Chapter 5.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 5 รูปแบบและการประเมินรูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า จังหวัดเชียงใหม่ จากการควบคุมความพอเพียงด้านอุปทานการผลิตอาหาร และการควบคุมความพอเพียงด้านอุปสงค์การบริโภคอาหารของชุมชนภูผาฟ้าน ้าในวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 น าผลการศึกษาที่ได้จากการเก็บข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม ร่วมกับการทบทวนเอกสาร น ามาวิเคราะห์เนื้อหา สังเคราะห์ความเชื่อมโยงและ เหตุปัจจัยข้อมูล ตามหลักแนวคิด หลักวิชาการ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพอเพียงทางอาหาร แนวคิดปรัญาของเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดการพึ่งตน แนวคิดอาหารมังสวิรัติ แนวคิดการมีส่วนร่วม แนวคิดพุทธธรรมกับการประยุกต์ใช้ แนวคิดการพัฒนารูปแบบ และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นร่างรูปแบบ น ามาเป็นประเด็นจัดสนทนากลุ่ม คัดเลือกผู้ร่วมสนทนากลุ่มแบบเจาะจงจาก ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิต อุปทานการผลิตอาหารของชุมชน จ านวน 15 คน จากชุมชนในภูผาฟ้าน ้า 10 คน ได้แก่ ผู้น าชุมชน ผู้ประสานงานชุมชน นักวิชาการชุมชน 2 คน ผู้ดูแลฐานงานสุขภาพ ผู้ดูแลฐานงานกสิกรรม 2 คน ผู้ดูแลฐานงานครัว 2 คน ผู้ดูแลฐานงานตลาดวิถีธรรม ผู้มีส่วนได้เสียจากชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า จ านวน 5 คน (เป็นผู้ประสานงานจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม) ให้ผู้ร่วมสนทนากลุ่มวิพากษ์และเสนอแนะต่อร่างรูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า น าข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขเป็นรูปแบบฯ น าเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ในการปรับปรุงรูปแบบ เพื่อน าไปประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ปรับปรุงรูปแบบตามค าแนะน า และน าไปประเมินด้วยกระบวนการคืนข้อมูลสู่ชุมชนเพื
อ่านต่อ
่อการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียจากชุมชนใน/นอกภูผาฟ้าน ้า จ านวน 140 คน 124 รูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จากการจัดการความพอเพียงด้านอุปทานการผลิตอาหารและด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร จะเห็นได้ว่า การปรับเปลี่ยนพื้นที่อาศัยในท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างกะทันหัน ท าให้ชุมชนต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เกิดการพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง โดยมีรูปแบบที่ได้ด าเนินการตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ปัจจัยด้านอุปทานการผลิตอาหารสู่ความพอเพียง การอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนในลักษณะของชุมชนใหม่ในท่ามกลางภาวะวิกฤต การระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง คือ โควิด-19 ในช่วงปี พ.ศ. 2563-2565 ในพื้นที่ของชุมชนภูผาฟ้าน ้า ที่มีสมาชิกอยู่ร่วมกันจ านวน 70 คน และทุกคนมีการบริโภคอาหารมังสวิรัติเท่านั้น และเป็นชุมชนที่ปิด โดยในข้อก าหนดห้ามบุคคลภายในเคลื่อนออกนอกพื้นที่ รวมถึงห้ามบุคคลภายนอกเข้าภายในพื้นที่ของชุมชน เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อจากภายนอกเข้าสู่ชุมชน ดังนั้น เพื่อให้ เกิดการพึ่งตนเองด้านอาหารที่เป็นปัจจัยที่ส าคัญส าหรับการด ารงชีวิต ชุมชนจึงได้มีรูปแบบ การพึ่งตนเอง 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1) การผลิตในชุมชน 2) การใช้วัตถุดิบธรรมชาติ 3) การแลกเปลี่ยนและการแบ่งปันของเครือข่าย และ 4) การจัดหาจากแหล่งภายนอก 1.1 การผลิตในชุมชน เป็นความพยายามของชุมชนในการสร้างแหล่งอาหารด้วยตนเอง เพื่อให้ได้อาหารที่สดใหม่ มีความปลอดภัยจากสารเคมีทางการเกษตร ทั้งนี้ได้มีการพิจารณาถึงในองค์ประกอบด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัจจัยพื้นฐานส าหรับการผลิต ทั้งด้านแรงงานใน การผลิต พื้นที่ท าการเกษตร แหล่งน ้าส าหรับการเกษตร รวมถึงพันธุ์พืชหรือเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ส าหรับการเพาะปลูก ประการต่อมา คือ กระบวนการผลิต โดยก าหนดเป้าหมายที่ส าคัญ คือ ผลผลิตที่ได้เป็นผักอินทรีย์ โดยปัจจัยส าคัญประกอบด้วย การก าหนดชนิดของพืชที่ปลูกให้สอดคล้องกับสภาพทั้งด้านสภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศ รวมถึงการสร้างความยั่งยืน โดยมีการก าหนดพื้นที่ปลูกในลักษณะของการแบ่งเขตพื้นที่ เช่น ที่ลาดเชิงเขาหรือที่เนินควรปลูกพืชชนิดใด ที่ลุ่มมี น ้ามากควรปลูกพืชชนิดใด เป็นต้น ในการเก็บเกี่ยวผลผลิต ใช้หลักของการประมาณตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะการผลิตมีเป้าหมายเพื่อการบริโภคมากกว่าการจ าหน่าย ดังนั้น จึงเก็บเกี่ยวให้เพียงพอส าหรับการบริโภคในแต่ละวันเท่านั้น จึงเป็นการเก็บเกี่ยวด้วยแรงงานของสมาชิกชุมชน มีการใช้เครื่องมือแบบง่าย เช่น มีด จอบ เสียม นอกจากนี้มีพืชบางชนิดที่ต้องเก็บเกี่ยวตามระยะเวลาที่เหมาะสม ดังกรณีของพืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด หรือผักเมืองหนาวประเภทกะหล ่าปลี 125 ส าหรับการแปรรูปและการเก็บรักษา มีการจัดท าบ้างในพืชบางชนิดที่มีผลผลิตมากเกินส าหรับการบริโภคในช่วงนั้น ๆ โดยมีการแปรรูปทั้งในรูปแบบท าให้แห้ง การท าแบบดอง หรือการต้มสุก อย่างไรก็ตาม จากการด าเนินการผลิตในชุมชน พบว่า ปริมาณอาหารที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอส าหรับการบริโภคในชุมชน ทั้งนี้ด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ชุมชนจึงได้พยายามหาแนวทางอื่นในการจัดการความพอเพียงทางอาหารให้สามารถมีเพียงพอต่อการบริโภคได้ตลอดปี คือ การใช้ผักพื้นบ้านหรือผักป่าที่มีในพื้นที่ 1.2 การใช้วัตถุดิบธรรมชาติ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าต้นน ้า มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารต่าง ๆ โดยบุคคลในพื้นที่ได้อาศัยพืชเหล่านี้เป็นแหล่งอาหารที่ส าคัญมากกว่าแหล่งอาหารจากภายนอก แต่ส าหรับกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มาจาก เขตเมืองในพื้นที่ภูมิภาคอื่น ขาดความคุ้นเคย และไม่รู้จักชนิดของพืชผักพื้นบ้านในเขตป่าของ ภูผาฟ้าน ้า ดังนั้นในช่วงระยะเริ่มการเข้ามาในพื้นที่จึงได้มีการใช้ผักพื้นบ้าน ผักป่า หรือผักท้องถิ่นมาใช้ท าอาหารค่อนข้างน้อยเพียง 2-3 ชนิด เช่น ปลีกล้วยป่า ผักกูด และผักกาดนา ในระยะเวลาต่อมาได้มีการเชื่อมสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นที่อยู่โดยรอบ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่ากะเหรี่ยง ท าให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การใช้ประโยชน์จาก ผักพื้นบ้าน/ผักป่ามากยิ่งขึ้น โดยผักเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นเองและเจริญเติบโตได้ดี มีผลผลิตหมุนเวียนให้สามารถเก็บมาปรุงอาหารได้ตลอดทั้งปี ส่งผลให้ความพอเพียงทางอาหารของชุมชนมีมากขึ้นเสริมจากการใช้ผักที่ปลูกในชุมชน ขณะเดียวกันยังมีแหล่งอาหารที่เสริมเข้ามาในพื้นที่ในบางช่วงบางโอกาส คือ การได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่าย 1.3 การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันของเครือข่าย ในกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมในภาวะปกติได้มีการจัดกิจกรรมค่ายสุขภาพและพระไตรปิฎกกระจายหมุนเวียนตามภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดทั้งปี และได้มีการด าเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลามากกว่า 20 ปี ผลการจัดกิจกรรมดังกล่าวท าให้เกิดเป็นเครือข่ายมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมีกองบุญส่วนกลางที่เป็นเงินหรือทรัพย์สินต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ (สาธารณโภคี) ดังนั้น เมื่อเกิดกรณีการเกิดชุมชนใหม่ที่ปิดตนเอง การให้ความช่วยเหลือด้านวัตถุดิบส าหรับการประกอบอาหารจากเครือข่ายในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือ ซึ่งมีทั้งข้าว พืชผัก และผลไม้ต่าง ๆ ได้แบ่งปันให้กับชุมชนภูผาฟ้าน ้าอย่างต่อเนื่อง 1.4 การจัดหาจากแหล่งภายนอก ชุมชนมีความพยายามในการพึ่งตนเป็นหลัก บริโภคอาหารจากการใช้วัตถุดิบในพื้นที่เป็นหลัก ปรุงแต่งน้อย ใช้เกลือเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการซื้อหาให้เหลือน้อยที่สุด แต่พืชบางอย่างยังไม่สามารถปลูกได้มากพอ ทั้งจากเครือข่าย เช่น ถั่วและ 126 ธัญญาพืชต่าง ๆ ที่น ามาใช้ทดแทนการบริโภคอาหารทั่วไป และสิ่งที่มีความจ าเป็นในการด ารงชีวิต แต่เลือกและพิจาณาว่าไร้สารพิษมากที่สุด การจัดการความพอเพียงทางอาหารด้านอุปทานการผลิตอาหารของชุมชนภูผาฟ้าน ้าจึงได้มีรูปแบบการพึ่งตนเอง 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1) การผลิตในชุมชน 2) การใช้วัตถุดิบธรรมชาติ 3) การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันของเครือข่าย และ 4) การจัดหาจากแหล่งภายนอก ส่งผลให้ความพอเพียงทางอาหารสามารถเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยด้านอุปทานการจัดการอาหาร สิ่งที่ชุมชนได้มีการด าเนินการอีกด้านที่มีความแตกต่างจากการปฏิบัติในสังคมทั่วไป คือ การจัดการความพอเพียงทางอาหารด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร 2. ปัจจัยด้านอุปสงค์การบริโภคอาหารสู่ความพอเพียง เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ได้มีการปฏิบัติกระทั่งเป็นวิถีชีวิตของกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม คือ การควบคุมและการลดการบริโภคตามความต้องการของจิตใจ (ลดความอยาก) และการบริโภคเท่าที่จ าเป็น 2.1 การควบคุมและการลดการบริโภคตามความต้องการของจิตใจ (ลดความอยาก) เป็นรูปแบบของการบริโภคแบบมีสติ ไม่บริโภคตามความต้องการของกิเลสที่หลงติดใน รสชาติความอร่อย เป็นการใช้ความรู้คู่กับความมีคุณธรรม เช่น การบริโภคอาหารที่มีรสจืด ท าให้ ความจ าเป็นในการแสวงหาเครื่องปรุงที่หลากหลายลดลง ใช้เพียงเกลือ ส าหรับรสเผ็ดหรือมัน ใช้จากสิ่งที่มีในธรรมชาติของพืชผัก การใช้ศีลเป็นกรอบส าหรับการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศีลข้อ1 ห้ามการฆ่าสัตว์ ชุมชนจึงสามารถแสวงหาแหล่งอาหารที่ได้มาจากพืชได้โดยใช้เวลาไม่มาก เช่น การเพาะถั่วงอกใช้เวลาเพียง 3-5 วัน สามารถได้วัตถุดิบส าหรับประกอบอาหารได้ หรือพืชที่ใช้ การปลูก โดยเฉพาะพืชผักเมืองหนาวต่าง ๆ ใช้เวลามากกว่า 30 วัน สามารถเก็บเกี่ยวมาบริโภคได้ นอกจากนี้หากมีการน าผักพื้นบ้าน หรือผักป่า สามารถเก็บมาบริโภคได้ทันทีโดยไม่ต้องปลูก นอกจากนี้ ในขั้นตอนช่วงการบริโภคอาหาร การฝึกการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ท าให้ร่างกายสามารถน าสารอาหารต่าง ๆ ที่มีในพืชไปใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น ความจ าเป็นในการบริโภคอาหารจ านวนมากจึงลดลง และเป็นอีกแนวทางส าหรับการจัดการความพอเพียง ทางอาหาร 2.2 การบริโภคเท่าที่จ าเป็น เป็นการบริโภคที่อยู่บนพื้นฐานของการใช้ความพอประมาณและความมีเหตุผล ในความจ าเป็นต้องการใช้ของร่างกายให้สามารถได้รับอาหารครบ 5 หมู่ ทั้งนี้กลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมแต่ละบุคคลจะทราบเป็นเบื้องต้น คือ อาหารชนิดใดให้สารอาหารประเภทใด และร่างกายต้องการอาหารประเภทใด โดยมีเกณฑ์ชี้วัดแบบง่าย คือ เมื่อรับประทานอาหารในแต่ละ 127 ชนิดแล้วให้ความรู้สึก สบาย เบากาย และมีก าลัง แสดงว่า อาหารชนิดนั้นเหมาะกับความต้องการของร่างกายในช่วงเวลานั้น แต่หากบริโภคแล้วรู้สึก ไม่สบาย หรือมีอาการหนักเนื้อหนักตัว หรือท าให้เกิดอาการอ่อนเพลียไม่มีก าลัง แสดงว่า อาหารชนิดนั้น ๆ ไม่มีความจ าเป็นส าหรับร่างกาย ณ ช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตใจที่ยังมีกิเลสที่ยังหลงติดในสิ่งที่เกินความจ าเป็นต้องใช้ของร่างกาย การตั้งศีลส าหรับการบริโภคของแต่ละบุคคล เช่น ตั้งศีลการลดจ านวนมื้อการบริโภคอาหารในแต่ละวัน จากที่เคยบริโภคหลายมื้อ มาบริโภคมื้อเดียวหรือสองมื้อ ส่งผลให้ความจ าเป็นในการประกอบอาหารในโรงครัวลดลง โดยท าเพียงวันละ 1 ครั้ง และท าให้เกิดการพิจารณาบริโภคเท่าที่จ าเป็นของร่างกาย ดังนั้น แนวทางปฏิบัติด้านการบริโภคอาหารทั้งด้านการควบคุมและการลด การบริโภคตามความต้องการของจิตใจ (ลดความอยาก) และการบริโภคเท่าที่จ าเป็น จึงเป็นปัจจัยส าคัญประการหนึ่งที่ท าให้ชุมชนสามารถจัดการความพอเพียงอาหาร เสริมจากการจัดการอุปทาน และส่งผลให้มีปริมาณอาหารเหลือจากการบริโภค มีการแบ่งปันให้กับสังคมที่อยู่โดยรอบในรูปแบบของตลาดวิถีธรรม เกิดการแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ผ่านทางสื่อต่าง ๆ 3. ผลการใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดการอุปทานการผลิตอาหารและ อุปสงค์การบริโภคอาหารของชุมชนมังสวิรัติวิถีธรรมภูผาฟ้าน ้า เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เพื่อการจัดการความพอเพียงทางอาหารให้กับชุมชน ในสถานการณ์การจ ากัดการเคลื่อนที่ของกลุ่มมังสวิรัติ วิถีธรรมเข้าออกพื้นที่ ท าให้เกิดแนวทางปฏิบัติ ประกอบด้วย การท ากสิกรรมไร้สารพิษ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน เครือข่ายสังคมคุณธรรม หมู่มิตรดี ลดความต้องการสู่ความพอเพียง วัฒนธรรมการแบ่งปัน ตลาดวิถีธรรม และเทคโนโลยีออนไลน์กับการเรียนรู้และแลกเปลี่ยน 3.1 กสิกรรมไร้สารพิษ เป็นกิจกรรมหลักเพื่อการจัดการแหล่งอาหารให้กับชุมชนที่มุ่งเน้นบริโภคเฉพาะอาหารที่เป็นมังสวิรัติ และเป็นอาหารที่ปลอดภัยจากสารเคมีทางการเกษตร ดังนั้นในทุกขั้นตอนของการผลิตอาหารจึงเลือกใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติในพื้นที่เท่านั้น 3.2 เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นการจัดการวัตถุดิบให้มีในพื้นที่ “ปลูกอยู่ ปลูกกิน” เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ส าคัญส าหรับการด ารงชีวิต คือ การมีอาหารที่เพียงพอส าหรับ การบริโภคได้ตลอดทั้งปี เป็นการจัดการเพื่อสร้างความพอเพียงทางอาหารที่ปลอดภัย 3.3 เครือข่ายสังคมคุณธรรม หมู่มิตรดี ลดความต้องการสู่ความพอเพียง ในสถานการณ์ภาวะวิกฤตการระบาดของโรคในครั้งนี้ ก่อให้เกิดการหาทางออก การช่วยเหลือตนเอง สิ่งที่สามารถด าเนินได้โดยไม่ต้องรอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ คือ 128 การช่วยเหลือแบ่งปันจากเครือข่าย ขณะเดียวกัน ด้านอุปสงค์การบริโภคอาหารได้มีการลด ความต้องการการบริโภคในสิ่งที่เกินความจ าเป็นส าหรับการด าเนินชีวิต 3.4 วัฒนธรรมการแบ่งปัน ตลาดวิถีธรรม จากการผลิตอาหารในชุมชน จากการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ การจัดหาจากแหล่งภายนอก ท าให้ปริมาณอาหารที่ได้รับมีมากเกินส าหรับการบริโภคในชุมชน จึงได้เกิดการแบ่งปันส่วนที่เหลือให้กับชุมชนที่อยู่โดยรอบในรูปแบบของ การจัดตลาดวิถีธรรม โดยมีการจัดอย่างต่อเนื่องในทุกวันศุกร์ที่ร้านค้าวิถีธรรม และจัดในโอกาสอื่น ๆ 3.5 เทคโนโลยีออนไลน์กับการเรียนรู้และแลกเปลี่ยน จากประสบการณ์การจัดการความพอเพียงทางอาหารในสถานการณ์วิกฤตท าให้มีผู้สนใจเข้ามาศึกษา แต่ด้วยเหตุการณ์จ ากัด การเข้าออกชุมชนที่ต้องมีการคัดกรองเป็นกรณีพิเศษ จึงเป็นอุปสรรคส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ส าหรับผู้ที่สนใจ ดังนั้นแนวทางการใช้เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ท าให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ เช่น Zoom, Line, YouTube, Facebook และหมอเขียวทีวี โดยรายการที่มีการถ่ายทอดประกอบด้วย รายการธรรมะพาพ้นทุกข์ การท าการเกษตร การประกอบอาหาร กิจกรรมค่ายสุขภาพ การศึกษาวิชชาราม หรือกิจกรรมอื่น ๆ สรุป จะเห็นได้ว่า รูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นข้อพิสูจน์แนวทางการจัดการความพอเพียงทางอาหารทั้งในภาวะปกติของสังคม หรือแม้กระทั่งในภาวะวิกฤต เช่น กรณีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ต้องน าพาสมาชิกที่ไม่มีความคุ้นเคยในการใช้ชีวิตอยู่ในป่ามาก่อน ก็สามารถพึ่งตนเองได้ในการมีอาหารบริโภคที่เพียงพอ ดังนั้น แม้จะเกิดภาวะวิกฤตด้านอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รูปแบบความพอเพียงทางอาหารนี้ สามารถน าไปปรับใช้เพื่อให้เกิดการพึ่งตนเอง ตั้งแต่ในระดับบุคคลกระทั่งถึงในระดับชุมชนหรือระดับประเทศ โดยมีรูปแบบดังภาพที่ 5.1 129 ภาพที่ 5.1 รูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด -19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า จากภาพที่ 5.1 จะเห็นได้ว่า การจัดการความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ที่มีมาตรการห้ามบุคคลทั้งจาก 130 ภายในและภายนอกเข้าออกพื้นที่ มีแนวทางในการด าเนินการใน 2 ด้าน คือ ด้านอุปทานการผลิตอาหารและอุปสงค์การบริโภคอาหาร อุปทานการผลิตอาหาร เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งตนได้ โดยพึ่งพิงปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุดเท่าที่จ าเป็น ด้วยการน้อมน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้มีการด าเนินการ ดังนี้ คือ 1) ความพอประมาณ การพึ่งตนเองด้วยการผลิตตามศักยภาพ ทางภูมิกายภาพและ ภูมิสังคมของชุมชน โดยใช้หลักความพอประมาณการผลิตอาหารในปริมาณที่พอเพียงส าหรับ การบริโภคในชุมชน จ านวน 70 คน โดยไม่ผลิตเกินความจ าเป็น ช่วยลดการสูญเสียของทรัพยากรโดยไม่จ าเป็น และมุ่งเน้นความหลากหลายในการเพาะปลูก การหมุนเวียนการใช้ประโยชน์วัตถุดิบจากธรรมชาติช่วยลดความเสี่ยงในการพึ่งพาแหล่งอาหารเพียงอย่างเดียว และการร่วมแรงตามก าลัง การปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น 2) ความมีเหตุผล เป็นการใช้ความรู้และข้อมูลที่มีอยู่ในการตัดสินใจเพื่อให้การผลิตและการจัดการทรัพยากรอาหารของชุมชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่มีมากในพื้นที่เป็นเบื้องต้น เช่น ผักพื้นบ้าน ผักป่า ซึ่งผักเหล่านี้สามารถเจริญเติบโตได้เอง สามารถเก็บมาบริโภคได้ในแต่ละวัน ส าหรับการจัดหาจากแหล่งภายนอกมีบ้างในสิ่งที่ชุมชนไม่สามารถผลิตได้ เช่น เกลือ น ้ามันพืช โดยชุมชนพิจารณาถึงความจ าเป็นในการใช้วัตถุดิบนั้น ๆ และได้มี การตรวจสอบถึงความปลอดภัยและคุณภาพของวัตถุดิบ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของสมาชิกในชุมชน นอกจากนี้แหล่งอาหารอีกส่วนหนึ่งเป็นการแบ่งปันของเครือข่ายที่ได้มีการท างานเชื่อมประสานกันอย่างต่อเนื่อง ได้แบ่งปันสิ่งที่เครือข่ายสามารถผลิตได้ในพื้นที่ ท าให้ชุมชนมีชนิดของอาหารที่หลากหลายทั้งผักและผลไม้ 3) ความรู้คู่คุณธรรม ในด้านปัจจัยการผลิต มีการเลือกใช้สิ่งที่เรียบง่าย ไม่มีความยุ่งยากในการใช้งาน เช่น การใช้จอบ เสียม หรือมีด เพื่อให้เหมาะกับผู้ใช้งานที่มีผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ และเลือกใช้เทคโนโลยีบางอย่างเข้ามาช่วยเท่าที่สามารถด าเนินการได้ เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าส าหรับใช้ในชุมชน ด้านกระบวนการผลิต มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้น ้าอย่างประหยัด การใช้ปุ๋ยธรรมชาติ หรือการน าเศษอาหารกลับมาใช้เป็นปุ๋ย หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรือวิธีการที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส าหรับการเก็บเกี่ยว ใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ทั้งร่วมคิด ร่วมด าเนินการ เสียสละแรงงานโดยไม่รับค่าตอบแทน เป็นการการพึ่งพาตนเองและการพึ่งพากันและกันในชุมชน 4) ความมีภูมิคุ้มกัน สามารถมีแหล่งอาหารได้จากหลายแห่ง เป็นการกระจาย ความเสี่ยงในการจัดหาอาหาร ช่วยให้ชุมชนมีการปรับเปลี่ยนในการจัดการกับความไม่แน่นอนและลดความเสี่ยงที่จะขาดแคลนอาหาร โดยแหล่งอาหารมีทั้งการผลิตเองในชุมชน การจัดหาจากแหล่ง 131 ภายนอก การใช้วัตถุดิบธรรมชาติ การแลกเปลี่ยนและการแบ่งปันของเครือข่าย การผสมผสานแนวทางต่าง ๆ เหล่านี้ ท าให้ชุมชนมีความพร้อมและภูมิคุ้มกันในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตเช่นโควิด-19 ได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อุปสงค์การบริโภคอาหาร เป็นองค์ประกอบอีกด้านที่ช่วยให้เกิดความพอเพียงทางอาหาร การน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันของชุมชน คือ การบริโภคอาหารมังสวิรัติวิถีธรรมแบบไร้สารพิษ มีความแตกต่างจากชุมชนทั่วไปคือ โดยลดการบริโภคตามความต้องการของจิตใจ (ลดความอยาก) ท าให้มีความพอประมาณในการบริโภคในสิ่งที่จ าเป็น และเป็นเหตุผลท าให้ชุมชนมีอาหารพอเพียงต่อการบริโภค มีความหลากหลาย มีความสดใหม่ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีการด าเนินการดังนี้ คือ 1) ความมีภูมิคุ้มกัน การบริโภคอาหารมังสวิรัติแบบไร้สารพิษตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เป็นอาหารที่มีความเรียบง่าย ช่วยให้ชุมชนมีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง จากการผลิตในชุมชน การใช้วัตุดิบธรรมชาติ ถ้ามีมากพอในพืชผักชนิดไหน สามารถน าส่วนเกินไปแลกเปลี่ยนกับชุมชนนอกในสิ่งที่ชุมชนไม่สามารถผลิตได้ และการมีเครือข่ายชุมชนนอกที่มีสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก คอยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ท าให้ชุมชนลดความเสี่ยงจากสารเคมีตกค้างในพืชผัก มีภูมิคุ้มกันที่ดี และไม่ท าให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ 2) ความรู้คู่คุณธรรม การควบคุมและการลดการบริโภคตามความต้องการของจิตใจ (ลดความอยาก) แบบมีการปรุงแต่งรสชาติน้อย ในการบริโภค การปฏิบัติศีลในการบริโภค การฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียดในการบริโภคที่ช่วยในการย่อยอาหาร และท าให้ร่างกายตระหนักรู้ถึง ความหิวและความอิ่มที่แท้จริงของร่างกาย ช่วยให้เราสามารถบริโภคอาหารในปริมาณที่พอดี โดยไม่มากหรือน้อยเกินไป ซึ่งช่วยลดการบริโภคเกินจ าเป็น 3) ความพอประมาณ การบริโภคเท่าที่จ าเป็น การบริโภคอาหารตามต้องการหรือความจ าเป็นของร่างกาย เป็นการบริโภคอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป โดยค านึงถึงอาหารที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน รวมถึงการบริโภคอาหารให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น การปรับสูตรอาหารให้สอดคล้องกับวัตถุดิบที่มี การลดการบริโภคอาหาร ที่หายาก 4) ความมีเหตุผล อาหารมีความพอเพียงในการบริโภค อาหารมีความหลากหลายจากทุกหมวดหมู่ เช่น ผักผลไม้ ธัญพืช โปรตีนจากพืช เป็นพืชท้องถิ่นและตามฤดูกาล มีความสดใหม่ไร้สารพิษ มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงต่อสารพิษสะสมในร่างกายและส่งเสริมสุขภาพที่ดี 132 จากแนวทางดังกล่าว ท าให้ชุมชนมีการท ากสิกรรมไร้สารพิษกระทั่งเป็นวิถีชีวิต เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐานในเบื้องต้น (ปลูกอยู่ ปลูกกิน) การสร้างเครือข่ายเชื่อมต่อชุมชนต่าง ๆ ร่วมสร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันเป็นตลาดวิถีธรรมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และ การติดต่อสื่อสารกันด้วยเทคโนโลยีออนไลน์ในการแลกเปลี่ยนความรู้ ท าให้เกิดการพัฒนาและเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนและนอกชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ระบาด ของโควิด-19 1) การท ากสิกรรมไร้สารพิษ ปลูกทุกอย่างที่ใช้ในการบริโภคให้พอเพียงทั้งชุมชนปลูกผักที่มีการเก็บผลผลิตได้หมุนเวียนต่อเนื่องเป็นหลัก เช่น ผักไชยา ผักก้านตรง และผักเชียงดา เป็นต้น และปลูกผักที่คุ้นเคยจากพื้นล่าง ผักทั่วไปหรือผักที่ขายในตลาดที่ปลูกแล้วเก็บผลผลิตได้ครั้งเดียวและปลูกใหม่เป็นผักเสริม เช่น ผักสลัดต่าง ๆ กะหล ่าปลี และผักกวางตุ้ง เป็นต้น การผลิตปุ๋ยใช้ในพื้นที่ ไม่น าเข้าจากภายนอก ด้วยการใช้จากธรรมชาติ เช่น การตัดหญ้าในพื้นที่ให้ทับถมเป็นปุ๋ย ใช้อินทรียวัตถุจากใบไม้แห้งหรือสดจากกล้วยป่าที่มีมากในพื้นที่ นอกจากน ามาเป็นอาหารส่วนที่เหลือมาสับท าปุ๋ย เป็นต้น การปรับพื้นที่ปลูกตามก าลังและแรงงานของสมาชิกชุมชนเป็น นาแปลงเล็ก และเลือกใช้อุปกรณ์มีด จอบ เสียบ ที่เหมาะสม 2) เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน (ปลูกอยู่ ปลูกกิน) สามารถพึ่งพาตนเองอย่างเต็มความสามารถ การด าเนินชีวิตที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น แต่ละบุคคลหมั่นฝึกฝนที่จะเรียนรู้จากธรรมชาติและประสบการณ์และการพัฒนาตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในชุมชน มีความสามัคคี พร้อมเพรียงกันท าพร้อมเพรียงกันเลิก 3) เครือข่ายสังคมคุณธรรม หมู่มิตรดี ลดความต้องการสู่ความพอเพียง บนพื้นฐานของการปฏิบัติศีล 5 ขั้นต ่า มีแนวคิดอุปทานการผลิตและอุปสงค์การบริโภคอาหารแบบเดียวกัน การด าเนินชีวิตที่พอเพียงเรียบง่าย เรียนรู้การพึ่งตน และทุกคนผ่านการอบรมการดูสุขภาพพึ่งตน เพื่อลดภาระของการพึ่งพาจากภายนอก และผ่านค่ายการเรียนรู้พระไตรปิฎกตามรอยบาท พระศาสดาเป็นค่ายพัฒนาทางด้านจิตใจ คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันแบบแบ่งปัน ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือขายต ่ากว่าทุน หรือขายเท่าทุน ให้มีเหลือพอประมาณในการพึ่งตนได้ 4) วัฒนธรรมการแบ่งปัน ตลาดวิถีธรรม การแบ่งปันในรูปแบบของตลาดวิถีธรรมจะมีทั้งการขายต ่ากว่าตลาด ขายเท่าทุน ขายขาดทุน และแจกฟรี เป็นการรวมกลุ่มเครือข่ายหมู่มิตรดี ลดความต้องการสู่ความพอเพียง น าสิ่งที่มากพอ น าสิ่งที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปัน ฝึกการเป็นผู้ให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน และผู้รับได้ฝึกในความพอประมาณในการรับที่เป็นประโยชน์ต่อตนและมีความจ าเป็นต่อการด ารงชีพ ส่วนที่เหลือจะได้เกิดประโยชน์ต่อผู้ที่ขาดแคลนและจ าเป็น 133 5) เทคโนโลยีออนไลน์ การเรียนรู้และการแลกเปลี่ยน กิจกรรมของชุมชนทางด้านอุปทานการผลิตอาหารและอุปสงค์การบริโภคอาหารที่ท าให้สามารถจัดการให้พอเพียงได้อย่างไรในชุมชนภูผาฟ้าน ้า การพึ่งตนของชุมชน และการร่วมแรงกันในการท ากิจกรรม มีการสื่อสารถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์กับชุมชนที่สนใจและเครือข่ายรอบนอก เป็นการเรียนรู้ปัญหาและอุปสรรคของชุมชน เพื่อช่วยในการจัดความพอเพียงทางอาหารในพื้นที่และนอกพื้นที่ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 การประเมินรูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในขั้นตอนนี้เป็นการประเมินผลรูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive