570210_ทำวัตรเช้าพุทธาฯที่ผ่านฟ้า โดยพ่อครู เรื่อง ปฏิสัมพัทธ์ในวิชชาจรณสัมปันโน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข15 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570210_ทำวัตรเช้าพุทธาฯที่ผ่านฟ้า โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557 เรื่อง ปฏิสัมพัทธ์ในวิชชาจรณสัมปันโน

พ่อครูได้นำ หนังสือรู้คนขังสุข รู้คุกขังสัตว์ มาอธิบาย และได้กล่าวถึง จรณะ 15 1 . ถึงพร้อมด้วยศีล 9 . ปรารภความเพียร 2 . คุ้มครองทวารอินทรีย์ 10 . สติอันเป็นอาริยะ 3 . ประมาณในโภชนา 11 . ปัญญา 4 . ประกอบความตื่น 12 . ปฐมฌาน 5 . ศรัทธา (เชื่อมั่น) 13 . ทุติยฌาน 6 . หิริ (ละอายต่อบาป) 14 . ตติยฌาน 7 . โอตตัปปะ (สะดุ้งบาป) 15 . จตุตถฌาน 8 . แทงตลอดในพหูสูต (ล. 13 / 34 )

สัมมาทิฏฐิ 6 ที่เป็นอนาสวะ ของ พระอาริยะ (ทิฐิรอบในที่พัฒนามีกำลังเข้าโลกุตระมากแล้ว) 1 . ปัญญา-รู้เห็นจริงตามสัจจะของจริง (ปัญญา) 2 . ปัญญินทรีย์ (ปัญญินทริยัง) 3 . ปัญญาพละ (ปัญญาผลัง) เป็นพลังงาน static แฝง 4 . ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ (ธัมมวิจัยสัมโพชฌังโค) 5 . ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ทิฐิรอบในที่เจริญขึ้น 6 . องค์แห่งมรรค (มัคคังคะ) เป็นพลังงาน Dynamic แฝง ( พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258 )

ซึ่งการปฏิบัติต้องมี สติปัฏฐาน 4 และมี อิทธิบาท 4 1 . ฉันทะ (พอใจรักใคร่ในธรรม ในเป้าหมาย) 2 . วิริยะ (พากเพียรลดละกิเลส เพียรเอาชนะกิเลส) 3 . จิตตะ (เอาใจทุ่มเทโถมเข้าใส่ ฝักใฝ่ไม่ท้อถอย) 4 . วิมังสา (หมั่นตริตรองพิจารณาทบทวนธรรมเสมอๆ) จะเกิดจากความเชื่อ และกระทำด้วยความเพียร วิริยะ และจะเจริญสติ สัมปชัญญะ สัมปชานะต่างๆ 1 . ปัญญา-รู้เห็นจริงตามสัจจะของจริง (ปัญญา) 2 . ปัญญินทรีย์ (ปัญญินทริยัง) 3 . ปัญญาพละ (ปัญญาผลัง) เป็นพลังงาน static แฝง 4 . ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ (ธัมมวิจัยสัมโพชฌังโค) 5 . ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ทิฐิรอบในที่เจริญขึ้น 6 . องค์แห

อ่านต่อ

่งมรรค (มัคคังคะ) เป็นพลังงาน Dynamic แฝง

องค์แห่งฌาน 1 . ปฐมฌาน (มีวิตก มีวิจาร มีปีติ มีสุข มีเอกัคตารมณ์) 2 . ทุติยฌาน (ไม่มีวิตก-ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอัน เกิดจากจิตคลายกิเลสลง จนตั้งมั่นมีสมาธิ) 3 . ตติยฌาน (มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป) 4 . จตุตถฌาน (ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นฐานให้สติบริสุทธิ์ จิตเป็นมัชฌิมา เป็นกลางอยู่)

อุเบกขานั้นไม่ได้เกิดเพราะธรรมชาติ แต่เราทำด้วย ปหาน 1 . วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) 2 . ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) . 3 . สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4 . ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) . 5 . นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) ( พระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 65 )

ไม่ใช่ด้วยการกดข่ม แต่ด้วยปัญญา ทำอย่างมี องค์มรรค 1 . สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) เป็นประธานไปทุกมรรค 2 . สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) เป็นประธานปฏิบัติ 3 . สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) เป็นตัวปฏิบัติ 4 . สัมมากัมมันตะ (ทำการงานชอบ) เป็นตัวปฏิบัติ 5 . สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) เป็นตัวปฏิบัติ 6 . สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) เป็นตัวเร่งห้อมล้อม 7 . สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) เป็นดวงตาห้อมล้อม 8 . สัมมาสมาธิ (สะสมลงเป็นจิตใจที่ตั้งมั่น) เป็นผล

เราลด มิจฉาอาชีวะ 5 1 . การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง . 2 . การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง . 3 . การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยงทายไม่ตรงแท้ 4 . การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5 . การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา)

เราเลือกเฟ้น มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ จัดการกับจิตที่เป็นตัวเหตุใหญ่ เป็นต้นตอของทุกอย่างของชีวะ

ทำอย่างมี สัมมาทิฏฐิ 10 1 . ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) 2 . ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) คือการปฏิบัติทำให้จิตเจริญ ส่วนเทวนิยม อธิบายจิตวิญญาณไปบูชาพระเจ้า เป็นวิธีการปฏิบัติ เราทำที่จิตของเราเจริญไปเป็นพระเจ้า เจริญเป็นเทวดา อุบัติเทพ เป็นเทวะที่ไม่ใช้เสวยสุขเป็นสมมุติเทพ 3 . สังเวย (เสวย) ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4 . ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5 . โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6 . โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) เราทำจิตใจให้เกิดเทวดาที่เป็นอุบัติเทพ กิเลสลดละจางคลาย ต่างกับเทวดาสมมุติเทพที่เป็นเทวดาที่เกิดจากการ บำ เรอกิเลส ปฏิบัติฌานพุทธ ไม่ใช ่ ไปนั่งหลับตาทำ แต่ทำอย่างลืมตา ตาม มหาจัตตารีสกสูตร

เราปฏิบัติจรณะ 15 พอเกิดการรู้ จิตเราจะมีหิริโอตตัปปะ หิริคือละอายต่อบาป ส่วนโอตัปปะ คือมีกำลังขึ้น เป็นความกลัวต่อปาป มันไม่เอาในส ิ่ งไม่ดีไม่งาม เพราะมีกำลังของปัญญาสูง ไม่ทำสิ่งชั่วเลว มันรู้กิเลสตัวชั่วก็ไม่เอา เป็ น ธรรมชาติที่ถูกต้อง จะเกิดเป็นพหูสูตร ซึ่งมีอยู่ใน สัทธาสูตร 1 . ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) 2 . ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง 15 ) 3 . พหูสูต/พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) 4 . เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) ที่บรรยายได้เพราะปฏิบัติมาก่อน ทำได้แล้ว 5 . เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) 6 . แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท 7 . ทรงวินัย 8 . อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) 9 . ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 10 . ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้ เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง

เมื่อเป็นพหูสูตร ก็เกิดเป็น ตามจรณะ 15 วิชชา 8 1 . วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) 2 . มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) 3 . อิทธิวิธญาณ (ความเก่งหลายอย่างในการที่จิตมีอานุภาพ เพราะปราศจากกิเลสแล้ว) ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎก 4 . ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) 5. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆของตนได้รอบถ้วน) 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) 7. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) 8. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน)

จะเรียนรู้วิธีกำจัดกิเลส ตาม หปาน 5 1 . วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) 2 . ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) 3 . สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) 4 . ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) 5 . นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) กิเลสอยู่กับเรา เราสัมผัสมันก็ตายไปต่อหน้าเลย โลกียะ โลกเป็นกิเลสทั้งนั้น ลาภ ยศ สรรเสริญ ที่เขาหลงเป็นกิเลสทั้งนั้น หนูไม่รู้อยู่ เต๊ะท่าหลงในโลกธรรมอยู่นี่เป็นส ิ่ งแย่ทั้งนั้น เราก็มาห้ามเขาไม่ให้ทำชั่ว ให้เขารู้ตัว รู้ทุจริตอกุศล ให้เขามาสนใจปฏิบัติในส ิ่ งที่อธิบายไป ก็จะเจริญอย่างที่พวกเราทำ ก่อนตายอาตมาต้องมีอรหันต์เกิด 9 องค์ให้ได้ ตอนนี้มีผู้หญิงก่อน จริงๆพวกเรามีเจโตแล้ว คือจิตเป็นแล้ว แต่เรายังไม่มีปัญญารู้ พระพุทธเจ้าว่า คนที่ไม่สามารถมีปัญญารู้แจ้งอย่างปัญญานุสารีย์เก่งในการรู้พยัญชนะ ส่วนสายเจโต หรือศรัทธาจะไม่ค่อยรู้ตัวไม่เก่งรู้พยัญชนะแต่ทำได้ มีสองสาย สาย Prophecy คือสายศรัทธา แต่สายปัญญาคือ Philosophy เจโตจะช้ากว่าปัญญา จิตจะเกิดเจโตวิมุติก่อน ปัญญาวิมุติจะเกิดทีหลัง แต่สายปัญญาจะเกิดปัญญาวิมุติ รู้แจ้งได้เร็ว กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย) วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา) รู้ในวิการรูป และลักขณรูปอีก 8 ทำได้อย่างมีสภาวะจริงใน วิโมกข์ 8 1 . ผู้มีรูป (รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) 2 . *ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) 3 . ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ หรือ อธิโมก โข โหติ (พ่อ ครู แปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุ หลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พระไตรปิฎก ล. 10 ข. 66 / ล. 23 ข. 163

รูปรูป คือ มหา ภูตรูปภายนอก เรารับรู้ทางทวาร แล้วเข้าไปภายใน เป็นอารมณ์ แยกแยะในเจโตปริยญาณ 16 คือการกำหนดรู้ในจิตสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นสูงหรือต่ำในจิตตน (ปรสัตตานัง) เป็นปรมัตถ์) เรารู้ในสัตว์ที่แต่ก่อนหลงในสัตว์ที่เป็นสมมุติเทพ แต่ตอนนี้เราจะทำให้เกิดเป็นอุบัติเทพ มีความเก่งในการทำให้เกิดโอปปาติกโยนิ เกิดเป็นอุบัติเทพ เกิดเป็นเทวดาโดยการลดกิเลส การเป็นเทวดาโดยเสพกามคุณ เป็นความสุขแบบถูกต้มมาก่อนทั้งนั้น 1 . สราคจิต (จิตมีราคะ) 2 . วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3 . สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4 . วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5 . สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6 . วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7 . สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) สายเจโต ทำได้แต่ยังคลี่ไม่ออก รู้ไม่ละเอียด แยกไม่ออก 8 . วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) สายปัญญา จับได้แล้วฆ่าได้ แต่มันหลุดแล้วก็ว ิ่ ง กระจาย ปัญญารู้ได้ แต่จับไม่ทัน ฌานของฤาษี เหมือนแก้วน้ำมีฝุ่นในน้ำ ส่วนพุทธจะกวนน้ำให้ฝุ่นกระจายไป ส่วนทางนั่งสมาธิจะกดลงไปเป็นก้อนๆ กดข่มไว้ นึกว่าตนจิตใส แต่ที่จริงนอนก้นอยู่ ส่วนพุทธนั้นกวนตั้งแต่ศีล 5 ให้ฟุ้งขึ้นมาแล้วจับฝุ่น ออก แล้วเพ ิ่ มเป็นศีล 8 ก็จับออกอีก จนมาศีล 10 ก็จับออกอีก เป็นศีล 43 ก็จับออกอีก จนไม่มีฝุ่น จากนั้นกวนให้ตายก็ไม่มีฝุ่น แต่ว่าของสายฤาษีจะไม่ได้เอาฝุ่นออก ปฏิบัติใน สังกัปปะ 7 ในฝ่ายปัญญา ฝ่ายไตร่ตรอง-ริเริ่มเคลื่อนไหว (dynamic ขั้วลบ) ที่สัมปทาแล้ว 1 . ความตรึก-แรกเริ่มนึกคิด (ตักกะ) 2 . ความตรอง-คิดวิตกยิ่งขึ้น (วิตักกะ) 3 . ความดำริ-มีความคิดหวัง (สังกัปปะ) ส่วนพลังงานทาง เจโต มีฝ่ายตั้งมั่น (static ขั้ว+ ที่สมบูรณ์) เป็นแกนกำลังให้ขับเคลื่อน 4 . ความแน่วแน่ (อัปปนา) 5 . ความแนบแน่น (พยัปปนา) 6 . ความปักใจมั่น (เจตโส อภินิโรปนา)

7 . วจีสังขารเตรียมจะพูด (วจีสังขาโร)

วิ คือทำส ิ่ งที่มีให้วิเศษ ทำส ิ่ งไม่มีให้ไม่มีได้อย่างวิเศษด้วย ไปดูในพระไตร ปิฏก ล. 16 ข้อ 47 เราเอาอภิธรรมมาปฏิบัติให้เข้าถึงสภาวะได้ไม่ตีทิ้ง คนที่ไม่ประสีประสาคือพวก อีเดียด จะไม่รู้ในพวกที่ Genius อย่าไปดูถูกคน ใครที่สามารถเอาความรู้จากคนบ้า คนโง่ เด็กได้ คนนั้นได้กำไร อย่าไปดูถูกคนบ้า คนโง่ เด็ก เราต้องเอาประโยชน์จากสิ่งนี้ เราคิดว่า คนบ้าก็มีอะไรน่าคิด คนโง่ก็มีอะไรน่าศึกษา เราไม่มีจริตไปดูถูก คนบ้า คนโง่ เด็ก คนนี้ไม่ถือดีถือตัวเป็นอัตตามานะ จะเป็นประโยชน์แก่ตน วันนี้พูดหลากหลาย ผสมผสาน อธิบายไปแล้ว พวกเราที่ฟังอยู่ที่นี่หรืออยู่ทางบ้านก็มีปัญญา ก็อาจพอเข้าใจได้หรือเข้าใจดีก็เป็นได้ ที่อยู่ที่นี่เช็คแล้วว่าพอฟังได้มีเยอะ รู้ดีมีน้อยกว่า ตอบอย่างจริงใจตนเอง เวลาอาตมาแนะนำ เป็นเรื่องวิชาการ เราไม่ได้มานั่งอวดดี ผู้รู้จริงก็สอนจริง เราก็ตอบจริงไม่เสียหาย เราก็ดูตัวเราว่าอยากอวดดีเกินไปไหม เขาจะหมั่นไส้ ถึงเวลาวาระก็ตอบตามจริง ครูบาอาจารย์ถาม แล้วเราตอบจริงก็ทำให้ครูรู้ว่าได้ผลไหม ก็ดี เราได้ปฏิบัติธรรมกันมาก็ได้ผลจิรง จนมาทำประโยชน์ต่อมหาชน และเราก็ทำประโยชน์ตนเป็นอุพยถะ เป็นอุภโตภาค เราต้องรู้จักประโยชน์ตนว่าได้หรือไม่ ส่วนประโยชน์ท่านไม่ต้องไปจำไปทำบัญชี แล้วไปทวงบุญคุณ อย่าทำอย่าคิด อาตมาพูดถึงหลักสูตร ในพระไตร ปิฎก ล. 9 ท่านสอนในจรณะ 15 1 . ถึงพร้อมด้วยศีล. . 9 . ปรารภความเพียร (อารัทธวิริโย) 2 . คุ้มครองทวารอินทรีย์ 10 . สติอันเป็นอาริยะ 3 . ประมาณในโภชนา 11 . ปัญญา 4 . ประกอบความตื่น 12 . ปฐมฌาน 5 . ศรัทธา (เชื่อมั่น) 13 . ทุติยฌาน 6 . หิริ (ละอายต่อบาป) 14 . ตติยฌาน 7 . โอตตัปปะ (สะดุ้งบาป) 15 . จตุตถฌาน 8 . แทงตลอดในพหูสูต (ล. 13 / 34 )

ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นสัมพันธ์กันอย่างไร ไม่ใช่ไปตัดทำเป็นส่วนๆ หรือแม้แต่ ทาน ศีล ภาวนา เราก็จะรู้ว่ามันต่างกันอย่างไร เกี่ยวข้องกันอย่างไร ก็จะใช้พยัญชนะมาอธิบายสภาวธรรม ขออภัยผู้ฟังอาจหมั่นไส้ที่ต้องพูดถึงชาวอโศกที่ได้มรรคผลมา ที่พูดนี้ไม่ได้มังกุ ไม่มีสาเฐยจิต แต่พูดตรงจริงให้ฟัง เราปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอานุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ เรามาสู้ลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข สุขในกามในอัตตา เราก็ลดได้จริง เราทำงานอย่างสัมมากัมมันตะ มาช่วยเหลือสังคมเราก็มีอาชีพนี้ด้วย อาชีพไม่ใช่แค่เลี้ยงตนอย่างเดียว เรามีคุณธรรม มีสาระ มีกตัญญูกตวเที รู้จักกตัญญูต่อสังคม มวลมหาชน มารับใช้ คนไม่เห็นก็ไม่เป็นไร เชื่ออาตมาก็พาทำ หลายคนบอกว่า พามายากลำบากทรมาน เมื่อไหร่จะหยุด ใหม่ๆตอนแรกเราอาจรู้สึก แต่พอทำไปๆก็จะมีปัญญา ว่าเราก็มีคุณค่า ประโยชน์ ไม่ใช่ประโยชน์บำเรอตนที่เราบ้ามานาน แต่ตอนนี้เราไม่บ้า เราเอาแรงงาน แรงสมอง ทุนรอน มาช่วยกัน อาตมาก็ขอบคุณพวกเรามาก หลายคนทำหน้าที่รับผิดชอบ ยิ่งงานนี้เป็นงานสื่อสาร เด็กก็ทำงานในมุมนั้นมุมนี้ในสื่อสาร อีกหน่อยพวกเราฟังธรรม แล้วต่อไปก็ไปทำอาหารทำหลายอ่าง ไม่ได้จ้าง แต่มีคุณค่าต่อสังคม ไปรับใช้สังคม โดยเราไม่คิดค่าขอคืน เราทำโดยสุจริต ทำไปเพื่อเกื้อกูลสังคม ช่วยกันบอก อันไหนไม่ควรก็บอก ส ิ่ งเหล่านี้ แม้มีจำนวนเท่านี้เราได้ร่วมกับคนอื่น ก็ได้สานต่อเป็นลูกโซ่ เราเชื่อมกับ กปท. กปปส. ที่มาต่อต้าน เปลี่ยนรัฐบาล ปฏิวัติให้ได้ เรามีหน้าที่ของเรา ส่วนกำนันสุเทพก็ทำอีกหน้าที่ เขาเป็นหมู่ใหญ่ คนชอบจริตอย่างนั้นเยอะ จริตอย่างคปท.ก็อย่างหนึ่ง จริตอย่างกำนันสุเทพก็เยอะ รวมทั้งดารา ทั้งชาวนา ทั้งอื่นๆ เป็นมวลใหญ่เราก็ตีกลองเชียร์ ส่วนคปท.ก็เป็นตัวปฏิกิริยา เสริมกันไป เป็นสามเส้า ทำงานไป ส่วนหลวงปู่พุทธอิสระก็ลักษณะเดียวกับคปท. มันมีสามเส้าทำงานร่วมกันอยู่เป็นพลังที่ดี งานนี้ก็อดทนกันหน่อย ตรวจตามปัญญาอาตมาก็ว่าได้ผลสูง ไม่ได้เกิดได้ง่าย ที่จะมีคนมารวมกันทั้งประเทศ มวลมีเป็นล้าน เราทำอย่างสบายใจ คนจะดูถูกหรือมองไม่เห็นก็ไม่เป็นไร พวกเราปิดทองลำไส้พระ ใครจะปิดทองส่วนไหนก็ช่วยกันทำไป ส ิ่ งเกิดสิ่งเป็นนี้ยากที่จะเข้าใจ อาตมาใช้ มหาปเทส 4 และสัปปุริสธรรม 7 เป็นส ิ่ งประมาณ ตอนนี้ก็รู้สึกว่าด่าอาตมาน้อยลง มีคนกล้าวิจารณ์อาตมาน้อยลง ส่วนมีคนกล้าวิจัยอาตมามีมากขึ้น ก็เพราะพวกเราทำแสดงความจริงให้คนเห็นเป็นปรากฎการณ์ อ้างอิงได้ยืนยันได้ เป็นของจริงที่มีจริงในโลก อาริยบุคคลแบบพวกเราเป็นแบบนี้ ส่วนสำนักไหนก็ผลิตอาริยบุคคลตามแบบเขา ผลิตโสดาฯสกิทาฯอนาคาฯอรหันต์ของเขา ในความรู้ที่ไม่เหมือนกันก็เลือกเอา ให้ฟังความสองข้าง แล้วเลือกเอา อันไหนเป็นธรรมวาทีก็เลือกเอา อันไหนอธรรมวาทีก็ไม่เลือก ผู้เลือกถูกมีปัญญาแหลมลึกก็ได้ แต่สิ่งนี้ในประเทศไทยเกิดแล้วอาตมามั่นใจว่า พวกเราจะมี สุรภาโว สติมันโต อิทพรหมจริยวาโส แน่แท้ เป็นชมพูทวีปที่แท้จริง ผู้จะเป็นอาริยบุคคลมีจริง พวกเราอย่าหลงตน หยิ่งผยอง ทำได้ในสิ่งที่เรามั่นใจ ไม่ต้องไปกร่าง ทำอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ งานเรามีมาก ลูกรัก ตัวเราเล็กนักสุดเอ่ย งานเราล้นมืออย่างเคย เจ้าจักเฉย แชเชือนได้อย่างไร? อาตมาก็อายุปานนี้แล้ว ใช้อิทธิบาทรักษาร่างกายได้ ตอนนี้อายุ 80 แล้วสุขภาพก็พอใช้ได้ พอไป ก็อายุไม่น้อย แต่รู้สึกว่ายังแข็งแรง ติดตามละกัน ชีวิตไม่มีอะไรดีกว่าธรรม โดยเฉพาะอาริยะรรม อย่าเป็นโมฆบุรุษ อย่าไปหลงภาพ อย่างที่เขาหลง ไปคอรัปชั่น ใครจะลำบากอย่างไรไม่สน ก็จะเอามาให้แก่ตัว หลงตัวจะสร้างประเทศชาติให้เจริญ ซึ่งตัวเองก็ยังเอาไม่รอด ทำเดือดร้อนแก่สังคม เอาชั่วเอาบาปใส่ครอบครัว ใส่สังคมก็ไม่รู้ตัว เบียดเบียนมนุษยชาติก็ไม่รู้ ไม่รู้จะหอบหวงไปอีกเท่าไหร่ ยังไม่รู้ว่าลูก 3 คนนี้ ถูกพ่อครอบงำความคิด แล้วจะเป็นอย่างไร ยังไม่เห็นลีลาจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เท่าที่พฤติกรรมเขาแสดงออกมากายวิญญัติ วจีวิญญัติ ยังไม่งอกเงย น่าสงสาร ถูกครอบงำ น่าสงสาร แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เราก็ต้องทำให้เขาหยุด ตนเองหยุด แม้ถูกต้านกั้นก็ยังมีทรัพย์มาก ถ้าใช้เป็นก็พาเจริญได้ ถ้าใช้ไม่เป็นก็เสื่อม พาเสื่อม....

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน