551210 เรียนอิสระ(ตามสำนึก) ตอน 5 ธันวาฯ 55 วันพิพากษาโดยพลังมหาประชาชน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2555
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข25 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

551210 เรียนอิสระ(ตามสำนึก) ตอน 5 ธันวาฯ 55 วันพิพากษาโดยพลังมหาประชาชน ณ บวร ราชธานีอโศก ส.เดินดินเปิดรายการ...วันนี้เป็นวันที่ 10 ธันวาคม 2555 อ.กฤษฎา ต้องไปทำหน้าที่ จึงมาออกรายการไม่ได้ วันนี้ดูเหมือน นักการเมือง ทุกพรรค จะออกมาพูดเรื่อง ประธิปไตย เหมือน ประธิปไตย กำลังเบ่งบาน แต่ก็ดูเหมือนกับกำลังเกิดสงคราม ประธิปไตย ประธิปไตย กลายเป็นปัญหาให้คนออกมาเข่นฆ่า ออกมาต่อสู้เรื่อง ประธิปไตย กัน มันก็คงมี ประธิปไตย ของใครของมัน ยังมองหากันไม่เจอว่า ประธิปไตย แบบไหนที่พอพูดแล้วทุกคนก็ ok เอาแบบนี้เลย ทุกวันนี้พอพูด ประธิปไตย ก็เตรียมรบเตรียมทำสงครามกันเลย ทำให้เกิดความร้อนแรงในหัวใจของคนที่กำลังหา ประธิปไตย แต่ในเหตุการณ์การเรียกร้อง ประธิปไตย ประเทศไทย ก็ยังมีวันร่มเย็นวันมหาปีติ ในวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา เมื่อวานนี้ทางค่ายแดง อดีตนาย ก ฯทักษิณออกมาพูดถึงปรากฏการณ์วันที่ 5 แม้แต่ในผจก.ออนไลน์ อ.ปานเทพ ก็ยังเขียนว่า คนยังมามากกว่าในปี 49 ที่ในหลวงเสด็จออก ณ สีหบัญชร ประชาชน มามากมาย ที่แปลกอีกอย่างคือ ประชาชน แสดงออกอย่างไม่ได้เขียนสคริป คือในหลวงออก ประชาชน ก็ทรงพระเจริญ พอนายกฯและปธ.สภาฯออกมาพูด ประชาชน ก็โห่ พอทหารออกมาปฏิญาณ ประชาชน ก็แสดงออกปฏิญาณตนมา แต่ไม่ได้เขียนสคริป ซึ่งปรากฏการณ์นี้ยังไม่ได้มีใครถอดรหัส มันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าติดตามมากเลย ก็ขออาราธนาพ่อครูอธิบาย พ่อครูว่า... เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องอธิบาย เป็นปรากฏการณ์ของสังคม ยุคนี้ ประธิปไตย 80 ปีแล้ว ในเมืองไทย จะเกิดความรู้ความเข้าใจอะไร มันก็สะสมใส่จิตวิญญาณจนทุกวันนี้ ออกมาหลายๆอย่าง จึงออกมาสื่อแสดงอยางคาดไม่ถึง หรือเกิดอย่างเป็นตัวชี้บ่งว่าคืออะไร วันที่ 5 ธันวาคม 2555 นี่ อาตมา ใช้ภาษาว่า เป็น

อ่านต่อ

วันพิพากษาความเป็น ประธิปไตย ต่างก็พยายามยื้อว่าข้างตน ตอนนี้มี 2 ข้างใหญ่ๆ คือฝ่าย ประธิปไตย ฝ่ายแดง อีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายเหลือง เอาง่ายๆก็แล้วกัน ที่ใช้อย่างนี้ อาตมา ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด แต่เอาสัจธรรมมาแสดงเพื่อให้กระจ่างชัด ฝ่ายแดงเขาก็แสดงออกอย่าง เข้มข้นเอาใจใส่ เอาจริงเอาจัง มีรร. ประธิปไตย นปช.แพร่ไปทั่วประเทศ ดูเหมือนจะมีถี่มาก วันนี้มาเปิดที่อุบลฯ ก็เข้าใจในลักษณะที่เขาสื่อตามประสาที่มีความรู้รัฐศาสตร์ตามแบบ อาตมา แล้วเขาก็เป็นตามที่เขาเป็น ซึ่งเราก็เปิดเผยว่าเราโน้มเน้นไปทางเหลืองไม่ได้ปิดบัง แต่เวลา ความเป็น ประธิปไตย ในวันที่ 5 เป็น ที่ อาตมา ใช้ภาษาว่าคือวันพิพากษา คือวันตัดสิน คือ ประธิปไตย คือการแสดงมวล แล้ววันนั้น ก็มีการแสดงมวลว่านี่คือ ประธิปไตย ฝ่ายเหลือง ก็ต้องยอมรับว่า เป็นปรากฏการณ์ที่แท้จริงว่า มีมวลมากกว่าแดง ซึ่งของแดงเขามาหมื่นก็บอกว่ามาแสน วันที่ 5 ธันวา ก็ดูเอาเองว่ามีมากเท่าไหร่ เฉพาะแต่ในถนนราชดำเนินตั้งแต่พระบรมรูป ยาวไปตามถนนราชดำเนินสุดลูกหูลูกตา ตลอดสายทางเดินทางไปศิริราชสองข้างทางเดิน ที่จะทรงดำเนินมา คนก็ไปดัก ไปกันจนไม่มีที่ จะต้องไปเฝ้าพระองค์ แล้วตกหล่นอยู่ที่นั่นที่นี่อีกล้วนแล้วแต่เสื้อเหลือง คนเหล่านี้มีใครจ้างไหม มีคนจัดการไหม เป็นข้อชี้บ่งยืนยันว่า ไม่ต้องไปใช้ปัญญาลึกซึ้งอะไร ถ้าจะวัดกันที่คะแนนเสียงมวล ประชาชน คือเหลืองชนะแล้ว คุณจะอ้างว่าคะแนนเลือกตั้งมันคนละบริบท เลือกตั้งคืออีกหนึ่งบริบท นี่ก็อีกบริบท ฝ่ายแดงก็พยายามชุมนุมกันมากมาย แม้แต่ในวันที่เขาไปชุมนุมกันเต็มที่เดือนเมษาฯที่ราชประสงค์ ก็ไม่ได้ถึงอย่างนี้ไม่ ก็ไม่ได้มีมากมายขนาดนี้ อาตมา อธิบายตามความเป็นจริง ชี้ให้เห็นว่าเป็นความจริง ถ้ามาลงรายละเอียด ว่าลักษณะ ประธิปไตย ต่างคนต่างยืนยัน ประธิปไตย ทางโน้นก็ตู่ว่าเป็นอำมาตยาธิปไตย ทางเราก็ว่าทางโน้นเผด็จการเพื่อคนๆเดียว มีตัวแทน มีนอมินี แต่เขาก็พยายามใช้ภาษานี้เหมือนกัน บอกว่าเราก็เพื่อคนๆเดียว แต่ก็พูดไม่เต็มปาก เขาก็พยายามลบหลู่คนๆเดียวของฝ่ายนี้ ด้วยนัยอันซับซ้อน คือจับส้นได้ว่าพยายาม ลดความเชื่อถือตลอดเวลา ทางโน้นก็เพื่อคนๆเดียว จริงแล้วในความเป็นจริงของ โ ลก จะมีคนคนเดียวที่เป็นหัวหน้าใหญ่ไหม? ในการบริการปกครอง มันมีอยู่ตลอดเวลา จริงโดยปริยายโดยความเข้าใจโดยทั่วไปก็เอาหมู่บริหาร แต่จริงๆแล้วในการปฏิบัติประพฤติ ทางฝ่ายแดงในความเป็นหมู่ แม้แต่นายกฯ ที่มีตำแหน่งเป็นทางการ มีอำนาจจริงไหมแค่นายกฯนะไม่เอารมต. รมต.ต้องเทียวไล้เที่ยวขื่อหานายกฯแฝง ผู้ไม่มีร่องรอย หรือผู้มีบารมีนอก รัฐธรรมนูญ ของฝ่ายแดงคือผู้มีบารมีนอก รัฐธรรมนูญ แท้ๆ แต่ทางนี้อย่างน้อยก็มี รัฐธรรมนูญ รับรอง เพราะในหลวงเป็นประมุขของ ประชาชน แต่อันนั้นสิไม่มี รัฐธรรมนูญ รับรอง แต่อันนั้นสิอย่าโจ่งแจ้งเลยว่าไม่มี รัฐธรรมนูญ รับรอง ขออภัยที่พูดไม่ได้ชิงชัง แต่เขาไม่อยู่ในร่องในรอยของสัจธรรม หรือตามระบอบที่ควรจะเป็น อาตมา เปิดโรงเรียน ประธิปไตย แบบโลกุตระ ก็พยายามอธิ บ ายไปตามเวลาวาระ ไม่ได้ตั้งเป็นกิจลักษณะแบบแดงเขาทำ ก็ทำตามประสา ในความเป็น ประธิปไตย สองแบบ เอาของจริงมาศึกษา ขอสรุปไว้ก่อนในช่วงนี้ว่า แบบที่ฝ่ายแดงทำอย่างเห็นว่าแบ่งแยก ซึ่ง อาตมา ไม่ได้ทำความแตกแยก ใน ประเทศไทย มันมีความแตกแยกนี้อยู่แล้ว ให้ยอมรับความจริงว่ามีสองฝ่ายในสถานะของ ประเทศไทย พฤติกรรมของฝ่ายแดงใช้คำว่า force หรือจะเรียกว่าอิทธิพล ส่วนทางด้านฝ่ายเหลือง อาตมา ใช้คำว่า Authority หรือคำว่าบารมี การฟอซ มีการกดดัน ครอบงำ ยัดเยียดกดดัน ไม่ต้องพูดถึงเล่ห์โกง ที่มีสารพัด ประมุขฝ่ายเหลืองนี่จ่ายเงินไหม?ซื้อไหม? ประมุขฝ่ายแดงซื้อนี่ซื้อไหม?และจ่ายเงินไหม? มีรายละเอียดชัดเจนมากมาย ก็อธิบายไปเรื่อยๆก็แล้วกัน ทางด้านฝ่ายเหลืองในวันที่ 5 ธันวา 55 อยากจะให้ดูพระราชดำรัสในวันที่ 5 ก็ท่านตรัสว่าอย่างนี้ พระราชดำรัสของในหลวงในวันที่ 5 ธันวาคม 2555 ....... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ในพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร ความว่า "คำอวยพรและคำปฏิญาณสัญญา ที่ทุกท่านได้กล่าวนั้น เป็นที่ประทับใจมาก ขอขอบพระทัยและขอบใจท่านทั้งหลาย ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคน ที่พรั่งพร้อมกันมาด้วยความปรารถนาดีและไมตรีจิต ความปรารถนาดีและความพร้อมเพรียงกันของทุกท่าน อย่างที่ได้เห็นในวันนี้ ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจ มีกำลังใจมากขึ้น ด้วยมีความเชื่อเสมอมาว่า ความเมตตาปรารถนาดีต่อกันนี้ เป็นปัจจัยอย่างสำคัญ ที่จะยังความพร้อมเพรียงให้เกิดมีขึ้น ทั้งในหมู่คณะ และในชาติบ้านเมือง และถ้าคนไทยเรายังมีคุณธรรมข้อนี้ประจำอยู่ในจิตใจ ก็มีความหวังได้ว่า บ้านเมืองไทย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ๆ ก็จะอยู่รอดปลอดภัย และดำรงมั่นคงต่อไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน" "ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่าน และชาติไทย ให้มีแต่ความผาสุก ร่มเย็นยั่งยืนไป"

นี่เป็นพระราชดำรัสของในหลวงซึ่งสรุปผลได้ว่าท่านทรงชี้ให้เห็นชัดว่า ประเทศ จะไปรอดได้คือคนไทยต้องมีคุณธรรม จะเกิดความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน จะเกิดจริงไม่ได้ด้วยการซื้อตัวจัดตั้ง หรือกดดันด้วย force แต่จะเกิดความสามัคคีได้ด้วยคุณธรรม ที่ อาตมา พูดว่าวันที่ 5 ธันวาฯเป็นวันพิพากษานั้น ตัดสินชัดเจนว่า ประเทศไทย ตอนนี้ยังมี ประธิปไตย ที่ ประชาชน มาแสดงมวลแสดงเสียงออกมายืนยันชัดเจน เป็นตัวบุคคลจริงเกิดจากจิตวิญญาณจริงของบุคคล มีเหตุการณ์อื่นๆในวันนั้น ประกอบการตัดสินเป็นต้นว่า เมื่อนายกฯอ่านคำถวายพระพร ประชาชน ที่มาในงานร่วมกันโห่ไปทั้งหมดไม่ยอมรับคำถวายพระพรนั้น กลบด้วยเสียงทรงพระเจริญ ก็เป็นที่ทราบว่านายกนี่อยู่แดงหรือเหลือง นี่คือองค์ประกอบส่วนหนึ่งในการพิพากษาตัดสิน แม้แต่ประธานสภาฯ ซึ่งประธานสภาแสดง ออกผู้มีปัญญารู้ก็พอตัดสินได้ ให้คำตอบตัวเองได้ว่า ประธานสภาเอียงไปข้างเหลืองหรือแดง ทีนี้ในวันนั้นซึ่ง ประชาชน ก็แสดงออกชัดอีกประธานสภาฯกล่าวคำถวายพระพร ก็โดนโห่อีก ประชาชน ก็ทีเสียงทรงพระเจริญๆกลบอีก เป็นการชี้บ่ง ว่าเป็นเสียง ประชาชน ที่แท้จริง เป็นคำพิพากษาที่แท้จริง และ ประชาชน ที่มามากมายมหาศาลเป็นประวัติการณ์นี้ เป็น ประชาชน ที่เขาใช้จิตวิญญาณของเขา มีความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ แล้วเขาต้องรู้ว่าฝ่ายเหลืองหรือฝ่ายที่มีพระมาหากษัตริย์เป็นประมุข กับฝ่ายแดงที่มีผู้มีบารมีนอก รัฐธรรมนูญ เป็นประมุข เอาแค่ในบัญญัติใน รัฐธรรมนูญ เขาก็ตู่แล้วว่าเป็นผู้รับใช้ผู้นอก รัฐธรรมนูญ เขาตู่ว่าฝ่ายเหลืองคือผู้ที่รับใช้อำมาตย์ หรือกำกวมอยู่ว่าผู้ที่มีบารมีนอก รัฐธรรมนูญ แล้วจริงๆคำว่าผู้มีบารมีนอก รัฐธรรมนูญ ตัวจริงคือใคร? ถ้าจะบอกที่เขากำกวมคลายๆว่าคือในหลวง นี่นอก รัฐธรรมนูญ หรือ ส่วนคนจริงๆฝ่ายแดงนั้นคนนอกหรือใน รัฐธรรมนูญ เขาว่าใคร? ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองใช่ไหม? นี่คือความสับสนทางปัญญา แล้วก็เอาปัญญาสับสนมาครอบงำ ประชาชน แล้ว ประชาชน ได้รับความครอบงำ เชื่อว่านี่คือ ประธิปไตย ที่ไปหลงตามอำมาตย์ ทั้งๆที่พูดไปแล้วพิสูจน์ไปแล้วว่า คนที่มีบารมีนอก รัฐธรรมนูญ คือฝ่ายแดงต่างหาก แล้วเขาก็กลับคำซะ มาครอบงำทางความคิด คนที่เห็นตามถูกครอบงำทางความคิด หลงเชื่อตามฉลาดหรือโง่? อาตมา ไม่ตัดสิน ก็ถูกครอบงำทางความคิดไปแล้วก็หลงเชื่อมาจนทุกวันนี้ จ ริงๆที่กล่าวตู่ฝ่ายเหลืองเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตยหรือเป็นฝ่ายรับใช้ผู้มีบารมีนอก รัฐธรรมนูญ จริงแล้วมันเป็นเท็จ แล้วตัวจริงที่เป็นผู้มีบารมีนอก รัฐธรรมนูญ คือใครกันแน่ ในเหตุการณ์ที่กำลังแย่งชิงคำว่า ประธิปไตย เราต้องมาพูดกันว่าแล้วคำว่า ประธิปไตย ที่ดีงามที่แท้จริงที่ควรจะเป็นนั้นเป็นอย่างไร? เริ่มต้น อาตมา บอกว่าเมืองไทยมีความรู้ทาง ประธิปไตย หรือการเมือง ดีขึ้น โดยองค์รวมเจริญขึ้น ประชาชน เข้าใจมาก ในวันพิพากษา ประชาชน จึงมากันมากขึ้น มาแสดงคะแนนเสียงเพื่อแสดงมวลออกมาชุมนุม เป็นการแสดงเสียงอย่างสดๆ ไม่ใช่คะแนนแห้ง เป็น ประธิปไตย สดไม่ใช่ปชตแห้ง เป็น ประธิปไตย ระดับหนึ่ง ออกมาแสดงคะแนนเสียงด้วยตัวบุคคล นับหัวกันเลย 1 คน 1 เสียง ร้อยคนร้อยเสียง ล้านคนล้านเสียง ในการบริหาร ประธิปไตย ของไทยเป็น ประธิปไตย สองขา ถามจริงๆเถอะในหลวงท่านทรงงานนี่เป็น ประธิปไตย ไหม? เป็นการเมืองไหม? การเมืองคืออะไรซึ่ง อาตมา ก็พูดๆ คือการทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง หรือจะเป็นการเมืองเผด็จการ จะเป็นสังคมนิยมก็ตาม หรือคอมมิวนิสต์ก็ตาม หรือ ประธิปไตย ก็ตาม ถ้าเขาทำงานเพื่อ ประชาชน เป็นอยู่สุข ไม่เอาเปรียบรีดนาทาเร้น ให้อยู่อย่างสามัคคีมีเมตตา ดังที่ในหลวงท่านตรัสและทรงยืนยันทำมาตลอด 60 ปี ทรงมาตลอดเวลา เป็นการยืนยันความเป็น ประธิปไตย หรือพระองค์ทำงานการเมืองไหม? ใน รัฐธรรมนูญ ชี้บ่งว่า บอกว่าท่านมีรัฐาธิปัตย์ในมาตรา 2 หรือใน รัฐธรรมนูญ มาตราอื่นๆ ก็พอรู้ว่ามันมีอยู่ด้วย ด้วยมีพระจริยวัตรในการบริหารปกครองท่านทรงมีอำนาจตั้งไม่รู้กี่อำนาจ อำนาจตามหน้าที่อยู่ใน รัฐธรรมนูญ ระบุไว้ ท่านไม่เคยผิดหลักเกณฑ์ก ฏหมาย อะไร ท่านระมัดระวังที่สุด ซึ่งต่างจากอีกฝ่ายที่ละเมิดกันอย่างโจ้งๆ อย่างกดขี่ น่าเกลียด อย่างกร้านกาจ อย่างแรดหรู ละเมิดกันอย่างนั้นเลย อย่างเห็นๆ น่าเกลียดน่าชัง ขออภัยไม่ได้ไปลงโทษ หรือโกรธเกลียดไม่ใช่พูดแก้ตัว แต่ต้องใช้สำนวนโวหาร อธิบายสัจธรรม เป็นการขยายความสภาวธรรม แม้จะใช้คำที่หนักๆ พยายามประดิษฐ์ใช้คำไม่ให้แรงเช่นกร้านกาจ แรดหรู เป็นคำจัดสรร ไม่ได้เจตนาให้มันหยาบคาย ในประเด็นว่าอย่างเอาการเมืองไปใส่ในหลวง อาตมา ขอแก้ว่าคนพูดคนนั้นไม่ได้เข้าใจ ประธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเลย ถ้าไม่ให้ยุ่งเกี่ยวต้องตัดคำว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ออกสิ คุณกล่าวหรือบัญญัติอย่างนั้นทำไม หรือใน รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ทรงใช้อำนาจแทนปวงชนเป็นต้น ท่านก็ต้องทรงงานแทน ประชาชน ใน ประธิปไตย ใน รัฐธรรมนูญ ชี้บ่งชัดเจนแม้จะผ่านสามสถาบันก็ตาม ท่านก็คือผู้ต้องทำงานการเมืองทำงาน ประธิปไตย นั้นอยู่ ท่านก็ทรงอย่างตำหนิไม่ได้เลย ไม่มีบกพร่อง ยอมด้วย ขอใช้คำนี้ ยอมอย่างไม่น่าจะต้องลงพระปรมาภิไธยเลยในหลายๆเรื่อง แต่ท่านก็ทรงยอม ประนีประนอมมาตลอด จึงเห็นพระทัยท่านอย่างมากเลย ท่านทรงอดออม ท่านทรงขันติ ท่านทรงยอม ไม่แข็งขืน แข็งกระด้าง หาพระมหากษัตริย์อย่างนี้ได้ที่ไหน ซึ่ง อาตมา ก็มั่นใจว่าท่านทรงรู้เห็น ด้วยปัญญา แต่ท่านก็ทรงประนีประนอม แต่แทนที่จะสำนึก เขากลับหยิ่งผยอง ละเมิดอะไรต่อมิอะไรอีก หยาบคายร้ายแรงเพิ่มขึ้น แล้วออกไปทั่วสื่อสารออกไปทั่ว เช่นทางเน็ตทางเว็บไซด์ ลบหลู่ดูถูกก็รู้กันเกลื่อนอยู่เต็มไปหมดเลย แล้วจนท.บ้านเมืองอยู่ในอำนาจใคร ทำไมไม่ทำงาน ถ้าจะเอากันจริงๆจังๆมาตรา 157 นี่จะผิดกันมากไหม จนท.ต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น พระองค์ก็ทรงสงบอยู่อย่างนั้น เห็นพระทัยท่านไหม? ในความเป็นจริงของสังคมทุกวันนี้ นี่เป็นรายละเอียดที่พยายามเอาสิ่งที่เกิดจริงเป็นจริง ชี้ให้เห็นว่าการเมืองคืออะไร ประธิปไตย คืออะไร การเมืองในภาคที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นสถานภาพอันดำเนินใน ประเทศไทย ปัจจุบันี้ แต่ผู้ที่จะมาเปลี่ยนแปลงจาก ประชาธิปไตย สองขาไปเป็น ประธิปไตย ขาเดียวหรือจะเปลี่ยนประมุขใหม่ก็ไม่รู้แหละ อาตมา ไม่รู้ใจของเขา แต่มีพฤติกรรมที่พอรู้ได้ แต่ก็ไม่ชัดนัก เขาก็แก้ตัวไป อย่างเมื่อวานก็ออกมาแก้ตัว ออกทางสาธารณชน เป็นพฤติกรรมที่เขาแสดงอยู่ตลอดเวลา ออกมาจริงเท็จก็ไม่รู้ แต่ก็ต้องให้เกียรติแก่จำเลย เพราะยังไม่มีการรู้ของจริง ไปพิพากษาไม่ได้ เราก็ต้องเข้าใจว่า ในบริบทของ ประเทศไทย ที่มี ประธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี่ พระมหากษัตริย์คือใคร? พระมหากษัตริย์คือประมุข คือผู้บริหารประเทศ ผู้มีอำนาจที่จะลงพระปรมาภิไธยในเรื่องใหญ่ๆของประเทศใช่ไหม? เป็นจอมทัพใช่ไหม? แต่ก็ทรงประพฤติอย่างไม่ พยายามจะใช้อำนาจอย่างที่พระองค์มี แม้เป็นจอมทัพก็ไม่ใช้อำนาจอย่าง force ท่านพยายามสร้างคุณงามความดี สร้างคุณธรรม ในพรรษาที่ 66 ท่านครองราชย์มา เท่าที่ อาตมา มีอายุมาจนประมาณนี้ อาตมา เกิดหลังความเป็น ประธิปไตย มาเล็กน้อย อาตมา เกิดปี 2577 ก็เห็นมาไม่ต่ำกว่า 70 ปี ในหลวงท่านทรงครองราชย์มาแต่ปี 2489 เป็นเวลากว่า 66 ปี พระองค์ทรงงานบริหารทรงงานปกครองที่จะเป็นประมุขของประเทศมาตลอดพระชนม์ พฤติกรรมหรือพระจริยาวัตรชัดเจนว่าพระองค์ทรงธรรม ทรงประพฤติด้วยคุณธรรม ถ้า ประชาชน มีคุณธรรม ที่มีความพร้อมเพียงอย่างที่แสดงออกในวันที่ 5 เป็นสามัคคีที่มาด้วยใจบริสุทธิ์ ถ้าคนไทยเรามีความเข้าใจ ประธิปไตย แบบนี้ไปได้เรื่อยๆ เป็นอันหวังได้ ขณะนี้ใน ประเทศไทย ความเป็น ประชาธิปไตย นี่ ประชาชน ซับซาบว่า ประธิปไตย ต้องมีคุณธรรม ไม่ใช่ ประธิปไตย ที่มีการกดขี่ข่มเหงครองงำแบบ force อย่างที่อีกฝ่ายหนึ่งแสดงออก เปรียบเทียบกันเลย อย่างที่อีกฝ่ายหนึ่งมีความหลอกลวงเล่ห์เหลี่ยมกลับกลอก แม้แต่โกงกิน จะเห็นชัดเจนว่า ประธิปไตย แบบคุณธรรม ประชาชน เข้าใจ อย่างที่เห็นในวันที่ 5 ธันวาฯ 55 ประชาชน เป็นวันพิพากษาออกมาแสดงความจริงด้วยปัญญา เห็นเองเสียสละเอง เขาเต็มใจมาชุมนุมแสดงมวล นี่คือการยืนยันที่ อาตมา ได้นิยามว่า ประธิปไตย คืออะไร นี่คือการ demonstrate ของ ประธิปไตย มาให้คะแนนยืนยัน แบบมีคุณธรรม แบบ authority ไม่เอาแบบอธรรม ไม่เอาแบบForce หรือแบบอิทธิพล ไม่เอา จะใช้คำว่าบารมีไปแทนมันก็ยังสับสนกับคำว่าผู้มีบารมีนอกหรือใน รัฐธรรมนูญ สรุป ประชาชน เขาเอา ประธิปไตย ที่มีคุณธรรม ขอถามอีกทีว่า แล้วโลกทั้งโลกจะเอา ประธิปไตย แบบไหน จะเอา ประธิปไตย ที่มีคุณธรรมหรือไม่มีคุณธรรม หลับตาตอบปิดสมองตอบก็ได้ เขาก็ต้องเอา ประธิปไตย แบบมีคุณธรรม หรือว่า ประธิปไตย ที่ให้อิสระเต็มที่กับแบบที่ไม่ให้อิสระเสรีภาพเต็มที่ สรุปว่าจะเอา ประธิปไตย แบบ Force หรือจะเอา ประธิปไตย แบบ Authority แสดงว่าคนไทยมีความรู้ในความเป็น ประธิปไตย เพิ่มขึ้น อีกฝ่ายจะตั้งโรงเรียนครอบงำความคิด ประชาชน ดูซิว่า ประชาชน จะตกอยู่ในอำนาจครอบงำหรือไม่ อาตมา ไม่กล้าท้าทายหรอก ขอยืนยันว่า อาตมา จะช่วย ประธิปไตย ที่มีคุณธรรม ใครจะร่วมช่วย ประธิปไตย ที่มีคุณธรรมยกมือขึ้น (ยกมือ) สรุปว่าโดยรวมการเมืองของไทยเจริญขึ้น ประชาชน ไปอย่างอดทน ให้เกิดความเรียบร้อย ไม่ให้เกิดคว า มรุนแรง ต้องใช้เวลา ส่วนอีกฝ่ายต้องการเผด็จศึก ต้องรวบรัดเสมอ แล้วก็รุกคืบไปเรื่อยๆจนมีอำนาจเผด็จการทางสภา รวบได้ทั้งอำนาจครม.และนิติบัญญัติตามที่ ประชาชน เห็น แล้วเขาก็ไม่เอา เพราะเขาเห็นว่าไม่เป็น ประธิปไตย จึงมาพิพากษาในวันที่ 5 ว่าการบริหารของนายกและ รัฐบาล เขาไม่เอา ทางศาลเขาก็ยังยกให้ ส่วนทางทหารเขาจะร่วมกับทางทหาร ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของ ประชาชน แท้ๆ แต่ก็เอาด้วย นี่คือปรากฏการณ์ใน ประเทศไทย

มาขยายความคำว่าคุณธรรม ประธิปไตย ที่มีคุณธรรมคืออะไร ประธิปไตย ที่แบบ Force ที่ตอแหล หลอกลวงอย่างนั้นไม่ใช่คุณธรรมเราไม่เอาแน่ อย่างนั้นเราไม่พูดถึง ก็ทิ้งไว้ ถ้าใครจะประพฤติก็ประพฤติ ถ้าทางนั้นจะมาประพฤติคุณธรรมก็มาสิ เอาคำตรัสในหลวง ที่มีรมต.เกาหลีมาเข้าเฝ้า พ ระองค์ รมต.เกาหลีทูลถามท่านว่า ขอความกรุณาอธิบายการปกครองบริหารแบบ ประธิปไตย จะบริหารแบบไหน กรุณาบอกสอนด้วย ในหลวงก็ทรงตรัสว่าประเทศท่านก็เจริญดีอยู่แล้วอะไรอย่างนี้ เขาก็เซ้าซี้ให้ในหลวงตรัส สุดท้ายพระองค์จึงตรัสตอบว่าให้ เอาแบบคนจน เอาคำตรัสที่ได้บันทึกไว้ใน 4 ธันวาคม 2534 .... . คำพ่อสอน หมวด แบบคนจน " ต้องแบบคนจน เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป คนที่ทำงานตามวิชาการจะต้องพึ่งตำรา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรก ก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบคนจน ใช้ความอะลุ่มอล่วยกันตำรานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้า “เรื่อยๆ”" (พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : 4 ธันวาคม 2534) มาขยายความพระราชดำรัสนี้อีก ขยายตั้งแต่คำว่า เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ อันนี้เป็นพระปัญญาธิคุณที่สุดยอด ที่จะต้องรู้ว่าในสังคมมนุษย์ไม่จำเป็นต้องอยู่ร่ำรวย มีพอสมควร อยู่อย่างพอประมาณก็อยู่ได้ ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างอโศก ทำตามคำสอน พระพุทธเจ้า มา ถ้าจะเปิดตำรา ต้องเปิดตำราคำสอนของ พระพุทธเจ้า ถ้าจะเปิดตำราที่ไม่ใช้ตำรา พระพุทธเจ้า หรือตำราสมัยใหม่ ซึ่ง พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ว่า ในอนาคต จะมีกลองอานกะ ซึ่งในตอนแรกก็เป็นกลองเต็มใบ แต่พอนานไปกลองจะแตกจะลิ คนจะเอาเนื้ออื่นมาแทรกมาเติมมาแปะ จนไม่เป็นกลองอย่างเดิม ชื่อว่ากลองอานกะแต่เนื้อแท้ไม่ใช่กลองอานกะแล้ว เช่นเดียวกับคำสอนของ พระพุทธเจ้า ในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปถูกแก้ เรียกว่าศาสนาพุทธแต่คำสอนถูกแก้ พระพุทธเจ้า ว่าเขาจะไปหลงแต่คำสอนที่ให้เขาถูกใจ ซึ่งมีแต่โลกียะ หลงโลก คำสอนที่เป็นโลกุตระจะไม่เอา เป็นคำสอนสมัยใหม่เป็นคำสอนที่เป็นทุนนิยม เป็นโลกียะจัดจ้าน ตำราเดี๋ยวนี้เป็นตำราทุนนิยม ตำราเศรษฐกิจ maximize prifit ต้องรว บ ยอดเลย แข่งกันรวยทั้งนั้น แย่งกันรวยอย่างเดียว ตำราที่พิมพ์มาขายคือมีวิธีสร้างความรวย ซื้อกันแหลกเลย ถ้าจะทำตำรา ทำอย่างไรจะจน จะมีคนซื้อบ้างไหม มี แต่จะมีน้อยเพราะคนที่มีปัญญาจะมีน้อย พระราชดำรัสนี้ไม่ค่อยมีคนพูดถึง เพราะเขาเข้าไม่ถึงคำตรัสนี้ อาตมา ขอยืนยันว่าเข้าถึงคำตรัสของในหลวง มีข้อมูลว่าหลังจากที่พระองค์ตรัสกับรมต.เกาหลีแล้วก็มาเรียบเรียงแล้วพูดในมหาสมาคมอีกในภายหลัง ในหลวงตรัสว่า เราไม่อยากจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก บอกถึงพระทัยเลยว่าไม่อยาก แต่ฝ่ายแดงเขาครอบงำ ประชาชน อย่างพระสารีบุตรหลังจากที่จะไปพบ พระพุทธเจ้า ก็ไปชวนอาจารย์ คือสัญไชยเวลั ฏฐ บุตร แต่เ ขา ก็ปฏิเสธ แล้วบอกถามพระสารีบุตรว่า คนในโลกนี้มีคนโง่มากหรือคนฉลาดมาก พระสารีบุตรตอบว่ามีคนโง่มาก อาจารย์สัญชัย ก็บอกว่าเราเลือกอยู่กับคนโง่หมู่มาก ส.เดินดินว่า อยากเป็นปราชญ์ในหมู่เปรต พ่อครูว่า... อาตมา บอกว่าเหมือน ประชาชน ที่ถูกหลอกว่า จะให้รวยกันทุกคนภายในหกปี แล้วจริงๆใครรวย ประชาชน หรือตระกูลนั้นรวย ขออภัยที่พูดแรงผ่า นี่เป็นความจริงไม่ได้พูดให้สะใจ แต่พูดให้ถึงใจคนที่เป็นคนฉลาดแกมโกง จะหาพวกจะให้รวยๆ เขาทำไม่ได้หรอกแต่คนก็เชื่อ ก็ได้พวก แต่ก็พิพากษากันในวันที่ 5 ปรากฏว่าคนยังเอาแบบคนจนอยู่นะ อย่างที่ในหลวงตรัสมันต่างจากที่พวกแดงเขาพูดนะ เขาจะให้มารวย ในหลวงจะให้มาจน เราไม่อยากเป็น ประเทศ ก้าวหน้าอย่างมาก คือเป็นมหาอำนาจที่คนจะสยบด้วยอำนาจ Force ไม่ใช่อำนาจคุณธรรมแท้จริงที่เสียสละอย่างซื่อสัตย์สะอาด ชาวอโศกยืนยันประพฤติอย่างนี้อยู่ เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมา ก็จะมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว ท่านต้องตรัสอย่างมีภูมิปัญญา ไม่ใช่ตรัสเฉพาะส่วนด้วย ตรัสออกไปทั่วโลก มันก็ไปกระทบบอกความจริงไปทั่วโลก ว่าประเทศที่ก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว ท่านยืนยันว่าเขาถอยหลัง ในประเทศอุตสาหกรรมเขาก็ขายสินค้าแบบทุนนิยมค้าแบบขูดรีดเขาก็รวย ถ้าอุตสาหกรรมนั้นเทียบกับกสิกรรม ที่ในหลวงพาทำอยู่มาก เน้นกสิกรรม มีอุตสาหกรรมประดิษฐ์บ้างไม่มาก แต่ถ้ากสิกรรมจะค้าแบบอุตสาหกรรมจะค้าแบบแพงๆ จริงๆข้าวนี่จำเป็นกว่าเครื่องมือทางวิศวกรรม ซึ่งสำคัญน้อยกว่าผลผลิตกสิกรรม ยกตัวอย่างอาวุธฆ่ามนุษย์มันทำกำไรเท่าไหร่ ตีราคาเท่าไหร่ แต่ถ้ากสิกรรมจะตีราคาสูงๆ อย่างอาวุธบ้าง เอากำไรอย่างอาวุธบ้าง โลกจะฉิบหายไหม เพราะคนจนหรือรวยต้องกิน เขาจะเอาอาวุธไปทำไม หรือแม้แต่เครื่องใช้อุปโภค ความสำคัญก็น้อยกว่าบริโภค พระพุทธเจ้า จึงตรัสว่า อาหารเป็นหนึ่งในโลก ข้าวไม่ใช่สินค้าแต่เป็นอาหารที่ต้องแบ่งปันกันกิน จะมาทำข้าวให้ราคาแพงไม่ส่งเสริม ชาวนาชาวสวนนี่แหละคนมีบุญ แต่คนที่ทำอุตสาหกรรมที่จริงคือคนบาป และตีราคาให้สูงกว่ากสิกรรมไม่ถูก เพราะฉะนั้นการตีราคาอุตสาหกรรมให้มากให้เจริญจึงเป็นการถอยหลัง แต่อันนั้นเหนือกว่าจำเป็นกว่าแต่ขายราคาถูกกว่า นี่คือแบบคนจน แบบนั้นจึงเป็นการถอยหลัง ถอยหลังอย่างน่ากลัว ตัวอย่างประเทศที่เป็นมหาอำนาจ เทคโนโลยีเก่งๆ เราก็อาศัยอยู่บ้าง แต่ว่าแนวคิดเชิงคิดคุณธรรมมันไม่ใช่เอาเปรียบไม่ใช่คุณธรรมการช่วยคนอื่นให้มากเป็นคุณธรรม จริงๆพวกอุตสาหกรรม ควรราคาถูก บริโภคควรอยู่สูงกว่าอุปโภค อย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าเริ่มมีการบริหาร ที่ท่านทรงประพฤติ ท่านก็บอกแก่ผู้บริหารอื่นๆ ถ้าบริหารแบบคนจน คณะรมต.ขณะนี้เป็นแดง และบริหารแบบคนรวย เขาสอนให้คนจนไม่ได้หรอก เขาจะให้คนมาพัฒนาแบบคนจนไม่ได้หรอก แต่ในหลวงท่านก็เอาแบบคนจน ท่านก็เป็นผู้บริหารใช่ไหม แต่ทำไมนักบริหารไม่เอาไปศึกษาไปทำแบบในหลวง ไม่หูกระดิกเลย ส.เดินดินแทรกว่า...วัดที่สอนให้คนมารวย คนถูกปอกลอกกันจนหมดตัว เร็วๆนี้ยายที่ป่วยอยู่ถูกหลอกว่าถ้าทำบุญจะหายป่วย น้องสาวเอาเงินไปทำบุญหมดไปหลายแสน เมื่อยายกลับบ้านมาแทบจะเป็นลม พ่อครูว่า... อาตมา ว่าพฤติกรรมมันส่อความจริง เรามีความเข้าใจอย่างนี้ก็ทำเช่นนี้ เขาเข้าใจเช่นนั้นก็ทำเช่นนั้น ที่ในหลวงบอกว่า แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี้แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป คนที่ทำงานตามวิชาการจะต้องพึ่งตำรา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้น เขาบอก "อนาคตยังมี" แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้อง เปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรก ก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง เพราะ อาตมา ไม่ได้ไปเรียนตำราเหล่านั้นมันต้องเกิดมาเป็นเช่นนี้คือมาเป็นคนจน เลยไม่ต้องปิดตำรา เพราะไม่ได้เรียนมาแต่ต้น วิชาการในตำราในโลกล้วนแล้วแต่พาให้รวย แต่ในหลวงท่านพาให้มาจน อย่าไปเอากำไรอย่างที่โลกเขาทำ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ตรัสตรงๆ แต่คนเข้าใจยากเพราะกิเลสมันมาก พระพุทธเจ้า สอนให้ทำอย่างมีลำดับ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน