570209_พ่อครู เปิดงานพุทธาฯพาปฏิญาณศีล ๘ เลือกตั้งครั้งนี้ส่อสื่ออะไร และความเสื่อมชาวพุทธ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570209_พ่อครู เปิดงานพุทธาฯพาปฏิญาณศีล 8 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 ณ ผ่านฟ้าฯเลือกตั้งครั้งนี้ส่อสื่ออะไร และความเสื่อมชาวพุทธ
พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 9 ก.พ. 57 เป็นวันเริ่มต้นทำพิธีพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ครั้งที่ 38 เริ่มขึ้นอย่างไว เพราะอาตมาระลึกขึ้นได้ว่า เราขาดการทำวัตร การฟังธรรม จะเป็นความเสื่อม อันเป็นความเสื่อม 7 ประการ 1 . ไม่มาวัด มาพบสมณะพระ 2 . แม้มาวัด ก็ละเลยการฟังธรรม 3 . ไม่ศึกษาธรรมะ ในศีล เพื่อจะได้เกิดสมาธิ เกิดปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสน ะ เป็นความเสื่อมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เริ่ม แต่ข้อแรกที่เราขาดการพบสมณะ ห่างเหินภิกษุ (คือภิกษุที่สัมมาปฏิบัติ สัมมาทิฏฐิ ที่จัดเป็นทักขิเณยยบุคคล คือผู้ที่ต้องลุกรับ ควรให้ของทาน อาจไม่บรรลุธรรม แต่ตั้งใจศึกษาปฏิบัติ ใส่ใจในธรรม มักน้อยสันโดษ แม้จะนอกศาสนาเรา แต่เป็นผู้ตั้งใจลดละไม่เบียดเบียน คนเช่นนั้นเป็นทักขิเณยยบุคคล ส่วนคนที่เป็นอาริยบุคคลก็แน่นอนอยู่แล้ว ต้องเคารพ) นอกนั้นเป็นพวก กล่าวคำว่าศีล นั้น ต้องสมบูรณ์ด้วย สมาธิ และปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ 4 . ไม่มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุ ทั้งที่เป็นเถระ ผู้ใหม่และปานกลาง แต่กลับเข้ามาแล้วกร่าง ไม่เคารพเลื่อมใสในภิกษุ อย่างนี้มาวัดแล้วได้บาป 5 . เพ่งโทษฟังธรรม (ธัมมัง สุณาติรันธคเวสี) แม้ฟังธรรม แต่ตั้งใจเพ่งโท ษ จับผิด ผู้เพ่งโท ษ ผู้อื่นคือผู้อาสวะเจริญยิ่ง หาแต่ข้อผิดพลาดข้อเป็นโท ษ เรามาวัดเราจะมาเอาสิ่งดี สิ่งไม่ดี พระจะไม่พาทำชั่ว เพราะฉะนั้นส ิ่ งชั่วพักไว้ สิ่งดีเราต้องตั้งใจเลือกเฟ้นเอาสิ่งดี อันไหนชั่วรู้แล้ววาง แต่ดีต้องเพ่งดี ถ้าใครมาตั้งจิตคอยเพ่ง โทษ ฟังธรรมอันนี้หนัก 6 . แสวงบุญนอกเขตศาสนานี้ (พหิทธา ทักขิเณยยัง คเวสติ) พวกนี้หลุดแ
อ่านต่อ
ล้ว ไปใส่ใจคำสอนอื่นไปแล้ว 7 . ทำสักการะก่อนในเขตบุญนอกศาสนานี้ (ตัตถะ จ ปุพพการัง กโรติ) เช่นเราเป็นพุทธแต่เราไปสักการะอื่นก่อนเลย เราเป็นพุทธแท้ ถ้าเจอสองอย่าง ที่เป็นลัทธิพุทธของตนจะใส่ใจน้อย ( พระไตรปิฏก เล่ม 23 ข้อ 27 )
เรามาทำงานนี้ ทำงานการเมือง งานสังคม เราน่าจะทำประโยชน์ตน-ท่านไปในตัว มีผัสสะที่ใดมีที่ได้ปฏิบัติธรรมที่นั่น ส่วนของลัทธินอกพุทธจะไม่เกี่ยวข้องกับอันอื่น จิตหลบอยู่ภายในเป็นการสร้างภพ ส่วนของพระพุทธเจ้านี้ล้างภพ รู้องค์รวม คือกาย ที่มาจาก กาย วาจา และใจ กายวิญญัติ และวจีวิญญัติ นั้นมาจากมโนหรือใจเป็นที่มา พระอนาคามี เหนือกามภพแล้ว แต่ไม่หนีกามภพ ยังสัมผัสเกี่ยวข้องกับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่จิตใจไม่กระเพื่อมไหวออกมาภายนอกเลย มีแต่กระเพื่อมอยู่ภายใน ซึ่งตรงกันข้ามกับลัทธิฤาษีที่จะไม่สู้ผัสสะภายนอก แต่ว่าของพุทธนี้ อยู่ได้อย่างสบายมาก สู้ได้สบายมาก ไม่หวั่นไหว แต่ไปเข้าใจผิดว่า ปฏิบัติธรรมพุทธต้องหนีไปอยู่ในรู ในป่า เขาถ้ำ ไม่ใช่โลกุตระจิต แต่เป็นโลกันตะ หนีโลก ส่วนพุทธนั้นอยู่เหนือโลกไม่ใช่หนีโลก พระอนาคามีก็เรียนรู้มาตั้งแต่หยาบ กลาง ส่วนละเอียดที่เหลือก็มีอยู่ แต่รู้ แล้วเพียรละรูปราคะและอรูปราคะที่เหลืออยู่ ไม่ใช่หลับตาทำ แต่ลืมตาปฏิบัติ ได้รายละเอียดครบ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่อยู่กับสังคม และเมื่อดับรูปภพ อรูปภพได้หมดก็เป็นอรหันต์ รู้หมดชัดเจนทั้งภายนอกและภายใน เป็นผู้มีพลังแข็งแรงทางจิตวิญญาณ สามารถช่วยเหลือป้องกัน ช่วยเหลือโลกมนุษย์ เป็น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) เมื่ออาตมาได้สำนึกว่า พวกเราออกมานานแล้ว และพวกเราที่ฝึกฝนก็ได้อยู่ แต่คนที่ขาดการฟังธรรม ขาดการพบสัตบุรุษก็มี แต่โอกาสนี้ ที่ได้ฝึกฝนท่าม กลางผัสสะ ท่ามกลางสนามรบ ก็เลยบอกพวกเรา แต่วันนี้สังเกตไหม ว่าธรรมดาพวกเราจะฉุกละหุกมาก แต่ว่าวันนี้เราทำได้ก่อน เริ่ม ต้นอีก ตั้งแต่ก่อน เก้าโมงก็ เริ่ม ต้นได้ นี่คือนานๆทีจะได้ เริ่ม ก่อนเวลาได้ แสดงว่าเป็นลางให้เห็นว่าเราจะปราบศัตรูได้ก่อนเวลา ถ้าอยู่ไปจนถึงวันที่ 14 ก.พ. 57 เป็นวันมาฆบูชา และวันวาเลนไทน์ เป็นวันแห่งความรักของทั้งเทวนิยม และอเทวนิยม ลงตัวได้ แต่อาจยังไม่จบ แต่ถ้าจบก่อน เราก็ขอเวลาทำงานพุทธาฯต่ออีกก็คงได้นะ เหมือนกับงานสัมพุทธชยันตีที่ลานพระรูปฯ จัดตลาดอาริยะซ้ำเข้าไปอีก เหตุการณ์ยังไม่เคยเป็นไปได้ก็ทำมาแล้ว เรื่องของศาสนา เรื่องธรรมะเป็นเรื่องใหญ่ในความสำคัญของการเป็นมนุษย์ ย ้ำ เป็น 2 ล้านๆครั้ง คนเกิดมาไม่ได้ธรรมะแก่จิตวิญญาณไปนั้น เป็นโมฆบุรุษ การเมืองที่ไม่มีธรรมะและคุณธรรมสถาปนาเข้าไปนั้นไม่ใช่การเมือง การเมืองไม่เป็นกุศลไม่มีคุณธรรม ไม่ใช่การเมือง เรียกว่าการเลว เรามาทำงานการเมืองครั้งนี้เราเอาธรรมะมาหยั่งลงในการเมืองแล้วเกิดผลดีไปตามลำดับ อาตมาก็มีมิเตอร์วัดค่าของอาตมาเอง ว่ามีผลดีผลเสียอะไร เราต้องตรวจตราการกระทำของเราว่าเราทำกรรมทุกกรรม มันเจริญหรือเสื่อม ถ้าไม่ตรวจเราก็งมงายไปเรื่อย หลงผิดว่าดี ที่แท้ได้ชั่ว เช่นเราทำงานเราได้เงินเพ ิ่ มนึกว่าเงินคือบุญ แต่ดีไม่ดีได้ชั่ว ได้ทุจริตเพ ิ่ ม เราก็ผิด เรามาทำงานการเมือง เราเอาธรรมะมาหยั่งลง แล้วเห็นผล ว่าเอาธรรมะมาหยั่งลงแล้วทำให้การเมืองดีขึ้น อาตมาตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็เกิดในหมู่กลุ่มอโศกเรา เราได้รับใช้ทางกายวิญญัติ วจีวิญญัติ โดยได้ผลทางมโนเราด้วย ดับกิเลสให้ได้ ประหารกิเลสไปตามลำดับ ใครทำได้จริงก็แล้วแต่ตัวใครๆ ไม่ใช่ว่าเราเป็นตัวการใหญ่ทำให้การเมืองดีขึ้น แต่เป็นเมืองไทยเราสั่งสมความดีงาม ธรรมะ จนสามารถสู้กับผีร้ายการเมืองที่เขาก็บ่มเพาะมานาน จนถึงยุคทักษิโณมิกส์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็เห็นความแข็งของเขา แต่แข็ง “แอ” นะ ไม่ใช่แข็งแรง แต่ถูกลดน้ำหนักลดฤทธิ์เสื่อมลงไปมากแล้ว มาถึงวันนี้ระบอบการเมืองแบบนี้ ก็ยังมีคนที่ไม่เชื่อว่าทักษิณเป็นตัวเลวร้าย เขายังไม่ชัด ก็น่าสงสาร ส่วนต่างประเทศก็ยังมีกระแสสนับสนุนส่งเสริมช่วยเหลือผีร้ายของประชาธิปไตยอยู่ แต่เอาเถอะตอนนี้ก็ยังเจริญขึ้นมาก
การเลือกตั้ง 2 กพ. 57 ส่อและสื่ออะไร? เอาแค่ "การเลือกตั้ง" ครั้งคราที่รัฐบาลดื้อด้านดันทุรังกระทั่งทำให้เกิดปรากฏการณ์สังคมทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม นี่ก็เห็น "ความจริง" ได้มากมาย ปรากฏการณ์สถิติบุคคลง่ายๆ เช่น คนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง 43 ล้านคน แต่ออกมาเลือกตั้งจริงแค่ 20 . 5 ล้าน เท่านั้น ฝ่ายที่มีความรักเอียงข้างรัฐบาลรักษาการ ก็มองว่า 20 . 5 ล้านคนนี้แหละนับว่าเป็นจำนวนมากทีเดียวที่แสดงว่า ประชาชนอยากแก้ปัญหาบ้านเมืองไปตามระบบ แต่แท้จริงนั้น มันส่อความจริงเบื้องต้นชัดเจนยิ่ง ว่า คนมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง 43 ล้านคน ทว่าออกมาแสดงตัวจริงสดๆมาทำการเลือกตั้งนั้น แค่ 20 . 5 ล้านคนเท่านั้น มันก็คือ จำนวนน้อยแน่นอน ที่อยากแก้ปัญหาบ้านเมืองไปตามระบบ ยังมีรายละเอียด ส่อความจริงในเบื้องต้นต่อไปอีกว่า ในจำนวนผู้ไปเลือกตั้งนั้น ส่อให้เห็นชัดอีกว่า เขาไปเลือกตั้ง ไม่ใช่เพราะเห็นด้วย ว่า การเลือกตั้งตามระบบ คือทางออก หรือเป็นทางแก้ปัญหาบ้านเมือง แต่เพราะไปรักษาสิทธิการเลือกตั้งของตนไว้ ตามกฎหมายบังคับ นี่ ( 1 ) เพราะตั้งใจรักษาครรลองครองธรรมของโลก ไม่อยากผิดตามสมมุติสัจจะ นี่ ( 2 ) เพราะไปแสดงออกชัดๆว่า ไม่เห็นด้วยใน "การเลือกตั้ง" คราครั้งนี้ ที่ยังอยู่ในกติกาและการเมืองแบบนี้ แล้วก็เข้าไป กา No vote และ Vote no นี่ ( 3 ) เพราะอยากย้ำซ้ำเติมให้สะใจ เป็นพวกอารมณ์ค้าง แทนที่จะกาเบอร์ตามระเบียบ ก็เขียนด่าประจานหยาบๆคายๆต่างๆนานาสารพัด ซึ่งส่อชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วย ไม่เอาด้วยในวิธีนี้ รวมทั้งไม่เอาเลือกครั้งนี้หรือการเมืองแบบนี้ อย่างที่ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย นี่ ( 4 ) แม้แต่ไปฉีกบัตรเลือกตั้งกันโต้งๆ ก็มี ( 5 ) หรือแกล้งทำบัตรเสีย กาผิดอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อให้เป็นบัตรเสียเท่านั้น ก็มีเยอะแยะสารพัด ซึ่งส่อให้เห็นถึงการไม่เห็นด้วยในการเลือกตั้ง ไม่เอาการเลือกตั้ง ( 6 ) เพราะรัฐบาลและบริวาร มี... (1) มีความหลงตัวเอง (2) มีความไม่กล้ารับความจริง (3) มีความไม่ฉลาดที่จะรู้ความจริงตามที่เป็นจริงได้ถูกต้อง ว่า "ตนผิด" (4) หรือ"รู้" ว่า "ตนผิด" แต่ต้องสื่อสารออกมาให้คะแนนฝ่ายตนเองเช่นนั้น ก็เพื่อครอบงำทางความคิดของคนทั้งหลาย ให้หลงเชื่อตาม หรือหลอกคนอื่นแท้ๆ เอาแค่(4)ข้อก่อนแล้วกัน ถ้าจะเก็บเอาเหตุปัจจัยอื่นอีก ก็ยังมีอีก แต่แค่หลักฐานเท่านี้ ก็ชี้ชัดโต้งๆแล้วว่า "การเลือกตั้ง"ที่อ้างเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยแท้ๆนี้ มันแสดงถึงความล้มเหลวของรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง ยังไม่นับเอาข้อผิดพลาดบกพร่องของการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่จะต้องจัดการ ตามล้าง ตามเช็ด ตามซ่อม ตามแก้ ตามประคอง พยายามช่วยที่มันผิด มันไม่ใช่ เพื่อให้มันดูเหมือนถูกอยู่บ้าง ซึ่งแท้ๆนั้นมันล้มเหลวแล้ว ให้มันดูเหมือนยังไม่ล้มอย่างหลอกกัน พรางกันอยู่โต้งๆ แล้วผู้หลงตัวเอง ผู้รู้ตัวเอง ก็ยังทุจริตกรรมใส่สังคมไทยให้เลวร้ายหนักยิ่งด้วยความดื้อด้านดึงดันงมโข่งอยู่กับ "สัญชาตญาณการเมืองเดิม" ที่เป็นอยู่นี้ว่า เป็นประชาธิปไตยที่ยังดี ยังดำเนินไปได้ ยังจะทำการแก้ไขส่วนที่บกพร่องบ้างอยู่ได้ ไม่หนักหนาอะไร จะดันทุรังเอาความเป็น "สัญชาติประชาธิปไตยเน่าๆเฟะๆ" ที่เป็นมาอย่างนี้ เป็นอยู่อย่างนี้ นี่แหละ ... ต่อไป ไม่มีความรู้ลึก ชัดลึกแท้เพียงพอว่า ประชาธิปไตยนั้น มี"ประชาชน"เป็นแกนหลักของหลักประกันระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่"รัฐบาล"เป็นแกนหลักของหลักประกันระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น "รัฐบาล"จึงหลงตนอย่างมาก ใครมาขัดขวาง"สัญชาติประชาธิปไตยตาม DNA ที่ตนมี"นี้ ไม่ได้ ถือว่า ผิด เพราะหลงยึดว่า"ประชาธิปไตยที่มีสัญชาติ"ที่ตนยึดถือนี้เป็นประชาธิปไตยแน่แท้แล้ว ใครจะมาเปลี่ยน DNA นี้หรือเปลี่ยนสัญชาติความเป็นประชาธิปไตยที่ไทยถืออยู่นี้ ที่ไทยได้พัฒนามาถึงปัจจุบันนี้แล้วขั้นนี้ ไม่ได้ ไม่ถูกต้อง ผิดความควรจะเป็น ใครอย่ามาบังอาจเปลี่ยนแปลง หรือนำพาไปเป็นอื่น อย่ามาบังอาจแก้ไข อย่ามาหาความเป็น"ประชาธิปไตย"อื่นใด"ใหม่"กว่านี้ แปลกไปกว่านี้ ขึ้นมาอีก ใครขืนประท้วง เป็นการผิด ต้องจับเข้าคุก ถือว่า กบฏ จะต้องปราบอย่างรุนแรง อย่างไม่ยั้งมือ อย่างหาเรื่องทุกรายละเอียด ต้องจัดการล้มผู้ประท้วงให้ได้ ขืนยังชวนมวลประชาชนมาประท้วงอย่างสงบ ไม่มีอาวุธต่อไปอีก ก็ต้องหาทางจับผิดในจุดบกพร่อง จะเล็กน้อยก็รีบตีไข่ใส่ข่าวให้เป็นเรื่องใหญ่ รุนแรงให้ได้ โดยเฉพาะไม่มีความเข้าใจว่า ประชาชนปฏิวัติอย่างชอบธรรมถูกกฎหมาย หรือประท้วงตามรัฐธรรมนูญนี่แหละ คือหลักประกันใหญ่ยิ่งของประชาธิปไตย แสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยของประชาชนแท้ๆที่หน้าภาคภูมิ เรามาประท้วงอย่างสันติวิธี เป็นสิ่งไม่ผิดรธน.เลย แถมในรธน.ยังบอกให้ทำหน้าที่ด้วยมาตรา 70 “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 71 บอกว่าบุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ชาติตามกฎหมาย แต่ด้วยความไม่มีปัญญาพอที่จะรู้ว่า ประชาธิปไตยที่ถูกที่แท้นั้นคืออย่างไร ก็เลยรังเกียจการประท้วง และเหยียดหยันการประท้วง จึงมุ่งมั่นจะปราบปรามการประท้วง แทนที่จะสนับสนุนการประท้วง หรือคุ้มครองรักษาส่งเสริมการประท้วงของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ หรือตามครรลองครองธรรมของประชาธิปไตย ก็กลับจะยิ่งเห็นความเอาจริงเอาจัง ความเร่งรัด จัดจ้านของเจ้าหน้าที่ที่ช่วยรัฐบาลทำงานสำคัญ คือ คิดอ่านปราบปรามการประท้วง เร่งจัดการเป็นคดีสำคัญ ปราบปรามอย่างสำคัญ ป้องกันตัวฝ่ายรัฐบาลอย่างสำคัญ ลุกลี้ลุกลนสำคัญ เรื่องเล็กน้อยใดๆก็สำคัญหมดถ้าเอี่ยวกับการประท้วง ยกตัวอย่างเช่นคุณสาธิต เซกัล ที่เขารักประเทศไทย มาแสดงออกอย่างจริงใจ แต่มาช่วยการประท้วง ก็ถูกเขาเอาผิด จะเนรเทศ เพราะมาเอี่ยวกับการประท้วง เรื่องไม่น่าจะเป็นเรื่อง ก็จะเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องไม่เข้าท่าก็จะเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องถูกก็จะสำคัญว่าผิดไปยิ่งๆขึ้น ด้วยประการฉะนี้ อาการเช่นนี้ ภาษาไทยเรียกว่า "หาเรื่อง" "ไม่เข้าเรื่อง" และ "เป็นเรื่อง" จนได้ ฉะนี้คือ "เรื่องเลวร้าย" พึงมีพึงเกิด จาก "คนดีส่วนใหญ่ดีขึ้น สังคมตื่นรู้ขึ้น" แต่ "ผู้มีอำนาจน้อยลง" จะแย่ และแย่เป็นปฏิภาคทวี นั่นคือ จะเบ่งอำนาจฝ่ายตนเองให้มากขึ้นๆ เป็น อึ่งอ่างพองลม จะพองลมให้ใหญ่ขึ้นสู้ สู้ สู้ สู้ พองขึ้นๆ มากเข้าๆ สักขีดหนึ่ง ก็ท้องแตกตาย ขอให้มวลมหาประชาชนยืนหยัดอยู่กับความถูกต้องความสงบสามัคคี ไม่มีอาวุธ ไม่ใช้ความรุนแรงให้ได้ตลอดไปเถิด และออกมารวมตัวกันให้เห็นมวลความเป็นกลุ่มเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นเถิด ...ชนะใส งดงามยิ่ง บังเกิดแน่ คนตอนนี้ยังไม่ค่อยกล้าฝ่ากระแสโลกธรรมออกมาร่วมกันทำสิ่งดี แต่ก็ค่อยๆกล้าออกมามากแล้ว แต่ว่าตอนนี้ ที่กำนันสุเทพเขาเดินหาเงินช่วยคนจนช่วยชาวนา แล้วประชาชนก็กล้าออกมาช่วยกัน เอาเงินแม้เล็กแม้น้อยก็ออกมาช่วยกัน วันแรกก็ได้ เก้าล้านกว่าแล้ว อาตมามั่นใจว่าวันจันทร์นี้น่าจะได้ถึง 10 ล้านบาทนะ กำนันสุเทพว่า ตอนนี้ชาวนามีเงินสำหรับฟ้องร้องแล้ว เป็นองค์ประกอบที่จะทำให้รัฐบาลนี้เป็นอึ่งอ่างพองลงเบ่งขี้แตกตายเลย นี่คือสัจธรรม ความถูกต้องกับความผิดของมนุษยชาติ งานนี้เป็นงาน พุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ คำว่า พระหรือวร แปลว่าผู้ประเสริฐ ทางสัจธรรมแท้ พระแท้ๆคืออาริยบุคคลคือ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ แต่ทุกวันนี้มิจฉาทิฏฐิ หลอกว่า คนไม่ใช่อาริยะก็หลงว่าเป็นอาริยะ พุทธบริษัท มี 4 คือ อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี แม้อาตมาไม่มีภิกษุณี แต่มีสิกขมาตุ เป็นพยัญชนะที่เรียกว่าสิกขมาตุ คือนักศึกษาผู้หญิง คุณธรรมนั้นก็แล้วแต่เขามี อาตมาไม่ดึงดันให้เกิดภิกษุณี มันยาก อาตมาไม่ดันทำส ิ่ งเปลือก แล้วผู้ที่เข้าใจก็มาเข้าคิวรอเป็นสิกขมาตุ ตายไปก็หลายคน หนีไปแต่งงานก็หลายคน ผู้ลงทะเบียนเช้านี้มีเพียงแค่ 289 คน แต่ว่าทุกทีเราทำมาก็มีคนเป็นจำนวนพัน มาเข้าร่วม ถึง สองพันกว่าเป็นตัวเลขสูงสุด เราเคยทำมาท่ามกลางสนามรบได้ เราทำอย่างมีญาณปัญญา มีวิชชา มีความรู้ หรือจิตใจเราที่มีตัวรู้ และอาจมีตัวโง่ คืออวิชชาก็ได้ แต่ที่ควรคือต้องรู้ว่าส ิ่ งดีงาม กับสิ่งไม่ดีงามคืออะไร ศาสนาพุทธต้องมีญาณรู้นามธรรม นามธรรมที่เรียกว่านามกาย คำว่า กาย คำนี้เป็นคำสำคัญ รูปคือ ส ิ่ งที่ถูกรู้โดยญาณของเรา ตากระทบรูป หูกระทบเสียง...แต่ละคนก็รู้เหมือนกันหมด ส ิ่ งที่ถูกรู้อย่างนี้เป็นสามัญ แต่คนที่วิสามัญ สามารถรู้ภายในได้ เพราะสิ่งภายนอกที่เรารู้กันได้ คนก็รู้กันได้เหมือนกัน แต่พุทธให้ตามรู้การกระทบสัมผัสภายนอก แล้วตามเข้าไปรู้ภายใน ซึ่งพระพุทธเจ้าแบ่งภายนอกเป็นดินน้ำไฟลม เป็นธาตุ 4 ที่เป็นอุตุนิยาม ไม่มีธาตุวิญญาณในนั้น เป็นฟิสิกส์ เป็นสสารและพลังงาน ไม่มีวิญญาณ พอเรากระทบภายนอกแล้วก็เกิดเป็นเวทนาภายใน เราต้องตามรู้อันนี้ ตามรู้อย่างมีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวแรกคือกาย จากสัมผัสนอกไปสู่ใน ย้ำอีกทีว่า กายต้องมีนามธรรม ถ้ามีแต่มหาภูตรูปก็คือ รูปรูป ไม่มีการรู้ตัวของมันเอง ไม่มีการกำหนด ในรูป 28 นั้นมี มหาภูตรูป 4 แล้วมีอุปาทายรูปอีก 24 ที่ต่อเนื่องจากมหาภูตรูป เรียกว่า นามกาย หรือ นามรูป ซึ่งจะรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ อุปาทารูป หรือ อุปาทายรูป 24 ก. ปสาทรูป 5 (รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์) 1. จักขุ (ตา - the eye) 2. โสต (หู - the ear) 3. ฆาน (จมูก - the nose) 4. ชิวหา (ลิ้น - the tongue) 5. กาย (กาย - the body) ข. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป 5 (รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์) 6. รูปะ (รูป - form) 7. สัททะ (เสียง - sound) 8. คันธะ (กลิ่น - smell) 9. รสะ (รส - taste) 0. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย - ) ข้อนี้ไม่นับ ค. ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ ) 10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง) 11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย) ง. หทยรูป 1 จ. ชีวิตรูป 1 (รูปที่เป็นชีวิต ) 13. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต ) ฉ. อาหารรูป 1 (รูปคืออาหาร - material quality of nutrition) 14. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน : edible food; nutriment) ช. ปริจเฉทรูป 1 15. อากาสธาตุ ญ. วิญญัติรูป 2 (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย) 16. กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย : bodily intimation; gesture) 17. วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา : verbal intimation; speech) ฏ. วิการรูป 5 (รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ ) 18. (รูปัสส) ลหุตา (ความเบา - lightness; agility) 19. (รูปัสส) มุทุตา (ความอ่อนสลวย : elasticity; malleability) 20. (รูปัสส) กัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน, ใช้การได้ : adaptability; wilderness) 0. วิญญัติรูป 2 ไม่นับเพราะซ้ำในข้อ ญ. ฏ. ลักขณรูป 4 (รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด) 21. (รูปัสส) อุปจย (ความก่อตัวหรือเติบขึ้น : growth; integration) คือเจริญ 22. (รูปัสส) สันตติ (ความสืบต่อ : continuum ) ถ้าขาดสันตติคือ ตาย 23. (รูปัสส) ชรตา (ความทรุดโทรม : decay) ความเสื่อม 24. (รูปัสส) อนิจจตา (ความปรวนแปรแตกสลาย : impermanence) เราใช้ญาณในการอ่านรู้ลักษณะของอุปาทายรูป ส ิ่ งที่มีอยู่คือสิ่งไม่เที่ยงทั้งสิ้น ส่วนสิ่งที่ไม่มีคือมีสิ่งเดียวเท่านั้น คือนิพพาน วิทยาศาสตร์ว่า สสารและพลังงานไม่มีสูญหาย แต่มีเปลี่ยนสถานะและเปลี่ยนที่อยู่ นี่คือสสาร แต่พลังงานจิตนั้นมีความสูญความไ่ม่มีได้ ในจักรวาลนี้ มีแต่นิพพานเท่านั้นที่จะมีความไม่มีได้สูงสุด เพราะมีปรินิพพานที่เป็นความสูญเด็ดขาด นิรันดร แต่พลังงานและสสารนั้นไม่นิรันดร มีแต่นามธรรมเท่านั้นที่มีนิพพาน และปรินิพพานได้
จากนั้นพ่อครูได้พาปฏิญาณ ศีล 8 คำกล่าวนำปฏิญาณอุโบสถศีล [พากล่าวคำ นโมตัสสะ ภควโต ฯ 3 จบ ก่อน] ณ บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิตปฏิญาณ ในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์นี้ เป็นครั้งที่ 38 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะขอบำเพ็ญธรรม ประพฤติตนอยู่ในศีล 8 อันได้แก่ ปาณาติปาตา เวรมณี จะขอตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการฆ่าสัตว์ เว้นขาดความโหดร้ายรุนแรง เว้นขาดการเบียดเบียนใดๆ จะพยายามสร้างเมตตาธรรม อทินาทานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เชิงเอาเปรียบ จะพยายามสร้างสัมมาอาชีพ ขยันสร้างสรร เสียสละ ละเลิกความโลภ ความเห็นแก่ตัว อพรหมจริยา เวรมณี จะขอตั้งใจประพฤติ เว้นขาดเรื่องเมถุนธรรม เว้นขาดเรื่องกามคุณ จะเป็นผู้ละเลิกราคะ จะเป็นผู้กำหนดรู้เท่าทันในกาม มุสาวาทา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการพูดปด เว้นขาดการพูดหยาบ เว้นขาดการพูดส่อเสียด เว้นขาดการพูดเพ้อเจ้อ จะพยายามพูดเป็นสารัตถะ เป็นธรรม สุราเมรยมัชชะ ปมาทัฏฐานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการเสพติดมัวเมา มีอบายมุขทั้งหลายเป็นต้น มีกามต่อมา มีโลกธรรม 8 อีก และจะเว้นขาดการยึดภวอัตตภาพทั้งปวง วิกาลโภชนา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากอาหารและเครื่องใช้ที่ควรเว้นควรเลิก จะกินจะใช้ตามที่กำหนด จะเป็นผู้พยายามเป็นผู้มักน้อยและสันโดษ นัจจะคีตะ วาทิตะ วิสูกะทัสนา มาลาคันธะ วิเลปนะ ธารณะ มัณฑนะ วิภูสนฐานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากท่าทางอันไม่สมควร คำพูดที่มีเสียงสำเนียงอันไม่สมควร เช่น ฟ้อนรำ ดนตรี เป็นต้น เว้นขาดจากดอกไม้ของหอม เครื่องตกแต่งพอกทาเครื่องประดับ เว้นจากฐานะแห่งการแต่งงามประดิษฐ์ประดอย อุจจาสยนะ มหาสยนา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติเว้นขาดจากที่นั่งที่นอนใหญ่ เว้นขาดจากการรักของใหญ่ เว้นขาดจาการสะสมของใหญ่ ที่สุดเว้นขาดการหลงติดความใหญ่
ศีลทั้งหลายเหล่านี้ หากข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ตั้งใจประพฤติ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ได้ผล ถ้าหากข้าพเจ้าทั้งหลายตั้งใจประพฤติ ก็ย่อมได้ตามธรรมสมควรแก่ธรรม ดังนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจักตั้งใจศึกษาฝึกฝน พากเพียรบำเพ็ญ ตามที่หมู่คณะ ได้นำพาช่วยเหลือ เกื้อกูลกันและกันด้วยดี ให้สุดความสามารถ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งใจปฏิญญาณไว้ ณ โอกาสนี้ ตามนี้ สาธุ!