551130_เรียนอิสระตามสำนึก ณ สันติอโศก ชนะโดย Authority คือ ประชาชนชนะ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2555
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์341 KB
วันที่แก้ไข31 มกราคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

551130_เรียนอิสระตามสำนึก ณ สันติอโศก ชนะโดย Authority คือ ประชาชนชนะ

เทศนาหลังชุมนุม เสธ.อ้ายจบเกือบ 1 สัปดาห์ ส.เดินดินว่า... วันนี้ที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ที่ บวร สันติอโศก ผ่านเหตุการณ์ 24 พ.ย.ไปกว่าสัปดาห์แต่มีควันหลง ให้คนออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย ทั้งของค่ายรัฐบาล และนสพ.เนชั่นออกมาวิเคราะห์เจาะลึกเจาะตื้นเจาะถูกเจาะผิดกันมากมาย ซึ่งพ่อครูก็จะได้นำสิ่งที่พวกเขา แกล้งฉลาดหรือแกล้งโง่ ออกมาวิจัยวิจารณ์ ประชาชนที่ออกไปร่วมต่อสู้ในวันที่ 24 ที่ผ่านมาเท่าที่ได้มาให้กำลังใจพ่อครู แต่ละคนก็อยู่ในสภาพอึดอัดกันพอสมควร แต่อยากให้นึกถึงในหลวงท่านที่ทำงานมาตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์เหน็ดเหนื่อยมาตลอด แต่ก็มีผู้คนที่ใช้สื่อออกมาปลุกระดม ให้คนเข้าใจผิดกันมากมาย อย่างที่พ่อครูเอาบทความของนักวิชาการที่เข้าใจว่า ในหลวงเป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติ แต่คนระดับนักวิชาการกลับเข้าใจผิดไปได้ ฉะนั้นเราคนธรรมดา หากถูกเข้าใจผิดบ้าง ก็ให้นึกถึงในหลวงแม้ถูกเข้าใจผิดก็ยังทรงงานอยู่ตลอดเพื่อประชาชน ส่วนเรื่องที่ถูกเข้าใจผิดพ่อครูจะได้นำเอาบทความมาวิพากษ์วิจารณ์ เราจะได้ฟังมุมมองของพ่อครูที่มีต่อสื่อมวลชน

พ่อครูว่า... เรื่องที่จะแจ้งเรื่องแรกคือเรื่อง ว.บบบ. ผู้ที่จะเข้ามาสู่ภาวะความเป็นบัณฑิต ปี 2555-2556 นี้ เป็นครั้งที่ 2 เป็นรุ่นที่สองของ ว.บบบ (วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม) เราจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันพรุ่งนี้ เราไม่มีเวลาแล้ว บอกกันให้ทราบทั่วกัน ผู้ที่ได้ดูก็บอกแจ้งกันด้วย ยื่นใบสมัครที่สมณะประจำพุทธสถานชาวอโศก กทม. สมัครที่ ส.ซาบซึ้ง ,ปฐมอโศกที่ ส.กรรมกร ,ศาลีอโศกที่ ส.ลือคม ,สีมาอโศกที่ ส.ดินทอง นครวโร ,ศรีษะอโศกที่ ส.ถ่องแท้ ,ราชธานีอโศก ที่ ส.ฟ้าไท ,ภูผาฟ้าน้ำที่ ส.บินบน ,สังฆสถ

อ่านต่อ

านหินผาฟ้าน้ำที่ ส.แก่นผา ,สังฆสถานทะเลธรรมที่ ส.นาไท อิสสรชโน เปิดรับสมัครตั้งแต่พรุ่งนี้ถึง 25 ธันวาคม 2555 งานเราเริ่ม 28 ธ.ค. ว.บบบ.รุ่นที่ 2 วันที่ 1-2-3 ม.ค. บำเพ็ญธรรม 4 วันแรกบำเพ็ญคุณ ส่วนรายละเอียดจะได้บอกในวันอื่น ให้เตรียมตัว บอกไปทางอากาศว่า หนุ่มที่ทำเหรียญเสร็จแล้วให้นำมาให้ อีกไม่กี่วันอาตมาจะไปราชธานีอโศก จนถึงปีหน้าจึงจะได้กลับมา

มีเรื่องที่อาตมาต้องขอแจงเรื่องหนึ่งก่อนคือ อาตมาได้พูดถึงความหมายของคำว่าอำนาจไป วันนี้ได้ฟังเรื่อง อาจารย์จากจุฬาฯ ได้อธิบายความหมายของคำว่าอำนาจ มีคนฟังอาตมาแล้วเกรงว่าอาตมาจะบรรยายผิด .... อาตมาได้อธิบายกันให้ชัดๆอีกทีหนึ่ง คือคำว่า force คืออำนาจที่มีลักษณะของเผด็จการ กดขี่บังคับ ยัดเยียด.... วิชาทางจิตวิทยากับทางรัฐศาสตร์อาจต่างกัน ที่จริงอาตมาได้คำว่า Force กับ Authority ก็ได้มาจากนักรัฐศาสตร์ ดูว่าโก้ ก็บอกกันตามจริง เพราะฉะนั้น เป็นภาษาทางรัฐศาสตร์ ในทางจิตวิทยาจะใช้ Authority ว่าเป็นเผด็จการ ถ้าไม่ติดยึดภาษาก็เข้าใจได้ตรงกัน ซึ่งอาตมาก็จะอธิบายทางจิตวิทยา อย่างพระพุทธเจ้าท่านมีอำนาจ Authority เต็มที่ท่านออกกฎหมายเอง ทรงมีอำนาจนี้ ท่านเป็นผู้สร้างเอง Authority แปลว่าผู้สร้างจนได้สิ่งนี้ ผู้ที่มีความจริงจนได้อำนาจสูงสุด เพราะคนเขายกให้เคารพยกย่องสูงสุด นี่เป็นอำนาจทางธรรม สร้างจิตวิญญาณเป็นตัวตั้ง ไม่ได้สับสนอะไร บางคนหาว่าอาตมามั่ว ปนเปเละ ก็ไม่ได้ถือสาโกรธเคืองอะไร ที่มาว่าบางที่ sms มาว่า พูดไม่รู้เรื่อง เพราะเขาจับความเข้าไปถึงเนื้อหาสาระไม่ได้ จึงหาว่าอาตมาพูดไม่รู้เรื่อง ก็ต้องขออภัย อาตมามีอรรถะ ธรรมะแล้วใช้นิรุติ ปฏิภาณ แสดงออกมายาก เพราะในปางนี้ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนตามที่เขาเรียนกัน มันก็เลยไม่ได้มีภาษาที่เขามีกัน แต่ก็พยายามกัน Authority ก็เป็นอำนาจ อย่างสูงสุดกว่าอำนาจเผด็จการแบบ Force นัยยะเป็นการเบ่งข่ม เป็นเผด็จการแบบอวิชชา แต่นี่เป็นอำนาจแบบวิชชาเพราะเขายกให้บูชานับถือ อันนี้คือความสูงต่ำ ผู้ที่มีคุณสมบัติดีจริงเป็นความชอบธรรม เสมอภาคนี่เป็นความที่ท่านไม่ถือตัว ท่านก็วางตัวเป็นผู้ใหญ่ที่เหมาะสม และผู้ที่เข้าใจแบบแข็งๆว่า ความเสมอภาคนี่ เป็นความเสมอภาคที่โดยจิต สติปัญญาที่ยอมรับ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าถ้ามีศีลสามัญตาทิฐิ จะใช้ว่า โสนดาฯเสมอโสดาฯ แต่โสดาฯจะไม่เสมอกับสกิทาฯ เราเคารพกันด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ สมุติ กติกา แต่งตั้ง เช่นคุณสุรพจน์นี่ย้อนแย้งมาอีกว่า ความเสมอภาคที่อาตมาอธิบายเมื่อวานนี้ไม่ถูก ท่านสมณะโพธิรักษ์ไม่เข้าใจคำว่า ทุกคนเป็นคนเหมือนกัน ซึ่งอาตมาเข้าใจได้ว่า คนเรามีความเป็นคนเหมือนกัน แต่ก็มีความรู้มีปรมัตถ์ไม่เท่ากัน แล้วไปเที่ยวทะเลาะ เพราะฉะนั้นคนที่มีภูมิรู้ในปรมัตถ์จะเข้าใจ อาตมาไม่ได้อ้างว่าตนดีกว่าคนอื่น ให้คนมาเคารพเขาก็มาเคารพเอง อาตมาก็ไว้ตัวพอสมควรในฐานะที่ควรเป็น เป็นสมณะสารูป ก็มีจริง คนที่มีปัญญาจะรู้จักคุรุกรณะ รู้จักสูงต่ำที่จะยกให้ จะนับถือคนมีคุณธรรมสูงต่ำ จะยอมรับว่าตนมีคุณธรรมไม่เท่าท่านจริงๆ คุณสุรพจน์จะแย้งว่าเป็นคนเท่ากัน ไม่เถียงหรอก หรือจะเข้าใจว่าเป็นสัตว์โลกเหมือนกัน เป็นสัตว์เดรัจฉานเหมือนกัน “ผมเถียงในฐานะที่.....ผมเจอท่านสมณะโพธิรักษ์ผมก็ยกมือไหว้ ทุกคนมีความเสมอภาคในการแสดงออก” ก็จริงทุกคนมีความเสมอภาคในการแสดงออก แต่ก็มีมารยาทสังคมที่มีการเลือกให้แสดงออก แต่อาตมาเชื่อว่าคุณสุรพจน์เข้าใจละเอียดหมด จะพูดไปก็เหมือนเป็นการแย้งไปเท่านั้น ก็จบการแย้งในส่วนนี้เพียงเท่านี้ เรามาวิพากษ์เผื่อคนที่เข้าใจไม่ละเอียด ให้เกิดความรู้ ส่วนผู้ที่รู้แล้ว และที่จะตั้งใจเอาชนะ ก็จะเถียงต่อ ส่วนที่ผู้ไม่อยากเอาชนะคะคานก็จะไม่ต่อ มีเรื่องที่คุณสุรพจน์ว่ามาหลายอย่าง ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้มากหากมีเวลาก็ค่อยมาพูดกันอีก ส่วนเรื่องต่อไปก็จะเอาที่หนังสือพิมพ์มติชนและเนชั่นเขียนวิพากษ์วิจารณ์ _เสธ.อ้ายไม่ได้ตายแบบสูญเปล่า ข้อเขียนของเทพชัย หย่อง ใน นสพ.เนชั่นรายสัปดาห์..... พ่อครูว่า... การใช้คำว่า แช่แข็งประเทศ กับคำว่า แช่แข็งนักการเมือง เป็นภาษาที่ส่อให้เห็นเจตนาของผู้ใช้ภาษานี้ทั้งที่รู้ความหมายของคำทั้งสอง ในมติชนสุดสัปดาห์ ...ได้แสดงความเห็นว่าทำไมเสธ.อ้ายถึงเลิกการชุมนุม ..... พ่อครูว่า... การเป็นนายกสมาคมมวยกับการเป็นประธานองค์การพิทักษ์สยาม อันไหนให้ประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่ากัน ซึ่งทำไมคนจึงเห็นว่าการเป็นนายกสมาคมมวยจะให้ความสุขกับประเทศมากกว่างานการเมือง อาตมาก็เห็นว่าประเทศไทยคงยากที่จะพัฒนาทางการเมือง ถ้าระดับผู้ที่ให้การสื่อสารจะสมคล้อย เป็นนักธรรมะที่อยู่กับสังคม ไม่ใช่นักธรรมะที่อยู่ป่าไม่สนใจสังคม ธรรมะนั้นมีเบื้องต้น ท่านกลางบั้นปาย ให้ล้างอบายก่อน เช่นมวยนี่เป็นอบายมุข เพราะฉะนั้นในวงการศึกษาวิชาการยังแยกไม่ออกว่าอบายภูมิคืออะไร เช่นการชกมวย จะมีศิลปะบ้าง ก็ไม่เท่าไหร่ แต่เอาไปเป็นอาชีพนี่ไม่ได้ เป็นอบายมุข สิ่งที่เป็นอบายมุขเอาไปเป็นอาชีพไม่ได้ การบันเทิงเริงรมณ์ เช่น กังนัม นี่อบายมุขข้ามโลกเลย ก็เอาเข้ามาในไทย พระพุทธเจ้าท่านศึกษามาเป็นล้านๆชาติ อาตมาก็ศึกษาตามแนว พระพุทธเจ้า ไม่ได้ไปศึกษาในตำราใด จึงเข้าใจว่าพฤติกรรมอมนุษย์อะไรต่ำอะไรสูง อะไรควรลดละตามลำดับ จะได้เจริญไปตามลำดับโสดาฯ สกิทาฯ แต่พุทธในไทยเป็นฤาษีหนีดับลงโลกันต์ไม่ได้เข้าใจว่ากิเลสคืออะไร สังคมยังเข้าใจอบายว่า เสธ.อ้ายควรไปอย่างนั้นเป็นชื่อเสียหรือ ยืนยันว่าพระพุทธเจ้ารู้รอบ รู้แจ้งโลกทุกขนาด ทุกสมัย แต่ละแบบ แต่ละสังคม จะรู้ส่วนต่ำ สูง แล้วรู้สังคม แล้วช่วยโลก เพราะปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะมีโลกุตรจิต จะมีจิตอัปปมัญญา เป็นจิตพระเจ้า แล้วช่วยคนเป็นโลกานุกัมปายะ ไม่ใช่ว่าไม่ช่วยสังคม ไม่ดูดำดูดาย ถ้าสำเร็จอรหันต์แล้วต้องไปช่วยสังคม เมื่อบรรลุอรหันต์ 60 รูป ก็บอกว่าให้ไปเข้าเมือง ไม่ได้บอกว่าไปป่า จะได้ให้คนไปตามหาอาจารย์ในป่า แต่ส่งไปในเมือง แล้วคำแรกที่ตรัสคือโลกานุกัมปา เพราะอรหันต์นั้นมีโลกวิทู รู้โลก รู้จักสังขารโลก ที่จะช่วยตามภูมิปัญญา แต่จะช่วยได้ไม่เท่ากัน แต่เท่ากันที่กิเลสหมดเหมือนกัน นี่คือความเสมอภาค ขนาดพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ขี้กะโล้โท้ก็เท่ากัน แต่ความสามารถไม่เท่ากัน แล้วจะไปปฏิเสธว่าเท่ากันหมดไม่ได้ เพราะความเท่ากันมีนิดเดียวก็คือกิเลสหมด แต่ความไม่เท่ากันมีมากมาย มันโต่งเกินกว่าสัจจะที่มันเป็น เช่น ผู้หญิงผู้ชายนี่ไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นปัญหาทั้งโลก เถียงกันคอจะแตกพระพุทธเจ้าจะเข้าใจชัดเจนว่า ผู้หญิงจะไม่เท่าผู้ชาย แต่มีสิทธิ์จะเท่ากันคือเป็นอรหันต์เท่ากันได้ อันหนึ่งที่ดีในไทยโพสท์คือคำพูดเสธ.อ้าย ผมไม่ใช่คนที่ .... ผมน้อยใจผมไม่อยากทำงานร่วมกับกองทัพอีกทหารไม่มาช่วยประชาชน ถูกตำรวจรังแก ....ต่อไปชุมนุมต้องมีอาวุธสู้มือเปล่าไม่ไหว จะเอาแบบนั้นหรือ? ผมแค่ขอให้ทหารมาคั่นอย่าให้ตำรวจทำร้ายประชาชน ผมกลัวว่าจะมีใครอะไรเข้ามา... เสียใจนะทหารไม่ออกมาช่วยประชาชนเลย ไม่ยอมรับสาย บางคนก็หนี เสียใจยิ่งกว่าทำกบฏอีก มันเสียใจน้อยใจเจ็บปวด .. พ่อครูว่า... นี่แสดงว่าเสธ.อ้ายไม่ได้มีการตกลงกับทหาร ไม่ออกมาปฏิวัติ ก็พูดออกไปหมด ถ้ามีการสืบสวน ก็บอกได้เต็มปากเต็มคำว่า ไม่มี หมายความว่า....ต่อไปข้างหน้าเสธ.อ้ายจะให้เอาอาวุธออกมาชุมนุม ซึ่งอาตมาไม่เอา เพราะการชุมนุมมีอาวุธไม่ใช่ประชาธิปไตย ผิดกฎหมายด้วย ซึ่งอาตมาได้เรียบเรียบเจตนารมณ์จะบอกในภายหลัง เสธ.อ้ายเป็นคนตรงคบง่าย ที่พูดว่าต่อไปชุมนุมต้องมีอาวุธ สู้มือเปล่าไม่ไหว? จะเอาแบบนั้นไหม? ก็มั่นใจว่าเสธ.อ้ายจะไม่ทำแบบนั้น แต่จะรับรองก็ไม่แน่ แต่จะบอกเจตนารมณ์ของชาวอโศกหรือกองทัพธรรม อย่างจริงใจ บริสุทธิ์ใจคืออะไร..... จะเป็นไปได้ยากปานใด เราก็จะทำ จะมีผู้เห็นดีเห็นด้วยเท่าใด เราก็พอใจเท่าที่ได้... เราไม่หวังว่าจะได้มาเป็นที่ตั้ง เพราะคนที่จะมีความสนใจมีความกล้ามีภูมิพอจะรับคุณธรรมขั้นโลกุตระนี้ได้ มันไม่ธรรมดาสามัญทั่วไป เราไม่เคยยึดมั่นหรือมุ่งเอาชนะเลย เราจะชนะได้มี 2 อย่าง 1.ชนะตามแบบ Force คืออำนาจที่มีลักษณะเผด็จการ กดขี่ บังคับ ยัดเยียด อันเป็นอำนาจที่เราไม่ทำอยู่แล้ว มันไม่ใช่โลกุตระ 2. ชนะแบบ Authority เท่ากับ Right Power ชนะเราเพื่อให้ประชาชนชนะ คือมีบุคคลในสังคมในประเทศเกิดสติ ปัญญา มีความชอบธรรมเพิ่มจำนวนขึ้นให้แก่ประเทศ ก็เพียงพอแล้ว ไม่ได้หวังดังที่คนทั้งหลายคิด

ซึ่งเหตุการณ์ที่เราได้เข้าไปร่วมนี้ ก็เป็นตัวชี้บ่งว่าคนอึดอัดในภาวะการบริหารของรัฐบาลขณะนี้ มีจริงเป็นจริง คนที่ออกมานั้นทนไม่ไหว จึงออกมามากเกินคาด ต้องยอมรับว่าเขาเก่ง เรียนวิชามาชนิดที่เก่งฉิบหาย กระนั้นฝูงชนก็ออกมามากแป็นประวัติการณ์แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้รัฐบาลบอมรับว่าเป็นเสียงของประชาธิปไตย ใครจะหาว่าเราสุดโต่งเราเพ้อฝันก็แล้วแต่ ใครมาร่วมกับเราก็พาทำ แต่ในมวลกองทัพธรรมก็ไปปฏิบัติธรรมะ ไปพยายามทำเช่นนั้นมา จะกี่ครั้งที่ผ่านมา ให้ประชาชนได้เห็นได้รู้ เราบอกความจริง แล้วปฏิบัติเช่นนี้ อาจมีบกพร่องบ้าง แต่ก็ไม่มีหยาบมาก และตั้งใจจะให้ดีขึ้น ผู้ใดเห็นควรก็ชักชวน ก็ไม่ใช้ลากดึงกันหรอก เพราะประชาธิปไตยต้องอาศัยมวล ประชาธิปไตยคือการออกมาชุมนุมแสดงมวล เพราะนี่อาตมาถือว่าเป็นพฤติกรรมหน้าที่ของปวงชนในระบอบประชาธิปไตยทุกคน ยกเว้นผู้ที่มีเงื่อนไขว่าออกมาชุมนุมไม่ได้ ใน กฎหมายลูก กฎหมายหลักให้สิทธิ์ออกมาชุมนุมหมด ที่ต้องถูกห้ามตามกฎหมายลูกก็เล็กน้อย แม้บางคนมีกฎหมายลูกห้าม แต่ก็ออกมาชุมนุมได้ เช่นผู้ที่หมดสิทธิ์ไปเลือกตั้งแต่ออกมาชุมนุมได้ ก็ขอลงลึกถึงธรรมะที่อาตมาพาทำนี่เป็นการปฏิบัติธรรม ยืนยันว่าท่านที่ไปต้านไม่ให้ศาสนามายุ่งการเมืองเป็นความเข้าใจผิด ธรรมะคือสิ่งดีงาม คนมีธรรมะจะต้องมาทำดี คนพาลไม่มีธรรมะไม่ควรมายุ่งนั่นดีแล้ว แต่คนดีมีศีลต้องให้มาช่วย เป็นสิ่งที่ควร ไม่ใช่สิ่งที่น่าดูดาย แม้ในรธน.ก็ระบุไว้ถึงหน้าที่ของทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องสัจจะที่ถูกต้องดีงาม ถ้าผู้ใดเข้าใจว่าธรรมะไม่ยุ่งการเมือง จริงๆผิดธรรมนูญอยู่นะ อย่างมาตรา 63 ควรแล้วนะแต่ก็ไม่ทำ อาจเรียกว่าจารีต ตามหลักกฎหมาย หลักนิติรัฐ นิติธรรมก็แล้วแต่ ถ้าคนที่มีภูมิปัญญาก็จะออกมาช่วยกัน ที่ใช้คำว่าจารีตมาเกี่ยวนี้ เรี่องของการชุมนุมนี่ คุณสุรพจน์เรียกว่า อำนาจจารีต คำว่าจารีตคอืพฤติกรรมของคนในสังคมไม่ใช่คนเดียว จารีตประเพณี ขนบ จะเป็นชั่วครั้งชั่วคราว หรือเป็นพฤติกรรมประจำเป็นขนบ เกิดจากอบรมบ่มเพาะ ประพฤติสั่งสมอย่างไรก็ตาม สิ่งที่มันเสื่อมก็ไม่เรียกว่าวัฒนธรรม เป็นจารีตประเพณีได้ แต่เป็นจารีตประเพณีเสื่อมๆ แต่วัฒนธรรมจะมีแนวโน้มทางเจริญ แต่มันก็มีเสื่อม เช่นวัฒนธรรมการเมือง ที่จริงไม่ใช่วัฒนธรรม ท่านพุทธทาสเรียกหายนธรรม พฤติกรรมของนักการเมืองที่ประพฤติเหมือนกันหมดเลย จนเป็นแรงเป็นอำนาจจารีตทางการเมือง เกิดจากจิตวิญญาณเขาเข้าใจอย่างนั้น แล้วก็เจตนาทำออกมาเป็นพฤติกรรมสังคมที่เรียกว่าการเมือง ในขณะนี้เป็นพฤติกรรมเลวร้าย อำนาจจารีตทางการเมือง เช่นจารีตในการลงคะแนนเลือกตั้ง กฎหมายถูกต้องดีอยู่ แต่การประพฤติแย่แล้ว หาเสียงน้ำเน่า ผิดกฎหมายหลายอย่างเลวร้ายแต่ก็ยอมรับ จารีตขนบนี้ว่าเป็นประชาธิปไตย อาตมายอมรับไม่ได้ ไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วเขาก็มาคุยโม้ว่า นี่เป็นประชาธิปไตย เหลวไหลจริง ยิ่งเอามาประกาศในสังคมยิ่งน่าสังเวช แล้วก็หลงใหลว่าการเลือกตั้งนี้ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นต้องเกิดจากความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิกัน จะออกมาเป็นสัมมา ถ้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่านี่คือประชาธิปไตย จะเรียกจารีตประเพณีวัฒนธรรม อย่างนี้ยังจะยอมรับกันอีกหรือ ที่เสธ.อ้ายพูดว่ามันเป็นอย่างนี้จึงต้องแช่แช็งนกม. เขาก็รู้อยู่ว่าเป็นความหมายเช่นนี้ แต่ก็ใช้วาทะกรรมว่าแช่แข็งประเทศ ถ้าเราสามารถมาทำหน้าที่ออกมาชุมนุม อาตมาก็นึกว่ายังไงๆก็ไม่ได้หรอกล้านคน แสนคนก็หืดขึ้นคอ แต่ก็นับกันไป ตกคณิตศาสตร์กันเลย อาตมาว่า คนมาวันนั้นมากกว่ามาสนามม้า ถึงห้าโมงก็ยังหลั่งไหลมา ถูกต้านกันก็มาก ก็ทำลายสถิติกันพอสมควร ก็ให้การศึกษากันในมาตรา 63 เรื่องเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การกำจัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่อาศัยกม.ในกรณีการประกาศสถาณการณ์ฉุกเฉิน อาตมาว่ามามากกว่า 24 ตุลาฯ มากกว่ามากเลย ทำไมต้องพูดถึงจำนวน เราเรียกกันว่าเสียงสวรรค์ เพราะเราไม่ได้ล่อหลอก ไม่ได้บีบบังคับ ไม่ได้ใช้วิชามารเลย จะว่าเสธ.อ้ายไม่มีคะแนนจัดตั้งเลย จะมีก็แต่จากการชุมนุมครั้งที่แล้วชาวอโศกยังมีจัดตั้งบ้างแต่ชาวอโศกมีไม่มาก ก็พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ยืนยันว่าประชาธิปไตยเป็นการบริหารปกครองที่ดีที่สุด ยังมีคนลังเลสงสัยอยู่ จะดีที่สุดถ้าทำตามแบบประชาธิปไตย เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง พระพุทธเจ้าเอาประชาชนเป็นตัวตั้งแต่ท่านร่างรธน.เอาไว้ก่อน นี่คือ Authority พระพุทธเจ้าท่านร่าง รธน. แล้วท่านตายไป ท่านไม่ให้ตั้งใครเป็นใหญ่ นี่คือความยืนยันว่า พุทธศาสนาคือ ประชาธิปไตยอยู่ใต้ รธน. ทั้งธรรมและวินัย วินัยคือกฎหมายอาญา เมื่อมีลักษณะไม่ตั้งใครใหญ่กว่าพุทธธรรมนูญ ก็เป็นลักษณะเดียวกับ ประชาธิปไตย ลักษณะพวกนี้เป็นเรื่องยืนยันประชาธิปไตยเป็นการให้สิทธิปลดแอกมนุษย์ตั้งแต่ยุค 2600 ปีท่านปลดแอกความเป็นทาส สำเร็จด้วย วิธีจะบริหาร ว่าความ ตัดสิน ล้วนแล้วแต่อยู่ในหลักประชาธิปไตยสากล ศึกษาให้ดีจะพบว่าพุทธศาสนาเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ในโลก แต่ภาษาไม่ ประชาธิปไตย ที่สูงสุดคือธรรมธิปไตย คือคนประเสริฐ ผู้ที่มีความเป็นอุตริมนุสธรรม คือคุณธรรมที่เป็นหลักเกณฑ์ทฤษฎีสูงสุดคือคนเป็นอรหันต์ ผู้ที่เป็นอรหันต์จะเป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง อยู่เหนือโลกธรรม หมดสุขทุกข์กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มีแต่สุขกลางๆเฉยๆ รู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่ได้มีเคหสิตเวทนา ตามคนโลกที่ยังมีอวิชชา แม้แต่เศษสุดท้าย คนที่ได้ปฏิบัติแบบนี้จนรวมเป็นพฤติกรรม ในสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 นี่เป็นคนที่สูงสุดแล้วเป็นคนที่มีคุณธรรมนี้เต็ม มีสาราณียะ เป็นคนที่จะรู้สัมพันธ์รู้ช่วยเหลือเกื้อกูล รู้กิจที่ควรทำ จะเอาใจใส่เพื่อนสหธรรม ตามที่ควรเป็น คนที่อยูใกล้ไกล มีความรัก ปิยกรณะ รักกันสัมพันธ์กันอย่างดี ไม่ใช่ว่าแยกปลีกเดี่ยว หลุดขาดไปจากสังคม ไม่ใช่ อยู่ด้วยแต่จิตเหนือ มีพลัง ปัญญา อนวัชชะ สังคหะ เป็นพลังที่พันภัย 5 แล้วซึ่งเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ ในคนที่ศึกษาบทเรียนของพระพุทธเจ้า จะเป็นคนที่มีคุณสมบัติ 7 ประการนี้ แม้เราจะอยู่กับคนที่มีอบายมุข เราก็ไปช่วยเขาขึ้นมา เท่าที่เรามีความสามารถ มีความรัก ปรารถนาดีต่อกันไปช่วยกัน มีความรักมีจิตใจเมตตาต่อกัน ครุกรณะท่านเป็นคนที่สูงสุดแตก็มีความเคารพแม้ในสมมุติ ทั้งเคารพในภาวะจริง ก็เคารพกันด้วยความรู้ความจริงใจ เสมอสมานกันเรียกว่าสมานนัตตตา แปลง่ายๆว่าสมานอัตตา และมีสังหะ คนที่ช่วยตัวเองรอดแล้ว ก็มีพลัง 4 เป็นการงานที่ไม่มีโทษ มีความขนยันหมั่นเพียร เป็นแรงกำหลังเป็นอำนาจ Energy ของจิตวิญญาณที่ทำงานจริงทาง วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มีสังฆหะเกื้อกูลกัน อย่างมีพลัง ไม่ใช่เพื่อหมู่ตัวเอง หรืออย่างเสียไม่ได้ ใครเกื้อกว้างออกไปได้ก็เจริญ ไม่วิวาท พร้อมเพรียงกัน มีเอกภาพ สรุปว่ามันมีครบหมดนี่คุณธรรมพระพุทธเจ้า เราเป็นเมืองพุทธพากเพียรไปเถอะ นี่แหละแดนศิวิไลซ์ที่โลกต้องการ วันนี้เราคงเข้าใจ อาตมาให้คำจำกัดความ ธรรมาธิปไตย คือประชาธิปไตยโดยชอบธรรม ที่อาตมาออกไปต้องการประชาชนที่มีสติปัญญามีความชอบธรรม ซึ่งตำรวจพยายามหาความไม่ชอบธรรมของประชาชน ที่คุณแซมดิน บอกว่า ทุกวิถีทางตำรวจพยายามให้เกิดความไม่ชอบธรรม ให้ควบคุมไม่ได้ แม้อารมณ์จะคุกรุ่นด้วยความไม่ชอบใจ ซึ่งสามารถตกลงให้ยุติการชุมนุมด้วยความสงบ ต่างจากการชุมนุมของเสื้อแดง เจตนารมณ์ที่อาตมาประกาศวันนี้ ที่ต้องการคือให้บุคคลในสังคมประเทศ ให้มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นก็เพียงพอแล้ว ที่ออกไปไม่ได้ขาดทุนหรอกเพราะมีคนเข้าใจเพิ่ม ประชาธิปไตยในประเทศไทยนี่สวยงามที่สุดแล้ว ต่างจากในต่างประเทศที่จะต้องตีกันแล้ว จบ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน