551219_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) เรื่อง ดับอวิชชา ดับเหตุแห่งกองทุกข์ ตอนที่ 7 (สิ้นภพก็จบชาติ ).docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2555
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์340 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

551219_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.เดินดิน เรื่อง ดับอวิชชา ดับเหตุแห่งกองทุกข์ ตอนที่ 7 (สิ้นภพก็จบชาติ )

ณ บวร ราชธานีอโศก ส.เดินดินเปิดรายการ...ว่าด้วยเรื่องของวันสิ้นโลกว่าเรากำหนดอะไรไม่ได้ แต่ทำอย่างไรเราจะสิ้นโลกที่เวียนวายตายเกิดอยู่ในโลกแห่งอบายมุข ในกามคุณ ในโลกธรรม ความกังวลเหล่านี้จะหมดไปถ้าเรามีความชัดเจนในชีวิต ถ้าเรามีพลัง 4 ก็จะพ้นจากภัยทั้ง 5 ได้ อาตมาทั้งสอน ทั้งพาฝึกอยู่ตลอดเวลาด้วย ดังนั้นในแวดวงอโศกจึงไม่ค่อยไปตื่นเต้นกับการสิ้นโลกซักเท่าไหร่ แต่เรามาให้ความสำคัญในการสิ้นชาติที่เกิดตายในจิตวิญญาณเราต่างหาก พ่อครูว่า... อาตมา ได้อธิบายเนื้อความในพระไตรปิฏกเล่ม 16 ต่ออีก ซึ่งได้เทศนามาได้หลายตอน เป็นเนื้อหาของปฏิจจสมุปบาท อาตมา ได้เน้นให้ความสำคัญในเรื่องของชาติ ให้เราปฏิบัติได้อย่างไม่เสียชาติเกิด มีเกณฑ์ขั้นต้นที่ศีล 5 อย่างน้อยแม้จิตยังไม่เกิดจำเพาะ(คือการเกิดทางจิตวิญญาณ) แม้ว่าจิตยังไม่เกิดแต่สามารถให้การกระทำภายนอก เช่นทางทวาร 5 มีความหลงในกามคุณไม่จัดจ้านเกิน ทั้งทางกาย วาจา ใจ สรุปว่าทั้งกายและวจีไม่ละเมิด ก็ยังถือว่าไม่ก่อบาปใหม่ ถ้ายังไปผิดศีล ก็ยังก่อบาป ทั้งๆที่เราเป็นเมืองพุทธแต่ไม่ตั้งใจปฏิบัติ ผู้ที่มีบุญเก่าไม่ละเมิดก็แล้วไป แต่ผู้ที่มีบุญเก่าอยู่แต่ไม่มีใครสอนต่อ ก็ตายไปเปล่า บางทีเพิ่มแต่บาป เป็นปุถุชน บาปหนาขึ้นเรื่อยๆ มันน่าเสียดายชาติที่เกิดมา แล้วไปหลงระเริงที่เขาหลอกให้บำเรอกิเลส ได้ผิดศีล และได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โกหกไปเพื่อให้ได้ลาภยศสรรเสริญ กาม อัตตา และยังใช้สติปัญญาไปแสวงหามาเสพติดเพิ่มขึ้นอีก ก็เลยยิ่งหนักซ้ำเติมเข้าไปอีก อาตมา มีเจตนาดี มีความเมตตาเห็นใจที่คนวนเวียนในวัฏสงสาร ตกต่ำไปเรื่อยๆ ยิ่งเป็นกลียุค

อ่านต่อ

ในยุคนี้ ยิ่งหลงหนักหนาสาหัส แต่ก็ไม่มีทางเลี่ยงที่ อาตมา ต้องยิ่งชี้ชัดในบาป ชี้อย่างเร็ว อย่างแรง ผ่า มันก็ต้องไปกระทบ ไปถูกคนที่มีกิเลสเหล่านั้น แต่คนที่ฟังด้วยดี ย่อมได้รับปัญญา ก็เข้าใจ แล้วจะสำนึกแล้วรีบเปลี่ยนแปลงตัวเอง ขมีขมันศึกษาปฏิบัติ อาตมา ยิ่งพูดแรง เน้นหนัก บางคนดูว่าสภาพเช่นนี้ไม่ใช่พระอาริยะ แต่ อาตมา ใช้ลีลาแรง เพราะยุคนี้คนกิเลสหนา แข็ง ซึ่งสอดคล้องกับยุคสมัย ซึ่งเป็นยุคจัดจ้าน ในยุคนี้บางคนที่มีกิเลส จะสร้างอัตตาตัวเองด้วยการทำภาพพจน์ให้ดูดี ดูน่าเลื่อมใส แต่อย่างนั้น อาตมา เห็นว่าไม่มีฤทธิ์ในการชำแรกกิเลส ลอกกิเลสได้ ซึ่ง อาตมา ทำงานมาก็ได้เป็นกอบเป็นกำ ได้ผลเป็นมวลแน่น เป็นมวลเอกภาพเป็นปึกแผ่น เป็นคนที่มีศีลสามัญตาทิฏฐิสามัญตา มีเมตตา กายวจีมโน ทั้งอาชีพ ก็มีเมตตา ไม่เอาเปรียบเอารัด เป็นอาชีพที่เอื้อเฟื้อเจือจานผู้อื่น เป็นพฤติที่เห็นได้ว่าเป็นพรหมวิหาร 4 ผู้ช่วยโลกช่วยมนุษยชาติ ภพทั้งสาม คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ กามภพ เราต้องอ่านต้องรู้ว่ามันคืออะไรอย่างไร อาการกามคือความใคร่อยาก กามนี่เป็นคำรวม คำว่า โลภะ คือการรวมเอามาเป็นของตน คำว่าราคะหรือกาม คือได้มาเสพรส อาการอารมณ์รสนั้นอ่านยาก ในกามภพ คำว่ารส เป็นการเสพรส เมื่อมีการสัมผัส ถ้าไม่ได้สัมผัสมันไม่ได้รสจริง คุณปั้นสร้างเองได้เป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิต มโนมยอัตตา ได้แต่มันไม่ง่าย และไม่มีเหตุปัจจัยจริงลมๆแล้งๆ ส่วนการสัมผัสจริงๆทางทวาร 5 แต่คุณเพี้ยนมีการปรุงแต่งจากความเป็นจริงของมัน ปรุงแต่งแล้วมีการชอบหรือชัง ก็เกิดรส คือรสชอบ รสไม่ชอบ คืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ ในรูปตามความเป็นจริงทุกคนก็เห็นเหมือนกัน แต่การปรุงแต่งของแต่ละคนไม่เท่าไม่เหมือนกัน มีทั้งที่ขนาดต่างกัน หรือไม่ชอบหรือชอบต่างกันก็ได้ รสนั้นเป็นของไม่เที่ยง แปรปรวนไป พอได้เสพสมใจได้สุขก็เป็นอาการของเทวดา ในพวกที่นั่งสมาธิก็ไปเสพอาการสงบเป็นการเสพรูปภพ อรูปภพ โดยไม่เข้าใจสภาวะจริงของภพ ผู้ที่ตั้งใจเรียน ว.บบบ. ข้อสอบจะอยู่ในนี้ไม่น้อย ซึ่งเป็นระดับสูง ระดับลึกไม่น้อย สุขที่สัมผัสปุ๊บ คือคุณมีสังขารธรรมด้วยอวิชชา ซึ่งเป็นอัตโนมัติของผู้อวิชชาทุกคน พอสังขารก็อยู่ในภพเลย ถ้าเป็นกามภพ คือเมื่อสัมผัสทางทวาร 5 ก็จะเกิดเวทนาทันทีโดยสามัญ เป็นสมมุติสัจจะ แต่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบว่ามีปรมัตถสัจจะ ที่เหนือกว่าสมมุติสัจจะ อารมณ์คือเวทนา มันไม่เที่ยง ความสุขมันปลอม มันไม่จริง พอสัมผัสแล้วมันเกิด พอไม่มีสัมผัสมันก็ขาดไป ที่บอกว่าสุขหรือทุกข์ก็ไม่มีแล้ว มันไม่มีตัวตนหรอก พอคุณสัมผัสปุ๊ปมันก็ปรุงแต่งด้วยอวิชชา มีอุปาทานเป็นตัวตั้ง พอทำงานก็เป็นตัณหา เมื่อมันตรงกับอุปาทาน ก็ไปเอามา ส่วนที่ไม่ตรงกับอุปาทาน มันก็จะทำลายเลย เอาออกไป ยกตัวอย่างที่เป็นข่าวว่าผัวซ้อมเมียเสียชีวิตเพราะทำอาหารไม่ถูกปาก เป็นต้น พ่อครูไ อ...ส.เดินดินจึงสรุปต่อว่า คนไม่ค่อยตื่นเต้นกับวิญญาณที่เกิดอยู่ตลอดเวลาทางทวารของเรา แต่ไปตื่นเต้นกับวิญญาณที่คนเขาหลอกว่ามีอยู่นอกตัวเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่ง อาตมา มาสาธยายต่อว่า...ทุกวันนี้มันเพี้ยนไปแล้ว จริงๆ วิญญาณจะเกิดต่อเมื่อมี ทวาร ตาหูจมูกลิ้นกาย และมี รูปเสียงกลิ่นรสและสัมผัสกาย มาเป็นองค์ประชุม เมื่อได้มาสัมผัสก็เป็นสุขหรือทุกข์ ถ้าไม่มีสัมผัส วิญญาณ ไม่เกิด ถ้ามีการกระทบแล้วคุณก็อ่านวิญญาณนี้ออกนั่นคือคุณมี นามรูปปริเฉทญาณ รู้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทศ อ่านอาการเมื่อมีผัสสะ จับนิมิตให้ได้เมื่อมีผัสสะ แล้วมันจะเห็นความต่างเรียกว่าลิงค ความต่างนี้อย่างน้อยก็ต่างที่สุขหรือทุกข์ หรืออื่นๆ และจะเห็นได้ว่าความสุขนั้นมันเป็นเท็จ มันไม่เที่ยง พระอรหันต์ก็สัมผัสเช่นเดียวกับปุถุชน เช่นฟักทองลูกนี้ที่ตรงหน้า ถ้าคนปุถุชนได้เห็นได้สัมผัส คุณก็เห็นว่าชื่นชอบ มีความสุขเมื่อได้สัมผัส ซึ่งจริงๆมันมีอยู่แป๊บเดียว แต่คุณก็ยิ่งไปจดจำ สัญญามันไว้ หรือจะบ้าปรุงแต่งไปให้ยิ่งกว่านี้อีก มันก็ยึดไปเรื่อยๆ บ้าไม่มีที่จบ ถ้าคุณเป็นอรหันต์ฝึกจนเห็นความจริงตามความเป็นจริง เห็นโทษภัยของการไปยึดไว้ว่ามันเป็นสุข เห็นเป็นเรื่องเหลวไหล ที่ต้องไปแย่งชิงเขาอีก แต่จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องไม่เที่ยง ความสุขมันอยู่แต่ในความทรงจำ สัญญา ไม่ใช่ สัจจะ ในพระไตรปิฎก ล. 16 ข้อ 14 [14] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและ รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านามรูป ฯ ถ้าเป็นพระอาริยะตั้งแต่พระอนาคามีเป็นต้นไป เมื่อมีสัมผัสทางทวาร 5 ภายนอก ก็รู้ความจริงที่เป็นสมมุติตามที่คนรู้ แต่ไม่มีชาติ ไม่มีสุขหรือทุกข์ แต่ถ้าเป็นอนาคามีอาจมีเหลือระริกระรี้อยู่ภายใน ถ้าเป็นอรหันต์แล้วไม่มี กลางๆเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกว่านิโรธ คือดับชาติของเทวดาและสัตว์นรก เพราะรู้แล้วว่าเป็นเทวดาเก๊ ปฏิบัติแล้วอุปาทานตายแล้ว รู้จริงตามจริงด้วยปัญญา แต่ไม่มีโลกียรส ไม่มีตัวตนของตัณหาอุปาทาน ไม่มีชาติแล้ว ไม่มีตัวที่เกิดเป็น อภินัพพัตติ ไม่มีการเกิดทางจิตวิญญาณ แม้จะมีมโนสัญเจตนา เช่นเดี๋ยวไปเอาฟักทองอันนี้ลูกสวยๆมา เพื่อทำอาหาร เพื่อที่จะกินเอาธาตุอาหาร แต่ไม่เอาไปเสพรส อย่างนี้เป็นต้น ทุกข์เป็นอาริยสัจแต่สุขนั้นเป็นอัลลิกะ เพราะสุขนั้นเกิดเพียงแว้บเดียว ที่เหลือคือความทรงจำ สัญญา ไม่ใช่ความจริง ระลึกมาเป็นสัญญาเท่านั้น อาจมีเวทนาได้ เป็นรูปารมณ์ อรูปารมณ์ สำเร็จอารมณ์นั้นด้วยสัญญา ไม่ได้มีจริง คุณเอาความจำมาปรุง ของที่ผ่านไปแล้วไม่ให้ผ่านไปแล้ว เหมือนเอาขี้ที่ออกจากก้นมาแล้วมาขยำมันใหม่อีก ถ้าปัจจุบันแล้วคุณสัมผัส จึงอ่านวิญญาณได้ จะเห็นผีเห็นวิญญาณได้จริง พ่อครู พักเพื่อฉันยาลดอาการไอ... พ่อครูว่า... ต้องเชื่อตามหลักกาลามสูตร ฟังให้ละเอียดแล้วเอาไปพากเพียรปฏิบัติ ซึ่งพระพุทธเข้าท่านให้ตั้งต้นที่ กามภพ สุขนั้นไม่มีจริงแต่ทุกข์นั้นมีจริง สุขมันเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป สุขมันไม่แน่ไม่นอน ตอนแรกกินก็อร่อยสุข พอกินเข้าไปเต็มท้องความอร่อยก็หายไปไม่อยากกินแล้ว ความอร่อยไม่เที่ยง มันทำให้เราเป็นทาส ต้องไปหามาบำเรอมัน เช่นกามตายด้าน ก็ต้องไปหาไวอะกร้ามาเพื่อปลุกกาม กามเรื่องเพศนั้นรวมหมดเลย ทางตาหูจมูกลิ้นกายและใจ เป็นสุขเป็นทุกข์ บำเรอกิเลสให้จัดจ้าน ส่วนทุกข์นั้นเป็นอาริยสัจของผู้ประเสิรฐ ถ้าไปยึดเป็นอุปาทาน ตัณหาอยู่มันก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ต่อไป ต้นยิ่งกว่ากามภพ ก็คือ อบายภพ ผู้ที่ฉลาดรอบรู้ดับอบายภพ ก็เป็นผู้ฉลาดรอบรู้ลำดับที่ 1 ของศาสนาพุทธ คือพระโสดาบัน โสดาปัตติยังคะ คือศีล 5 (องค์คุณของโสดาบัน) ศีลข้อ 1 อย่าฆ่า อาหารไม่ต้องมีเนื้อสัตว์ก็อยู่ได้ แล้วจะมีปัญญาว่าพืชก็เป็นอาหาร พืชเป็นสิ่งที่ไม่มีวิญญาณครอง ส่วนสัตว์นั้นมีวิญญาณครอง มีกรรม มีการจองเวรจองกรรมกันได้ เราไม่จองเวรจองกรรมกับใคร ไม่ต้องไปผูกพยาบาทกับใคร แม้ใครจะมาทำร้ายเราเราก็ไม่ผู้พยาบาท เราหยุดแล้ว ความรักผูกพันนั้นเราก็ไม่เอา มีแต่รักแบบช่วยเหลือเกื้อกูล และไม่ไปจดจำเพื่อเอามาเป็นบุญคุณ หรือให้เขามาตอบแทนเราอีก สำหรับผู้ที่มีความกตัญญูเขาก็จะหาทางตอบแทนเอง เรื่องภพ พระพุทธเจ้าจึงให้ดับที่กามภพต่อ ซึ่งแจกแจงต่อไปคือให้ดับอบายภพก่อน ให้รู้วิญญาณสัตว์ที่เกิดขณะมีผัสสะ อย่าไปรู้แต่ว่ามีวิญญาณเมื่อตอนกายแตกตาย ซึ่งวิญญาณอย่างนั้นมันแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ให้รู้วิญญาณที่เป็นสัตว์แท้ๆในขณะที่ยังเป็นๆอยู่ แล้วทำให้ความเป็นสัตว์ทั้งสัตว์เทวดาสัตว์สวรรค์และสัตว์นรกตายไป ด้วยการดับเหตุที่ทำให้สุขทุกข์ กามภพเรื่องหยาบเมื่อดับได้จะเหลือในรูปภพ อรูปภพ เช่นสิ่งเสพติดต่างๆ บางอย่างทำลายระบบประสาท บางคนทำการขายของมอมเมาเขา แล้วเอาเงินไปสร้างอำนาจต่อ เท่ากับคุณฆ่าคนตาย แล้วเอาเนื้อคนตายไปแจกคนอื่นให้เขายินดีกับเรา ให้เขาคิดว่าเราเป็นประโยชน์ เช่นเดียวกับการเอารายได้จากน้ำเมาเอาไปสร้างโรงพยาบาล บริจาคโรงเรียน ซึ่งเป็นแค่เศษเงิน ส่วนใหญ่คุณเอาไปเสพ เอามาเป็นของกู มาเป็นอัตตา ตอนนี้มีสามหมื่นล้าน ถ้าลดลงมาไม่ได้ ต้องให้มันเพิ่มขึ้นอีก ก่อนจะตายต้องให้ได้แสนล้าน แล้วก็ทำให้คนอื่นเดือดร้อน การสร้างบาปนี้ เรียกว่าอบายมุข ซึ่งเขาไม่ฟังหรอก เขาถือว่าเป็นสิ่งสำเร็จของชีวิต ได้ขึ้นป้ายว่าเป็นเศรษฐีท็อปของประเทศ แม้ไม่มอมเมา คุณเป็นเศรษฐีโดยเอาสัตว์มาเลี้ยงเพื่อขายแบบอัดฉีดให้มันโตไว ทำเป็นอุตสาหกรรมเพื่อส่งออก คุณฆ่าไก่ เอาชีวิตสัตว์มาเป็นเครื่องมือโลภให้แก่ตัวเอง อีกมากมาย ให้เรียนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอบายภพ บางอย่างแฝงมาในสิ่งบันเทิงเริงรมย์เป็นยอดมหาอบายมุข แม้แต่อบายมุข 6 ก็ให้เลิกเสียเถิด การผิดศีล 5 การฆ่า การพูดปด การเสพกาม การเสพติดในสิ่งต่างๆ รวมทั้งการงาน ก็มีทุจริตอยู่ในนั้น อะไรที่ทุจริตอบายมุขทั้งนั้น อะไรที่ผิดศีล 5 อบายมุขทั้งนั้น ขั้นต้นผู้ที่ไม่ละเมิดศีล 5 ได้คืออาริยบุคคลขั้นต้น ถ้าทางกาย วาจา ไม่ละเมิด แม้จิตคุณยังมีอาการ ถ้าอาการแรงคุณก็ต้องออกมาข้างนอก แต่ถ้าคุณทนได้แม้น้ำตานองหน้า คุณก็ตัดโคตรมาเป็นโคตรภูบุคคล จนจิตมันลดมันจางคลาย จิตมันไม่เกิด มีปัญญารู้ชัดเจน มีโคตรภูญาณ รู้ว่าโคตรของสัตว์อบายไม่เกิดแล้ว อนาคามี แม้กระทบตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ไม่ต้องทน สิ่งที่เราชอบ จะทนได้ไม่ต้องเอามาเสพให้ได้สมใจแล้ว แต่ภายในใจจะละอายว่าเรายังมีเศษเหลือของกิเลสอยู่ มันเกรงกลัวสิ่งที่ชั่วมากพอ จิตจะแข็งแรง ทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ทนได้ไม่สวาปาม แต่มีกิเลสในจิต ถ้าหยาบเรียกว่ารูป ถ้าละเอียดเรียกว่าอรูป เป็นฌาน 4 จะสำนึกว่าเรายังไม่ดี guilty จะเห็นกิเลสว่าเป็นพิษภัย แม้เป็นรูปราคะ อรูปราคะ ส่วนมานะอุทธัจจะก็เป็นธุลีละออง ในกามภพ ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ แม้อนาคามี ปฏิบัติรูปภพ อรูปภพ ก็ต้องมีสัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ในการปฏิบัติฌาน มีส่วนที่ชำระได้ให้ผลแก่ขันธ์ และมีส่วนที่เหลือที่ต้องชำระอยู่ อาการที่มันซ้อนละเอียดมีได้ถึง เป็นอรหัตผลในอบาย ในวิโมกข์ 8 จะต้องสัมผัสด้วยกาย (กาเยน ผุสิตวา วิหรติ) มีกายสักขี ถ้าคุณมีองค์ประกอบภายนอกพร้อม แล้วสัมผัสอยู่ เป็นปัจจุบัน แล้วคุณมีปัญญาเห็นในวิโมกข์ 8 (ข้อ 1 - 4 คือรูปฌาน 4 ที่เหลือคืออรูปฌาน 4 ) ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้อง 7 ปียกไว้ คุณจะปฏิบัติได้ถึงอนาคามีเป็นอย่างน้อย นี่คือความหมุนวนอยู่ในสุข-ทุกข์-เฉยๆ แล้วไม่เรียนรู้โลกุตรธรรม ซึ่งคนไม่ค่อยชอบ เพราะเป็นธรรมะที่ขัดเกลากิเลส จะรู้สึกไม่เพราะ ซึ่งคนก็จะหาแต่ฟังธรรมเพราะๆ จะห่างไปสัจธรรมไปเรื่อยๆ ศาสนาหรือคำสอนก็จะเป็นดังกลองอานกะ โลกุตระนั้นคือผู้ที่รู้จักกระแสโลกุตระ คือโสตาปันนะ อย่างน้อยรู้จักโลกอบาย อย่างเช่นผู้ที่โกงกินเขามากมาย เป็นล้านๆ มันไม่มีความพอเพียงสันโดษ การทำเหล้าขาย ยิ่งคนกินมายิ่งขายดีมาก ก็ยิ่งเสียหายมาก คนที่เข้ากระแสจะรู้ว่านี่เป็นอบาย จะเลิกทำ การขายเหล้า ขายเนื้่อสัตว์ ก็เป็นอบาย ถ้าเราเข้ากระแสจะรู้ว่าเราไปยินดีอยู่ในอบาย ให้ตั้งจิตเลิกเลย แล้วไปหางานกุศลอื่นทำ แล้วเราอ่านจิตเราว่าได้แค่นี้พอไหม สันโดษไหม ดับอบายได้ก็เป็นอาริยะ ถ้าประเทศไทยปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ กฎระเบียบ กฎหมายจะไม่ต้องออกมามากมายอย่างนี้ ถ้าไม่ปฏิบัติ คนยังไม่ดี คนก็จะละเมิดกฎหมายอยู่ดี แต่ถ้าทำให้คนปฏิบัติธรรมได้อย่างน้อยถือศีล 5 ประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจเลย ให้ละอบายมุข ส.เดินดินสรุป...แค่ชุมชนเรามีคนที่ถือศีล 5 ละอบายมุข ก็ไม่มีเรื่องราวที่เป็นปัญหามากมายแต่อย่างใด ทำอย่างไรเราจะตามจับวิญญาณที่เกิดในขณะผัสสะในปัจจุบันขณะ ที่จะพาเราไปลงนรกขึ้นสวรรค์มานานแล้ว แค่อาหารไม่ถูกปากก็เกิดความแค้น กระทืบเมียตาย ในอดีตก็มีกษัตริย์ที่ติดในรสเนื้อสัตว์ จนต้องถูกออกจากการเป็นกษัตริย์ เพราะติดรสในเนื้อมนุษย์ เป็นอุปาทานที่ติดยึดฝังอยู่ในวิญญาณ ทำให้หัวปั่นเป็นเวรานุเวร จนบ้านเมืองวุ่นวาย ในปัจจุบัน แค่การเลี้ยงฉลองบ้านเมืองก็วุ่นวายกันใหญ่ เมื่อเราจับวิญญาณในขณะผัสสะปัจจุบันได้ ความเป็นนรกสวรรค์ก็เบาบางลงลดน้อยลงไป ทำให้เราเข้าใจ เข้าใจนรกสิ้นไปเดรัจฉานสิ้นไปแล้ว ....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน