Chapter 4.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 4 ความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาความพอเพียงทางอาหารมังสวิรัติ ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในการควบคุมความพอเพียงด้านอุปทาน การผลิตอาหาร และการควบคุมความพอเพียงด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร ประกอบไปด้วย 1) บริบทพื้นที่ศึกษาของชุมชนภูผาฟ้าน ้า 2) สถานการณ์ก่อนและภายใต้สถานการณ์ระบาดของ โควิด-19 ในชุมชนภูผาฟ้าน ้า 3) ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า 4) ข้อมูลการส ารวจกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา 5) ความพอเพียงทางอาหารด้านอุปทานการผลิตอาหาร 6) การจัดการความพอเพียงด้านอุปทาน การผลิตอาหาร 7) ความพอเพียงทางอาหารด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร 8) การจัดการความพอเพียงด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร 9) การน้อมน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในรูปแบบ การจัดการด้านอุปสงค์การบริโภคอาหารตามความจ าเป็น 10) การน าเข้าอาหารและปัจจัยการผลิตของชุมชนจากภายนอกในช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 (ปี พ.ศ. 2563-2564) บริบทพื้นที่ศึกษาของชุมชนภูผาฟ้าน ้า ชุมชนภูผาฟ้าน ้า ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งจ๊อ (บ้านแม่เลา) หมู่ที่ 5 ต าบลป่าแป๋ อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ 1. ประวัติความเป็นมาของชุมชนภูผาฟ้าน ้า พ.ศ. 2532 คุณสุกัญญา สุรภักดี (ฟ้างาย อโศกตระกูล) ได้มอบที่ดินภูผาฟ้าน ้าซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ในหุบเขารวมถึงการรับบริจาครวมจากชาวอโศกท่านอื่น ๆ พื้นที่ประมาณ 189 ไร่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่มาทางทิศตะวันตก ตามเส้นทางสายเชียงใหม่-ปาย ประมาณ 80 กิโลเมตร ติดต่อเขตอ าเภอปาย โดยมีคุณยุทธนา คงสุข (ภูฟ้า แพงค่าอโศก) ได้รับมอบหมายจากสมณะโพธิรักษ์ ให้เป็นผู้บุกเบิกในการดูแล และท ากสิกรรมธรรมชาติ ต่อมาในปี พ.ศ.
อ่านต่อ
2537 กลุ่มชุมชนลานนาอโศก ซึ่งตั้งอยู่ที่อ าเภอเมืองเชียงใหม่ รวมตัวกันหนาแน่นขึ้นในขณะเดียวกันสถานที่ค่อนข้าง 82 คับแคบและมีหมู่บ้านจัดสรรล้อมรอบ ท าให้ไม่สามารถขยายพื้นที่ได้ จึงมีการประชุมลงมติให้ “ภูผาฟ้าน ้า” เป็นสถานที่ส่วนกลางของกลุ่ม พ.ศ. 2538 สมณะโพธิรักษ์ ผู้น าชาวอโศกได้จัดตั้งภูผาฟ้าน ้าเป็น “สังฆสถาน ภูผาฟ้าน ้า” และมีการเลือกคณะกรรมการ “ชุมชนภูผาฟ้าน ้า” และเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น “กลุ่มญาติธรรม ภูผาฟ้าน ้า” มีสังฆสถานเป็นจุดศูนย์รวม มีชมรมมังสวิรัติเชียงใหม่ และลานนาอโศกอยู่ในเครือข่าย พ.ศ. 2561 สมณะโพธิรักษ์ ได้ส่งมอบพื้นที่ให้ทางมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทยและจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม โดยมี ดร.ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว) เป็นผู้น า และจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทางภาคเหนือได้รับมอบหมายให้เข้ามาด าเนินการร่วมกันพัฒนาพื้นที่และจัดกิจกรรม ค่ายอบรมสุขภาพพึ่งตนด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรม พ.ศ. 2563 เดือนกุมภาพันธ์ อาจารย์หมอเขียวและจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมประมาณ 200 คน เข้ามาที่ภูผาฟ้าน ้า เพื่อจัดท ากิจกรรมค่ายอบรมสุขภาพพึ่งตนด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรมและค่ายพระไตรปิฎกตามรอยบาทพระศาสดา หลังจากจบกิจกรรมค่าย เกิดสถานการณ์วิกฤตการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคอุบัติใหม่ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) รัฐบาลไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 ท าให้ประชาชนไม่สามารถเดินทางไปมา ต่างพื้นที่ได้อย่างปกติ (Lockdown) ส่งผลให้เกิดชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมหรือชุมชนมังสวิรัติวิถีธรรม จ านวน 70 คน เป็นเพศชาย 20 คน และเพศหญิง 50 คน ต้องด ารงชีพอย่างพอเพียงในพื้นที่และจ ากัดการเข้าออกพื้นที่ภูผาฟ้าน ้า (Lockdown) ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565 นับเป็นวันก่อเกิดชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมหรือชุมชนมังสวิรัติวิถีธรรมที่ภูผาฟ้าน ้า 2. ลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ สภาพภูมิประเทศโดยรอบของชุมชนภูผาฟ้าน ้าเป็นเขาสูงชัน มีที่ลาดเชิงเขาเป็น ที่ราบแคบ วางตัวเป็นแนวยาวขนานกับล าห้วยทุ่งจ๊อ มีน ้าไหลตลอดทั้งปี ชุมชนตั้งที่อยู่อาศัยบน ที่ลาดเชิงเขา ดังแสดงในภาพที่ 4.1 และ ภาพที่ 4.2 83 ภาพที่ 4.1 สภาพภูมิประเทศชุมชนภูผาฟ้าน ้า ที่มา : Google, 2565 ภาพที่ 4.2 สภาพภูมิประเทศชุมชนภูผาฟ้าน ้า ที่มา : จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม, 2565 84 3. ลักษณะภูมิอากาศ มี 3 ฤดูกาล ประกอบด้วย ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม-มิถุนายน อุณหภูมิต ่าสุดประมาณ 12-35 องศาเซลเซียส ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม มีสภาพฝนตกชุกยาวนาน มีพายุฝน และมีน ้าป่าไหลหลาก ฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ สภาพอากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิต ่าสุดประมาณ 2 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงสุดประมาณ 20 องศาเซลเซียส 4. การคมนาคม ชุมชนภูผาฟ้าน ้าอยู่ห่างจากอ าเภอเมืองเชียงใหม่ประมาณ 80 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1095 แม่มาลัย-ปาย ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 40 เลี้ยวซ้ายตามเส้นทางเข้าหมู่บ้านหัวเลา ระยะทาง 2 กิโลเมตรถึงชุมชนภูผาฟ้าน ้า สถานการณ์ก่อนและภายใต้สถานการณ์ของโควิด-19 ในพื้นที่ภูผาฟ้าน ้า 1. ก่อนสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 การจัดการความพอเพียงทางอาหารของกลุ่มจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมหรือกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม การอาศัยอยู่ในเมือง พื้นที่ราบ เป็นวิถีชีวิตที่มีอุปทานการผลิตอาหาร มีการเตรียม การปลูกพืชผักหลากหลายชนิด ลักษณะผักสวนครัวในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มีผักไร้สารพิษและ ลดการพึ่งพาจากภายนอกให้มากที่สุด การท ากิจกรรมอบรม มีการน าพืชผักผลไม้แต่ละพื้นที่ที่ปลูกไว้ น ามาแบ่งปันและน ามาร่วมกิจกรรมค่ายอบรมสุขภาพ ส าหรับด้านอุปสงค์การบริโภคอาหาร ผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนมากบริโภคอาหารที่มีเนื้อสัตว์ผสม มีการปรุงแต่งรสชาติมาก เมื่อได้เข้ามาเรียนรู้และฝึกการบริโภคอาหารไม่มีเนื้อสัตว์ เป็นอาหารมังสวิรัติที่มีการปรุงแต่งรสชาติน้อย และร่วมกิจกรรมเป็นกลุ่มกระทั่งสามารถปฏิบัติได้เป็นวิถีชีวิต โดยใช้ศีลเป็นกรอบของการบริโภคและการด าเนินชีวิต การท ากิจกรรมค่ายพึ่งตนด้านสุขภาพมีการท ากิจกรรมหมุนเวียนในแต่ละพื้นที่ระยะเวลาประมาณ 5-7 วัน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 100-500 คน ท าให้แต่ละพื้นที่มีเวลาในการปลูกพืชเพื่อรองรับการท ากิจกรรมค่ายในครั้งต่อไปตามปฏิทินกิจกรรมที่วางแผนไว้ในแต่ละปี ดังนั้น ในสถานการณ์ก่อนโควิด-19 จึงท าให้การจัดการความพอเพียงอาหารมังสวิรัติเพื่อการบริโภคได้ตลอดปี โดยมีการเตรียมในแต่ละพื้นที่ การปลูกในพื้นที่อบรม ปลูกด้วยตนเอง ที่บ้าน และการแบ่งปันจากเครือข่าย โดยมีการจัดซื้อเพียงเล็กน้อยในสิ่งที่ผลิตได้ไม่พอ หรือสิ่งที่ชุมชนไม่สามารถผลิตได้ เช่น น ้ามันและเกลือ 85 2. ภายใต้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 การล็อกดาวน์ในพื้นที่ใหม่ที่เป็นป่าต้นน ้า พื้นที่สูง เป็นหุบเขาติดพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า สภาพอากาศหนาวเย็น มีความแตกต่างจากสภาพพื้นที่ที่เคยอาศัยอยู่ในเมืองที่มีเครื่องอ านวยความสะดวก มีความพร้อมในการจัดหาอาหาร การเข้ามาในพื้นที่แต่ละครั้งมีการเตรียมความพร้อมจากเครือข่ายทางภาคเหนือในการเตรียมพืชผักผลไม้ในการบริโภค เป็นพืชผักที่คุ้นเคยและสามารถบริโภคได้หลายวัน การเข้ามาท ากิจกรรมค่ายสุขภาพพึ่งตนและค่ายพระไตรปิฎกตามรอยบาทพระศาสดาในพื้นที่ ณ เวลานั้น มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 200 คน เมื่อจบกิจกรรม ทุกคนต้องเคลื่อนออกจากพื้นที่ แต่เนื่องจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลมีมาตรการให้หยุดการเคลื่อนย้ายเข้าออกนอกพื้นที่ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อที่มีการระบาดทั่วโลก ผู้น าจิตอาสาแพทย์ วิถีธรรมและกลุ่มจิตอาสาแพทย์ได้ประชุมร่วมกันตกลงล็อกดาวน์ในพื้นที่ภูผาฟ้าน ้า ตามสมัครใจ และถือวิกฤตนี้เป็นโอกาสของกลุ่ม เพื่อต้องการที่จะเรียนรู้และพัฒนาพื้นที่ภูผาฟ้าน ้าเป็นแหล่งอาหารไร้สารพิษส าหรับผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติ ท าให้จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มจิตอาสาฯที่สมัครใจอยู่ในพื้นที่ภูผาฟ้าน ้า 70 คน เป็นเพศชาย 20 คนและเพศหญิง 50 คน เรียกกลุ่มนี้ว่า ชุมชนภูผาฟ้าน ้า นับเป็นการก่อเกิดเป็นชุมชนมังสวิรัติของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมในภูผาฟ้าน ้าเป็นชุมชนใหญ่และอาศัยอยู่ในพื้นที่ระยาวเป็นครั้งแรก ส่วนกลุ่มที่เหลือขอเคลื่อนกลับภูมิล าเนาเดิมที่เคยอยู่ เรียกกลุ่มนี้ว่า ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า ประกอบด้วย กลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ภูผา ฟ้าน ้า ในวิถีชีวิตมีสิ่งอ านวยความสะดวกที่พร้อมเพรียงต่อการด าเนินชีวิต ไม่ต้องปรับพฤติกรรม การด าเนินชีวิตมากเท่ากลุ่มชุมชนภูผาฟ้าน ้า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 การล็อกดาวน์ (Lockdown) ในพื้นที่ ด้วยการมีประสบการณ์ร่วมกันจากการผ่านการอบรมการดูแลสุขภาพพึ่งตนด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรม และการฝึกปฏิบัติการบริโภคอาหารมังสวิรัติวิถีธรรมเช่นเดียวกันอย่างต่อเนื่องจนเป็นวิถีชีวิต ท าให้ทั้งกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมชุมชนภูผาฟ้าน ้าและชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้ามีแนวคิดและหลักการด าเนินชีวิตเช่นเดียวกันทั้งในด้านอุปทานการผลิตอาหารและอุปสงค์การบริโภคอาหาร มีการติดต่อสื่อสารกับชุมชนในภูผาฟ้าน ้าผ่านระบบออนไลน์ มีการประชุมแลกเปลี่ยนความรู้และปัญหากันทุก ๆ วัน จึงท าให้ชุมชนภูผาฟ้าน ้าและชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า ไม่มีความแตกต่างกัน ดังเช่นจากข้อมูลการสัมภาษณ์สมาชิกชุมชนนอกพื้นที่ภูผาฟ้าน ้า 86 “...ภูผาฟ้าน ้ามีบริบทของธรรมชาติที่เป็นปัจจัยสนับสนุนท าให้เป็นชุมชนมังสวิรัติที่มีความพิเศษกว่าหรือแตกต่างกันกับที่อื่น เพราะว่าบริบทภูมิประเทศ ภูมิสังคมมันก็ต่างกัน แต่ที่ภูผาฟ้าน ้านี่ ภูมิประเทศชัดเจนเลยเรื่องความแตกต่างกันระหว่างเรื่องของภูมิประเทศและทรัพยากรที่สนับสนุนไม่ว่าจะเป็นความเป็นป่า เป็นภูเขาสูง ที่มีน ้า ธรรมชาติ เป็นต้น...จะชัดเจนเรื่องของพันธุ์พืชว่าเขาจะขึ้นตามภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ของที่นั้น ๆ ดังนั้น ที่นี่ก็จะมีพันธุ์พืชหลายอย่างเลยที่ข้างล่างไม่มี ขณะที่เขามีฤดูกาลด้วย เราก็จะเห็นว่า พันธุ์พืชแต่ละฤดูกาลก็ต่างกันด้วย...” (ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า B2, สัมภาษณ์, 10 กรกฎาคม 2565) “...เรามีกระบวนการมีวิธีการที่จะท าอยู่ท ากินแต่ละพื้นที่แต่ละเครือข่าย แล้วก็เผื่อแผ่กัน สมมุติว่าตรงหนึ่งขาดแคลน มีการแบ่งให้กัน เพราะฉะนั้น มันจะเกิดความยั่งยืน เรียกว่า ไม่ว่าสถานการณ์ใดใดจะเกิดขึ้น เราอยู่ได้ นี่คือค าว่า ภูมิคุ้มกัน...” (ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า B1, สัมภาษณ์, 9 กรกฎาคม 2565) “...ช่วงโควิด ระยะแรกไม่ให้ออกไปไหน นอกจากเขาก าหนดไว้ว่า เคอร์ฟิวไม่เกิน 3 ทุ่มพวกร้านอาหารและสถานบันเทิงต่าง ๆ ปิดหมด เปิดได้เคอร์ฟิว 3 ทุ่ม ใครมีความจ าเป็น เช่น อาหารไปให้ผู้ป่วย หรือว่าไปท ากิจกรรมที่วัด เอาอาหารไปให้...คนอื่นเขาขาดแคลนอาหาร พวกเราไม่ขาดแคลน คือเราท าใจ อยู่แบบพอเพียง เรามีวัตถุดิบ แต่ไม่มาก แบบเหมือนมีตู้เย็นธรรมชาติสามารถเก็บแล้วก็แตกให้เรากินได้ เป็นพืชที่ ขึ้นง่าย ตายยาก คือหากินได้ตามรั้วหรือตามบ้านก็มี เราปลูกเอง ช่วงนั้นเราก็แบ่งปันกันถ้าใครมีอะไร พี่น้องแพทย์วิถีธรรมของเราเนี่ย ใครไม่มีก็แบ่งกัน ที่แคลิฟอร์เนียบ้านผมปลูกผักในพื้นที่ บ้านอื่นเขาปลูกเขาก็ส่งมาให้ ที่ฟลอริดาเขาปลูกผัก ผลไม้เยอะเขาก็ส่งมาให้ แบ่งปันกัน เครือข่ายเรามีการแบ่งปันกัน...” (ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า B5, สัมภาษณ์, 7 มิถุนายน 2565) “...ด้วยมีช่องทางสื่อสาร พี่น้องที่อยู่ต่างประเทศก็สามารถที่จะเห็นข้อมูลว่าท าอะไร แล้วเอาไปท าตามได้ มีอะไรที่ต่างประเทศก็ส่งมาแบ่งปันได้ ขณะที่มีอะไร ที่นี่ก็สามารถที่จะแบ่งปันกระจายออกไปสู่พี่น้องที่อยู่รอบนอกได้เหมือนกัน...ภูผาฟ้าน ้าเหมือนอยู่ในป่าเข้าถึงยาก แต่จริง ๆ เข้าถึงได้ง่ายด้วยเทคโนโลยีออนไลน์นะคะ ในช่องทางสื่อสารนี่แหละท าให้ทุกที่ก็รู้...” (ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า B2, สัมภาษณ์, 10 กรกฎาคม 2565) 87 “...บางคนน่ะเค้ายังติดในเรื่องของรสชาดของผักอายุสั้น เราก็ต้องเป็นแบบอย่างให้เค้าว่าจะปลูกยังไง ดูแลยังไง ในขณะเดียวกันเราก็เกิดเป็นการเปรียบเทียบระหว่างผักอายุสั้นกับผักอายุยาวอันไหนที่มันกินเข้าไปแล้วมันให้พลังมากกว่ากัน อันไหนปลูกแล้วเนี่ย อันไหนมันล าบากหรือสบายกว่ากัน เกิดการเปรียบเทียบระหว่างคนที่เข้ามาศึกษากับเรา เราก็เลยต้องปลูกไว้ทั้งสองอย่าง แต่เราจะไม่เน้นผักอายุสั้น เราจะเน้นผักอายุยาวที่สวนนี่จะปลูกพวก นอกจากดาวดอยเนี่ยก็จะมีชะอม จะมีผักเหลียง ผักอะไรเนี่ย พอปลูกเสร็จแล้วเนี่ยตัดยอดมากินนี่มันก็จะแตกเรื่อย เราก็ไม่ต้องปลูกอีกเลย...” (ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า B3, สัมภาษณ์, 22 กรกฎาคม 2565) จากการสัมภาษณ์ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า แสดงให้เห็นว่า ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้ามีการรับรู้และเรียนรู้ต่อสภาพพื้นที่ และพืชพันธุ์อาหารจากธรรมชาติของชุมชนภูผาฟ้าน ้า โดยสื่อสารผ่านเทคโนโลยีทางออนไลน์ น ามาปรับใช้กับชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้าที่อยู่พื้นล่างในการปลูกและหันมาบริโภคพืชผักพื้นบ้านหรือผักท้องถิ่น และมีการแลกเปลี่ยนสิ่งที่มากเกินกับเครือข่ายที่ขาดแคลนแม้แต่กลุ่มชุมชนนอกที่อยู่ในต่างประเทศ การด าเนินการดังกล่าวเป็นภูมิคุ้มกันให้กับกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมไม่ว่าจะอยู่ในบริบทของพื้นที่ใด นอกจากการพึ่งตนด้วยการปลูกและมีการแบ่งปัน ซึ่งกันและกัน สรุปได้ว่า อาจเป็นเพราะลักษณะบุคคล ชุมชน เครือข่ายนอกภูผาฟ้าน ้า และการอยู่ในภูมิภาคในบริบทของพื้นราบที่มีการด าเนินเป็นวิถีชีวิต มีสิ่งอ านวยสะดวกพร้อมที่ไม่ต้องปรับตนในแต่ละพื้นที่เท่าบริบทพื้นที่สูงที่เป็นป่าแบบธรรมชาติ ท าให้การปรับพฤติกรรมการด าเนินชีวิตใหม่ตามเหตุและสถานการณ์ไม่มากเท่าชุมชนภูผาฟ้าน ้า ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้าแม้ในสภาพสังคมที่ขาดแคลนโดยทั่วไป ยังสามารถพึ่งตนแบบพอเพียงได้ และแบ่งปันแลกเปลี่ยนสิ่งที่ขาดแคลน มีการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อาจเป็นเพราะชุมชนทั้งสองมีหลักการและแนวคิดเดียวกันในการจัดการอุปทานการผลิตอาหารและอุปสงค์การบริโภคอาหาร ท าให้สามารถท ากิจกรรมร่วมกันผ่านสื่อออนไลน์ เสมือนรวมเป็นชุมชนเดียวกัน (กันทนา ใจสุวรรณ, 2563) สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา มีการประชุมพูดคุยสรุปประเด็นปัญหาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ที่ได้ของแต่ละบุคคล ชุมชน และเครือข่ายโดยที่กระจายกันอยู่รอบนอกภูผาฟ้าน ้า ท าให้ชุมชนในภูผาฟ้าน ้าเป็นโมเดลแห่งการเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติเป็นแบบอย่าง ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้าได้เรียนรู้ ได้ฝึกปฏิบัติตามและสรุปผลด้วยตนเอง น าประสบการณ์และความรู้ที่ได้มาแลกเปลี่ยนกัน เป็นรูปแบบใหม่ทางสังคมที่มีการสื่อสารการจัดการความพอเพียงทางอาหารเพื่อการพึ่งตนและการแบ่งปันตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 88 ข้อมูลการส ารวจกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามจากชุมชนภูผาฟ้าน ้า จากประชากรทั้งหมด 70 คน และจากชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า 70 คน ซึ่งเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม ที่ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับชุมชนในภูผาฟ้าน ้า แต่พักอาศัยอยู่กับครอบครัว หรือในพื้นที่นอกภูผาฟ้าน ้า ทั้งนี้ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ การศึกษา อาชีพ พื้นฐานการท างาน ด้านสาธารณสุข ระยะเวลาการเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม และรายได้ของทั้งสองกลุ่ม ดังได้แสดงรายละเอียดไว้ในตารางที่ 4.1 ตารางที่ 4.1 ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามจากชุมชนภูผาฟ้าน ้าและชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า จ านวนชุมชนละ 70 คน เปรียบเทียบความแตกต่างทางสถิติด้วยไคสแควร์ (2) n=140 ข้อมูล ชุมชนภูผาฟ้าน ้า ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า 2 จ านวน (n=70) ร้อยละ จ านวน(n=70) ร้อยละ เปรียบเทียบกันระหว่างชุมชนในกับชุมชนนอก 1. เพศ ชาย หญิง 20 50 28.6 71.4 12 58 17.2 82.8 2 =2.59, df. 1 P =0.107 (NS) 2. อายุ 15-29 ปี 30-44 ปี 45-59 ปี อายุมากกว่า 60 ปี 2 11 38 19 2.9 15.7 54.3 27.1 1 9 41 19 1.4 12.9 58.6 27.1 2=0.65, df. 3 P =0.886 (NS) ชุมชนภูผาฟ้าน ้า Min = 22 ปี Max = 75 ปี Mean = 53.0 ปี S.D.± 10.9 นอกภูผาฟ้าน ้า Min = 29 ปี Max = 74 ปี Mean = 54.9 ปี S.D.± 9.3 3. สถานภาพการสมรส โสด ไม่โสด (สมรส,หย่า,หม้าย) 37 33 52.9 47.1 23 47 32.9 67.1 2 =5.72, df.1 P =0.017* 4. การศึกษา ขั้นพื้นฐาน ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี 16 30 24 22.9 42.9 34.3 17 36 17 24.3 51.4 24.3 2 =1.77, df. 2 P =0.413 (NS) 89 ตารางที่ 4.1 (ต่อ) ข้อมูล ชุมชนภูผาฟ้าน ้า ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า 2 จ านวน (n=70) ร้อยละ จ านวน(n=70) ร้อยละ เปรียบเทียบกันระหว่างชุมชนในกับชุมชนนอก 5. อาชีพ อาชีพอิสระ (ธุรกิจส่วนตัว) เกษตรกร ข้าราชการ รับจ้าง 36 7 14 13 51.4 10.0 20.0 18.6 30 4 15 18 42.9 05.7 30.0 21.4 2 =2.91, df. 3 P =0.406 (NS) 6. พื้นฐานการท างานด้านสาธารณสุข ไม่มี มี 60 10 85.7 14.3 44 26 62.9 37.1 2=9.57, df. 1 P =0.002** 7. ระยะเวลาการเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม ต ่ากว่า 5 ปี 5-10 ปี มากกว่า 10 ปี 14 40 16 20.0 57.1 22.9 10 48 12 14.3 68.6 17.1 2 =1.97, df. 2 P =0.374 (NS) ชุมชนภูผาฟ้าน ้า Min = 1 ปี Max = 17 ปี Mean = 7.8 ปี S.D.± 3.8 นอกภูผาฟ้าน ้า Min = 1 ปี Max = 15 ปี Mean = 6.9 ปี S.D.± 3.3 NS ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P>0.05) * แตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P<0.05) ** แตกต่างอย่างมีนัยส าคัญยิ่งทางสถิติ (P <0.01) จากตารางที่ 4.1 แสดงผลการศึกษาให้เห็นสภาพชุมชนกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมที่อาศัยในพื้นที่ภูผาฟ้าน ้าและอาศัยอยู่นอกพื้นที่ภูผาฟ้าน ้า จ านวนกลุ่มละ 70 คน เปรียบเทียบความแตกต่างทางสถิติด้วยไคสแควร์ (2) ซึ่งแยกเป็นหัวข้อได้ดังนี้ 90 1. เพศ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า กลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมผู้ตอบแบบสอบถามในกลุ่มชุมชนภูผาฟ้าน ้าและนอกภูผาฟ้าน ้าเป็นเพศชายและเพศหญิงในสัดส่วนที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P>0.05) ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีสัดส่วนเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ทั้งนี้สอดคล้องรายงานการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อ การพัฒนาประเทศจากผลการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย โดยส านักงานสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้โครงการการปรับปรุงการคลาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2583 พบว่า สัดส่วนของประชากรเพศหญิงมากกว่าเพศชายในทุกช่วงวัย ชุมชนภูผาฟ้าน ้าและชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า มีสัดส่วนโครงสร้างอายุทั้งสองกลุ่ม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P>0.05) ทั้งนี้ในกลุ่มชุมชนภูผาฟ้าน ้ามีอายุเฉลี่ย 53.0 ปี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 10.9 ปี ในขณะที่กลุ่มชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้ามีอายุเฉลี่ย 54.9 ปี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 9.3 ปี 2. สถานภาพ กลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมผู้ตอบแบบสอบถามในกลุ่มชุมชนภูผาฟ้าน ้ามีสถานภาพโสดมากกว่าชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้าอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ เนื่องจากผู้ที่เข้ามาอยู่ที่ภูผาฟ้าน ้านั้นไม่มี หรือหมดภาระครอบครัว มีอิสระทางความคิด สามารถที่เลือกทางเดินของชีวิตด้วยตนเองได้ (ทิพวรรณ ศิริสัมพันธ์และคนอื่น ๆ, 2562) ต้องการความเรียบง่ายของชีวิต (ธัญลักษณ์ เตชศรีสุธี, 2559) พึ่งตนเองทางด้านสุขภาพ (โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และคนอื่น ๆ, 2550) และมีจิตที่เป็นอาสาท าประโยชน์ให้สังคม (ศิริพงษ์ ฐานมั่น, 2560) ในขณะที่กลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมนอกชุมชนมีสถานะโสดน้อยกว่า หรือเป็นบุคคลที่ยังต้องดูแลครอบครัว 3. การศึกษา ชุมชนภูผาฟ้าน ้าและชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า มีระดับวุฒิทางการศึกษาของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P>0.05) ซึ่งส่วนใหญ่มีความรู้ในระดับปริญญาตรีหรือ สูงกว่าในทั้งสองกลุ่ม 4. อาชีพ ชุมชนภูผาฟ้าน ้าและชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้ามีการประกอบอาชีพของทั้งสองกลุ่ม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P>0.05) ซึ่งส่วนใหญ่เคยมีหรือมีอาชีพท าธุรกิจส่วนตัวหรือประกอบอาชีพอิสระ และส่วนน้อยเป็นเกษตรกรในทั้งสองกลุ่ม 91 5. พื้นฐานความรู้ด้านสาธารณสุข ชุมชนภูผาฟ้าน ้ามีพื้นฐานความรู้ด้านสาธารณสุขเพียงร้อยละ14.3 ในขณะที่ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้ามีพื้นฐานความรู้ด้านสาธารณสุขมากกว่าอย่างมีนัยส าคัญยิ่งทางสถิติ (P ≤ 0.05) คือร้อยละ 37.1 ทั้งนี้ เนื่องจากชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้าบางส่วนที่ท างานเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและ ยังจ าเป็นต้องมีภาระในการดูแลครอบครัวที่อยู่ภายนอกชุมชน 6. ระยะเวลาการเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม ชุมชนภูผาฟ้าน ้า ร้อยละ 57.1 มีระยะเวลาการเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม 5-10 ปี (เฉลี่ย 7.8 ปี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.8 ปี) ซึ่งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P>0.05) กับชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้าที่ร้อยละ 68.6 (เฉลี่ย 6.9 ปี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.3 ปี) เมื่อน ามาแจกแจงความถี่แบบสองทาง หรือตารางไขว้ (Cross-Tabulation) ลักษณะส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม พบว่า เพศ มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม โดยชุมชนภูผาฟ้าน ้ามีสัดส่วนเพศหญิงมากกว่าเพศชายในทุกระยะเวลาของ การเป็นจิตอาสาฯ (ต ่ากว่า 5 ปี ญ/ช ร้อยละ 15.7 /4.3 ระยะเวลา 5-10 ปี ร้อยละ 38.6 /18.6 และระยะเวลามากกว่า 10 ปี ร้อยละ 17.1 /5.7) ในขณะที่ชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้าก็มีสัดส่วนของเพศหญิงมากกว่าเพศชายในทุกระยะเวลาของการเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมเช่นกัน (ต ่ากว่า 5 ปี ญ/ช ร้อยละ 12.9 /1.4 ระยะเวลา 5-10 ปี ร้อยละ 55.7 /12.9 และระยะเวลามากกว่า 10 ปี ร้อยละ 14.3 /2.9) ตามล าดับ อายุ มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมโดยชุมชนภูผาฟ้าน ้าและนอกภูผาฟ้าน ้าส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในวัยกลางคนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้น (ร้อยละ 97.1 และ 98.6) และชุมชนภูผาฟ้าน ้าในวัยกลางคนมีแนวโน้มที่มีระยะเวลาการเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม (5 ปีขึ้นไป) มากกว่าชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า (ต ่ากว่า 5 ปี ใน/นอก ร้อยละ 7.1 /14.9 ระยะเวลา 5-10 ปี ร้อยละ 57.2 /32.6 และระยะเวลามากกว่า 10 ปี ร้อยละ 35.4 /19.6) และ การศึกษา มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม ชุมชนทั้งสองมีสัดส่วนผู้มีระดับการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน โดยชุมชน ภูผาฟ้าน ้ามีระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือมากกว่า ร้อยละ 77.2 เทียบกับ 75.7 ของชุมชนนอกภูผา ฟ้าน ้า โดยผู้มีการศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่าของชุมชนภูผาฟ้าน ้า มีระยะเวลาในการเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมใกล้เคียงกับชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า (ต ่ากว่า 5 ปี ใน/นอก ร้อยละ 10.0 /10.0 ระยะเวลา 5-10 ปี ร้อยละ 45.8 /51.4 และระยะเวลามากกว่า 10 ปี ร้อยละ 21.4 /14.2) ตามล าดับ 7. รายได้ กลุ่มคนในชุมชนภูผาฟ้าน ้ามีข้อปฏิบัติที่ส าคัญก่อนมาเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม คือ การสละการสะสมทรัพย์หรือสละการหารายได้ ซึ่งดังนั้นจากการส ารวจ พบว่า หลังการเข้ามาเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม จ านวนผู้ตอบแบบสอบถามว่า เป็นผู้ที่ไม่มีรายได้มีจ านวนเพิ่มขึ้นอย่าง 92 มีนัยส าคัญยิ่งทางสถิติจาก 9 รายเป็น 41 ราย (2=6.89, df.1 P =0.009) นอกจากนั้นจ านวนผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยเกินกว่า 15,000 บาท ยังลดลงอย่างมีนัยส าคัญยิ่งทางสถิติ จาก 48 ราย เหลือเพียง 17 ราย (2=19.35, df. 4 P =0.001) อย่างไรก็ตามชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า ก็มีการถือข้อปฏิบัติด้านการสละ การสะสมทรัพย์หรือสละการหารายได้ แต่ด้วยความจ าเป็นด้านค่าใช้จ่ายในชีวิตประจ าวันในสังคมภายนอก ท าให้มีสัดส่วนการสละการสะสมทรัพย์ที่น้อยกว่า คือ หลังการเป็นกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรมของชุมชนนอกภูผาฟ้าน ้า มีจ านวนตอบแบบสอบถามเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติจาก 3 รายเป็นเพียง 21 ราย (2=7.31, df. 1 P =0.007) และจ านวนผู้ที่มีรายได้เกินกว่า 15,000 บาท ยังลดลงจาก 54 ราย เหลือเพียง 32 ราย (2=28.22, df. 4 P =0.000) 8. การด าเนินงานของกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม 8.1 ความเข้าใจในหลักปฏิบัติพื้นฐานของแพทย์วิถีธรรมหรือกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม หลักปฏิบัติพื้นฐานของกลุ่มมังสวิรัติวิถีธรรม ประกอบด้วย 7 ข้อ ได้แก่ 1) ท างานอาสา (ไม่รับค่าตอบแทน) 2) พึ่งตนและช่วยคนให้พ้นทุกข์ 3) เคารพมติหมู่ 4) ถือศีล 5 ละอบายมุข เป็นอย่างน้อย 5) คนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ 6) คนเกื้อกูลเผื่อแผ่ แบ่งปัน และ 7) ลดการบริโภคอาหารผสมเนื้อสัตว์
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive