Chapter 6.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 6 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษา ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 เรื่อง รูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ในการควบคุมความพอเพียงด้านอุปทานการผลิตอาหาร และการควบคุมความพอเพียงด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร 2) พัฒนารูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) ประเมินรูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถสรุปและอภิปรายผลการวิจัย ดังนี้ สรุปผลการวิจัย สรุปผลการศึกษาวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ผลการศึกษาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า ในการควบคุมความพอเพียงด้านอุปทานการผลิตอาหาร และการควบคุมความพอเพียงด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร 1. ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ในด้านอุปทานการผลิตและอุปสงค์การบริโภคอาหาร ในเดือน กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2563 กลุ่มแพทย์วิถีธรรมหรือกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม มีการจัดค่ายสุขภาพที่ชุมชนภูผาฟ้าน ้า ภายหลังเสร็จสิ้นการจัดค่ายได้เกิดเหตุการณ์ระบาดของโควิด-19 และรัฐบาลประกาศมาตรการเคลื่อนย้าย (Lockdown) ดังนั้น เพื่อให้กลุ่มสามารถด ารงชีวิตอยู่ได้ภายใต้สภาวะแหล่งอาหารที่มีค่อนข้างจ ากัดจึงเป็นสิ่งส าคัญ ทั้งนี้ปัจจัยเบื้องต้นที่เป็นอุปสรรคต่อความพอเพียงทางอาหาร ประกอบด้วย 1) ปัจจัยสืบเนื่องจากการระบาดของ เชื้อไวรัสโควิด-19 2) ปัจจัยด้านลักษณะประชากร และ 3) ปัจจัยด้านบริบทของพื้นที่ 1.1 ปัจจัยสืบเนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จากเหตุการณ์การอุบัติของโรคชนิดใหม่ที่ยังไม่ทราบถึงวิธีการรักษา ท าให้กลุ่มตกล
อ่านต่อ
งด าเนินมาตราการป้องกันตนเองภายใต้มาตรการปิดพื้นที่ ห้ามมิให้มีการเข้าออกชุมชน โดยอนุญาตให้มีการส่งมอบ จัดหาวัตถุดิบจากภายนอกที่จ าเป็นเท่านั้น 144 1.2 ปัจจัยด้านลักษณะประชากร ประชากรของกลุ่มส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง สถานภาพโสด และเคยผ่านการฝึกฝนการด ารงชีวิตที่เรียบง่ายในรูปแบบของกลุ่มมังสวิรัติธรรมมากกว่า 5 ปี อยู่ในวัยกลางคนที่มีอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป เดินทางมาจากพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ ท าให้ขาดความคุ้นเคยกับสภาพพื้นที่ รวมถึงไม่คุ้นเคยกับการท าการเกษตรเพื่อเลี้ยงชีพและไม่มีประสบการณ์ในการหาวัตถุดิบจากพื้นที่ป่า โดยในเบื้องต้นสามารถหาได้เพียง 2-3 ชนิด เช่น กล้วยป่า ผักกาดนา และมะเขือพวง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการจัดการความพอเพียงทางอาหารทั้งด้านอุปทานการผลิตอาหารและอุปสงค์การบริโภคอาหาร 1.3 ปัจจัยด้านบริบทของพื้นที่ สภาพพื้นที่เป็นพื้นที่ราบระหว่างแนวเขาที่มีพื้นที่จ ากัด (ประมาณ 189 ไร่) และยังเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการเกษตร ประกอบด้วย สภาพดิน ขาดอินทรียวัตถุ ขาดแหล่งน ้าส าหรับการเกษตร เป็นพื้นที่แคบที่ขนานไปกับล าห้วย และสภาพอากาศหนาวเย็น 2. ผลการศึกษาการควบคุมความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติในด้านอุปทานการผลิตอาหารให้พอเพียง พบว่า ชุมชนในและชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้าอยู่ในระดับมาก ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P>0.05) 𝑥̅ = 4.42 ± 0.54 และ 𝑥̅ = 4.39 ± 0.45 ตามล าดับ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การผลิตในชุมชน 2) การใช้วัตถุดิบธรรมชาติ 3) การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันของเครือข่าย และ 4) การจัดหาจากแหล่งภายนอก 2.1 การผลิตในชุมชน เพื่อให้เกิดการพึ่งตนมากที่สุด ชุมชนมุ่งเน้นการผลิตพืชผักไร้สารพิษเพื่อการบริโภค (ปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก) ประกอบด้วย 1) ปัจจัยการผลิต มีแรงงานหมู่มิตรดี (แรงงานไม่รับค่าตอบแทน และมีคุณธรรมในตน) 2) กระบวนการผลิตด้วยการกสิกรรมไร้สารพิษด้วยการก าหนดพืชที่ปลูกให้เหมาะกับสภาพบริบทของพื้นที่ 3) กระบวนการเก็บเกี่ยวผลผลิต เก็บในปริมาณที่บริโภคในแต่ละวัน และ 4) กระบวนการแปรรูปอาหารและการเก็บรักษาท าแบบต้มสุก 2.2 การใช้วัตถุดิบธรรมชาติ แนวทางปฏิบัติที่มีผลต่อความพอเพียงด้านอุปทาน การผลิตอาหาร ชุมชนยังได้มีการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและเรียนรู้ในการแสวงหาพืชท้องถิ่นและพืชป่า เข้ามาเสริมความพอเพียงของแหล่งวัตถุดิบอาหารของชุมชน พบประมาณ 49 ชนิด การปลูกพืชผักปกติของชุมชนในพื้นที่ มีขั้นตอนการบ ารุงรักษาที่ต้องใช้ประสบการณ์รวมถึงใช้เวลาในการผลิตนานเฉลี่ย 3 เดือน แต่เมื่อถึงเวลาต้องเก็บเกี่ยว จ าเป็นต้องเก็บเกี่ยวพร้อมกันใน ครั้งเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า วิธีการปลูกพืชผักดังกล่าวไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชุมชนและไม่เกิดความยั่งยืน ดังนั้นชุมชนจึงได้พิจารณาร่วมกันเพื่อความพอเพียงทางอาหาร ในการแสวงหา 145 วัตถุดิบอาหารจากแหล่งธรรมชาติ เช่น พืชผักป่าที่สามารถบริโภคได้มาเป็นพืชหลักในการบริโภคและปลูกพืชทั่วไปที่คุ้นเคยในการบริโภคเป็นผักเสริม 2.3 การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันของเครือข่าย พืชผักบางอย่างที่มีมากเกินจะน าไปแลกเปลี่ยนกับชุมชนโดยรอบ ส าหรับพืชผักที่ชุมชนไม่สามารถจัดหาให้พอเพียงได้ จะรับ การสนับสนุนจากเครือข่ายของชุมชนจากภายนอกตามความจ าเป็น 2.4 การจัดหาจากแหล่งภายนอก ในด้านวัตถุดิบประกอบอาหารบางอย่างที่มีปริมาณไม่มากและไม่สามารถหาได้ในพื้นที่ ท าให้ชุมชนจ าเป็นต้องมีตัวแทนออกไปจัดหาจากตลาด ถึงแม้อยู่ภายใต้มาตรการปิดพื้นที่แต่ด้วยความจ าเป็น เช่น น ้ามันพืช เกลือ เป็นต้น โดยผ่านมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านความพอประมาณและ มีภูมิคุ้มกัน 3. ผลการศึกษาการควบคุมความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติในด้านอุปสงค์การบริโภคอาหารให้พอเพียง พบว่า ชุมชนในและชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้าอยู่ในระดับมากที่สุด ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P>0.05) 𝑥̅ = 4.60 ± 0.54 และ 𝑥̅ = 4.51 ± 0.48 ตามล าดับ ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การควบคุมและการลดการบริโภคตามความต้องการของจิตใจ (ลดความอยาก) และ 2) การบริโภคเท่าที่จ าเป็น ทั้งนี้สามารถท าให้การจัดการด้านอุปสงค์ การบริโภคอาหารพอเพียงต่ออุปทานการผลิตอาหารของชุมชน 3.1 การควบคุมและการลดการบริโภคตามความต้องการของจิตใจ (ลดความอยาก) ซึ่งการบริโภคตามความอยากท าให้เกิดการบริโภคที่เกินความจ าเป็นและไม่พอเพียง ดังนั้น กลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมหรือชุมชนในและนอกภูผาฟ้าน ้าทุกคนได้ผ่านการฝึกฝนทางด้านจิตใจใน การควบคุมการบริโภคตั้งแต่การเข้าค่ายสุขภาพ โดยฝึกบริโภคแบบมีสติ (Mindful Consumption) ทั้งชุมชนในและชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า (𝑥̅ = 4.69 ± 0.67 เทียบกับ 𝑥̅ = 4.64 ± 0.62, P>0.05) โดยฝึกการรับประทานอาหารที่มีการปรุงแต่งหรือปรุงรสน้อยที่สุด เช่น ใช้เฉพาะเกลือในการปรุง การปฏิบัติศีลในการบริโภค เช่น การบริโภคมังสวิรัติที่ไม่มีการใช้เนื้อสัตว์เพื่อลดการใช้วัตถุดิบ และการฝึกเคี้ยวให้ละเอียดในการบริโภค รวมทั้งไม่รับประทานตามความอยากหรือรับประทานด้วยลดการติดหลงในรูปและรสชาติของความอร่อยทั้งในอาหารปกติและอาหารปรุงแต่งต่าง ๆ เช่น อาหารกรุบกรอบ หรืออาหารของว่างต่าง ๆ 3.2 การบริโภคเท่าที่จ าเป็น เป็นการน้อมน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ทั้งในความพอประมาณ เป็นการบริโภคตามความจ าเป็น ส่วนในความมีเหตุผลด้วยอาหารมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งชุมชนในและชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า (𝑥̅ = 4.64 ± 0.59 เที่ยบกับ 𝑥̅ = 4.59 ± 0.60, P>0.05) คือ ความพอประมาณที่ค านึงถึงการบริโภควัตถุดิบอาหารที่ท าให้มีความรู้สึกสบาย 146 ไม่อึดอัด ความมีเหตุผลที่ไม่บริโภคเกินความจ าเป็นทั้งปริมาณและคุณค่าอาหารที่ท าให้ร่างกายรู้สึกอึดอัด อิ่มเกิน และอาหารไม่ย่อย ความมีภูมิคุ้มกันเป็นอาหารสุขภาพที่เรียบง่าย ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น หาง่าย ใกล้ตัว รวมทั้งความรู้ การบริโภคตามหลักโภชนาการและการเคี้ยวให้ละเอียด และคุณธรรมการไม่เบียดเบียนสัตว์ เป็นต้น 4. ดัชนีความพอเพียง (Supply per Demand) ระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของชุมชนมังสวิรัติ ในภูผาฟ้าน ้า จากปัจจัยที่กล่าวมา พบว่า ชุมชนมีการจัดการอุปทานเพื่อให้เกิดความพอเพียงต่ออุปสงค์ด้านปริมาณอาหาร หากพิจารณาดัชนีความพอเพียงของการบริโภคตามสัดส่วนอุปทานต่ออุปสงค์ (Supply/Demand) ด้วยระดับที่เหมาะสมของคนปกติที่อ้างอิงโดยส านักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2563) พบว่า ชุมชนไม่สามารถจัดหาปริมาณอาหารได้พอเพียงต่อความต้องการบริโภคในด้านแหล่งพลังงานพื้นฐาน ได้แก่ ข้าว หรือแป้ง และด้านแหล่งโปรตีน โดยมีค่าดัชนีความพอเพียงต ่ากว่า 1 คือ เท่ากับ 0.71 และ 0.43 ตามล าดับ (ผลิตน้อยกว่าบริโภค) อย่างไรก็ตามด้วยวิธีการจัดการอุปสงค์ของชุมชนด้วยลดความอยากและบริโภคเฉพาะในสิ่งที่ผลิตหรือจัดหามาได้ตามความจ าเป็น ท าให้ดัชนีความพอเพียงหรือสัดส่วนของอุปทานต่ออุปสงค์ ด้านอาหารพื้นฐานพลังงานเพิ่มขึ้นเป็น 1.07 ด้านพืชผักผลไม้และธัญพืชเท่ากับ 1.01 และ ด้านโปรตีนเท่ากับ 1.07 และค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 1.02 แสดงให้เห็นว่า ด้วยกระบวนการจัดการของชุมชน ท าให้ชุมชนสามารถจัดการสัดส่วนของอุปทาน (Supply) ต่ออุปสงค์ (Demand) ให้มี ความพอเพียง โดยเน้นการบริโภคพืชผักและผลไม้เพื่อทดแทนให้มีปริมาณอาหารที่พอเพียง รวมถึงการลดความอยากในการบริโภคอาหารส่วนอื่นลง สรุปผลการศึกษาวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ผลการพัฒนารูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชน ภูผาฟ้าน ้า ผลการศึกษา พบว่า มีการน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ทั้งด้านอุปทานการผลิตอาหารและอุปสงค์การบริโภคอาหาร เกิดผลจากการจัดการความพอเพียงทางอาหารด้วยการจัดการอุปทานการผลิตและอุปสงค์การบริโภคตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. ด้านอุปทานการผลิตอาหาร มุ่งเน้นการพึ่งตนเอง มีการใช้หลักของความพอประมาณ ผลิตตามศักยภาพที่สอดคล้องกับภูมิกายภาพและภูมิสังคม โดยมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นหลัก มีการจัดหาจากแหล่งภายนอกบ้างในสิ่งที่ชุมชนผลิตเองไม่ได้ และบางส่วนได้รับ การแบ่งปันจากเครือข่าย นอกจากนี้ ด้านปัจจัยการผลิต กระบวนการผลิต รวมถึงกระบวนการเก็บเกี่ยว มีการใช้แรงงานของชุมชนเป็นหลักซึ่งร่วมกันท างานด้านต่าง ๆ โดยไม่รับค่าตอบแทนในลักษณะของการจ้าง การด าเนินการดังกล่าว ส่งผลให้ชุมชนมีแหล่งอาหารได้หลายด้านทั้งจากการผลิตใน 147 ชุมชน การใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ผักพื้นบ้าน ผักป่า การแบ่งปันจากเครือข่าย รวมถึงการน าเข้าจากภายนอก 2. ด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันของชุมชน มีการควบคุมและ ลดการบริโภคตามความต้องการของจิตใจ (ลดความอยาก)และการบริโภคเท่าที่จ าเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เกินความจ าเป็นต่อการใช้ของร่างกาย เช่น อาหารที่ปรุงแต่งมาก ทั้งหวาน มัน เค็ม เลือกบริโภคอาหารที่ผลิตเองซึ่งไม่มีการใช้สารเคมีทางการเกษตร นอกจากนี้ยังพิจารณาถึงคุณค่าทางอาหารเลือกบริโภคในสิ่งที่จ าเป็นเท่านั้น ดังนั้น การจัดการทั้งด้านอุปทานการผลิตอาหารที่มุ่งพึ่งตนเองเป็นหลัก และการจัดการด้านอุปสงค์การบริโภคอาหารที่เลือกบริโภคเฉพาะสิ่งที่จ าเป็นต่อความต้องการของร่างกาย ท าให้สามารถจัดการความพอเพียงทางอาหารได้แม้จะเป็นช่วงของสถานการณ์วิกฤต จึงเป็นภูมิคุ้มกันของชุมชนที่สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ 3. ผลจากการจัดการความพอเพียงทางอาหารด้วยการจัดการอุปทานการผลิตและ อุปสงค์การบริโภคตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ท าเกิดแนวทางการจัดการใน 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) การท ากสิกรรมไร้สารพิษ 2) เศรษฐกิจพอเพียงในระดับพื้นฐาน (ปลูกอยู่ ปลูกกิน) 3) เครือข่ายสังคมคุณธรรม หมู่มิตรดี ลดความต้องการสู่ความพอเพียง 4) วัฒนธรรมการแบ่งปัน ตลาดวิถีธรรม และ 5) เทคโนโลยีออนไลน์ การเรียนรู้และการแลกเปลี่ยน สรุปผลการศึกษาวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ผลการประเมินรูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 พบว่า 1. การประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน เมื่อศึกษารูปแบบการบริโภคเท่าที่จ าเป็นของชุมชนด้วยการน้อมน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งในหลักความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน บนพื้นฐานความรู้และคุณธรรม (จิรนันท์ ทับเนียม และคนอื่น ๆ, 2565) มาปรับใช้ และท าการประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน พบว่า รูปแบบการบริโภคของชุมชนภูผาฟ้าน ้า มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.73 ± 0.42) และความสอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมในระดับมาก (𝑥̅ = 4.40 ± 0.89) 2. กระบวนการคืนข้อมูลสู่ชุมชนเพื่อการมีส่วนร่วม (Feedback Reflection Loop) ผลการศึกษากระบวนการคืนข้อมูลสู่ชุมชนด้วยแบบประเมินผู้มีส่วนได้เสียโดยเก็บข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่าง 140 คน ประกอบด้วย ชุมชนในและนอกภูผาฟ้าน ้าชุมชนละ 70 คน พบว่า ค่าเฉลี่ยแตกต่างเพียงเล็กน้อยโดยรวมชุมชนในภูผาฟ้าน ้าอยู่ในระดับมากที่สุดและชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า อยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.73 ± 0.41 และ 𝑥̅ = 4.45 ± 0.55 ตามล าดับ) ชุมชนทั้งในและนอกภูผาฟ้าน ้า มีความเห็นที่คล้ายคลึงกัน เนื่องจากเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมในรูปแบบเดียวกันและภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ก็ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลเครือข่ายผ่านระบบการสื่อสารออนไลน์อย่างสม ่าเสมอ 148 อย่างไรก็ตาม ชุมชนภายในมีความเห็นในด้านความหมาะสมของรูปแบบในความพอเพียงในอุปทานการผลิตอาหาร (Supply) และด้านอุปสงค์การบริโภคอาหารที่อยู่ในระดับมากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มที่ถูกจ ากัดอยู่ในพื้นที่ที่จ ากัดและขาดแคลน ท าให้มีความจ าเป็นที่ต้องมีการจัดการ ด้านอุปทานให้เหมาะสมอย่างมากที่สุด รวมถึงต้องมีการปรับตัวในด้านอุปสงค์ในการบริโภคลดลง อีกด้วย อภิปรายผล รูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้วิจัย มีประเด็นการอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จากผลการวิจัยรูปแบบความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีประเด็นที่สามารถน ามาอภิปรายผลได้ 2 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นที่ 1 ปัญหาและการจัดการความพอเพียงในด้านอุปทานการผลิตอาหารและในด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร ชุมชนมังสวิรัติภูผาฟ้าน ้าเป็นชุมชนที่รวมตัวกันและในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2563-2565 ชุมชนไม่มีการเคลื่อนย้ายของสมาชิก เนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ในช่วงระยะเริ่มต้นของการอยู่ในพื้นที่การจัดการความพอเพียงทางอาหารประสบปัญหาจากปัจจัย 3 ด้าน คือ 1) ปัจจัยสืบเนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 2) ปัจจัยด้านลักษณะประชากร และ 3) ปัจจัยด้านบริบทของพื้นที่ ส่งผลให้อุปทานการผลิตอาหารไม่สมดุลกับอุปสงค์การบริโภคอาหาร สรุปได้ว่า ช่วงระยะเริ่มต้นของการอยู่ในพื้นที่ ชุมชนมีอุปสงค์การบริโภคอาหารมากกว่าอุปทานการผลิตอาหาร 1. ปัจจัยสืบเนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จากเหตุการณ์การอุบัติของโรคชนิดใหม่ ที่ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงวิธีการรักษา และอยู่ในช่วงการระบาดค่อนข้างรุนแรง กระจายไปในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก และมีจ านวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามล าดับ การประกาศโดยผู้น าของชุมชนให้แนวทางส าหรับการปฏิบัติของสมาชิกใน 2 แนวทาง คือ บุคคลที่สมัครใจอยู่ในชุมชนให้งดการเคลื่อนออกจากพื้นที่ และบุคคลที่อยู่ นอกพื้นที่ห้ามเข้ามาในเขตชุมชน 149 1.1 บุคคลในชุมชนให้งดการเคลื่อนออกจากพื้นที่ เพราะการเคลื่อนไปสัมผัสกลุ่มชนจากภายนอกที่อยู่ในช่วงการระบาดของเชื้อโรคท าให้มีความเสี่ยงต่อการน าโรคมาระบาดเพิ่มขึ้นในกลุ่มสมาชิก จึงเป็นแนวทางการป้องกันที่ต้นเหตุ เป็นการใช้หลักของ “การมีเหตุผล”ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ส านักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2563) การด าเนินการสามารถจัดการได้โดยง่าย เป็นการปฏิบัติตามการประกาศห้ามเคลื่อนย้ายของประเทศไทย (ส านักเลขาธิการส านักนายกรัฐมนตรี, 2563) ซึ่งมีความแตกต่างจากชุมชนในเขตเมืองของพื้นที่ของอ าเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมประมาณ 750 แห่ง การควบคุมการเคลื่อนย้ายของประชากรกระท าได้ยาก เนื่องจากมีแรงงานมาจากหลายพื้นที่ รวมถึงบางโรงงานไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องการป้องกันควบคุมโรค ส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคในคนกลุ่มนี้มาก (วันฉัตร ชินสุวาเทย์, 2565) และพบการระบาดอย่างมากในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางอาหารทะเล เป็นพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าประเทศมาอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และมีประชาชนจากหลายจังหวัดมาใช้ศูนย์กลางอาหารทะเล จึงท าให้จังหวัดสมุทรสาครมีผู้ที่มี การติดเชื้อมากที่สุด อันดับแรก (ส านักงานสถิติจังหวัดสมุทรสาคร, 2564) 1.2 บุคคลที่อยู่นอกพื้นที่ห้ามเข้ามาในเขตชุมชน เป็นการใช้เหตุผลในลักษณะเดียวกันกับบุคคลภายใน เพราะบุคคลที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในท่ามกลางกลุ่มชนที่มีการระบาดเชื้อโรคมีความเสี่ยงต่อการน าเชื้อโรคจากภายนอกมาระบาดในชุมชนได้ หรือหากมีการเข้ามาต้องมีการคัดกรองถึงประวัติการเดินทางโดยละเอียด รวมถึงการตรวจหาเชื้อ พร้อมทั้งการให้กักตัวนอกเขตชุมชนก่อนเข้าพื้นที่ของกลุ่ม การด าเนินการดังกล่าวเป็นแนวทางของการป้องกันการระบาดของโรคที่ใช้หลักของ “การมีเหตุผล” ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ส านักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2563) ในการศึกษาของบุญยพร อิงชาติเจริญ และคนอื่น ๆ, (2564) พบว่า การให้ความร่วมมือของประชาชนบ้านสระยายชี ต าบลเนินปอ อ าเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ต่อมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แนวทางหนึ่ง คือ ลดการติดต่อระหว่างคนในครอบครัวกับบุคคลภายนอก และจากการศึกษาของพิมพ์ชญา วุฒิฉัตร์ธนนท์ (2563) พบว่า สภาพการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่อ าเภอศรีบุญเรือง สาเหตุเกิดจากผู้ใช้แรงงานในกลุ่มพื้นที่เสี่ยง พื้นที่สีแดง เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง จ านวนมากที่ว่างงาน ตัดสินใจกลับบ้าน ซึ่งบางคนติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว และอยู่ในช่วงระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนั้น จากหลักปฏิบัติทั้ง 2 ประการ แสดงให้เห็นว่า ชุมชนจะต้องพึ่งตนเอง ด้านการจัดการความพอเพียงทั้งอุปทานการผลิตอาหารด้วยการสร้างแหล่งอาหารให้มากที่สุดเท่าที่ 150 สามารถกระท าได้ เพื่อให้พอเพียงต่ออุปสงค์การบริโภคอาหารของชุมชน สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ทางชุมชนต้องใช้แนวทางการมีส่วนร่วมกันของชุมชนในการแก้ปัญหาดังกล่าว 1.3 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการความพอเพียงทางอาหาร ปัจจัยส าคัญที่น าไปสู่ความพอเพียง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมนี้ช่วยสร้างระบบการผลิตและการบริโภค ที่ยั่งยืนในชุมชน ได้ดังนี้ 1.3.1 ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิตอาหารไร้สารพิษ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นอย่างรู้คุณค่าและเหมาะสม เป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันของสมาชิกในชุมชน ศึกษาสภาพปัญหาต่าง ๆ การวางแผนแก้ปัญหา การติดตาม และประเมินผล ตลอดจนน าผลที่เกิดขึ้นไปใช้ร่วมกัน (พระค าหล้า ชยวงค์, 2562) เป็นการด าเนินการในลักษณะของครอบครัวใหญ่ที่ได้ร่วมกันด าเนินการกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน ซึ่งมีความแตกต่างจากชุมชนทั่วไปที่การมีส่วนร่วมของชุมชนมักเป็นการด าเนินการในช่วงใดช่วงหนึ่งหรือกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง เช่น โครงการส่งเสริมการผลิตและบริโภคผักปลอดสารในครัวเรือนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เกาะบางฝาด จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งด าเนินการในช่วงการระบาดของโควิด-19 โครงการด าเนินงานในปี พ.ศ. 2564 สร้างโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงอาหารปลอดภัยและมีความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต ขณะเดียวกันชุมชนมีการพัฒนาสู่ความยั่งยืนได้ต่อไปในอนาคต (นวลใย วัฒนกูล และยุพเรศ พรประดิษฐ์, 2565) 1.3.2 การมีส่วนร่วมอุปสงค์การบริโภค กล่าวคือ สมาชิกทุกคนมีการบริโภคอาหารที่ครัวส่วนกลางของชุมชน ไม่มีการแบ่งแยกไปท าอาหารส าหรับตนเองเฉพาะในพื้นที่อื่น ดังนั้นการประเมินการใช้วัตถุดิบส าหรับท าอาหารเพื่อให้เพียงพอส าหรับสมาชิกจ านวน 70 คน จึงสามารถกระท าได้ง่าย และมีอาหารที่เหลือจากการบริโภคน้อย ทุกคนจึงสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเท่าเทียมกัน (จอมขวัญ ชุมชาติ, 2558) และ (ภานุมาศ สุนทรวิจิตร, 2559) ในขณะที่ใน หลายพื้นที่ด้านการบริโภคอาหารโดยมากเป็นลักษณะแยกบริโภคเฉพาะของแต่ละครอบครัว ดังนั้นในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จึงมักเกิดปัญหาท าให้ประชาชนต้องเก็บสะสมอาหารและของใช้จ าเป็นในปริมาณมากกว่าปกติโดยเฉพาะอาหารที่ไม่เน่าเสียง่าย เพื่อให้มีอาหารส ารองเพียงพอในการด ารงชีวิตในช่วงเวลาที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้ตามปกติ (Lehberger et al., 2021) 1.3.3 การมีส่วนร่วมในการสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนและการแบ่งปัน โดยส่วนเกินจากการบริโภคสามารถน ามาแลกเปลี่ยนหรือน าไปแบ่งปันให้กับบุคคลหรือชุมชน อื่น ๆ ที่ไม่สามารถผลิตได้ในสิ่งนั้น แต่สามารถผลิตได้ในสิ่งอื่นที่ชุมชนนั้นไม่มี โดยการสื่อสารผ่านทางออนไลน์ เป็นการสร้างสังคมที่มีความเอื้อเฟื้อและเกื้อกูลซึ่งกันและกันโดยใช้หลัก 151 “การมีคุณธรรม” (ส านักงาน กรป., 2562) ในช่วงเกิดสถานการณ์ดังกล่าวได้เกิดมีการแบ่งปันอาหารในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีตู้แบ่งปันอาหารเกิดขึ้น เช่น เขตเทศบาลนครยะลา ที่มาและแนวคิดจากการเห็นข่าว การด าเนินงานผ่านสื่อต่าง ๆ (อุษณีย์ พรหมศรียา และอัปสร อีซอ, 2563) แต่เป็นการเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤตเท่านั้น ในขณะที่ชุมชนภูผาฟ้าน ้า มีเครือข่ายที่กระจายทั่วทุกภูมิภาคของไทยรวมถึงในต่างประเทศ มีการแบ่งปันซึ่งกันและกันตลอดทั้งปี แม้จะไม่เกิดภาวะวิกฤต 2. ปัจจัยด้านลักษณะประชากร จากข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของลักษณะประชากร พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มากว่าเพศชาย มีอายุอยู่ระหว่างวัยกลางคนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มการเป็นจิตอาสาที่มีระยะเวลา 5 ปีขึ้น มีระดับการศึกษาปริญญาตรีและสูงกว่า ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอิสระหรือท าธุรกิจส่วนตัว และส่วนน้อยเป็นเกษตรกร ดังนั้น ทักษะด้านการท ากิจกรรมการเกษตรยังไม่มี ความช านาญ ส่งผลให้ความสามารถในการผลิตอาหารมีน้อยในช่วงระยะเริ่มต้น นอกจากนี้ เนื่องด้วยสมาชิกทั้งหมดเป็นกลุ่มบุคคลที่มาจากพื้นที่อื่น ยังไม่มีความคุ้นเคยการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เช่น การใช้ผักพื้นบ้านและผักป่าที่มีในพื้นที่ ท าให้มีการน าพืชเหล่านี้มาประกอบอาหารได้เพียง 2-3 ชนิด เช่น กล้วย ผักกาดนา และมะเขือพวง เป็นลักษณะของการขาดการเรียนรู้ด้านนี้เช่นกัน ในงานวิจัยของสามารถ ใจเตี้ย และคนอื่น ๆ (2565) เรื่อง การศึกษาภูมิปัญญาการบริโภคพืชอาหารป่าในชุมชนสะลวง-ขี้เหล็ก อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ประชาชนบริโภคอาหารป่ารวมเฉลี่ยระดับน้อย (𝑥̅ = 2.23 ± 0.64) มีข้อเสนอแนะให้มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์พืชอาหารป่าผ่านกลุ่มสตรีแม่บ้าน อันจะช่วยสนับสนุนการคงอยู่ของภูมิปัญญาพืชอาหารป่า และการเพิ่มมูลค่าพืชอาหารป่า 2.1 บทบาทของผู้หญิงต่อการจัดการความพอเพียงทางอาหาร จากข้อมูลด้านฐานกิจกรรมและการเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า ฐานงานกสิกรรมและฐานครัวเป็นฐานงานที่สมาชิกชุมชนเข้าร่วมมากที่สุด และส่วนมากเป็นเพศหญิง โดยในช่วงระยะเริ่มต้นของการเข้ามาอยู่ประจ าในพื้นที่ แม้ว่าทักษะด้านการท ากสิกรรมจะยังมีไม่มาก แต่ด้วยวัฒนธรรมของหญิงไทยที่ได้รับสืบทอดมาอย่างยาวนานในด้านการเป็นผู้มีบทบาทส าคัญในการประกอบอาหารให้กับครอบครัว ดังนั้นบทบาทส าคัญด้านการมีส่วนร่วมทางการเกษตร โดยเฉพาะด้านความพอเพียงทางอาหารในครัวเรือนและชุมชน จะมีมากกว่าการมีส่วนร่วมเชิงพาณิชย์ซึ่งมักเป็นบทบาทของผู้ชาย (Patil & Babu, 2018) 2.2 การผลิตอาหาร ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการผลิตอาหารตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูก การดูแลพืช จนถึงการเก็บเกี่ยว การใช้แรงงานภายในชุมชน ไม่มีการจ้าง รวมถึงวัสดุต่าง ๆ 152 เช่น ปุ๋ยใช้อินทรียวัตถุในพื้นที่ แม้จะไม่มีความช านาญในการด าเนินการเนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ใช่เกษตรกร แต่เนื่องด้วยมีเป้าหมายการผลิตเพื่อบริโภคเท่านั้น ไม่ได้มุ่งเพื่อจ าหน่าย ผลผลิตทั้งหมดเป็นของชุมชน ไม่ได้เป็นของผู้ใดผู้หนึ่ง ดังนั้นแม้ในบางอย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive