาคค่ำก็เป็นการสัมภาษณ์ปฏิบัติกร ส่วนวันมาฆบูชาก็เป็นเทศน์พิเศษวันมาฆบูชา ทั้งหมด 7 วัน 6 คืน แต่วันแรกจะไม่มีทำวัตรเช้า แต่เริ่มตอนเก้าโมง มีการเปิดงาน ปฏิญาณศีล 8 จนถึงวันสุดท้ายวันที่ 15 หลังทำวัตรเช้า ก็รับประทานอาหาร จบก็เสร็จ พากันกลับเลิกแล้ว ก็จะไม่ครบ 7 วันดีเท่าไหร่ แต่ 6 คืนแน่ หนังสือที่จะใช้ในงานนี้คือ หนังสือ “รู้คน ขังสุข รู้คุก ขังสัตว์” ให้นำมาด้วย มาเข้าเรื่องของธรรมะ วันนี้ตั้งใจจะอธิบายรัฐศาสตร์การเมือง ชาตินี้อาตมาไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์ได้ปริญญาเลย แต่ก็รู้รัฐศาสตร์การเมืองจากการเรียนพุทธธรรม ซึ่งพุทธศาสตร์นี่แหละขอยืนยันว่า เป็นเศรษฐศาสตร์แท้ เป็นการเมืองแท้ เป็นรัฐศาสตร์แท้ รู้ได้ทั้งประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ เหนือชั้นยอดเยี่ยมกว่าคอมมิวนิสต์ที่เขาทำ แม้ประชาธิปไตยก็สุดยอด มีคุณธรรมด้วย แม้เผด็จการก็อย่างวิเศษเลย เป็นความรู้สามารถที่มีพลังอำนาจ ระดับสูงสุด ระดับSupreme เลย เป็น Authority power เป็น sovereign power เรามาทำงานประท้วง เป็นปฏิวัติ ต่อเนื่องกันหลายเดือนแล้ว โดย เฉพาะ กองท ัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ( กปท. ) ตั้งแต่ 4 สิงหาคม 56 แล้ว วันนี้ก็ปาเข้าไป หกเดือนกับสองวันแล้วนับเป็น 186 วันแล้ว ใกล้ 183 วันแล้ว อีกกี่วัน อีก 7 วันก็ไม่น่าเสร็จนะ ถ้าไปอีก 8 วันก็ทำลายสถิติเดิมเลย เป็น 194 วันเลย แล้วจะเลยไปอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ จะลงเอยอย่างไร การปฏิวัติของไทย ณ ลมหายใจเฮือกนี้ 1 . จะลงเอยอย่างไร ? 2 . ใครจะชนะ? 3 . เครื่องตัดสินว่าใครจะชนะที่เป็นสัจจะแท้คืออะไร? 4 . อย่างไรจึงจะชื่อว่าประเทศไทยชนะ? ถ้าจะให้รัฐบาลเก่าชนะแล้วมาบริหารแบบเก่าๆ มาแดงทั้งแผ่นดิน บริหารมา 8 ปีแล้ว อย่างนี้จึงชื่อว่าประเทศไทยชนะหรือว่าจะให้คณะประชาชนที่มาปฏิวัติมาทำการเมืองใหม่ขึ้นมา เพราะประชาชนที่ตื่นรู้เป็นมวลมหาประชาชนสามัคคีทุกสีทุกเหล่าออกมากว่า 10 ล้านคน ประชาชนที่ยังไม่ออกมาก็มีอีก มาปฏิเสธการเมืองเก่าที่เน่าเฟะ นี่ก็อีกคณะหนึ่ง แล้วจะให้คณะประชาชนหรือให้คณะรัฐบาลเก่า แบบน้ำเน่าที่แสนเละเทะชนะ แบบไหนถึงชื่อว่า “ประเทศไทยชนะ?” ควรให้รัฐบาลเก่าหรือให้คณะประชาชนพวกเราชนะ? …. ก็กำลังแข่งขันกันว่า ใครจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ? ระหว่างมหาประชาชนกับรัฐบาล

1 . จะลงเอยอย่างไร ? ตอนนี้ผลลงเอยจะเป็นอย่างไร ...ก็อาจเป็น.... จะลงเอยได้สองอย่าง? 1 . รุนแรง เขาลุแก่อำนาจบาตรใหญ่ จะมีล้มตายสูญเสียยับเยินเลย ซึ่งคิดว่าไม่มีใครอยากให้เกิดแน่ 2 . จะลงเอยด้วยการจำนน ฝ่ายโน้นก็ต้องจำนนต่อความดีงาม สงบ ไม่รุนแรง คำตอบคือ จะลงเอาด้วยฉิบหายวายป่วงหรือลงเอยด้วยชนะอย่างสวยงามสง่าผ่าเผย เท่านั้นเอง

2 . ใครจะชนะ?... มันก็อยู่ที่ว่าใครจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ ตอนนี้รัฐบาลเก่าก็ไม่ลาออก แต่ยุบสภาฯ ความเป็นรัฐบาลเก่าหมดแล้ว แต่รักษาการอยู่ ครม.ก็รักษาหน้าที่เป็น การถือหัวโขนอยู่ แต่รำไม่ได้ เป็นยักษ์ก็รำไม่ได้ เป็นพระเป็นนางก็รำไม่ได้ แต่ละเมิด ทำรำ ออกท่าทางด้วย ทั้งที่ไม่มีอำนาจ นี่ล่ะจะได้ชำระกัน ตอนนี้ก็แย่งกันใครจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้ จะเป็นรัฐบาลเก่า หรือประชาชนที่มาปฏิวัติจะตั้งรัฐบาลได้ ก็ตรงนี้แหละ? ที่จริงแล้ว พอฟังแล้วคนก็คงพอรู้ ถ้าเผื่อว่าทำงานอยู่ ดูกระแสที่เป็นอยู่ก็คงพอรู้ แต่เจาะลงไปที่ประเด็นที่ 3

3 . เครื่องตัดสินว่าใครจะชนะที่เป็นสัจจะแท้คืออะไร? ผู้ใดทำได้ถูกต้องสงบเรียบร้อยดีงามกว่าก็คือผู้ชนะ ทั้งสองฝ่ายก็พยายามทำให้ถูก รัฐธรรมนูญ ตามธรรมะ ชอบธรรม พยายามให้มนุษย์มนาเขารู้ แต่เป็นการปฏิบัติที่เล่นเลห์แฝงอะไร ดีไม่ดีทำละเมิดโต้งๆ พวกนี้จะเป็นผู้ตัดสิน ยุคนี้มีเครื่องไม้เครื่องมือไว้บันทึกเยอะ ดังนั้นผู้ถูกต้องชอบธรรมกว่าก็คือผู้ชนะ แต่จะเป็นไปได้อย่างถูกต้องชอบธรรมสวยงามหรือไม่?

4 . อย่างไรจึงจะชื่อว่าประเทศไทยชนะ? อย่างไรก็ต้องประชาชนชนะถึงชื่อว่า ประเทศไทยชนะ จะให้รัฐบาลแดงทั้งแผ่นดิน แล้วไม่เอาพระเจ้าแผ่นดินชนะจึงจะชื่อว่าประเทศไทยชนะอย่างนั้นหรือ? ...อาตมาว่า ไม่อยากเอาชื่อประเทศไทยมาเรียกเลย มันควรเป็นอย่างไรจึงจะชื่อว่าประเท ศ ไทยชนะ มวลประชาชนคนไทยก็ช่วยกันตัดสินก็แล้วกันว่า อะไรควรอะไรไม่ควร

คณะรัฐบาลที่ยุบสภาไปแล้วมีแต่หัวโขน รำไม่ได้ ขืนรำก็ผิด แล้วพวกที่คบค้าก็เป็นพวกข้าราชการประจำที่เป็นลิ่วล้อ หน้ามืดช่วยกันรำอยู่ เขาก็เก่งจริงๆ พวกลิ่วล้อ เป็นพวกหัวแถวๆ ก็มีอำนาจทางราชการช่วย เขาเก่งที่ซื้อหามาเป็นบริวารลิ่วล้อก็ทำอยู่ เป็นเรื่องยืนยันว่าไทยจะเป็นประเทศที่ล้มเหลวหรือเจริญ ล้มเหลวคือ พวกที่ผิดพวกไม่ควรไม่ชอบธรรมมาเป็นผู้ชนะ นั่นคือความล้มเหลวของประเทศไทย แต่ถ้าความถูกต้องชอบธรรมเป็นผู้ชนะนี่คือ ความเจริญของประเทศไทย คนไม่ฉลาดก็จะรู้ว่าที่พูดนี้ถูกต้อง เถียงไม่ได้ แต่ว่าความถูกต้องชอบธรรมนี้ ต่างคนต่างยึดว่าฝ่ายตนถูกต้องชอบธรรม ก็ต้องมาไขความกันเรื่องสัจจะธรรมะ แล้วความชอบธรรมที่ต่างคนต่างว่าตนชอบธรรมก็ต้องว่ากันตรงพฤติกรรมจริง การเลือกตั้งครั้งนี้ แล้วมีการประพฤติกัน มีองค์ประกอบ เป็นกรณีว่า ผู้ที่เอาการเลือกตั้งให้ได้ เพื่อจะได้แต้ม เขาถือว่าถ้าได้เลือกตั้งนี้ได้แต้ม ส่วนพวกเราไม่เอาการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งที่ได้เกิดนี้ เป็นโครงสร้างเก่า เป็นค่ายกลขี้โกงทางการเมืองที่เขาได้สร้างมานานแล้ว เหมือนหนังจีนที่ใครเดินเข้าไปในค่ายกลนี้ตาย มีพิษภัยมากมาย มีหอก หลาวแหลน หลุม สมัยใหม่มีกับระเบิด เขาวางไว้หมด เขาจะชนะแน่ถ้าเลือกกี่ครั้งก็ตาม แต่เรามาประท้วงไม่ให้ทำแบบเก่าอีก ไม่เอาค่ายกลนี้ เราจะยอมให้เป็นแบบนี้ไม่ได้ มันเกิดมา 8 ปีผ่านมาแล้วไม่เรียกวิวัฒน์พัฒนา แต่นี่ปรุงแต่งให้เลวร้ายเพิ่มขึ้น ประชาชนออกมาพิสูจน์ให้รู้มามากเท่าไหร่ๆ ก็ไม่เคยมีอย่างนี้ ออกมาแสดงตัวตั้งแต่ 24 พ.ย. 56 มาเป็น 9 ธ.ค. 56 จนมาเป็น 22 ธ.ค. 56 แล้วก็มา Shut Down BKK วันที่ 13 ม.ค. 57 ก็พิสูจน์มาแล้ว เราจะมาพิสูจน์ความถูกต้อง 1 . เป็นเรื่องของประชาชนเป็นประชาภิวัฒน์ … 2 . ประชาภิวัฒน์ 3 . กรรมาภิวัฒน์ ...ให้รู้ว่ากรรมกุศลที่ถูกต้องดีงามเป็นอย่างไร ก็ชอบธรรม ส่วนใครทำอกุศลก็ไม่ชอบธรรม การเลือกตั้งก็มีผลออกมาระดับหนึ่ง วัดค่าแล้วยืนยันความจริงหลายอย่าง? สรุปแล้วคำตอบคือ ค่านิยมของพรรคการเมืองเก่าทรุดลงเลย หลายแง่หลายเชิง แล้วเขาพยายามหยิบประเด็นมาหลอกคนปัญญาน้อย ให้หลงเชื่อถือ คนก็หลงดีใจว่า เพื่อไทยยังเจริญรุ่งเรืองอยู่ เช่นรวมครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้ ที่ 1 ได้มาตั้ง 300 กว่าที่นั่ง ก็แน่สิ เพราะว่ามีแต่พวกเอ็งไปลง....แต่เขาก็แยกให้รู้ว่า คนไม่ไปลงตั้ง 75 % แต่ที่ไปลงคะแนนไปเลือกตั้งไม่กี่% มันส่อสื่อให้เห็นความล้มเหลวย่อยยับของรัฐบาลเก่า อาตมายังนึกว่าเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้า...อาตมาพูดนี่ไม่ใช่พวก ประชาธิปัตย์ นะ แต่ที่พูดนี้พูดด้วยเนื้อผ้า...ถ้าพรรค ประชาธิปัตย์ ไม่บอยคอต ไปลงเลือกตั้ง ไม่แน่นะ ประชาธิปัตย์ อาจชนะก็ได้ เพราะความเสื่อมของพรรคนี้ลดลงมากเลย คิดดูสิว่าบัตรเสียมากเลย เขียนด่ามากมาย มันส่ออะไรยับเยินเลย เป็นการพ่ายแพ้ที่ไม่เคยเกิดในประวัติศาสตร์ คนที่ไม่มีหิริโอตตัปปะเลย ทำไมดื้อดึงดันไม่ละอายเลย แต่นี่ไม่มีเลยนิดหนึ่งก็ไม่เลยที่จะพาเขาลาออก ยังดันทุรังไปหน้าเฉย ไม่มีอะไร แต่หนีจุ ก ตูดเลย หาคนมาป้องกันเต็มเลย ทั้งที่เราบอกว่าไม่ทำอะไร เราไม่รุนแรง มันมีความซับซ้อนให้เห็นว่า...มันแพ้ยับเยิน แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ ….แพ้อย่างไม่มีอะไรบ่งบอกว่าจะมีความชนะได้เลย แต่เขาก็ไม่ยอม แต่จะลงเอยที่เขาอาจทำชั่วทำรุนแรงได้ เพราะคนชั่วทำชั่วได้ เมื่อเลือดเข้าตาก็ลุแก่อำนาจบา ตร ใหญ่ พวกเราก็ไม่ไปตอบโต้ทำร้าย ก็ไม่แน่ว่า ถ้าจะเกิดความรุนแรงในคนที่จะทำร้าย แล้วจะมีผู้ที่มีอาวุธ พลังอำนาจพอจะห้ามกั้นก็ไม่อยากพูดจึงไม่ตั้งประเด็นนี้ขึ้น เอาแต่ว่าคนทำรุนแรงไม่ว่าใครก็ผิด พวกเราทำก็ผิด นี่คืออย่างที่ 1 อย่างที่ 2 คือไม่รุนแรงเลย ใช้ความถูกต้องสัจจะความจริง หลักฐานมายืนยันกัน ทั้งกฎหมาย ทั้งจารีตประเพณีสังคม คนที่จะทำสิ่งถูกต้องดีงามได้ ต้องเกิดจากจิตวิญญาณเป็นประธาน เป็นอำนาจใหญ่ของชีวิต กาย วาจา มาจากมโน มโน ปุ พพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา มโนจะมีกำลังอำนาจ ต้องศึกษาฝึกฝน สร้างให้มีคุณธรรม ไปซื้อหาตามแผงลอยไม่ได้ ไปตามศูนย์การค้า ที่ใหญ่โตอย่างไรก็ซื้อหาไม่ได้ ซื้อความสงบ รำงับไม่รุนแรงทำไม่ได้ ต้องรู้ว่าความถูกต้องดีงามคืออย่างไร แล้วทำอย่างไร โดยจิตเป็นตัวเป็นเอง เป็นการสั่งเองเป็นตถตา จิตเป็นเช่นนั้นเอง กาย วาจาก็ออกมาจากจิต ส่วนอกุศลนั้นเราล้างเชื้อออกจากจิต พระพุทธเจ้าค้นพบแล้วสร้างจิตเช่นนี้ได้ พุทธทำได้ จะเกิดคุณงามความดีที่จริง แม้ความยอมตายเพื่อสร้างสิ่งดีงามก็เป็นไปได้ เพราะเป็นผู้ที่เกิดจิตมีพลัง 4 สมบูรณ์ มีปัญญารู้ว่า ทำกรรมชนิดนี้มีปัญญารู้ก็ทำ จนเป็นกำลังของความขยัน พากเพียรทำมาจนขยันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นตถตา ส่วนความชั่วก็รู้ เคยทำมา แต่ตอนนี้ไม่ทำ เพราะพลังชั่วไม่มีแล้ว มีปัญญาและมีวิริยะ ที่เป็นตถตา มีความวิริยะที่เป็นเอง โดยอัตโนมัติ มันทำจริงๆ จึงมี อนวัชชะ คืองานที่ดีที่ควรทำ ดังนั้นการทำงานใดต้องดี ต้องชอบและควร มีพลังปัญญาที่ถูกต้อง ฉลาดแท้ลึกซึ้ ง ฉลาด ไม่ ขี้โกง โดยแยกสำคัญตรงที่ รู้ว่านี่ฉลาดเห็นแก่ตนเพื่อตน หรือรู้ว่านี่ฉลาดเพื่อผู้อื่น เพื่อคนหมู่มาก นี่คือหลักตัดสินสำคัญว่านี่เพื่อตัวเอง หรือเพื่อส่วนรวมหมู่มาก ถ้าเพื่อส่วนรวมย่อมถูกต้องมากกว่าส่วนตน จึงเป็นความจริงที่ทรงไว้ ผู้ใดสั่งสมสิ่งจริงนี้ในจิต จึงมีกรรมจริง ผู้ใดศึกษาแล้วทำสั่งสมเป็นวิบากแก่ตน เป็นอริยทรัพย์ เกิดจากกรรม การกระทำฝึกฝนอบรมแล้วสั่งสมตกผลึกเป็นของผู้นั้นๆ เรียก กรรมสกตา (กรรมเป็นของๆตน) ตนได้อาศัย กรรมปฏิสรโณ กรรมพาเกิด กรรมโยนิ คนฝึกมาโดยตรงก็ได้ตรง แต่คนฝึกโดยอ้อมก็ได้ผลสำหรับคนมีบารมี คนที่มารวมกันจึงมีกรรมเป็นอันหนึ่งเดียวกัน เช่นเป็นคนเสียสละ เห็นแก่ส่วนรวม จริงใจ สำคัญที่จิต ล้างความหลงติดในลาภแก่ตน หลงติดใน ยศ ในสรรเสริญหรือเสพสุขเพราะกามเพราะอัตตา เมื่อรู้แล้วก็ลดละ มาเป็นคนจริง ที่หลงในโลกธรรม กามและอัตตา คนที่หลงอยู่ก็คือพวกตนในอำนาจ โลกธรรม ผู้ใดมาเรียนรู้จริง พุทธนี่ชัดเจน เหตุที่ไปหลงในกามและอัตตา ก็ดับเหตุ หาเหตุมันได้เลย สามารถอ่านได้รู้ได้โดยสติปัฏฐาน 4 ประชุมเป็นกาย ตากระทบรูป เกิดวิญญาณแล้วเกิดอาการในกาย เป็นหทัยรูป กายนี่คือหทัยรูป เป็นองค์ประชุมที่พร้อมด้วยผัสสะ 3 ทั้งทางทวารทั้ง 5 แต่ละทวารเป็นผัสสะ 3 แม้ในใจก็เป็นผัสสะ 3 แต่ท่านไม่เรียกผัสสะ เพราะมันอยู่ด้วยกันเรียกธรรมารมณ์ มันทรงอยู่แล้ว อารมณ์นั้นไม่ต้องไปทำอะไร เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นไม่ต้องหาสิ่งอื่นมาสัมผัส มันอยู่ด้วยกันแล้ว มนายตนะกับธรรมายตนะ แต่ถ้าข้างนอกต้องสัมผัส แต่ถ้าใจไม่ไปรับรู้ แม้กระทบทางตาก็ไม่รู้จักรูปนี้ ถ้าเอาใจมารับมันก็เห็น ทั้งกลิ่นเสียง สัมผัสก็เช่นกัน ถ้าไม่เอาจิตมารับรู้ก็ไม่เกิดวิญญาณ ถ้ารู้จัก เวทนา สัญญา สังขาร ก็จะสามารถปฏิบัติธรรม ให้บรรลุได้ รู้องค์ประชุมคือ กาโย มีข้างนอก มากระทบทวาร รูปคือ สิ่งที่ถูกรู้ ส่วน นาม คือตัวรู้ พุทธเรียนคำว่า กายผิด ไปเข้าใจว่า กายคือร่างภายนอก แต่ที่จริง กายนั้นมีทั้ง โครงร่างและจิต และกายนี้เน้นไปที่จิตด้วย ถ้ามีคำว่ากายไปร่วม ต้องมีนามธรรมร่วมด้วย แต่เขาเรียนกันเผินว่า กายคือรูปธรรม ไม่เอานามธรรมเลย เมื่อไปพิจารณากายในกาย ก็นึกว่าเป็นข้างนอกอีก ไม่มีความรู้สึก เช่นวิโมกข์ 8 ต้องด้วยกายทั้งหมดเลย ในองค์ประชุมทั้งหมด กายที่ว่าต้องมีทั้งปัจจุบันที่มีข้างนอกด้วย 1 . รูปี รูปานิ ปัสสติ คือต้องสัมผัสรูปนอกและในด้วย 2 . อัชฌัตตัง อร ู ปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ ….หมายถึงกำหนดรู้ทั้งภายใน จนไปถึงขั้นอรูป รวมทั้งนอกและใน ทั้งสัญญาด้วย แต่เขาเข้าใจผิดไปไม่สำคัญมั่นหมายในสัญญา ก็เลยเพี้ยนไป ส่วนเอโกเขาก็ไปแปลเป็นตัวตนบุคคลเราเขา เป็นแค่ส่วนตน 3 . สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ ...เป็นผลที่ได้ดีจากนิโรธ เป็นโชคลาภสิ่งที่น่าภูมิใจ เจริญแต่ต้นจนถึงที่สุด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เป็นอธิโมกข์ จนเป็นอธิมุตโต หรืออธิวิมุติ ยิ่งสูงขึ้นๆ แต่ท่านไปแปลว่า เจริญไปถึงที่สุดนั้นก็ไม่ผิด ด้วยการปฏิบัติ ไตรสิกขานี่แหละ เจริญ ฌาน สมาธิ นิโรธ ไปตามลำดับ ก็จบในข้อ 3 เป็นนิโรธ เป็นวิมุติ แต่ท่านไปแปลว่า จิตโน้ ม น้อมไปว่างาม ก็เท่ากับว่าไปให้จิตเห็นว่าคนอื่นงาม แต่นี่ไม่ควรแปลเช่นนี้ เพราะนี่เป็นขั้นปรมัตถ ์ พาหลุดพ้นเลยนะ 4 . ผู้ล่วงพ้นรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะ(ละ)ไม่ใส่ใจถึง นานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า... อากาศหาที่สุดมิได้ (สัพพโส รูปสัญญานัง สมติกกัมมะ ปฏิฆสัญญานัง อัตถังคมา นานัตตสัญญานัง อมนสิการา อนันโต อากาโสติ อากาสานัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) ถ้าเรียนรู้ผิดๆจะไปดับหมดเลย ทั้งสัญญาทั้งเวทนา จะไม่รู้แม้แต่สักกาย สักกะ แปลว่าตัวเราเอง ส่วน กาย คือองค์ประชุม อย่างวิโมกข์ 8 คือองค์ประชุมของนามธรรม ทั้งนามทั้งรูปอยู่ในนั้นหมด ถ้าเข้าใจคำว่า กายผิด ก็ปฏิบัติผิดหมด เมื่อไปเรียนวิโมข์ 8 ที่มีคำว่า กาย อยู่ ก็ลงทะเลยะเยือกเย็นเลย สัญญาเวทยิตนิโรธ นั้นคือการเคล้าเคลียอารมณ์ ตรวจสอบในสัญญาและเวทนา ตรวจสอบด้วยอรูปฌาน 5 . ผู้ที่ล่วงพ้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุ วิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณ หาที่สุดมิได้ (สัพพโส อากาสานัญจายตนัง สมติกกัมมะ อนันตัง วิญญาณันติ วิญญาณัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) 6 . ผู้ที่ล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงจึงบรรลุ อากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร (สัพพโส วิญญาณัญจายตนัง สมติกกัมมะ นัตถิ กิญจีติ อากิญจัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) แม้กระทบผัสสะอยู่ มีการปรุงแต่งอยู่ เป็นสสังขาริกัง หรืออสังขาริกัง มีตัวกิเลสไปจูงนำหรือไม่ ก็ต้องอ่านแจกรู้ในสังขาร เรารู้ว่าสังขารเราไม่มีกิเลสเกิด วิญญาณเราสะอาด มันสังขารอยู่ แต่สังขารตามธรรมชาติ เห็นแดงก็แดง เขียวก็เขียว เห็นเงินก็รู้ว่ากี่เท่าไหร่ นี่คืองบประมาณที่เสียไปกับเรื่อง จำ นำ เรื่องข้าว หลายแสนล้านแล้ว แล้วจะมากู้อีก 2 . 2 ล้านๆ ประชาชนเขาจะไว้ใจให้ทำก็บ้าแล้ว ยิ่งเต็มใจให้ทำยิ่งบ้าแล้ว ใครจะไปไว้ใจให้ทำ เราจะทำกับงบ 2 . 2 ล้าน ล้าน เรารู้ว่าใจเรามีกิเลสมาปรุงร่วมไหม นิดหนึ่งน้อยหนึ่งมีไหม อากิญจัญญา หรือแม้นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี ให้รู้หมด ไม่ใช่ไม่รู้บ้างไม่รู้บ้างไม่ใช่ ต้องพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ใช่หนูไม่รู้ ต้องรู้หมด แม้นิดแม้น้อย พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็พ้นอาสวะ พ้นอวิชชา แม้เศษธุลีน้อยนิดเท่าไหร่ก็ไม่เหลือ แม้ มานสังโยชน์ อุทธัจจสังโยชน์ หรือ อากิญจัญญายตนะ (รูปธรรม) หรือเนวสัญญานาสัญญายตนะ (นามธรรม) ต้องพ้น ผู้พ้นเนวสัญญาฯ ก็คือผู้พ้นอนุสัย พ้นอวิชชาสังโยชน์ เป็นตัวสัญญาเวทนยิตนิโรธคือตัวรู้อย่างที่สุด ไม่ใช่ว่าไม่รู้

ถ้าจะบอกว่าดับสัญญาหรือดับเวทนาก็มีส่วน ในพระไตร ปิฎก ล. 24 ข้อ 7 พระสารีบุตรพูดไว้ว่า... สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น นี่แหละคือสภาวะของนิพพาน คนไม่เชื่อก็ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่าที่พระสารีบุตรพูดถูกไหม? พระพุทธเจ้าก็ว่าถูกต้อง...

สาริปุตตสูตร [ 7 ] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ ... ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา การได้สมาธิเห็นปานนั้นพึงมีแก่ภิกษุหรือหนอ ฯ ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านอานนท์ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่า เป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุ ฯ อา. ดูกรท่านสารีบุตร ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่า เป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่า เป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ก็การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้อย่างไร ฯ สา. ดูกรท่านอานนท์ สมัยหนึ่ง ผมอยู่ ณ ป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถีนี้แหละ ณ ที่นั้น ผมเข้าสมาธิ โดยประการที่ผมมิได้มีความสำคัญในปฐวีธาตุว่า เป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์เลย มิได้มีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในเตโชธาตุว่า เป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในวาโยธาตุว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในอากาสานัญจายตนฌานว่า เป็นอากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในวิญญาณัญจายตนฌาน ว่าเป็นวิญญาณัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในอากิญจัญ ญายตนฌานว่า เป็นอากิญจัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานว่า เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าผมเป็นผู้มีสัญญา ฯ อา. ก็ในสมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้มีสัญญาอย่างไร ฯ สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า การดับภพเป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้แล สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อไฟมีเชื้อกำลังไหม้อยู่เปลวอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น เปลวอย่างหนึ่งย่อมดับไป แม้ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุสัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า การดับภพเป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็แลในสมัยนั้น ผมได้มีสัญญาว่าการดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ ฯ จบสูตรที่ 7

พ่อครูว่า...สัญญาคือการกำหนดรู้ ให้ดับภพเป็นนิพพาน ก็คือสัญญาอย่างหนึ่งที่ดับไป อากาสาฯ คือหลุดพ้นจากสภาพที่ว่างโล่งเหมือนอากาศ ก็มาตรวจสอบที่ วิญญาณ คือตัวรู้ว่าตนมีอะไรไม่สะอาดอีกไหม?....แล้วก็ต้องตรวจสอบอีกแม้สิ่งเล็กสิ่งน้อยนิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่ให้มี เป็นอากิญจัญฯ....นี่คือเข้าไปใช้งานสัญญาขั้นสุดท้าย โดยกำหนดชัดว่า เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา คือต้องให้สัญญากำหนดรู้ให้หมด ที่ไม่รู้ต้องไม่ให้มี โดยตรวจสอบเคล้าเคลียสัญญาให้หมด หมดความไม่รู้ เหมือนอย่างหมอชีวกะ อาจารย์ให้ไปในป่า แล้วไปหาต้นไม้ที่ไม่ใช่ยา ที่สุดก็หาต้นไม ้ ใดๆในป่าที่ไม่ใช่ยา หมอชีวกะหาไม่ได้ ทุกต้นเป็นยาหมด สัญญาเวทยิตนิโรธ คือนิโรธอย่างสัญญาทำงานเคล้าเคลียอารมณ์ พ้นจากความไม่รู้ พ้นเนวสัญญาฯ ไปสู่สัญญาที่บริสุทธิ์สะอาดทำงานเต็มที่เลย ตรงกันข้ามกับที่ให้ดับสัญญาไปหมด อย่างกับก้นเหวกับท้องฟ้าเลย พูดแล้วนึกถึงคุณไสว แก้วสม เขาว่าไฟกำลังไหม้ แล้วเมื่อไฟกำลังไหม้ เปลวไฟอย่างหนึ่งดับ เปลวอีกอย่างหนึ่งก็เกิด แกเอามาเถียง ตอนนั้นอาตมาไม่รู้พยัญชนะอันนี้ เขาว่าต้องดับ ก็ถกกันน่าดู สรุปแล้ว เวทนาเป็นตัวที่ต้องกำหนดรู้ สัญญาต้องอ่าน เวทนา 108 รู้จิตในจิต คือเวทนา 16 ว่ามี สราคะ สโทสะ สโมหะ แล้วทำให้จางคลายเป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ผู้ปฏิบัติธรรมจะรู้จิตว่าตนมีราคะ โทสะ โมหะไหม แล้วทำให้มันลด เมื่อลดได้ก็เป็นฌาน 1 ทำให้กิเลสไม่มีได้ แต่ยังยาก ยังเคร่งคุม มีวิตกวิจาร ปีติ สุข เป็นเอกัคคตา เหมือนขี่จักรยานเป็นใหม่ๆ มีปีติดีใจ ล้มแล้วล้มอีก ถ้าเก่งก็ไปได้....จบไว้ก่อนแค่นี้...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน