Chapter 3.pdf

โฟลเดอร์67 นางจิรนันท์ ทับเนียม รูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน้ำ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์374 KB
วันที่แก้ไข1 มกราคม 2523

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย รูปแบบการวิจัย การศึกษาเรื่อง รูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน โดยเริ่มต้นด้วยการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์การวิจัยภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 เพื่อ 1) ศึกษาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในการควบคุม ความพอเพียงด้านอุปทานการผลิตอาหาร และการควบคุมความพอเพียงด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร 2) พัฒนารูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และ 3) ประเมินรูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ก าหนดแนวทางการวิจัยไว้ 3 ขั้นตอน ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในการควบคุมความพอเพียงด้านอุปทานการผลิตอาหารและการควบคุมความพอเพียงด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย ปัจจัยด้านอุปทาน การผลิตอาหารให้พอเพียง ปัจจัยด้านอุปสงค์การบริโภคอาหารให้พอเพียง และผลการใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดการอุปทานการผลิตอาหารและอุปสงค์การบริโภคอาหารของชุมชนภูผาฟ้าน ้า ขั้นตอนที่ 3 ประเมินรูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แต

อ่านต่อ

ง จังหวัดเชียงใหม่ การเลือกพื้นที่วิจัย ผู้วิจัยได้ท าตามล าดับขั้นตอนดังนี้ 66 1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับชุมชนภูผาฟ้าน ้า ความพอเพียงทางอาหารด้านอุปทานการผลิตอาหารและด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร จากหนังสือ เอกสารงานวิจัย และข้อมูลอื่น ๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้อง 2. ในสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ของโลก ที่ต้องเผชิญกับปัญหา ท าให้กลุ่มจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม ด้วยกลุ่มที่สมัครใจเปลี่ยนบริบทของพื้นที่ที่มีความแตกต่างจากพื้นที่เดิม คือ จากคนเมืองเข้ามาล็อกดาวน์ (Lockdown) อยู่ในพื้นที่ใหม่ที่ชุมชนภูผาฟ้าน ้า ซึ่งมีบริบทของพื้นที่สูง มีความเป็นธรรมชาติ ทั้งยังมีสภาพตรงข้ามกับวิถีชีวิตเดิม เรียกว่า ชุมชนภูผาฟ้าน ้า กับกลุ่มที่ล็อกดาวน์ (Lockdown) อยู่ในวิถีชีวิตเดิม เรียกว่า ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า 3. ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น และได้เลือกชุมชนภูผาฟ้าน ้า เพื่อศึกษา ความเป็นไปได้ของการวิจัยในครั้งนี้ และช่วยให้ผู้วิจัยสามารถเขียนแผนการด าเนินการวิจัย และประเด็นส าคัญที่ต้องการวิจัย ผู้วิจัยได้แบ่งขั้นตอนการวิจัยเป็น 3 ขั้นตอน ดังที่ได้แสดงในภาพที่ 3.1 67 ภาพที่ 3.1 ขั้นตอนด าเนินการวิจัย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในการควบคุมความพอเพียงด้านอุปทาน การผลิตอาหารและการควบคุมความพอเพียงด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร การศึกษาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในการควบคุมความพอเพียงด้านอุปทานการผลิตอาหาร และการควบคุมความพอเพียง 68 ด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) รายละเอียดและขั้นตอนซึ่งประกอบด้วย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง วิธีการเก็บข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล และวิธีการอภิปรายผล ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ในช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 (ปี พ.ศ. 2563-2565) ประชากรทั้งหมดของชุมชนภูผาฟ้าน ้า จ านวน 70 คน และที่อาศัยอยู่นอกชุมชนภูผาฟ้าน ้าคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจ านวน 70 คน จากจ านวนประชากร 397 คน (ข้อมูลจากผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนภูผาฟ้าน ้ากับจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมในห้องไลน์ชื่ออปริหานิยธรรม) กลุ่มตัวอย่าง ข้อมูลเชิงคุณภาพ คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลส าคัญ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามเกณฑ์ที่ก าหนดมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอุปทานการผลิตอาหารของชุมชน จ านวน 2 กลุ่ม คือ ชุมชนภูผาฟ้าน ้า จ านวน 10 คน และชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า จ านวน 5 คน รวมผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant) 15 คน ข้อมูลเชิงปริมาณ ประชากรทั้งหมดของชุมชนภูผาฟ้าน ้า จ านวน 70 คน และที่อาศัยอยู่นอกชุมชนภูผาฟ้าน ้า คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง สุ่มตัวอย่างให้เท่ากันจ านวน 70 คน เพื่อใช้เป็นกลุ่มเปรียบเทียบความพอเพียงทางอาหารในบริบทที่แตกต่างกัน รวมเป็นกลุ่มตัวอย่าง 140 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยข้อมูลเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (Semi-structured Interview) ประเด็นสนทนาพูดคุยในการเก็บข้อมูลเชิงลึก (In-dept Interview) เพื่อศึกษาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ปัญหาและอุปสรรคการจัดการความพอเพียงทางอาหารของชุมชน แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ ส่วนที่ 2 สัมภาษณ์เชิงลึกผู้น าชุมชน ประกอบด้วย ประวัติความเป็นมาของชุมชนภูผาฟ้าน ้า บริบทของพื้นที่ การควบคุมความพอเพียงในด้านอุปทานการผลิตอาหารและด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร รูปแบบความพอพียงกับการน้อมน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปัญหาและอุปสรรค แนวทางการพัฒนารูปแบบความพอเพียง 69 ส่วนที่ 3 สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต อุปทานการผลิตอาหารของชุมชน ภูผาฟ้าน ้า ประกอบด้วย รูปแบบความพอเพียงทางอาหารของชุมชน รูปแบบความพอพียงกับการน้อมน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนารูปแบบความพอเพียง ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนา การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือเชิงคุณภาพ ท าการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation) เป็นการตรวจสอบด้านบุคคลเวลา สถานที่ (ครบทั้ง 3 ด้าน) เพื่อครอบคลุมเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย มีวิธีการตรวจสอบข้อมูลดังนี้ ตรวจสอบแบบสามเส้าด้านข้อมูล (Data Triangulation) ตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่ประกอบไปด้วย แหล่งข้อมูลจากบุคคล แหล่งเวลา แหล่งสถานที่ 1. แหล่งข้อมูลจากบุคคล ดูว่าข้อมูลที่ได้มาจากจุดต่าง ๆ เป็นข้อมูลที่เหมือนกันหรือไม่ ถ้าหากข้อมูลที่ได้มาเหมือนกันหรือซ ้ากัน ผู้วิจัยถือว่าข้อมูลนั้นเชื่อถือได้และเป็นข้อมูลจริง จะบันทึกข้อมูลไว้ 2. แหล่งเวลา โดยน าข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลหลักที่ต่างเวลากัน ตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อมูลแต่ละส่วนที่ได้รับมีความเหมือนและต่างกันอย่างไร 3. ตรวจสอบแบบสามเส้าด้านวิธีการเก็บข้อมูล (Methodological Triangulation) การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การศึกษาจากเอกสาร การวิจัยข้อมูลเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม (Questionnaires) เกี่ยวกับความพอเพียงทางอาหารของชุมชนภูผาฟ้าน ้า ในการควบคุมความพอเพียงด้านอุปทานการผลิตอาหาร และการควบคุมความพอเพียงด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วยรูปแบบค าถาม ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพการสมรส การศึกษา อาชีพ พื้นฐานการท างานด้านสาธารณสุข ระยะเวลาการเป็นจิตอาสา รายได้การด าเนินงานของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ส่วนที่ 2 แบบสอบถามความพอเพียงอาหารของชุมชนมังสวิรัติ ในการควบคุมความพอเพียงด้านอุปทาน และการควบคุมความพอเพียงด้านอุปสงค์ ซึ่งมีลักษณะค าถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามลิเคิร์ท (Likert Scale)โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนเป็น 5 ระดับ เป็นการสอบถามความคิดเห็น ดังนี้ 5 คะแนน หมายถึง เห็นด้วยอย่างยิ่ง 4 คะแนน หมายถึง เห็นด้วยมาก 3 คะแนน หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง 70 2 คะแนน หมายถึง ไม่เห็นด้วย 1 คะแนน หมายถึง ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง การแปลผลข้อมูล (Best & Kahn, 1988) ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.50-5.00 หมายถึง เห็นด้วยอย่างยิ่ง คะแนนเฉลี่ย 3.50-4.49 หมายถึง เห็นด้วยมาก คะแนนเฉลี่ย 2.50-3.49 หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.50-2.49 หมายถึง ไม่เห็นด้วย คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.49 หมายถึง ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ส่วนที่ 3 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เป็นค าถามปลายเปิดให้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือเชิงปริมาณ 1. ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ผู้วิจัยน าแบบสอบถามที่สร้างขึ้นให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจความถูกต้องและเหมาะสม แล้วน าไปปรับปรุงแก้ไขตามค าแนะน า หลังจากนั้นน าแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบไปให้ ผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 คน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาก่อนน าไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2. การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือกระท าโดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Item Objective Congruence: IOC) ระหว่างข้อค าถามกับเนื้อหาในประเด็นที่ต้องการวิจัย โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 คน ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจพอเพียง 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตร 3) ผู้เชี่ยวชาญด้านระเบียบวิจัยพิจารณาลงความเห็นและให้คะแนน ดังนี้ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2553) +1 = เมื่อแน่ใจว่าข้อค าถามสอดคล้องกับเนื้อหาในประเด็นที่ต้องการวิจัย 0 = เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อค าถามสอดคล้องกับเนื้อหาในประเด็นที่ต้องการวิจัย -1 = เมื่อแน่ใจว่าข้อค าถามไม่สอดคล้องกับเนื้อหาในประเด็นที่ต้องการวิจัย จากนั้นน าคะแนนที่ได้ในแต่ละข้อมาแทนค่าในสูตร ดังนี้ IOC= ∑R𝑁 71 เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับเนื้อหาในประเด็นที่ต้องวิจัย ∑R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญ เกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา คือ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 0.50 จึงจะถือว่าข้อค าถามนั้นสอดคล้องกับเนื้อหาในประเด็นที่ต้องการวิจัย ส่วนค าถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ต ่ากว่า 0.50 ค าถามนั้นจะถูกตัดออกไป ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา พบว่า ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.992 พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ และน าแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ไปทดลองใช้ (Tryout) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 30 คน 3. การตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (reliability) โดยน า แบบสอบถามที่ผ่านการทดลองใช้มาตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยการวัดความสอดคล้องภายในโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (Coefficient Alpha α) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) α = 𝑘𝑘−1 [1−∑𝑠2𝑖𝑠𝑖2] จากสูตรการค านวณ เมื่อ α แทน ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น K แทน จ านวนของเครื่องมือ ∑𝑠2𝑖 แทน ผลรวมความแปรปรวนของแต่ละข้อ 𝑠𝑖2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม ผลการวิเคราะห์ได้ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 การเก็บรวบรวมข้อมูล ก่อนเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้เสนอโครงร่างดุษฎีนิพนธ์และเครื่องมือในการวิจัยต่อคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย หมายเลขรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ IRBCMRU IRBCMRU 2022/087.11.04 การศึกษาครั้งนี้จะใช้ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) และข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) โดยแบ่งได้ ดังนี้ 72 1. ข้อมูลปฐมภูมิ เป็นข้อมูลที่ได้จากการการสัมภาษณ์และตอบแบบสอบถาม (Questionnaire) ของกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ที่ศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล คือ สัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) ใช้ข้อค าถามแบบกึ่งมีโครงสร้าง (Semi-structured Interview) และการใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ ชุมชนภูผาฟ้าน ้า และชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า ในช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 (ปี พ.ศ. 2563-2565) 2. ข้อมูลทุติยภูมิ เป็นข้อมูลที่รวบรวมได้จากเอกสารวิชาการ เช่น ต ารา วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ค าแนะน าโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อใช้เป็นกรอบคิดในการท าวิจัย และประกอบการวิเคราะห์สรุปผล 3. การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ 3.1 ท าหนังสือขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูลเพื่อไปมอบให้กับผู้น าชุมชนที่จะเก็บข้อมูลความพอเพียงทางอาหารของชุมชนภูผาฟ้าน ้าเปรียบเทียบกับชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า 3.2 ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามลักษณะของเครื่องมือแต่ละประเภท 3.3 น าข้อมูลที่รวบรวมได้มาท าการวิเคราะห์ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ 4.1 ผู้วิจัยแจกแบบสอบถามด้วยตนเองให้กับกลุ่มตัวอย่างชุมชนภูผาฟ้าน ้า จ านวน 70 ชุด และชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า ส่งแบบสอบถามทั้งในรูปแบบเอกสาร ส่งผ่านระบบกูเกิลฟอร์ม (Google Form)ในห้องไลน์อปริหานิยธรรม และติดตามทางโทรศัพท์ จ านวน 70 คน ตามจ านวนกลุ่มตัวอย่างที่ก าหนดไว้ 4.2 ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล และติดตามแบบสอบถามกลับคืน 4.3 น าแบบสอบถามมาตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล จากนั้นน าแบบสอบถามที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ การวิเคราะห์ข้อมูล จากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้โปรแกรมสถิติส าเร็จรูป ในการช่วยบันทึก วิเคราะห์ และแปลผลการวิจัย รายละเอียดในการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งเป็น 3 ตอน ตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป สภาพสังคม และเศรษฐกิจ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) ประกอบด้วย ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าสูงสุด ค่าต ่าสุด ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการวิเคราะห์เปรียบเทียบ 73 ความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มทางสถิติด้วยไคสแควร์ (2) ส าหรับการอธิบายสภาพพื้นฐานทั่วไป สภาพสังคม และเศรษฐกิจ ตอนที่ 2 ความพอเพียงทางอาหารในด้านอุปทานการผลิตและด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร และการน้อมน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในรูปแบบการจัดการด้านอุปสงค์ความต้องการบริโภคอาหารของชุมชนภูผาฟ้าน ้า เปรียบเทียบกับชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า การวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างชุมชนในกับชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้าด้วย Independent t-test ส าหรับการอธิบายความพอเพียงทางอาหารในด้านอุปทานการผลิตและอุปสงค์การบริโภคอาหาร และการน้อมน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในรูปแบบการจัดการด้านอุปสงค์ความต้องการบริโภคอาหารของชุมชนภูผาฟ้าน ้า เปรียบเทียบกับชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า การสรุปผลและการอภิปรายผล ผลที่ได้รับ ผลการศึกษารูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ จากนั้นน าแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องและผลการศึกษาที่ได้มาก าหนดเป็นประเด็นในการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ในการศึกษาขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 74 ตารางที่ 3.1 วิธีวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 วัตถุประสงค์ ข้อมูลที่จ าเป็น แหล่งข้อมูล (ประชากร/ตัวอย่าง) เครื่องมือในการรวบรวม วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล 1) ศึกษาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในการควบคุม ความพอเพียง ด้านอุปทาน การผลิตอาหาร และการควบคุมความพอเพียงด้านอุปสงค์ การบริโภคอาหาร 1. ศึกษาบริบททั่วไปของพื้นที่ศึกษา 2. ศึกษาข้อมูลพื้นฐานทั่วไป สภาพสังคม และเศรษฐกิจ 3. ความพอเพียงทางอาหารด้านอุปทานการผลิตอาหาร 4. การจัดการความพอเพียงด้านอุปทาน การผลิตอาหาร 5. ความพอเพียงทางอาหาร ด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร 6. การจัดการความพอเพียงด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร 7. การน้อมน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในรูปแบบการจัดการด้าน อุปสงค์ความต้องการบริโภคอาหาร 8. การน าเข้าอาหารและปัจจัยการผลิตของชุมชนจากภายนอกในช่วงสถานการณ์ของโควิด-19 (ปี พ.ศ. 2563-2564) การวิจัยเชิงคุณภาพ คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลส าคัญ แบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามเกณฑ์ที่ก าหนดมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอุปทานการผลิตอาหารของชุมชน จ านวน 2 กลุ่ม คือ ชุมชนภูผาฟ้าน ้า จ านวน 10 คน และชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า จ านวน 5 คน รวมผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant) 15 คน ข้อมูลเชิงปริมาณ ประชากรทั้งหมดของชุมชนภูผาฟ้าน ้า จ านวน 70 คน และชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้าคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจ านวน 70 คน จากจ านวนประชากร 397 คน (ข้อมูลจากผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนภูผาฟ้าน ้ากับจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมในห้องไลน์ชื่ออปริหานิยธรรม) -การวิจัย เชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง -การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล -ข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสัมภาษณ์เชิงลึก น ามาถอดเทป น ามาวิเคราะห์และสังเคราะห์ ร่วมกับข้อมูลทุติยภูมิ โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เชื่อมโยงกรอบการวิจัยเข้ากับแนวคิด ทฤษฎีหลักทางวิชาการ -ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1. สถิติเชิงพรรณนา ใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเพื่ออธิบายข้อมูล และการน ามาแจกแจงความถี่แบบสองทาง หรือตารางไขว้ (Cross-Tabulation) 2. สถิติเชิงอนุมาน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มทางสถิติด้วยไคสแควร์ (2) การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยทางสถิติของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มด้วย Independent t-test 75 ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยเชิงคุณภาพ จัดการสนทนากลุ่ม น าประเด็นที่ได้มาใช้ในการสนทนากลุ่ม โดยมีรายละเอียดและขั้นตอนประกอบด้วย ประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยพัฒนาหาคุณภาพเครื่องมือ การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และผลที่ได้รับ ดังนี้ ประชากร ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอุปทานการผลิตอาหารของชุมชน จ านวน 2 กลุ่ม คือ ชุมชน ภูผาฟ้าน ้า จ านวน 10 คน และชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า จ านวน 5 คน รวมผู้ร่วมสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จ านวน 15 คน เครื่องมือวิจัย การรวบรวมข้อมูลของการศึกษาระยะที่ 2 คือ ประเด็นในการสนทนากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับร่างรูปแบบพัฒนาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า การร่างรูปแบบพัฒนาหาคุณภาพเครื่องมือ มีขั้นตอน ดังนี้ 1. น าผลการศึกษาโดยน าประเด็นที่ได้จากวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 จากการวิเคราะห์เนื้อหา สังเคราะห์ความเชื่อมโยง และเหตุปัจจัยของข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ในการควบคุมความพอเพียงทางอาหารด้านอุปทานการผลิตอาหาร และด้านอุปสงค์การบริโภคอาหารที่สัมพันธ์กันตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง หลักวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การน ามาจัดกลุ่มและแยกประเภทชุดข้อมูลแต่ละด้านในรูปแบบต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ เป็นข้อสรุป มาก าหนดเป็นประเด็นในการสนทนากลุ่ม ให้ผู้ร่วมสนทนาวิพากษ์และเสนอแนะ เพื่อร่างรูปแบบพัฒนาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า 2. น าประเด็นที่ได้จากการสนทนากลุ่ม มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและสังเคราะห์ผลที่ได้ตามกรอบเนื้อหาเป็นร่างรูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 มาเสนออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อตรวจแก้ไขและปรับปรุงก่อนด าเนินการขั้นต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอน ดังนี้ 1. ประสานผู้น าชุมชนภูผาฟ้าน ้าและผู้ประสานงานนอกชุมชนภูผาฟ้าน ้าในการขอ เก็บข้อมูลการจัดสนทนากลุ่มเพื่อปรับปรุงและพัฒนาร่างรูปแบบความพอเพียงทางอาหารของชุมชนแบบการมีส่วนร่วมของชุมชน ตามจดหมายจากทางมหาวิทยาลัยที่ขออนุญาตในการเก็บข้อมูล 2. ผู้วิจัยด าเนินการจัดสนทนากลุ่ม 76 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยน าข้อมูลที่ได้จากการอภิปรายมาวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ความเชื่อมโยงและวิเคราะห์เหตุปัจจัย ตามกรอบเนื้อหาเป็นร่างรูปแบบพัฒนาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติของชุมชนภูผาฟ้าน ้า ผลที่ได้รับ ร่างรูปแบบความความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ตารางที่ 3.2 วิธีวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 วัตถุประสงค์ ข้อมูลที่จ าเป็น แหล่งข้อมูล (ประชากร/ตัวอย่าง) เครื่องมือในการรวบรวม วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล 2) พัฒนารูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ -ร่างรูปแบบของการพัฒนาที่ได้จากการ น าผลที่ได้จากวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 วิเคราะห์เนื้อหา สังเคราะห์ความเชื่อมโยงและเหตุปัจจัยของข้อมูล ตามหลักแนวคิด ทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง หลักวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สรุปน ามาเป็นประเด็นใน การสนทนากลุ่ม -การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จัดสนทนากลุ่ม เพื่อร่างรูปแบบพัฒนาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การผลิต อุปทานการผลิตอาหารของชุมชน จ านวน 2 กลุ่ม คือ ชุมชนใน ภูผาฟ้าน ้า ได้แก่ นักวิชาการและนักพัฒนาในชุมชน จ านวน 10 คน และชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า จ านวน 5 คน รวมผู้ร่วมสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) 15 คน -การจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) -การวิเคราะห์เนื้อหา -วิเคราะห์ ความเชื่อมโยง -วิเคราะห์เหตุปัจจัย 77 ขั้นตอนที่ 3 ประเมินรูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิต-19 เมื่อได้ร่างรูปแบบพัฒนาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผู้วิจัยได้สร้างแบบประเมินร่างรูปแบบฯ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน แบบประเมินประกอบด้วยมาตรฐาน 4 ด้าน (สุวิมลว่องวาณิช, 2549) คือ มาตรฐานความเป็นไปได้การน าไปปฏิบัติจริง (Feasibility Standards) มาตรฐานด้านความเป็นประโยชน์ (Utility Standards) มาตรฐานด้านความเหมาะสม (Propriety Standards) มาตรฐานด้านความถูกต้องครอบคลุม (Accuracy Standards) จากนั้นน าร่างรูปแบบฯ ที่ได้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ (Expert Judgment) จ านวน 5 คนประเมิน ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจพอเพียง (ปราชญ์ชุมชน) 2 คน 2) นักวิชาการด้านเกษตรกรรมระดับช านาญการขึ้นไป 1 คน 3) นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระดับช านาญการขึ้นไป จ านวน 1 คน และ 4) นักวิชาการด้านเศรษฐกิจพอเพียงระดับช านาญการขึ้นไป จ านวน 1 คน เพื่อตรวจสอบและให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างรูปแบบพัฒนาความพอเพียงทางอาหารโดยใช้แบบประเมิน ขั้นตอนของการประเมินร่างรูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน 1. น าข้อมูลจากการศึกษาและวิเคราะห์เอกสารในขั้นที่ 1 มาสังเคราะห์ และสร้างเป็นแบบประเมินและรับรองรูปแบบความพอเพียงทางอาหารโดยมีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ รวมทั้งน าหลักแนวคิดของ สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) มาใช้ในการประเมินรูปแบบประกอบด้วยมาตรฐาน 4 ด้าน (สุวิมล ว่องวาณิช, 2549) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.1 มาตรฐานความเป็นไปได้การน าไปปฏิบัติจริง (Feasibility Standards) 1.2 มาตรฐานด้านความเป็นประโยชน์ (Utility Standards) 1.3 มาตรฐานด้านความเหมาะสม (Propriety Standards) 1.4 มาตรฐานด้านความถูกต้องครอบคลุม (Accuracy Standards) แบบสอบถามเพื่อประเมินรูปแบบฯ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้สร้าง แบบประเมิน ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของรูปแบบประเมิน 7 ด้าน ดังนี้ 1) ความเหมาะสมของรูปแบบความพอเพียงในด้านอุปทานการผลิตอาหาร (Supply) 2) ความเหมาะสมของรูปแบบ ความพอเพียงในด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร (Demand) 3) ความเหมาะสมของรูปแบบใน ทางเทคนิค วิธีการจัดก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน