Chapter 2.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Literature Review) กับการศึกษารูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยข้อมูลแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. แนวคิดความพอเพียงทางอาหาร 1.1 ความหมายความพอเพียงทางอาหาร 1.2 ความเป็นมาของแนวคิดความพอเพียงทางอาหาร 1.3 ความพอเพียงทางอาหารกับเศรษฐกิจพอเพียง 1.4 ความพอเพียงทางอาหารกับสิ่งแวดล้อม 1.5 ความพอเพียงทางอาหารภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 2. แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2.1 ความเป็นมาของเศรษฐกิจพอเพียง 2.2 ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง 2.3 การน าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ 2.4 หลักบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง 3. แนวคิดการพึ่งตนเอง 3.1 ความหมายของการพึ่งตนเอง 3.2 องค์ประกอบการพึ่งตนเอง 3.3 ลักษณะชุมชนที่พึ่งตนเอง 4. แนวคิดอาหารมังสวิรัติ 4.1 ความหมายของอาหารมังสวิรัติ 4.2 ประเภทของอาหารมังสวิรัติ 4.3 แนวคิดการบริโภคอาหารมังสวิรัติ 13 4.4 ประโยชน์ของการบริโภคอาหารมังสวิรัติ 4.5 การปรุงอาหารมังสวิรัติแบบง่าย ๆ เพื่อบริโภค 4.6 อาหารมังสวิรัติแบบแพทย์วิถีธรรม 4.7 ชุมชนมังสวิรัติในประเทศไทย 4.8 ชุมชนมังสวิรัติในต่างประเทศ 5. แนวคิดการมีส่วนร่วม 5.1 ความหมายการมีส่วนร่วม 5.2 ความส าคัญของการมีส่วนร่วม 5.3 ขั้นตอนการมีส่วนร่วม 5.4 ประเภทการมีส่วนร่วม 5.5 ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม 5.6 ปัญหาและอุปสรรคของการมีส่วนร่วม 5.7 บทบาทของผู้หญิงในการมีส่วนร่วมด้านอาหาร 6. แนวคิดพุทธธรรมกับการประยุกต์ใช้ 6.1 แนวคิดสาราณียธรรม 6 6.2 อปริหานิยธรรม 7. แนวคิดการพัฒนารูปแ
อ่านต่อ
บบ 7.1 ความหมายของรูปแบบ 7.2 ประเภทของรูปแบบ 7.3 คุณลักษณะของรูปแบบที่ดี 7.4 การสร้างรูปแบบ 7.5 การตรวจสอบรูปแบบ 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดความพอเพียงทางอาหาร ความพอเพียงทางอาหาร (Availability) หนึ่งใน 4 เสาหลักของความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่มีองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ 1) ความพอเพียงทางอาหาร (Availability) 2) การเข้าถึงอาหาร (Access) 3) การใช้ประโยชน์จากอาหาร (Untilization) และ 4) การมีเสถียรภาพของอาหาร (Stability) (FAO, 2006) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) ให้ความหมายความมั่นคงทางอาหารไว้ว่า “ทุกคนในโลก 14 จะบรรลุความมั่นคงทางอาหารได้ก็ต่อเมื่อทุกคนในทุกเวลามีความสามารถทางกายภาพและ ทางเศรษฐกิจที่จะเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยโดยมีสารอาหารครบหมู่เพื่อสนองความต้องการอาหารและรสชาติอาหารประจ าวันในอันที่จะด าเนินชีวิตอย่างมีชีวิตชีวาและมีสุขภาพที่ดีในทุกระดับ” (FAO, 1996) การที่จะมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความพอเพียงทางอาหาร จึงต้องศึกษาแนวคิดความพอเพียงทางอาหาร ดังนี้ 1. ความหมายความพอเพียงทางอาหาร องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization FAO) (FAO, 2006) ได้ให้ความหมายว่า ความพอเพียงของปริมาณอาหารในคุณภาพที่เหมาะสม ซึ่งอาจได้มาจากการผลิตภายในประเทศหรือการน าเข้า รวมถึงความช่วยเหลือทางอาหาร สัมพันธ์กับพระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ พ.ศ. 2551 จอมขวัญ ชุมชาติ (2558) และภานุมาศ สุนทรวิจิตร (2559) เห็นว่าอาหารที่มีอย่างเพียงพอส าหรับการบริโภคของประชาชนในประเทศ การพึ่งตนเอง การผลิตด้วยตนเอง การผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือนได้เพียงพอไม่ต้องซื้อจากภายนอก ระดับประเทศการผลิตในประเทศได้เพียงพอไม่ต้องน าเข้าจากต่างประเทศ การพึ่งตนเองโดยการผลิตให้เพียงพอก่อนจะมีความหมายที่มั่นคงกว่าความมั่นคงทางอาหารที่ต้องพึ่งคนอื่น ในการผลิต ขณะเดียวกันประชาชนทุกคนมีอาหารเพียงพอในทุกเวลา ทั้งด้านกายภาพ และ ด้านเศรษฐกิจ (คานตาวัน พมลาชาบุด, 2565) ผู้วิจัยขอสรุปความหมายของความพอเพียงทางอาหาร หมายถึง การมีอาหารในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสมทั้งทางด้านกายภาพและทางด้านเศรษฐกิจ มีความหลากหลายสอดคล้องกับวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น ตามฤดูกาล แหล่งอาหาร และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ทุกคนสามารถน าอาหารมาใช้ในการบริโภคได้อย่างเพียงพอตลอดเวลา พึ่งตนเองได้จากการผลิตในชุมชน ภายในประเทศ หรือการน าเข้าจากต่างประเทศ รวมถึง ความช่วยเหลือด้านอาหารเมื่อขาดแคลน 2. ความเป็นมาของแนวคิดความพอเพียงทางอาหาร ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 การแก้ปัญหาขาดแคลนอาหารของโลกเป็นเรื่องส าคัญที่ได้รับความสนใจจากนานาประเทศ เพื่อการแก้ไขปัญหานี้คือ การผลิตอาหารเพียงพอต่อผู้บริโภคอย่างไรได้ในกรอบของกระบวนการผลิต ซึ่งในกระบวนการนี้ การผลิตอาหารให้ได้มากเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคในราคาที่มีเสถียรภาพเป็นส าคัญ หลายประเทศจึงได้น าแนวคิด การปฏิวัติเขียว (Green Revolution) หรือการท าเกษตรแผนใหม่เข้ามาปรับใช้กับการพัฒนา ด้านเกษตร โดยการท าเกษตรแผนใหม่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากการเกษตรแบบยังชีพไปเป็นการท าเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม เพื่อให้มีปริมาณอาหารเพียงพอกับประชากรโลก ในกระบวนการนี้ 15 การปฏิวัติเขียวได้น าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (วิรัลพัชร ประเสริฐศักดิ์. 2555) แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารในกระบวนการการท าเกษตร แผนใหม่ ดังนี้ 1) การใช้พันธุ์พืชใหม่ พัฒนาพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูงและสามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี เช่น พันธุ์พืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศและโรค 2) การชลประทาน ใช้ระบบชลประทานเพื่อให้ปลูกพืชได้ในฤดูแล้งหรือสามารถผลิตได้ในทุกช่วงเวลา โดยการใช้น ้าจากแหล่งที่มีทั้งน ้าจากแหล่งธรรมชาติและระบบชลประทาน 3) การใช้สารเคมีทางการเกษตร ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีก าจัดศัตรูพืชเพื่อเพิ่มผลผลิตและป้องกันการเสื่อมสภาพของผลผลิต 4) การเกษตรโรงงาน ใช้เครื่องจักรกลในการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดการใช้แรงงาน ทั้งนี้ การท าเกษตรเพื่อผลิตอาหารเพียงพอต่อผู้บริโภคไม่ได้เฉพาะแค่การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเท่านั้น แต่ยังเน้นความยั่งยืนของการผลิตและการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของประชากรโลกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว (Maja & Ayano, 2021) นอร์แมน บอร์ลอก (Norman Borlaug) เป็นบุคคลที่มีบทบาทส าคัญในการปฏิวัติเขียว โดยแนวคิดของเขาได้เปลี่ยนโฉมการเกษตรไปสู่การเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น และสร้างนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารให้แก่โลกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงปี ค.ศ. 1960 -1990 ผลงานของ นอร์แมน บอร์ลอก ได้รับการยกย่องว่า ช่วยลดความอดอยากของโลกในช่วง ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 และช่วยชีวิตผู้คนได้มากถึงพันล้านคน โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาข้าวโพดและข้าวสาลี เขาได้ตั้งศูนย์ปรับปรุงข้าวโพดและข้าวสาลีนานาชาติ (International Maize and Wheat Improvement Center) ในเม็กซิโกขึ้นในปี ค.ศ. 1964 และใช้เวลากว่า 10 ปีในการพัฒนาข้าวสาลีหลากหลายสายพันธุ์ที่มีความต้านทานโรคและให้ผลผลิตมากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม ผลผลิตที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ของ นอร์แมน บอร์ลอก ช่วยเพิ่มผลผลิตมากขึ้นถึง 4 เท่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ และแอฟริกา โดยมีประเทศปากีสถานและอินเดียได้รับประโยชน์ มากที่สุด ด้วยผลงานที่ส าคัญนี้ นอร์แมน บอร์ลอก ได้เป็นผู้เสนอแนวคิดและท าให้แนวคิด การปฏิวัติเขียวเป็นจริงและช่วยสร้างสภาพการเกษตรที่ยั่งยืนและมีอาหารเพียงพอส าหรับโลก ได้อย่างมาก (วีระ หวังสัจจะโชค, 2559) 16 ในปี ค.ศ. 1970 นอร์แมน บอร์ลอกได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเป็น การยอมรับถึงความส าเร็จและการมุ่งมั่นของเขาในการแก้ไขปัญหาความอดอยากและความยากจนทางอาหารของมนุษย์ ผ่านการใช้นวัตกรรมในการปฏิวัติเขียวในด้านการเกษตร และเขาได้กล่าวถึงความส าคัญของการมีอาหารที่เพียงพอไว้ว่า “We must recognize the fact that adequate food is only the first requisite for life. For a decent and humane life we must also provide an opportunity for good education, remunerative employment, comfortable housing, good clothing, and education, remunerative employment, comfortable housing, good clothing, and effective and compassionate medical care.” (วีระ หวังสัจจะโชค, 2559) นอร์แมน บอร์ลอก เป็นบุคคลที่มีมุมมองที่กว้างขวางเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา ความอดอยากและความยากจนทางอาหาร แม้ว่าเขาจะเป็นผู้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 1970 ซึ่งเป็นการยอมรับถึงความส าเร็จของการปฏิวัติเขียวในการเพิ่มปริมาณผลผลิต แต่เขาก็ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติเขียว เขาเน้นว่า การใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงอาจมีผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ และการพุ่งเป้าไปที่การเพิ่มผลผลิตในพืชบางชนิดอาจไม่เสริมสร้างคุณค่าอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้บริโภคทั่วไป เขาเสนอให้รัฐบาลจัดท านโยบายที่สนับสนุนเชิงเศรษฐกิจต่อเกษตรกร และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาดได้และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงทางอาหารที่เขาเสนอยังได้วางเป้าหมายที่ส าคัญคือ การมีภูมิคุ้มกันเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่เน้น การสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว (นิโรจน์ สินณรงค์ และคนอื่น ๆ, 2559) สรุปได้ว่า การปฏิวัติเขียวช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตอาหารโดยไม่เพิ่มพื้นที่ การเพาะปลูก การน าเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในการปฏิวัติเขียว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอาหารมากขึ้นในพื้นที่จ ากัดได้อย่างพอเพียงตลอดทั้งปี แต่แนวคิดนี้กลับท าให้เกิด ผลเสียต่อเกษตรกรและผู้บริโภคจาการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และท าให้เกิดภาระหนี้ของเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอก 17 3. ความพอเพียงทางอาหารกับเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาในการด าเนินชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชด ารัสให้เป็นแนวทางในการด าเนินชีวิตที่ถูกต้องให้พอยู่พอกิน มีภูมิคุ้มกันและพึ่งตนเองได้ ซึ่งหมายถึงพระราชประสงค์ให้ราษฎรที่เป็นเกษตรกรรายย่อย สามารถผลิตอาหารให้มีเพียงพอต่อการบริโภคได้ตลอดปี แม้จะเกิดวิกฤต ด้านต่าง ๆ ก็จะไม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ความส าคัญของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การตระหนักถึงการพออยู่ พอกิน พอประมาณ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ดังพระราชด ารัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ตรัสครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 เนื่องในวโรกาสพระราชทานแก่บัณฑิตผู้ส าเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรและทรงพระราชด ารัสเกี่ยวกับความพอเพียงอย่างต่อเนื่อง ดังพระราชด ารัสเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา มีสาระส าคัญตอนหนึ่งว่า “...สมัยก่อนนี้พอมีพอกิน มาสมัยนี้ชักจะไม่พอมีพอกิน จึงต้องมีนโยบายที่จะท าเศรษฐกิจ พอเพียง เพื่อที่จะให้ทุกคนพอเพียงได้ ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้ว่าบางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ท าให้มีความสุข ถ้าท าได้ก็สมควรที่จะท า สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง หรือระบบพอเพียง...” (ชูสิทธิ์ ชูชาติ, 2563) ดังนั้นแนวทางปฏิบัติที่จะให้ประชาชนมีความเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน คือ “ทฤษฎีใหม่” ซึ่งเป็นแบบอย่างของความส าเร็จในการสร้างความพอเพียงด้านอาหารให้กับเกษตรกร สามารถเข้าถึงอาหารด้วยตนเองอย่างพอเพียงตลอดปี โดยมีหลักของการจัดการพื้นที่ออกเป็นสี่ส่วน ประกอบด้วยพื้นที่ส าหรับท านา เพื่อผลิตข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักให้สามารถมีเพียงพอต่อการบริโภคได้ตลอดปี ร้อยละ 30 ของพื้นที่ พื้นที่โคก หรือที่เนิน ใช้ส าหรับปลูกพืชผสมผสาน ทั้งแปลงผักสวนครัว พืชไม้ผล รวมถึงพื้นที่ส าหรับเลี้ยงสัตว์ จ านวนร้อยละ 30 พื้นที่ส่วนที่สาม คือพื้นที่ขุดสระ ร้อยละ 30 เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน ้าส าหรับใช้ในการเกษตรให้เพียงพอส าหรับใช้ตลอดปี และพื้นที่อีก ร้อยละ 10 ใช้ส าหรับเป็นที่ก่อสร้างที่พักอาศัย ด้วยหลักการนี้หากมีการบริหารจัดการที่ดี เกษตรกรสามารถมีอาหารที่เพียงพอส าหรับการบริโภคได้ตลอดปี จึงเป็นความพอเพียงในขั้นพื้นฐานที่เกษตรกรทุกครอบครัวควรจะเข้าถึงแนวคิดนี้ (นครินทร์ พริบไหว 18 และอัตถ์ อัฉริยมนตรี (2563) เมื่อความพอเพียงขั้นพื้นฐานสามารถปฏิบัติได้ ความพอเพียง ขั้นต่อไป จะมีการพิจารณาถึงสิ่งที่จะมากระทบ เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการแบ่งปันส่วน ที่เหลือ 4. ความพอเพียงทางอาหารกับสิ่งแวดล้อม ความสามารถในการพึ่งตนเองทางอาหารของเกษตรกรที่เป็นความต้องการพื้นฐาน เมื่อสามารถบริหารจัดการได้ จิตส านึกที่อยู่บนพื้นฐานของความพอเพียงจะมีความตระหนักถึงสิ่งที่เป็นผลสืบเนื่องจากการท ากิจกรรม ทั้งส่วนที่เป็นบุคคลและสิ่งแวดล้อม จะต้องไม่สร้างผลกระทบในทางลบ ข้อตระหนักนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรได้มีพระราชด ารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2541 ความว่า “...พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือ ค าว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าท าอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น (จตุรงค์ บุญรัตนสุนทร และมนัส โกมลฑา, 2552) การไม่โลภมาก หมายถึง มีกระบวนการผลิตที่ไม่น าปัจจัยภายนอกเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มากเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเคมีในการก าจัดวัชพืช หรือสารก าจัดแมลงที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค รวมถึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท าให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง จากที่ได้กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า แนวทางการจัดการความพอเพียงทางด้านอาหารให้เกิดขึ้นกับประชากรโลก มี 2 แนวคิดใหญ่ โดยแนวคิดแรก คือ มุ่งการเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้มากที่สุด ซึ่งค่อนข้างประสบความส าเร็จในด้านปริมาณ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น พบว่า ในกระบวนการผลิตต่าง ๆ กลับอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุน และสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรรายย่อย กระทั่งเกิดปัญหาการเรียกร้องอธิปไตยทางอาหาร อีกแนวคิดที่อยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงความพอเพียงด้านอาหารอย่างยั่งยืนกระทั่งมีเหลือส าหรับแบ่งปัน 5. ความพอเพียงทางอาหารภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นสถานการณ์วิกฤตที่มีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจในระดับโลกอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายทางอากาศได้อย่าง 19 รวดเร็ว ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจ านวนมาก (กรมควบคุมโรค, 2564) ดังนั้น รัฐบาลในหลายประเทศจึงได้ด าเนินมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความมั่นคงทางอาหารในหลายด้าน 5.1 การกักตุนอาหาร การกักตุนอาหารของประชาชนในช่วงการแพร่ระบาดของ โควิด-19 เกิดขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์และความกลัวต่อการขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการแพร่ระบาดที่มีการประกาศล็อกดาวน์และมาตรการจ ากัดการเคลื่อนไหวอย่างเข้มงวดในหลายประเทศ ซึ่งท าให้ประชาชนรู้สึกว่าจ าเป็นต้องเก็บสะสมอาหารและของใช้จ าเป็นในปริมาณมากกว่าปกติโดยเฉพาะอาหารที่ไม่เน่าเสียง่าย เพื่อให้มีอาหารเก็บส ารองมากเพียงพอในการด ารงชีวิตในช่วงเวลาที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้ตามปกติ (Lehberger et al., 2021) การกักตุนอาหารดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของอาหารอย่างมีนัยส าคัญ เมื่อประชาชนเริ่มหาซื้อและเก็บสะสมอาหารในปริมาณมาก ท าให้ อุปสงค์ต่อสินค้าอาหารบางประเภทเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน (Bairagi et al., 2022) ในขณะที่อุปทาน ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ทันที เนื่องจากข้อจ ากัดทางการผลิตและ การขนส่ง สถานการณ์นี้น าไปสู่การขาดแคลนอาหารในบางภูมิภาค (Alabi & Ngwenyama, 2023) นอกจากนี้ การกักตุนอาหารยังส่งผลให้ราคาสินค้าอาหารในตลาดสูงขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่อาจท าให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยต้องประสบปัญหาในการเข้าถึงอาหารที่เพียงพอและ มีคุณภาพ ดังนั้น การบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานของอาหารอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจ าเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชากรในช่วงวิกฤตการณ์เช่นนี้ (Kakaei et al., 2020) 5.2 การหยุดชะงักของระบบขนส่ง เนื่องจากมาตรการปิดเมืองและการจ ากัดการเคลื่อนย้ายในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีผลกระทบอย่างมากต่อการกระจายสินค้าอาหารทั่วโลก มาตรการปิดเมืองที่ถูกบังคับใช้ในหลายประเทศ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส ท าให้การขนส่งสินค้าระหว่างภูมิภาคและระหว่างประเทศต้องหยุดชะงักหรือล่าช้า ส่งผลให้เกิดปัญหาในการจัดหาและกระจายสินค้าอาหารไปยังผู้บริโภค (Xames et al., 2022) ดังนั้น การหยุดชะงักของระบบขนส่งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงเป็นปัจจัยส าคัญที่ส่งผลกระทบต่อการกระจายสินค้าอาหารและความพอเพียงทางอาหาร การเตรียมความพร้อมและการวางแผนที่ดีเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการบริหารจัดการระบบขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งที่จ าเป็น เพื่อให้สามารถรักษาความพอเพียง ทางอาหารในภาวะวิกฤตได้อย่างยั่งยืน 20 5.3 ความสามารถในการผลิตอาหารลดลง ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความสามารถในการผลิตอาหารลดลงอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยหลายประการที่มีผลกระทบต่อ การด าเนินงานในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลให้การผลิตอาหารลดลงคือ การขาดแคลนแรงงาน โดยแรงงานจ านวนมากในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารติดเชื้อโควิด-19 หรือจ าเป็นต้องกักตัวตามมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดของรัฐบาล การขาดแคลนแรงงานเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการผลิต ตั้งแต่การปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร ไปจนถึงการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อาหาร ส าหรับภาคการเกษตร การที่แรงงานไม่สามารถท างานได้ตามปกติ ท าให้การดูแลและจัดการพืชผลประสบปัญหา ส่งผลให้ผลผลิตลดลงและสูญเสียคุณภาพ นอกจากนี้ ในบางกรณี ผลผลิตเกษตรที่พร้อมเก็บเกี่ยวแล้วอาจไม่ได้รับการเก็บเกี่ยวทันเวลา ท าให้เกิดการเน่าเสียและสูญเสียทรัพยากรทางอาหารอย่างมาก (Ahmed et al., 2021) ดังนั้น การขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงเป็นปัจจัยส าคัญที่ท าให้ความสามารถในการผลิตอาหารลดลง ซึ่งมีผลกระทบต่อความพอเพียงทางอาหารในหลายด้าน การวางแผนและจัดการแรงงานในภาคการเกษตรอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งจ าเป็น เพื่อให้สามารถรักษาห่วงโซ่อุปทานอาหาร แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นค าที่ปัจจุบันในเมืองไทยได้มีการน ามาใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม แต่ความเข้าใจในความหมายอย่างลึกซึ้งรวมถึงการน าหลักคิดไปใช้อย่างจริงจังและเกิดผลที่พึงประสงค์ยังมีไม่มากนัก 1. ความเป็นมาของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชด าริชี้แนะแนวทางการด าเนินชีวิตของพสกนิกรชาวไทยเป็นอยู่แบบพอเพียงหรือพอมีพอกิน เน้นการแก้ปัญหาด้วยการพึ่งพาตนเอง พระราชด ารัสที่ได้พระราชทานแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 นับเป็น ครั้งแรกที่ได้ตรัสเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแนวทางในการด าเนินชีวิตของประชาชนในทุกระดับ รวมถึงเป็นแนวทางส าหรับการพัฒนาประเทศ มีเนื้อหาดังนี้ “...การพัฒนาประเทศจ าเป็นต้องท าตามล าดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานคือ ความมั่นคงพร้อมพอสมควรและ 21 ปฏิบัติได้ แล้วจึงค่อยสร้าง ค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้น โดยล าดับต่อไป...” (ส านักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2563) ในปีเดียวกันนี้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรได้พระราชทานเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงเพิ่มเติมเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2517 ดังนี้ “...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งสมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่ พอกิน มีความสงบ และท างานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่ พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...” (มานิต กิตติจูงจิต, 2555) พระราชด ารัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2529 “...ทุกวันนี้ประเทศไทยยังมีทรัพยากรพร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ซึ่งเราสามารถน ามาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ข้อส าคัญเราต้องรู้จักใช้ทรัพยากรทั้งนั้นอย่างชาญฉลาด คือไม่น ามาทุ่มเทให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังให้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริง ที่จะเกิดแก่ประเทศชาติ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว...” (ส านักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2563) จากพระราชด าราชดังกล่าวจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยยกระดับคุณภาพ 22 ชีวิตความเป็นอยู่ ทรงเน้นการพัฒนาที่เหมาะสมให้เหมาะกับสภาพภูมิสังคม ไม่ท าลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน 2. ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง พระราชด ารัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ตรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระราชทานในวโรกาสต่าง ๆ รวมทั้งพระราชด ารัสอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีการประมวลเป็นความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงโดยได้รับพระราชพระบรมราชานุญาตให้น าไปเผยแพร่ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายและประชาชนโดยทั่วไป “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการด ารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ด าเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจ าเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี พอสมควร ต่อการกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการน าวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการด าเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีส านึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ด าเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี” (ส านักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2563) จากความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงข้างต้น มีหลักการพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้ 1) กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการด ารงอยู่และการปฏิบัติตนในทางที่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive