551231 รายการภาคค่ำ งานโพชฌังคาฯ เรื่องอุปมากวฬิงการาหาร โดยพ่อครู ณ เดิ่นเบิงฝ้า.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2555
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

551231 รายการภาคค่ำ งานโพชฌังคาฯ เรื่องอุปมากวฬิงการาหาร โดยพ่อครู ณ เดิ่นเบิงฝ้า

ณ บวร ราชธานีอโศก วันนี้ต่างคนต่างลุ้นกันว่า พ่อครู จะสามารถมาเทศน์ได้หรือไม่เพราะก่อนหน้านี้ พ่อครู มีอาการไอและเป็นหวัด ซึ่งไม่สามารถไปเทศนาได้สองวันแล้ว แต่วันนี้ พ่อครู ก็สามารถมาเทศน์ได้

พ่อครูเ กริ่นกล่าวให้ทุกคนไหว้พระด้วยใจที่ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ซึ่งน้ำเสียง พ่อครู วันนี้ก็มีเสียงแหบแห้งยังไม่หายจากอาการเป็นหวัดอย่างเต็มที่ พ่อครูว่า... จริงๆแล้ว อาตมา ตั้งใจจะแสดงธรรมตลอดงานให้รู้ในธรรมะที่ อาตมา เห็นว่าควรเปิดเผย เป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง อาตมา พยายามมากที่จะจัดสรร สร้างสรรธรรม อาตมา ให้ทั้งเหตุการณ์พฤติกรรม และหลายองค์ประกอบศิลป์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ให้ได้สัดส่วนที่มีผลจูงนำไปสู่จุดหมาย การจัดองค์ประกอบศิลป์นี่เรียกว่า composition ซึ่งจะมีผลนำไปสู่ interest point ให้เป็นมงคลอันอุดม ซึ่งในโลกนี้ศิลปะไม่ใช่ศิลปะที่พระพุทธเจ้าสอน แต่เป็นอนาจารเสียมากกว่า ซึ่งการจัดสัดส่วนนี้ ในสัปปุริสธรรมคือ มัตตัญญุตา คือจัดองค์ประกอบให้มีอำนาจมีพลัง ต้องเข้าใจองค์ประกอบของดิน น้ำไฟลม และอื่นๆที่จะนำมาประกอบ ในระดับป.เอกทางศิลปะมีคนพูด อย่างดร.ถวัลย์ ดัชนี ซึ่งจบ ป.เอก ว่า เรื่องศิลปะนั้นต้องสูงส่งที่เข้าถึงจิตวิญญาณเป็นอภิธรรม ซึ่งศิลปะในระดับอภิธรรมหรือสัจจธรรม นั้นคนต้องมีภูมิจึงทำได้ อาตมา พยายามฝืนคำห้าม เพื่อมาบรรยายธรรม ซึ่งมีผู้น้ำเสนอให้ อาตมา พักในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ อาตมา ได้พักจะได้หายป่วย แต่ อาตมา ก็ขอดูปัจจุบันธรรมก่อน อาตมา แสดงให้เห็นว่า วิภวตัณหา นั้น ไม่ใช่เจตนาเพื่อให้คนมานับถือ หรือได้บริวาร ลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ไปล้มล้างลัทธิอื่น ไม่แม้แต่คนเข้าใจว่าเราวิเ

อ่านต่อ

ศษเราเก่ง แต่อย่างใด อาตมา มั่นใจว่าเราไม่ได้ไปโกหกใคร อาตมา มั่นใจว่าไม่ได้มีมโนสัญเจตนาอย่างนั้น ว่าไม่ได้มีจิตลามกอย่างนั้น ยืนยันว่านี่คือ วิภวตัณหา ไม่ใช่กามตัณหาหรือภวตัณหาแต่อย่างใด อาตมา จะได้สอนให้พวกเราล้าง กามตัณหา และภวตัณหา ซึ่งมีรูปและอรูป อาตมา ได้อ่านโคลงสี่สุภาพ ของ อ.เป็นต้น นาประโคน บำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรม บำเพ็ญคุณค่าล้ำ เหลือหลาย เมื่อมุ่งมีจุดหมาย หลุดพ้น เพาะบ่มจิตหน่ายคลาย จากเหตุแห่งทุกข์ คุณค่ามากเหลือล้น ล่วงแล้วนิพพาน บำเพ็ญธรรมเพื่อพ้น จากทาส ธรรมประทีปพิลาส ส่องหล้า มีธรรมย่อมองอาจ เยี่ยงอย่างนักรบ ปลายอุโมงค์สว่างฟ้า ส่องแจ้งแสงธรรม คุณธรรมอย่าหลุดแล้ง โลกเลย สรรพสัตว์อย่ามัวเฉย ชักช้า มัวนอนหลับหนุนเขนย ขนาบแน่นอยู่ ฤา มัจจุราชผงาดกล้า ห่อนง้อรอใคร กลียุคเริ่มดุร้าย รุนแรง บู้บทบอกตะแบง สัตว์บ้า คนพาลเริ่มกำแหง เหี้ยมโหด สูเอย ปลาเน่าหนึ่งบอกหน้า คละเคล้าหมดหนอง ฝากข้อคิดขุดค้น จากใจ บันทึกธรรมเป็นไท แน่แท้ มัวประมาทอยู่ไฉน วัยร่วงลับลา ชีพดับลับโลกแล้ ล่วงพ้นทุกข์เทอญ อ.เป็นต้น นาประโคน 27 ธ.ค. 55 เป็นกวีที่น่าฟัง เนื้อหาดีมาก น่าฟัง ไพเราะใช้ได้ อาตมา ทำงานก็มีคนช่วย ทำคนเดียวไม่ได้หรอก มีคนอดตาหลับขับตานอนช่วยทำ ซึ่งเป็นไปได้ที่จิตมนุษย์มาช่วยกันทำเพื่อประโยชน์แห่งธรรมะเป็นหลัก เพื่อให้เห็นว่า เรากล้าลงทุน ลงแรง หนักลำลากเท่าไหร่เรากล้าทำ ทำไมต้องทำใหญ่ เรือใหญ่ มาทุ่มอะไรกับเงินทอง ให้มาสอบเอาทองมาล่อก็เหมือนชาวโลก มีผู้ส่งข้อความมาว่า ไม่เห็นด้วย เอาทองมาล่อ เขาไม่เห็นด้วย ซึ่ง อาตมา ทำล้อเลียนกับโลก แต่มีรายละเอียดที่ไม่เหมือน ซึ่งจะไม่ลงรายละเอียด พวกเราต้องตามรู้ อาตมา ใช้ สัปปุริสสธรรม และมหาปเทส เพื่อทำงาน ซึ่ง อาตมา ภาคภูมิใจในธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ได้ผลมาเรื่อยๆ บางคนบอกว่า อาตมา พาทำอะไรเรื่อยๆไม่เห็นมีหยุดมีหย่อนเลย ซึ่ง อาตมา ว่า เราทำอย่างรู้พักรู้เพียร ศาสนาพุทธในไทยทุกวันนี้ ไปใช้กม.ลูก ใช้วินัยมาเป็นหลัก แล้วก็ไม่ทำจริงด้วย ไม่ใช้ธรรมนูญพุทธ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ทำให้ประเทศเลวร้ายอย่างนี้ ชาวอโศกมีกระจุกอยู่แค่นี้ แต่มีพฤติกรรม ตามมรรคองค์ 8 อยู่ในร่องในรอยของศาสนา มีฌาณ มีสมาธิ ที่ถูกต้องตามพุทธ เป็นสมาธิพุทธ เป็นญาณปัญญาที่รู้ว่าชีวิตที่เป็นโลกุตระ ที่เจริญ เป็นอย่างนี้ มีสาราณียธรรม เห็นจริงว่าเป็นไปได้ในพวกเรา เพราะพวกเราได้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า มีความเป็นเอกภาพ เข้าสู่บทเรียน ในพระไตรฯเล่ม 16 ซึ่งเป็นเรื่องของปฏิจจสมุปบาทว่าด้วยความ มี กับ ความไม่มี ความมีนั้น คือ การเกิด การดับของโลก ส่วนความไม่มี นั้นคือสุญตา คือนิพพาน เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรมีอย่างยิ่ง โลกสมุทัย คือความเกิดแห่งโลก ส่วน โลกนิโรธนั้น คือความดับแห่งโลก เราต้องรู้ต้นตอแห่งการเกิด หรือชาติ ซึ่งคือความเกิดที่เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณ หรือโอปปาติกโยนิ ซึ่งเป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ คัมภีรา ทุทสา ทุรนุโพธา สัญญา ปณีตา สัตตาโอปปาติกา ในข้อที่ 9 ของสัมมาทิฏฐิ 10 หากไม่เข้าใจอันนี้ แล้วปฏิบัติไม่เข้าถึงอันนี้ก็ไม่มีทางเจริญ ไม่มีทางสู่ผลสำเร็จ ถ้าไม่ได้ตรงต้นทาง คือมโนปุพพังคมาธัมมา เป็นความจริงเป็นความรู้พิเศษยิ่ง ของศาสนาพุทธโดยเฉพาะ สัตว์ทางใจ(วิญญาณ)นี้เห็นไม่ได้ด้วยตาเนื้อ (อนิทัสสนัง) ต้องเห็นด้วยตาปัญญา เห็นด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ใช้นามรูปปริเฉทญาณ แยกนามรูปได้ และต้องได้รับการอธิบายจากสัตบุรุษเสียก่อน การยกหัวข้อมาอธิบาย สาธยายนั้นคือ การอุเทศ จากสัตบุรุษเท่านั้น ในข้อ 10 ของสัมมาทิฏฐิ คือต้องพบกับสมณะพราหมณ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่แท้จริง ได้ฟังอย่างมีสัมมาทิฏฐิ และเข้าใจชัดๆ นำพาให้เห็นจิตเจตสิกรูปนิพพาน ต้องเห็นด้วยตาธรรมะ ไม่สามารถเห็นด้วยตาเนื้อ ต้องสัมผัสอย่างเหมือนตาเนื้อสัมผัส แต่ใช้ตาธรรมะ แต่เวลาปฏิบัติต้องมีสัมผัสทาง ทวาร 5 ด้วยแล้วจะเกิดการต่อเนื่องสู่ทวารใจด้วย ในปฏิจจสมุปบาท ถ้าไล่จาก สัมผัส แล้วก็เกิดอายตนะ มีตากับรูป หูกับเสียงเป็นต้น พอสัมผัสจึงเกิดวิญญาณ มีผัสสะแล้วจะเกิดเวทนา ถ้าอวิชชาก็จะปรุงแต่งสังขาร ให้เกิดสุขเท็จ (อัลลิกะ) คือสุขเท็จ สุขมันดับไปแล้ว แต่คุณจำมันไว้เป็นสัญญาแล้วคุณยึดว่ามันต้องได้ต้องมีต้องเป็นมันก็คืออุปาทานนั่นเอง อธิบายเพิ่ม ตอนคุณตาย มันเหลือแต่จิต จิตของคุณมันมีแต่รูปาวจร อรูปาวจร มันไม่มีกามาวจร ในจิตจึงมีแต่สุขหลอก ตามอุปาทานที่ติดอยู่กับคุณตลอด สุขนั้นมันแวบเดียว ยิ่งกว่าพยับแดด ฟองน้ำ ฯลฯ เราต้องมาศึกษามาอ่านจิตที่เราไปหลงสุขเท็จ แต่เป็นทุกข์แท้ เราสัมผัสได้สดๆ ทุกข์สดๆ สุขสดๆ บำบัดสุขเท็จ บางทีนึกเอา เป็นมโนมยอัตตา สำเร็จความใครทางจิต มันคิดปรุงปั้น สำเร็จความใครทางจินตนาการ เมื่อมีสัมผัสภายนอก แล้วจะมีการต่อเนื่องเข้าไปในจิต ให้เรารู้ได้ มันไม่มีรูปร่าง ความสุข ทุกข์ โกรธ โลภ ไม่มีรูปร่าง แต่มันมีอาการอยู่ในจิตคือสิ่งที่มันเกิดจริงในจิต (เห็นจิตในจิตคือเห็นอาการจิต) แล้วเราก็กำหนดเครื่องหมายให้รู้ เป็นนิมิต เพื่อจับอาการนั้นๆให้ได้ แล้วกำหนดความต่างกันของอาการทั้ง ลักษณะ สุข ทุกข์ โกรธ โลภ เป็นต้น มันมีอาการต่างกันคือกำหนด ลิงค ที่แยกความแตกต่างของมัน แม้แต่อาการทางอุปกิเลส ชั่วดีต่างๆ เป็นจิตเจตสิก เราก็ไปกำหนดหมาย และที่ อาตมา ยกมาพูดนี้ ก็คือการ อุเทศ ซึ่งเราได้ไปเรียนรู้อ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ก็จะรู้ นาม รูป คือมีนามรูปปริเฉทญาณ จะเห็นการเกิด อันดับแรกคือเห็น โอกกันติ ก่อน ซึ่งมีการเกิดต่อมาคือ นิพพัตติ และอภินิพพัตติ การเกิดอย่างนิพพัตติ คือการเกิดอย่างอรณะ ไม่ใช่อรณะ คือรู้การตายของจิตใจ ไม่มีรูปร่างแต่มันรู้ได้ ถึงการเกิด เพราะมีการตายการสิ้นไป(ขีณตา) ของจิตใจส่วนหนึ่ง จีงมีการเกิด(นิพพัตติ) ของจิตใจอีกส่วนหนึ่งเพราะดับเหตุแห่งทุกข์คือกิเลส มี (นิพพาติ) แปลว่าดับกิเลส คือดับทุกข์ เรื่องอย่างนี้เดาไม่ได้ ต้องเป็นสภาวะที่ผู้มีสภาวะจึงเอาสิ่งนั้นออกมาพูดได้ เราต้องทำคุณอันสมควรก่อนพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง การเกิดจำเพาะ(อภินิพพัตติ) เป็นการผุดเกิดขึ้นมาทันทีจากการตายที่ไม่มีซาก คือการเกิดทางจิตที่เป็นการปฏิบัติธรรม หมายเอาการเกิดทางอาริยะ รู้กิเลส ทำให้กิเลสตายได้ คือการตายของอกุศลจิตพอตายจบจิตที่เป็นจิตเจริญก็เกิดเป็นอภินิพพัตติ ไม่ได้เกิดแล้วแตกตัวหรือเกิดในไข่หรือในครรภ์แต่เป็นการเกิดอย่างโอปปาติกะ ไม่เหมือนกับการเกิดอาการเกิดโกรธ โลภ มันก็เกิดแต่มันหมุนเวียนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นไปตามไตรลักษณ์สามัญ ทุกคนเคยเกิดอาการแล้วมันก็หายไป คือมันตายไปชั่วคราว แต่มันไม่แสดงอาการ ซึ่งไม่ใช่การตายจริง มันยังวนมาเกิดใหม่ มันแค่พักยก บ้างก็เร็วบ้างก็นาน เป็น ไตรลักษณ์ที่เป็นสามัญลักษณ์ ผู้ที่สัมมทิฏฐิ ของพระพุทธเจ้าจะรู้จักไตรลักษณ์ 2 อย่าง 1 . สามัญลักษณ์ นั้นมันไม่ได้ตายจริง กดข่มไว้ เช่นชาวฤาษีที่นั่งสมาธิทุกวันนี้ จิตคนอวิชชาจะหลงยึดติดว่ามันตาย หลงว่าจริงแล้วก็จะไปยึดติดว่ามันจริง นึกว่ามันพักยกนี่มันตายสนิท จริงๆมันยังเป็นอุปาทานอยู่ 2 . ปัจจัตตลักษณ์ คือ การตายอย่างสัมมาทิฏฐิที่กำจัดอกุศลเหตุแบบถูกตัวตน ให้มันตายสนิทได้ ในขณะที่เราสัมผัสอยู่โต้งๆ เราก็ปฏิบัติอย่าง สมถะหรือวิปัสสนาหรือปหาน 5 เราสัมผัสอยู่แล้วเห็นว่ามันไม่เที่ยงอย่างเห็นสภาวะ ตามเห็นแล้วก็ให้มันลดลงได้จริงๆ อย่างมีปัญญา คนที่ยึดว่าเที่ยงนั้นจะทุกข์อยู่ชั่วกาลนาน แล้วพิสูจน์ให้มันรู้แจ้งว่ามันไม่ใช่ตัวตนมันไม่มีอยู่จริง มันเป็นสามัญลักษณ์อย่างนั้นไม่มีหยุดหย่อน แต่ถ้าเราปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ เราก็จะทำให้อกุศลหรือการยึดติดอุปาทานนี้ ตายลงได้ ซึ่งจะเห็นว่ามันพาเราเสพสุข ได้บำเรออัตตานี่คือโลกีย์ เห็นว่ามันไม่จริง มันพาทุกข์ มันสุขหลอก เราจะเห็นความไม่เที่ยง เห็นจางคลาย เห็นการดับของมัน ด้วยญาณปัญญาไม่กดข่ม เห็นได้ว่ามันตายจริง ไม่เวียนมาเกิดอีก อย่าง นิจจัง ทุวัง สัสสตัง อวิปรินามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง อย่างแท้จริง เห็นความปล่อยว่าง มุลจิตุกัมยญาณ ในญาณ 16 เราเห็นไตรลักษณ์เช่นนี้ เรียกว่าเป็น "ปัจจัตลักษณ์" คือเป็นเฉพาะตนเกิดผลจริงกับตนอย่างแท้จริง คุณทำมันเองให้หายไปอย่างไม่กลับกำเริบ ใครทำได้ก็เป็นปัจจัตตัง เฉพาะตน แต่จะอยู่กับโลกกับสังคมไม่ได้หนีไปไหน ไม่ได้หลับตา สัมผัสอยู่อย่างเปิดจิตขึ้นรับวิถีทุกทวาร เรากำหนดหมายการประมาณ จัดสัดส่วนอยู่กับสังคมด้วย สัปปุริสธรรม และมหาปเทส แม้โลกเขาจะมอมเมาเราก็ไม่หวั่นไหวไปกับโลก จิตที่เกิดอย่างนี้จึงถือว่าเกิดทางจิตใจหรือวิญญาณ ซึ่ง การเกิด (ชาติ) หมายถึงการเกิดของ สัตว์นรกเทวดามารพรหม อย่างแท้จริง เกิดเพราะจิตอกุศลนั้นตายลงอย่างไม่มีซาก จึงมีจิตที่เกิดขึ้นมาใหม่ ตายจากสัตว์นรก เกิดมาเป็นเทวดา อันเป็นการเกิดการตายอย่างไม่หยุดหย่อน เป็นสุขขัลลิกะแต่เป็นทุกข์แท้ ผู้เป็นอาริยะจะเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวตนจริงหรอก ถ้าเป็นชั้นสูงขึ้น คือจิตที่ตายจากสัตว์เทวดา ไปเป็นสัตว์พรหม คือจิตสงบไม่มีอาการในขณะนั้นเรียกว่าจิตมีนิโรธ ก็เห็นของจริง ถ้าเป็นพรหมแบบฤาษีอาจดับไปนานเป็นกัป แต่ไม่สนิท ไม่ดับอย่างนิรันดร เพราะไม่ได้ดับเหตุได้สำเร็จแท้จริง ศาสนาพุทธที่เป็นอเทวนิยมสามารถทำได้จริง ไม่กลับกำเริบได้แท้ คือการเกิด(ชาติ) การตาย(มรณะ คือการตายตามปกติ แต่ ในผู้สัมมาทิฏฐินั้นเรียกว่า อรณะ) อรณะคือไม่มีสงครามแล้ว คือไม่มีกิเลสแล้วนั่นเอง ในปฏิจจสมุปาทนั้นคือการเปลี่ยนจาก มรณะ เป็น อรณะ นั่นเอง การตายอย่างถาวร นั้น คือ อดีตกับอนาคต ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่กลับกำเริบ เด็ดขาด ไม่ให้เหลือซาก ไม่เหลือเศษให้มันเกิดได้อีก ผู้ใดทำได้คือไตรลักษณ์ชนิด ปัจจัตตลักษณ์ ไม่ใช่ สามัญลักษณ์ทั่วไป (คำว่าปัจจัตตลักษณ์นั้นได้จากพจนานุกรมประมวลศัพท์) โอกกันติ ต่างจาก ขณิก ซึ่งคือการเกิดอย่างขณะชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น แม้ 1 วินาที 10 วินาทีก็ตามก็เรียกว่า ขณิก ส่วนโอกกันติกะ คือการเกิด ตาย อย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดหย่อนตลอดกาลนาน ซึ่งอุปาทานมันอยู่ในวิญญาณคุณ มันจะพักยกอยู่เป็นกัปก็ได้ ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น ถ้าจะทำให้มันตายก็ให้ตายอย่างต่อเนื่อง ไม่ตลอดเลย คนเราทั่งไปจะมีการเกิดอย่างโอกกันติ แต่เมื่อเรามาปฏิบัติธรรม จะมีการเกิดของการตาย คือเป็นนิพพัตติ กิเลสในตาย อกุศลจิตตายดับไป ก็มีกุศลจิตเกิด และอภินิพพัตติ ก็คือตัวนิพพานนั่นเอง "กามาวจร" คือภพของกามคุณ 5 หรือกามาทีนวะ คือการเกิดของกิเลสกาม ที่คนคิดว่ามันเป็นคุณ คุณต้องรู้กามาวจร มันต้องมีสวรรค์ทางทวาร 5 เมื่อไม่ได้เสพ มันก็มีนรกทางทวาร 5 ถ้าคุณตายไปคุณก็ไม่มีสวรรค์ทางทวาร 5 แต่คุณมีนรกคืออุปาทานที่ติดไปตลอด มันไปสู่กามาวจรไม่ได้เพราะไม่มี ทวาร 5 แล้ว คุณไม่รู้ว่าคุณดิ้นหรอก คนตายที่ไม่ได้ล้างกามาวจร ก็จะมีนรกแท้อยู่ ถ้าคุณเป็นอนาคามี คุณฆ่า กิเลส ทางทวาร 5 แล้ว สัมผัสคุณก็มัชฌิมา ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่อยาก ก็เฉยๆ ถ้าอนาคามีตายไป ท่านจึงไม่มีนรกทางกาม เพราะกามาวจรนั้นท่านไม่ต้องไปดิ้นแล้ว ส่วนคนที่มิจฉา นึกว่าตนเป็นอรหันต์ แต่คุณยังติดน้ำหวาน ติดหมาก บุหรี่ ตอนเป็นคุณยังไม่รู้ว่าติด เมื่อตายไปคุณก็ต้องไปแสวงหา นึกว่าตนดับอรูป รูป ไปแล้ว แต่ตนยังติดอยู่ในกามาวรอยู่นั่นเอง ไม่มีเจตนาจะว่าท่านจะข่มท่าน แต่มันต้องเปิดเผย ก็เคารพท่านในฐานะที่ท่านมักน้อยสันโดษ บางท่านก็แม้ไม่หลอกเอามาเป็นของตนท่านก็เอาไปให้ประเทศชาติ แม้แต่ฤาษีที่ไม่นุ่งผ้า ก็เคารพในฐานผู้นักน้อย เป็นทักขิเณยบุคคล ผู้ควรเคารพได้ เคารพในส่วนที่ควรเคารพ แต่สิ่งที่ผิดธรรมที่เป็นพุทธก็ต้องเปิดเผย สงสาร เมตตาด้วย จึงตำหนิ ได้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตำหนิด้วยเกลียดชัง ไม่ได้มีสาเฐยจิต เปิดเผยเพื่อไม่ให้คนหลงผิดต่อไป การมักน้อยสันโดษนั้นพระพุทธเจ้าให้มักน้อยอย่างอยู่กับมันแต่เหนือมันได้

มาสู่บทเรียนทบทวน ในพระไตรปิฎก

1 .ใบไม้กำมือเดียว มี 2 ความหมายคือ 1 .บรรยายเฉพาะพาพ้นทุกข์ (อาริยสัจจ์) 2 .อธิบายอย่างสั้นๆ แต่ อาตมา ไม่มีบารมีอย่างพระพุทธเจ้า จึงต้องอธิบายหว่านไปทั้งป่า อย่างอิสระตามสำนึก มีหน้าที่ให้อย่างเดียว อาตมา ยังไม่ถึงขั้นสร้างศาสนา อย่างรวบรวมพลพรรค ยังไม่ถึงสยัมภู จึงต้องเหนื่อย ก็มีคนท้วงให้พัก ก็ต้องขอบคุณ ที่หวังดี แม้แต่ผู้หวังร้ายก็ขอบคุณ ซึ่งเหมือนกับเขาเอาของมาให้ถ้าเราไม่รับสิ่งนั้นก็เป็นของเขา 2. ผัคคุนสูตร [31] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 เหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่อ อนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร 4 เป็นไฉน คือ (1) กวฬิงการาหารหยาบหรือละเอียด (2) ผัสสาหาร (3) มโนสัญเจตนาหาร(4) วิญญาณาหาร อาหาร 4 เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้วหรือ เพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ คำว่าแสวงหาที่เกิด ผู้ที่เป็นอาริยะอรหันต์จะแสวงหาอย่างไม่มีภพ พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้วิญญาณขณะเป็นๆ ตายไปแล้วเรียกว่า มโน หรือใจไปซะ ถ้าสามารถเรียนรู้อาหาร 4 ทุกคนต้องมีอาหาร อนาคามีนั้นชัดในกามาวจร รู้ในการปรุงแต่งในกามาวจร พระอนาคามี ไม่ต้องเรียน กวฬิงการาหาร และผัสสาหาร แต่ท่านจะเรียนเฉพาะ มโนสัญเจตนาหาร กับ วิญญาณาหารเท่านั้น ในกามาวจร กวฬิงการาหารนั้นสำคัญ จนน่ากลัว ที่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายใน ปุตตมังสสูตร ล. 16 ข้อ 240 ว่า 3. ปุตตมังสสูตร [240] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่าง เพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิดอาหาร 4 อย่างนั้นคือ 1. กวฬีการาหาร หยาบบ้างละเอียดบ้าง 2. ผัสสาหาร3. มโนสัญเจตนาหาร 4. วิญญาณาหาร ภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่างเหล่านี้แล เพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ [241] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กวฬีการาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า ภรรยาสามี 2 คน ถือเอาเสบียงเดินทางเล็กน้อย แล้วออกเดินไปสู่ทางกันดาร เขาทั้งสองมีบุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจอยู่คนหนึ่ง เมื่อขณะทั้งสองคนกำลังเดินไปในทางกันดารอยู่ เสบียงเดินทางที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้นได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองยังข้ามพ้นไปไม่ได้ครั้งนั้น เขาทั้งสองคนคิดตกลงกันอย่างนี้ว่า เสบียงเดินทางของเราทั้งสองอันใดแลมีอยู่เล็กน้อย เสบียงเดินทางอันนั้นก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ทางกันดารนี้ยังเหลืออยู่ เรายังข้ามพ้นไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย เราสองคนมาช่วยกันฆ่าบุตรน้อยๆคนเดียว ผู้น่ารัก น่าพอใจคนนี้เสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง เมื่อได้บริโภคเนื้อบุตร จะได้พากันเดินข้ามพ้นทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสามคนต้องพากันพินาศหมดแน่ ครั้งนั้น ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจนั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้ามทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคนรับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่าลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ดังนี้ เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นอย่างไร คือว่าเขาได้บริโภคเนื้อบุตรที่เป็นอาหารเพื่อความคะนองหรือเพื่อความมัวเมา หรือเพื่อความตบแต่ง หรือเพื่อความประดับประดาร่างกายใช่ไหม ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า จึงตรัสต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น เขาพากันรับประทานเนื้อบุตรเป็นอาหารเพียงเพื่อข้ามพ้นทางกันดารใช่ไหม ใช่ พระเจ้าข้า พระองค์จึงตรัสว่าข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า บุคคลควรเห็นกวฬีการาหารว่า [เปรียบด้วยเนื้อบุตร] ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬีการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณเมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ พ่อครูว่า... อธิบายว่าการวงเล็บว่า (เปรียบด้วยเนื้อบุตร)นั้นจะดูว่าเป็นการเห็นไปในทางดีก็ได้แต่ อาตมา ว่าจะทำให้ความหมายการปฏิบัติเสียไป พระอานาคามีก็กินอาหารอย่างไม่ติดในกามคุณ ไม่มีกามาวจรแล้ว ไม่ดิ้นรนเดือดร้อนอยากไปกิน แต่จะมีความจำได้ว่ามีรสมีชาติอยู่ เราเอาความจำมาคิด ต้องแยกว่า เหลือเป็นความจำว่าอร่อยกับ เหลือเศษการติดในรสอร่อยอยู่ อนาคามีจะขายหน้าว่าเหลือเศษของการติดในอร่อยอยู่ ต้องเห็นความไม่เที่ยง เห็นวันมันหลอกเราอยู่ อนาคามีจะไม่แย่งหมู่ ไม่เป็นภัยกับหมู่ ไม่ยินดียินร้ายแล้ว อนาคามี ถ้ามีเสพ จะทุกข์มากกว่าสุข จะรู้สึกว่าเมื่อไหร่มันจะหมด ข้างนอกจะสบายจริง ไม่ทำให้เสียไม่เอามาปรุงแต่งให้ตัวเองหรอก พระพุทธเจ้าท่านยกเรื่องอาหารมาสอนในเรื่อง วิกาลโภชนา หรือมัตตัญญุตาจพัตตสมิง วิกาลโภชนานี่อย่างน้อยต้องกำหนดมือกำหนดคราว อย่างรีบร้อนปฏิบัติจนเลยเถิด กินอาการจนเลี้ยงร่างกายไม่พอ อะไรที่ติดมากก็งดเว้นไว้ก่อน เช่นหูฉลาม ปาท่องโก๋ เป็นต้น อะไรที่เราติดจัด มันเป็นโทษเห็นๆก็เลิก เอาอันอื่นมาแทน แล้วอ่านจิตในเรื่องกามคุณ ปฏิบัติในเรื่องอาหารนี่ถึงอรหันต์ ในเรื่องของกามคุณอื่น การสัมผัสเสียดสี ก็ไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ในเรื่องเครื่องนุ่งห่มก็ต้องมีให้พอเหมาะ ที่อยู่อาศัยก็ให้พอเหมาะพอสม อย่างพวกเรานี่ไม่ต้องมีบ้านช่องเรือนชานก็ได้ ยารักษาโรค ไม่ใช่ยากินเล่น ไม่ใช่ยาเสพติด รักษาโรคจริงๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้อง ถ้าจำเป็นก็แล้วไป ส่วนบริขารอื่นๆ เช่นแว่นตา คอมพ์ฯ เราพิจารณาว่ามันต้องดีต้องหรู ตามที่เราชอบหรือไม่ เราเอาเนื้อๆที่จำเป็นต้องใช้ก็พอ อย่าง อาตมา มีคนใช้คอมพ์ราคาแพงประสิทธิภาพสูง แต่ อาตมา ใช้เฉพาะเขียนหนังสือเท่านั้น ซึ่งในคอมพ์ฯมีผีเยอะเลย ซึ่ง อาตมา ไม่ได้อยากดูเลย สรุป เอาไว้ต่อ ในเรื่องของอาการ 4 เรื่องวิญญาณาหารสำคัญสุด

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน