570208_พ่อครูที่เวทีป้อมมหากาฬ เรื่อง อำนาจรัฐบาลไม่ใช่อำนาจรัฐชาติ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570208_พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ว ันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2557 ที่เวทีป้อมมหากาฬ เรื่อง อำนาจรัฐบาลไม่ใช่อำนาจรัฐชาติ
ที่ผ่านฟ้านี้ เราเนรมิตเป็น ศาลาพุทธาภิเษกผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่ม กองทัพประชาชนโค่นระบอบ ทัก ษิน (กปท. ) ส่วนเรานี่เป็นส่วนเสริม จาก กปท. ซึ่งกปท.ได้ดำริออกมาตั้งแต่ 4 ส.ค. 56 แล้ววันที่ 7 ส.ค. 56 เราก็มาสมทบ ตอนนี้มาอยู่ได้ หกเดือนแล้ว บวกอีก 4 วัน สถิติการชุมนุมในเมืองไทย สูงสุดนานสุดก็ 193 วัน เพราะฉะนั้นเราก็เหลืออีกกี่วันจะทำลายสถิติ ก็อีก ไม่กี่วัน ก็ทำลายสถิติ คือเมื่อตรงกับวันที่ 13 ก.พ.ก็ได้ 193 วัน แต่ว่าถ้าเป็นวันที่ 14 ก็เป็นวันที่ทำลายสถิติ และตรงกับวันวาเลนไทน์ด้วย เป็นวันมาฆบูชาด้วย ทำลายสถิติแน่ๆ อาตมาได้เคยเปรยไว้ เห็นว่าเป็นจริงเป็นจังว่า 500 วัน แล้วแต่เทวดาบอก ถ้าศาสนาพระเจ้าก็ว่าแล้วแต่ประสงค์ของพระเจ้า อาตมาก็ดูว่าประเมินไป เวลาสู้กันจริงๆก็ยาว เพราะการต่อสู้ของเราต้องใช้เวลา มันเกิดเหตุปัจจัยใหญ่ๆสองเหตุ คือ 1 . ตัวผู้ที่ยึดอำนาจเก่า 2 . ประชาชน ที่มันช้าเพราะผู้ยึดอำนาจเก่าเขาไม่ปล่อยแน่ๆ ซื้อเวลา หาทางทุกอย่าง จะต่อสู้อย่างไรก็เอา ส่วนอีกอย่างหนึ่งก็คือประชาชน ยังไม่ตื่น ยังไม่แข็งแรง ก็เพราะว่า ปัญญายังไม่ตื่นรู้ ไม่มีปัญญารู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร? ซึ่งพ่อครูก็พูดย้ำซ้ำซากว่า ประชาธิปไตยคือ การที่ประชาชนออกมาประท้วง ที่พูดนี่ยืนยันว่าไม่ผิด การออกมาประท้วงนี้คือประชาธิปไตย หมูหมากาไก่ออกมาประท้วงไม่เป็น แล้วประชาชนออกมาประท้วงเรื่องการเมือง ออกมาแสดงอำนาจอธิปไตยของเขา ตัวคนประชาชน และแสดงอธิปไตย มาประท้วงเรื่องนี้ๆ เป็นอำนาจที่สวยสดงดงาม และอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร นี่คือตัวตนของประชาธิปไตยออกมาปรากฏ
อ่านต่อ
ตัว นักรัฐศาสตร์ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ให้ประชาชนเข้าใจแล้วออกมาประท้วงก็แล้วกัน เป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องออกมาตาม รัฐธรรมนูญ ในมาตรา 70 และ 71 มีสิทธิพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ มาตรา 70 “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุ ข ส่วน มาตรา 71 บอกว่า...บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ชาติตามกฎหมาย มาตรา 68 (วรรคหนึ่ง) "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตาม รัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ... มิได้" มาตรา 68 (วรรคสอง) "ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทําดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อ เท็จจริงและยื่นคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทํา ดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดําเนินคดีอาญาต่อผูกระทําการดังกล่าว” มาตรา 69 (การต่อต้านโดยสันติวิธี) บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็น ไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เราประท้วงครั้งนี้เปรยไว้ 500 วันเป็นการประท้วงที่วิเศษ แจ่มเยี่ย ม วิสุทธิ์(บริสุทธิ์) วิศิฏฐ์(เลิศเลอ ยอดเยี่ยม) เรากะไว้ 500 วัน เห็นฝีมือประชาชน ว่าได้ เกียรตินิยม อาตมาก็ให้ผ่าน ไม่ต้องใช้เวลา 500 วัน เอาแค่ 250 วันก็เอา ถ้าเป็น 250 วัน เราทำมา 188 วันแล้ว อีกไม่กี่วันจะถึง 200 วันในวันที่ 20 ก.พ. 57 นี้ ถ้าไปอีกถึงวันที่ 11 เม.ย. 57 ก็ครบ 250 วัน เป็นวันสุดท้ายนะ เราเอาให้เสร็จสักที เราต้องเร่งเครื่องให้เต็มที่ การชุมนุมครั้งนี้คนไทยทำได้วิเศษ วิสุทธิ์ วิศิฏฐ์ หม่อมอุ๋ยมาบอกว่านายกฯให้ลาออกซะก็สะเทือน แต่นายกฯก็ออกมาพูดว่า ถ้าให้มีนายกฯคนกลางก็ต้องฉีก รัฐธรรมนูญ นะ ซึ่งการฉีก รัฐธรรมนูญ นี้เป็นมานานแล้วหลายที เกิดการปฏิวัติทีไรก็คือการฉีก รัฐธรรมนูญ แล้วก็ต้องออก รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เอง เพราะต้องมีบทหนึ่งที่ยกเว้นความผิดของคณะปฏิวัติ ถือเป็นประเพณี การปฏิวัติคือยกเลิกอำนาจเก่าให้เป็นอำนาจใหม่ ก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ดีคือไปแย่งอำนาจเขา ที่เขาทำดีอยู่แล้ว ส่วนการปฏิวัติที่อำนาจเก่าไม่ดี เช่นทักษิณบริหารอยู่ แล้วมีคณะของพล.อ.สนธิ ฯ ออกมา ปฏิวัติ เขาก็เห็นว่าอำนาจเก่าไม่ดีต้องเอาออก พอมีกำลังอาวุธมาไล่ ทักษิณก็กลัวหนีออกไปต่างประเทศ ก็เรียกว่าปฏิวัติแต่ประชาชนชอบ เอาดอกไม้ไปให้ ดีใจที่เอาทักษิณออกได้ เร ิ่ มแต่ครั้งนั้นมาแล้วก็ทำเป็นจารีตประเพณี ใน รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 (การอุดช่องว่างในรัฐธรรมนูญ) ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ประเพณี ก็มีการปฏิวัติมาแล้ว และเป็นแบบอำนาจบา ตร ใหญ่ เป็นกำลังที่ไม่ดี เพราะงั้นจะต้องถือว่าผิด ไม่ดี แต่ก็ยอมรับกันใช่ไหม เมื่อฉีก รัฐธรรมนูญ แล้วก็ทูลเกล้าฯตั้งนายกฯ ตั้งครม. สส.ใหม่ หลายคณะก็ไม่ได้เลือกตั้งกัน กี่ชุดต่อกี่ชุดก็บริหารไป เป็นประเพณีทำมาก่อนนายกฯเปรม มาจนพล.อ.สนธิ ก็ทำกันมา แล้วยอมรับกันมา เป็นประชาธิปไตย จริงๆผิดแต่ก็ใช้กันมา ผ่านยุคกาลมากี่ครั้งในโลก ทีนี้ การปฏิวัติอีกชนิดหนึ่งคือประชาชนปฏิวัติ ไม่ใช่เอาอำนาจบา ตร ใหญ่มาทำ การปฏิวัติอาตมาแยกเป็น 6 แบบคือ 1 . การปฏิวัติโดยอำนาจอาวุธ มีทหารมีรถถัง มาบังคับรัฐบาลนั้นให้ยอมแพ้เลย 2 . ประชาชนร่วมกับทหาร ร่วมกับอำนาจบาตรใหญ่ อำนาจอาวุธ ยึดอำนาจมาด้วยกดขี่แย่งชิง ได้อำนาจมาประชาชนก็ยังไม่ได้มีส่วนร่วม ยังไม่เห็นแก่ประชาชนอย่างแท้จริง 3 . การปฏิวัติตัวเอง ตัวเองครองอำนาจอยู่แล้ว แต่ว่าเปลี่ยนเป็นตนเองอีกรัฐบาลใหม่ อย่างจอมพลถนอมเป็นต้น อยากเปลี่ยนล้มอำนาจเดิมคณะเดิม แล้วตนเองยึดเอง แล้วได้อำนาจเต็มเปลี่ยนได้ดังใจ 4 . ประชาชนร่วมกับพลังอำนาจจากนอกประเทศ ที่เขามีอำนาจมาช่วย ด้วยอาวุธยุทธภันฑ์ เป็นต้น นี่เป็นอีกแบบหนึ่ง 5 . การปฏิวัติโดยประชาชน จริงๆ อาจแบ่งได้สองแบบ 5 .( 5 . 1 .) แบบโดยประชาชนแต่เป็นอำนาจโลกีย์ เป็นอำนาจที่ ไม่ต้องใช้อาวุธ ทำด้วยความดีงาม แต่เป็นการบังคับกดขี่กันพอสมควร ก็ อาจมีการตายการฆ่ากันบ้าง เพราะคนมีอำนาจก็ไปฆ่าเขา ซึ่งเมืองไทยยังไม่ ได้ทำ 5 .( 5 . 2 .) แบบประชาชนใช้อำนาจที่เป็นอธิปไตยแท้ๆ Sovereign powerสุดยอดของประชาธิปไตย คืออำนาจแห่งความ ถูกต้องดีงาม ชอบธรรม ถูกสากล ถูก รัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจที่ไม่เบ่งข่ม ทำร้ายกับอำนาจเก่า อย่างที่เราทำอยู่นี่ ทำด้วยกลุ่มของมวลประชาชน ปฏิวัติอย่างสงบ ไม่มีอาวุธเลย เอาความดีงาม ความถูกต้องมายืนยัน ว่า คุณผิดอย่างไร ทั้งทางกฎหมาย และวัฒนธรรม หลักเกณฑ์ เรามาแจกแจง กัน คุณทำไม่ดีนะ ประชาชนให้คุณทำแทน แต่คุณไปทำเสียหายไม่ดีไม่งาม ฟ้องไปถึงตุลาการ ถึงองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่ชี้ผิดถูก มีการตัดสินพิพากษา ได้ เป็นตุลาการภิวัฒน์ ถ้าทหารมาปฏิวัติ นายกฯย ิ่ งลักษณ์ก็ต้องยอม แต่ทีนี้ พวกเรา ประชาชนมาปฏิวัติ แน่นอน ฉีก รัฐธรรมนูญ แล้วก็ต้องมีนายกฯคนกลางคน ใหม่เช่นกัน แต่เราทำอย่างถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญ สันติอหิงสา มันไม่เคย มีในโลกเลย จึงไม่มีใครรู้เท่าไหร่ คราวนี้ออกมาเป็นจำนวนล้านคน ยาวนาน ตั้งหลายร้อยวันเลย ผ่าน 6 เดือนมาแล้วนี่คือ สิ่ง ที่ วิเศษ วิสุทธิ์ วิศิฏฐ์ เพราะฉะนั้นเราใจเย็นๆเลย เราทำถูกต้องตามประชาธิปไตยเลย เขาจะมาว่า เราทำผิด นายกฯจะว่าเราฉีก รัฐธรรมนูญ เป็นการปฏิวัติ เราก็บอกว่า คือ การปฏิวัติ ประชาธิปไตยคือการปฏิวัติ หรือจะเรียกว่า ปฏิรูปหรือปฏิวัติ เราก็ให้คุณออกไปเร็วๆแล้วเราจะปฏิรูปต่อ อาจใช้เวลา 2 ปีให้คณะก่อการ ทำการไป ให้คณะนี้เฟ้นหาคณะบริหารและคณะสภาที่ต้องมาร่าง รัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วคณะก่อการก็ยุบตัวไปสลายไป เหมือนกับการตั้ง มูลนิธิ สมาคม ก็มีคณะก่อการแล้วก็ให้คณะถาวรทำการต่อ โดยให้บริสุทธิ์ สะอาด คณะก่อการทำเสร็จแล้วเลิก ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ไม่มาเสวยอำนาจ อะไร เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่นายกฯย ิ่ งลักษณ์มีประชาธิปไตยแค่ที่เขา แสดงออก ทำทีว่าผิด รัฐธรรมนูญ แต่เราทำไม่ผิดประชาธิปไตยเลย เขา ความรู้ไม่ถึงจริงๆ ไม่เคยมีใครทำมาได้ เรากำลังทำได้ นายกฯย ิ่ งลักษณ์จึง พูดว่า การประท้วงนี้พวกนอกระบบ เป็นพวกข้างถนน ประชาชนทำไม่ถูก ระบอ บ ประชาธิปไตย อาตมาก็บอก พูดมาแล้วว่า การประท้วงนี่เป็น ประชาธิปไตยตัวแท้ และการเมืองภาคประชาชนนี่มันมี
นักการเมืองในระดับใหญ่เถียงแย้งว่า การเมืองข้างถนนไม่ใช่ประชาธิปไตย อาตมามองว่า เขามีความรู้ประชาธิปไตยไม่เหมือนอาตมา ประชาชนเป็นเจ้าของประชาธิปไตยตามมาตรา 2 และ 3 มาตรา 2 (รูปแบบการปกครอง) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 3 (อำนาจอธิปไตย) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ อำนาจที่จะได้ประชาชนเป็นผู้ให้มาทั้งนั้น แม้การเลือกตั้งประชาชนก็ให้ทั้งนั้น เมื่อมีกฎหมายเลือกตั้ง ประชาชนก็เลือกผู้แทนหรือ สส. ให้ได้อำนาจจากเจ้าของอำนาจคือประชาชนให้อำนาจไปทำงาน ไม่ใช่อำนาจ รัฐาธิปัตย์นะ ฟังให้ออก ว่าอำนาจให้ไปทำงาน กับอำนาจทั้งรัฐ รัฐบาล กับ รัฐชาติ (รัฐประเทศ) คนละอันกัน ผู้แทนเราเรียกว่า รัฐบาล (บาล คือการเลี้ยงการดูแลบริหาร) เพื่อให้ชัดเจน นายกฯมีความรู้แค่นั้น หรือนักการเมืองก็เข้าใจแค่นั้นว่า การประท้วงของประชาชนเป็นเรื่องนอกรีต ไม่มีสิทธิ์ทำ ไม่มีผลอะไรหรอก ผิด จะจับเข้าคุก อาตมายืนยันว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเขามีสิทธิ์มีผล มีฤทธิ์อำนาจ ให้รัฐบาลตอนนี้เป็นหมาจนตรอกแล้ว เป็นอำนาจแท้เป็นอธิปไตยแท้ๆ แต่นายกฯหรือนักการเมืองใหญ่ๆมองว่าไม่ใช่ แล้วเมื่อบอกว่าไม่ใช่จะไปไล่ออกได้อย่างไร อาตมาว่าไล่ได้ เป็นอำนาจใหญ่ย ิ่ งเป็น Soverei gn power เป็น Independence Power เป็น อำนาจที่ไม่ใช่ Force แต่เป็น Authority เป็นความถูกต้องชอบธรรม คุณไม่ถูกต้องชอบธรรมออกไป เราจะเอาความถูกต้องชอบธรรมดีงาม เมื่อนายกฯเข้าใจผิดๆ จึงมองว่าการประท้วงของประชาชนเป็นเรื่องไร้สาระ เราก็ว่าทำไมเขาหน้าด้าน เขากลับว่าไม่ใช่หาว่าเราผิดธรรมเนียม ผิดประชาธิปไตย คุณจะทำไปกี่เดือนกี่ปีให้ตายอย่างไรก็ทำไม เราไม่ทำแรง มีแต่ด่าอย่างเดียวจนไม่รู้จะสรรหาคำด่าอะไรมาแล้ว พระพุทธเจ้าว่าเป็น มุขสตี ใช้ปากเป็นอาวุธทิ่มแทง คนพวกนี้ไม่มีปัญญารู้รายละเอียดจิตวิญญาณ พระพุทธเจ้าว่าถ้าไม่รู้ นามรูป ไม่รู้จิตวิญญาณ เทวดาหรือสัตว์นรก การทำผิดหน้าด้านนี่สัตว์นรกนะ แต่เขาไม่รู้ความเป็นสัตว์นรกของเขา จะฆ่าให้ตายไปก็เสียเปล่า พระพุทธเจ้าว่าไว้ใน ปุตตมังสสูตร (วิญญาณาหาร) คนไม่รู้ตัวเองเป็นวิญญาณร้ายเป็นโจร พระราชาก็ให้เอาไปฆ่า ตอนเช้า พอมาถึงกลางวันก็บอกว่ายังไม่ตาย ก็ให้ไปฆ่าอีกกลางวัน ด้วยหอกร้อยเล่มเช่นเดิม แต่มันก็ทนจังไม่ตายอีก พอมาตอนเย็นก็บอกว่ายังไม่ตายอีก ก็ให้เอาไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มอีก มันก็ยังไม่ตาย เหมือนกันเลยเพราะมันไม่รู้ว่ามันทำผิด เขาจะด่าว่าเป็นสัตว์นรกอย่างไร เขาก็ว่าฉันสวย ฉันเป็นเทวดา ประเสริฐเลิศเลอ ฉันมีคนเป็นพวกมากนะ แดงทั้งแผ่นดิน จนตอนนี้แดงหายไปมากแล้ว เราก็เอาสีแดงมาใส่เลย คำว่า อธิปไตย หรืออำนาจของประชาชนนี่ มันเป็นของประชาชน แม้ว่าจะบัญญัติอยู่ใน รัฐธรรมนูญ แล้ว ในมาตราต่างๆ ว่าอำนาจเป็นของประชาชน แต่ นายกฯคนนี้ยังไม่เข้าใจพอ ว่าประชาชนเป็นรัฐาธิปัตย์ สำหรับตัวนายกฯคือผู้แทนประชาชนไม่ใช่ตัวรัฐาธิปัตย์เลย เป็นผู้แทนที่ประชาชนเลือกตั้ง ทางอ้อมด้วย ประชาชนเลือกให้ไปเป็นคนรับใช้ประชาชนนะ มีหน้าที่กำหนดใน รัฐธรรมนูญ ไม่ทำตามหน้าที่ ทำน้อยหรือมากไปก็ผิดนะ ทำอย่างไม่สมควรก็ไม่ได้ เช่นทำงานมาแล้วก็ต้องแถลงผลงาน แต่ว่านี่ไม่มีอะไรแถลง มีแต่ แถ-ลง ๆ ผิดอะไรอีกมากมาย ที่ทำอยู่นี่เขาไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าตัวเองคือใครขนาดไหน ที่ต้องมาเป็นผู้รับใช้ประชาชนตามหน้าที่ ทำเกินทำขาด ไม่ทำก็ผิด ประชาชนเป็นนายนะ เป็นนายของท่าน นา-ยะ-กะ, ประชาชนเป็นใหญ่กว่า แต่คุณปูไม่รู้เรื่อง หลายคนก็ไม่รู้เรื่อง นายกฯก็เป็นนายของรัฐมนตรีอีกที เป็นหัวหน้าครม. ทำหน้าที่อีกที เขามีหน้าที่กำหนดให้ทำ จะทำผิด ทำเกิน ทำขาด ไม่ได้ทั้งนั้น แล้วครม.ก็เป็นลูกน้องของนายกฯอีกทีหนึ่ง แต่ก็เข้าใจผิดว่าใหญ่มาก ที่จริงต้องเป็นลูกน้องประชาชนย ิ่ งกว่านายกฯอีก แต่เขาก็หลงตัวอีก เพราะมีการเลือกเป็นชั้นๆอีก เป็นลูกน้องของลูกน้องอีกที แบ่งงานให้ดูแล มีอีกหลายชั้นรองลงๆ ข้าราชการการเมืองหรือประจำก็ตาม ไม่มีสิทธิ์มาเป็นเจ้านายประชาชนเลย มีขอบเขตการทำงานตามนายกฯ ซึ่งนายกฯเป็นผู้ดูแลงานการตามหน้าที่ นายกฯมีอำนาจในการ “บาล” หรือ “ปาล” ให้แก่รัฐ บาล แปลว่า รักษา ดูแล เลี้ยง มาเป็นลูกน้องประชาชนจัดการรัฐให้อยู่เย็นเป็นสุข หรือจ้างนายกฯให้มาทำงานจัดการจัดแจงให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องไล่ออกได้ ไม่ใช่ว่าให้เป็นนายของประชาชน จะเป็นนายก็เป็นนายของลูกน้องอีกที ตามลำดับ หัวหน้าแผนก กรมกอง อย่าเลยเถิดนะ แต่ทุกวันนี้เลยเถิดว่ามีอำนาจมาก เบ่งขี้แตกเลย บาล ไม่ได้แปลว่า นาย เลย ผู้ที่ถูกเลือกให้ไปเป็น รัฐบาล คือมาทำ บาล ให้แก่รัฐ ไม่ได้ให้มาเป็น นายของรัฐ แต่ให้มาเป็นนายของ บาล คือหน้าที่ที่มอบหมายให้ทำ อย่าหลงตัวว่าเป็นหัวหน้าประชาชน ซึ่งหัวหน้าประชาชนคือตำแหน่งของในหลวง ในมาตรา 2 และ 3 ของ รัฐธรรมนูญ แล้วเขาเคยเผลอเรียกกันว่า นายกฯเป็นประมุขของประเทศ (นาย ธ าริ ต ) เทียบให้ฟังว่า ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลฝูงสัตว์หรือพืช ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี นี่คือหน้าที่คล้ายๆของรัฐบาล นายกฯ ครม. ขออภัยที่เปรียบเทียบ ไม่ได้ดูถูกว่าประชาชนเป็นโขลงสัตว์แต่ให้เข้าใจชัดๆ รัฐบาล “บาล” นี้ไม่ใช่เจ้าของสัตว์หรือพืช ให้ไปทำหน้าที่ดูแลสัตว์ โดยมีนายจ้างเป็นประชาชน เหมือน นาย โคบาล เป็นต้น ให้มีหน้าที่เท่านี้ มีหน้าที่จำกัด คนละบริบทกับ รัฐชาติหรือรัฐประเทศ รัฐบาลนี่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ ให้มาเลี้ยงสัตว์ พูดให้ชัดคือ “เด็กเลี ้ ยงแกะ” ให้มาดูแลแกะ หาน้ำหาหญ้าให้กิน ให้นอนดีๆ อย่าให้เสือมากิน ....เปรียบเทียบให้ชัดเท่านั้นนะ สรุปคืออำนาจอธิปไตย ในตำแหน่งหน้าที่ของนายกฯ หรือข้าราชการ หรือผู้แต่งตั้งทำหน้าที่อีกมาก มารับเงินเดือนของรัฐ แม้รัฐวิสาหกิจ ก็เป็นลูกจ้างประชาชนมารับใช้ประชาชนไม่ใช่อำนาจอธิปไตยเต็มๆของประชาชนนะ ซึ่งคนละเรื่องเลย อำนาจอธิปไตยของประชาชนนี่คลุมทั้งประเทศเลย มีอำนาจโขลกหัวคุณได้ คุณไม่มีสิทธิ์โขลกหัวประชาชนนะ ให้มาทำหน้าที่เท่านั้นนะ เขากำหนดหน้าที่ไว้หมดแล้ว ทำออกไปผิดไม่ได้ ถ้าทำผิดก็ฟ้องร้องได้ แต่ทำผิดมากฟ้องไม่ไหว ก็ไล่ออกไปเลย ศาลว่าความไม่ไหวแล้ว ต้องรู้ชัดเจนว่า อำนาจเป็นของประชาชนส่วนผู้ที่ได้รับเลือก รับสมัครไปทำงานให้แก่ชาติก็อีกอย่างหนึ่ง อำนาจของประชาชนในมาตรา 2 และ 3 นี้ต้องย ้ำ ให้ชัด กำนันสุเทพ ก็ย ้ำ บ่อยๆว่าเราทำถูกตาม รัฐธรรมนูญ นะ อำนาจประชาธิปไตยคืออำนาจประชาชนตามมาตรา 2 และ 3 นี้ต้องจำไว้ให้ชัดในประชาชนทุกคน เราก็เลือกคนไปทำหน้าที่รับใช้ ไปทำแทนเรา โดยประชาชนเป็นผู้เลือกแต่งตั้งไปทำหน้าที่ ก็ได้แค่ตัวแทน จะเป็นนายกฯหรือครม.ก็เป็นตัวแทน หรือข้าราชการก็เป็นตัวแทน ไม่ใช่ตัวจริง เพราะตัวจริงเจ้าของอำนาจคือประชาชน สรุปชัดเจนอีกทีว่า อย่าหลงตัวว่า เป็น นายกฯ คำว่า นายกรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งที่มีขีดจำกัดไม่ได้หมายถึงผู้มีอธิปไตยสมบูรณ์ในประเทศชาติ ไม่ได้ใหญ่อย่างนั้น แต่ประชาชนต่างหากคือนาย มีอำนาจอธิปไตย แต่เขาเลือกคุณให้ไปทำงานแก่ประชาชนเท่านั้น เมื่อคุณทำไม่ถูกต้อง ผิดหลักเกณฑ์ ไม่เหมาะสม ไม่คุ้มประชาชนก็มีหน้าที่ประท้วงให้แก้ไขหรือให้ออกได้ คุณทำให้เสียหาย ฉิบหาย ประชาชนก็ต้องเอาคืน ต่อต้านไม่ให้ทำ ประชาชนมีสิทธิ์ แล้วมาบอกว่าประชาชนทำผิดนั้นหน้าด้านมาก ทำผิดแล้วยังมาว่าคนอื่น เป็นนายกฯได้อย่างไร ไม่รู้จักหน้าที่ตัวเอง แม้นักวิชาการก็มาเถียง ตาบอดหรือไม่ที่ไม่รู้ว่านายกฯทำผิดอย่างไร ครม.ทำผิดอย่างไร ความหลงตัวว่ามีอำนาจอธิปไตยที่ผิดนี่ อย่างนายกฯทำนี่ หลงผิดไป ผู้ยังเข้าใจอำนาจอธิปไตยของประชาชนไม่ชัดเจนก็ถูกหลอก หลงเชียร์หลงถือข้าง แต่บัดนี้ประชาชนมีความรู้เรื่องอธิปไตย ตื่นรู้กันมากแล้ว ออกมายืนยันว่าเต็มทีแล้ว ทักษิณโนมิกส์นี่ตั้งแต่ทักษิณมาใช้นี่หลอกคนให้หลงว่า ต้องให้ทักษิณทำมันถึงดี แล้วมาไล่เขาออกไปทำ เราก็ว่าทักษิณนี่หนีคดีออกไปเอง หนีคุก แล้วมีคดีอีกเป็นสิบคดี เขาจะฟ้องอีก อยู่ข้างนอกก็ทำผิด เข้ามาสิรับรองว่าไม่ต่ำกว่า ร้อยคดี เขาถึงดิ้นสุดที่ ที่จะต้องเลิก รัฐธรรมนูญ แล้วเขียน รัฐธรรมนูญ ใหม่ ไม่อย่างนั้นไม่มีอายุพอที่จะติดคุกหรือประหารชีวิต ก็ชีวิตหนึ่งไม่พอหรอก เขาทำผิดหนักหนาสาหัสมาก รัฐบาลย ิ่ งลักษณ์นี้หมดความชอบธรรมชัดเจน 1 . คอรัปชั่นหลายอย่าง และอยู่ใต้อำนาจของนักโทษหนีคดี แล้วร่วมมือกับตำรวจทำผิดอีกมากมาย 2 . รัฐบาลย ิ่ งลักษณ์ไม่ยอมรับอำนาจตุลาการ ก็คือกบฏชัดๆ 3 . มหาประชาชนเป็นจำนวนล้านคนหลายล้านคน รวมกับข้าราชการมาประท้วง ปฏิวัติ ยึดอำนาจคืน อย่างสวยสดงดงามด้วย ออกมาแสดงรัฐาธิปัตย์ ของประชาชน มาอยู่แสดงตัวนี่ ไม่ใช่ตัวหมัดตัวเล็นนะ แต่มาแสดงอำนาจอธิปไตย อย่างถูกต้องชอบธรรม สงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ มีแต่คุณมีอาวุธมายัดใส่เรา มาฆ่าเรา นอกจากทำชั่วแล้วยังยัดความชั่วใส่คนอื่น มันชั่วกี่ชั่วนะนี่ ในประชาชนที่ออกมาแสดงตัวอธิปไตย มาแสดงตัวเป็นเจ้าของอำนาจ ประชาธิปไตย อยู่ในที่สาธารณะด้วย ออกมาใช้สิทธิของเรา เป็นหน้าที่ของเจ้าของอำนาจตัวเป็นๆให้เป็นยืนยันสงบเรียบร้อยยาวนานเป็นหลายเดือนด้วย อาจหลายปี จะทรมานเกิน จะทำลายสถิติ ที่เคยทำมาแล้ว วันมาฆบูชา วันวาเลนไทน์นี้ทำลายสถิติเลย 194 วัน นี่มันเป็นเรื่องของสัจจะจัดสรรทั้งนั้นเลย เป็นเรื่องที่คนไทยทำได้อย่างไม่เคยมีมาเลย แม้ในคนไทยเองก็ไม่เชื่อกันง่ายๆว่าทำถูก เป็นอำนาจอธิปไตยจริงหรือ ปฏิวัติอย่างไม่มีรถถังเลย แต่เป็นปฏิวัติอย่างสุภาพเรียบร้อยไม่ข่มขู่ เอาความดีความถูกต้องตามกฎหมาย ตามวัฒนธรรมประเสริฐ มีเมตตา เสียสละ อดทนเป็นต้น เอาคุณงามความดีเป็นบุญญาวุธ ความดีงาม เป็นธรรมนี่ชนะทุกที เขาเอาอาวุธมาสู้เมื่อไหร่ก็แพ้เราทุกที ใครไม่ตัดสิน สัจธรรมตัดสิน เรารักษาให้ถูกต้องดีงามเลย คนในโลกไม่เข้าใจไม่เชื่อ เพราะเป็นปรมัตถ์ สูงเกินวิสามัญ เราต้องอาศัยความอดทนโดยไม่ต้องอดทน เราจึงอดทนโดยไม่มีขีดจำกัด กี่วันก็สบาย 200 วันหรือ 250 วันก็สบาย น่าจะชนะนะ แต่ถ้ามันเลยมันเกินจะสู้ไหวไหม...ไหว มันมีปัญญารู้ว่านี่ควรทำ แล้วมีการอยู่ดูแลกัน เรามาอยู่เป็นพันเป็นหมื่น รวมแล้วเป็นแสนคนมาอยู่หลายเดือนก็อยู่ได้ เป็นสาธารณโภคี เลี้ยงดูกัน ปัจจัย 4 ก็พร้อม พิสูจน์ได้เป็นเดือนแล้ว มาอยู่กว่าครึ่งปีแล้ว คนเชื่อยาก ถ้าต้องกดข่มฝืน หรือมีจิตริ ษ ยา โลภ โกรธมากก็ขโมย รุนแรงกันมากแล้ว แต่นี่สงบ เผื่อแผ่เกื้อกูลกัน คนน่าจะมาดูงาน ว่าการประท้วงอย่างนี้มีด้วย แล้วมีผลให้รัฐบาลขาเป๋ไปเรื่อยๆ เขาใช้อะไรเป็นอาวุธนะ มหัศจรรย์ ๆ แม้คนไทยก็ยังเชื่อไม่ง่าย แต่คนไทยทำได้ เป็นการแสดงมวลมหาประชาชน ปฏิวัติอย่างชอบธรรม เป็นเรื่องมหัศจรรย์ของโลก แม้ประเทศใหญ่ๆก็ไม่เชื่อว่าจะเกิดจริง แต่เกิดจริงแล้ว เราก็ต้องพิสูจน์กันไป เป็นอำนาจอธิปไตยบริสุทธิ์ พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าไม่ใช่สามัญ ไม่ได้เป็นได้ง่ายๆ แต่คนไทยทำไมทำได้ นี่แหละคนไทย มีอะไรดีๆแสดงออก มีเหตุปัจจัยอย่างนี้ ที่ต้องแสดงออก เพราะคนชั่วทำชั่วจนทนไม่ไหว ขืนปล่อยให้คนชั่วทำชั่วเกินไปไม่ไหวแล้ว นี่ประเด็นขอบคุณคนชั่วจนเราต้องออกมาจัดการให้คนชั่วหยุดทำชั่ว เป็นจิตปรารถนาดี ไม่ได้ทำด้วยความชอบใจ เหมือนพ่อแม่ด่าลูก ไม่ได้ทำร้ายด้วยกายกรรม มีแต่ มุขสตี คนสุภาพก็ไม่มีหอกดาบอะไร มีแต่ชี้ผิด ชี้ถูก ถ้าผู้ใดมีปฏิภาณสังเกตดีๆว่า การต่อสู้ที่เราทำนี่เป็น ธรรมาธรรมะสงคราม เป็นการต่อสู้ทางการเมือง ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศ ในการต่อสู้นี้เหมือนอยู่ในสนามรบ ต้องรบกันด้วยความถูกต้องดีงาม ไม่ฆ่าแกงทำร้ายกัน ผู้ใดสงบ สันติ อหิงสา มีเมตตาเสียสละเกื้อกูล ยิ่งมีปัญญาให้คนผิดมาทำถูกต้องได้ยิ่งประเสริฐ เป็นธรรมะ ไม่ได้มาฆ่าแกงแย่งยศกัน ไม่แย่งแผ่นดินกันเหมือนโบราณ เช่นเจ็งกิสข่าน เป็นต้น หรือมาล่าอาณานิคม ไทยเราก็เคยทำ แต่หยุดมานานแล้ว ตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์ เราหยุดรุกรานประเทศอื่น มีแต่ประเทศอื่นมารุกรานเรา จนเสียดินแดนมากกว่าส่วนที่เหลือด้วย เราไม่ล่าเมืองขึ้น ไม่มีนิสัยอย่างนั้นเป็นต้น ในยุครัตนโกสินทร์มาคนไทยไม่ได้รุกรานใครมา แล้วเราก็บริหารปกครอง อาตมาก็เสียดายที่ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไม่เป็นโลกุตรธรรม กลายเป็นแค่ศาสนาพิธีกรรม ไม่ได้ประโยชน์จิตวิญญาณ แม้พิธีกรรมก็เอาเปรียบเอารัดมากในกามในพยาบาท เพราะโมหะ อวิชชา ไม่ไห้เรียนรู้ความจริงที่เป็นวิชชา อะไรเป็นสัจธรรมหรืออสัจธรรม แต่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาแต่นาน ในจิตอนุสัยหรือUnconscious ยังมีความเป็นพุทธ เป็นDNA ความเป็นพุทธอยู่ ถึงเวลาก็ต้องตื่นรู้ขึ้นมาได้ โลกุตรหรืออาริยธรรมที่เป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ นี่คนบรรลุต้องอยู่ป่าเขาถ้ำไม่เกี่ยวข้องกับสังคมเลย มีแต่พิธีการสวดมนต์พอให้ประโลมใจ เป็นหลัก บรรยายเป็นประโลมใจเป็นหลักไม่หยั่งถึงปรมัตถ์ ไม่รู้ประธานใหญ่ที่จะพาทำดีคือจิต ท่องคำสอนได้แต่ไม่หยั่งความจริงถึง ไม่มีความหยั่งลง ไม่มี สโมสรณา ไม่มี โอคธา ไม่มีการรวมเข้ามารู้องค์รวมที่เรียกว่า กาย เวทนา จิต ธรรม ที่เรียกว่า สติปัฏฐาน 4 ทุกวันนี้คำว่า กาย นี้ อาจารย์ทางพุทธก็ไม่รู้แล้ว ไปเข้าใจว่า กายคือสรีระ แต่ว่าที่จริงกายคือนามธรรมเป็นหลัก ในวิโมกข์ 8 เป็นต้น คือธรรมะตรัสรู้ รู้จิตเจตสิก กายคือ จิตเจตสิก มันประชุมกับข้างนอก พหิทารูปานิ ปัสสติ สัมผัสกาย เป็นปสาทรูป เป็นโคจรรูป ในการสัมผัส เพราะฉะนั้น จิตที่รู้รูปเหล่านี้ จึงเป็นปรมัตถ์ ส่วนรูปรูปนั้นเป็นมหาภูตรูป 4 นั้นไม่ใช่ปรมัตถ์ ต้องนับที่อุปาทายรูป 24 จึงเป็นปรมัตถ์ คำว่า รู้ด้วยกาย ต้องเข้าใจว่า กายนี้เป็นองค์รวม ไม่ใช่แค่ กายที่เป็นส ิ่ งภายนอกเป็นรูปรูปเท่านั้น จะบรรลุธรรมต้องรู้ด้วย กาย ตั้งแต่ 1 . สัทธานุสารี ผู้แล่นตามไปด้วยศรัทธา คือ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีสัทธินทรีย์แก่กล้า อบรมอริยมรรคโดยมีศรัทธาเป็นตัวนำ (ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผลแล้วจะกลาย เป็นสัทธาวิมุติ) 2 . ธัมมานุสารี ผู้แล่นไปตามธรรม คือ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล ที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้า อบรมอริยมรรคโดยมีปัญญาเป็นตัวนำ (ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผลแล้วจะกลาย เป็น ทิฏฐิปัตตะ) 3 . สัทธาวิมุติ ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญาแต่มีศรัทธาเป็นตัวนำหน้า หมายเอาพระผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตที่มีสัทธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ 4 . ทิฏฐิปปัตตะ ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะ เห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีปัญญาและปัญญินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติจนเกิดปัญญาพละ 5 . กายสักขี ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือผู้ประจักษ์กับตัว คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย* อาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ 6 . ปัญญาวิมุติ ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาเท่านั้น คือ ท่านที่ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย* (น เหว อัฏฐ วิโมกเขฯ) แต่สิ้นอาสวะแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอรหันต์ผู้ได้ปัญญาวิมุตติ ก็สำเร็จเลยทีเดียว 7 . อุภโตภาควิมุติ ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายและสิ้นอาสวะแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา (หมายเอาพระอรหันต์ผู้ได้เจโตวิมุติ ขั้นอรูปสมาบัติมาก่อนที่จะได้ปัญญาวิมุตติ) ต้องรู้หยั่งในจิต ท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive